ไวท์แชนเนลกำลังจะครองโลก‬

เห็นเพื่อนว่าวันนี้ในรายการอัลบะยาน เชคริฎอพูดถึงเรื่องตัดเค้กสั้นๆเองว่า “ถ้ามีสุนนะฮฺในการตัดเค้กก็บอกมาได้นะ ฮะฮะฮะ” คือเชคหัวเราะ ไม่ถึงนาทีก็เปลี่ยนเรื่องพูด เป็นเรื่องจริงๆแหละเมื่อวาน แต่คำชี้แจงสั้นๆของเชคบอกถึงการให้อภัยและเอ็นดูชีอะฮฺกับคุณอะฮฺมัดรอชีดี อิสมัญ ซูฟีเจ้าเก่านักก่อความวุ่นวายแห่งยุคสมัย อยู่เหมือนกันนะครับ เสียเวลาไปตอแยด้วย เพราะอย่างที่รู้ คนเหล่านี่นอกจากร้ายกาจแล้วยังน่าสงสารด้วย
.
ใครขี้เกียจอ่านยาวๆที่เค้าเขียนๆกัน จะสรุปให้ครับ เมื่อวานไวท์จัด ‘งานสัมนาปิดไตรมาสครั้งที่ 4 ของปี 2558’ ครับ แล้วมีพี่น้องส่งเค้กมาให้กิน (จ่ายเงินด้วยนะ) ผู้บริหารไวท์ก็เลยตัดเค้กให้พนักงานเอาไปกินกัน เชคยังแซวด้วยว่าเด่วเป็นประเด็นๆ ปรากฏว่าจริงด้วย เริ่มที่ Mtoday สำนักข่าวชีอะฮฺเอาภาพไปทำข่าวบอกว่า ‘ไวท์ฉลองวันเกิด’ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ จากนั้นคุณอะฮฺมัดรอชีดี อิสมัญ ก็จับมือชีอะฮฺขึ้นมาหอมแล้วเคปเจอร์ส่งต่อให้สาวกซูฟีของเค้าในห้องไม่แอบอ้างทำนองว่า นี่ไงๆวะฮาบีชอบบอกว่างานวันเกิด ‘เมาลิดนบี’ บิดอะฮฺอย่างงู่นอย่างงี้ แต่ตัวเองทำได้นะจ๊ะ แล้วเหล่าสาวกที่ตามมาคอมเมนต์ก็ฮูยาๆๆ ด่าไวท์และยกมือสรรเสริญความฉลาดหลักแหลมของคุณอะฮฺมัดรอชีดี กันถ้วนหน้า โดยไม่รู้เลยว่าอุละมาอฺอัซฮัรที่พวกเขายกย่อง เช่น ดร.อะลี ญุมอะฮฺ ก็เคยตัดเค้กมาแล้วเหมือนกัน
.
กลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน เสียเวลาทำงานดะอฺวะฮฺของชาวไวท์ที่ต้องรีบออกมาชี้แจงว่ามันไม่ใช่เค้กวันเกิดหรอกครับ เค้กธรรมดาๆนี่แหละ ก็เลยถามกลับว่า ‘ตัดเค้กนี่มันเป็นเรื่องศาสนาหรือไง?’ จึงเอาไปเทียบกับเรื่องเมาลิดหรืองานวันเกิดนบี แต่พอเชื่อมโยงเอาตั้งแต่เคปเจอร์ชีอะฮฺมาถึงของคุณอะฮฺมัด จึงเข้าใจได้ว่า ‘ทีแรก’ ที่ด่าไวท์น่ะไม่ใช่เพราะ ‘การตัดเค้ก’ แต่เพราะไปเทียบว่าไวท์ ‘จัดงานครบรอบหรือวันเกิด’ นี่เองครับ แต่พอชี้แจงไปแล้วว่าไม่ใช่งานวันเกิด สาวกซูฟีที่ยังฮูยาๆตะคริวกินเอามือลงมาไม่ได้ ก็เหลือเรื่องพฤติกรรมการตัดเค้กนี่แหละที่พอจะตีเชคกับทีมไวท์ได้ นานๆที จัดไปอย่าให้เสียทักษะความอิจฉาริษยา นี่เลยเป็นที่มาของการชี้แจงสั้นๆจากเชควันนี้ว่า “ถ้ามีสุนนะฮฺในการตัดเค้กก็บอกมาได้นะ ฮะฮะฮะ” หมายถึงถ้าพวกคุณยังคิดว่าการตัดเค้กแบบนี้ (ยืน-ใช้มีดตัด) เป็นเรื่องที่ไม่มีในอิสลาม เป็นบิดอะฮฺ ไม่เป็นสุนนะฮฺ งั้นช่วยบอกหน่อยสิว่าที่เป็นสุนนะฮฺน่ะยังไง ใช้ช้อนหรือตะเกียบป่ะ
.
น่าสงสารคนเหล่านี้ แม้แต่เรื่องการตามคนศาสนาอื่น พวกเขาก็ไม่เข้าใจ นบีน่ะห้ามตามเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับอัตลักษณ์ทางศาสนาเท่านั้นครับ มิใช่เรื่องทั้งหมดครอบจักรวาล อย่างใส่เนกไท ใส่หมวกแก็ป หรือการตัดเค้ก เช่นเดียวกันกับการไม่เข้าใจในเรื่อง ‘อิบาดัต’ กับ ‘มุอามาลาต’ ซึ่งแอดมิ้นได้เขียนไว้ในโพสต์ที่แชร์คลิป Dr. Bilal Philips (https://www.facebook.com/SmianaJournal/posts/1046623018727715) พวกเขาก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นแหละ โจ๊กประหลาดๆอย่างการไล่ให้ไปขี่อูฐอย่ามาขับรถ ก็เลยตามมาอยู่เนื่องๆเวลาจะด่ามุสลิมสุนนะฮฺ
.
ในทางจิตวิทยาคนเหล่านี้จึงน่าเอ็นดู เป็น Anxiety disorder แบบอ่อนๆ เพราะตกเป็นเหยื่อของความกลัว หวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย กลัวว่าจะมีคนมาพังทลายถ้ำของตัวเองที่อุดอู้อยู่มานานนับศตวรรษ กลัวแสงสว่าง พวกเขาจึงสร้างศัตรูขึ้นมาเองด้วยเหตุนี้ เริ่มจากตั้งชื่อให้ว่าวะฮาบี เขียนแผนการร้ายให้เสร็จสรรพ 10 ข้อ 20 ประการว่าไป โดยคนที่พวกเขากลัวอยู่นั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย นี่ไวท์ระดมทุนสร้างอาคารใหม่ ได้เงินบริจาคจากพี่น้องเกินที่คาดคิดอีก ยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก อาคารไวท์แชนเนลหลังใหม่คงไม่ต่างจากปราสาทแดร็กคูล่าแล้วกระมัง นี่เลยต้องย้ำกันอยู่เสมอๆถึงพฤติกรรมของคุณอะฮฺมัดรอชีดีและสาวก ภายใต้เกียรติของชุดโต๊ปและสารบั่นที่พวกเขาชอบใส่กัน คนเหล่านี้สะอาดอย่างที่คิดจริงหรือเปล่า? ขออัลลอฮฺทำให้เราห่างไกลพฤติกรรมเหล่านี้ด้วยครับ

แอดมิ้น
24/12/58

‎โต๊ะครูที่เก่งมากเมื่อพูดคนเดียว‬

666

ยังคงรักษามาตรฐานผู้รู้ที่เก่งทุกครั้งเมื่อ ‘พูดคนเดียว เขียนคนเดียว’ (กลัวเวทีดีเบตมาก?) สำหรับ อ.อารีฟีน แสงวิมาน โต๊ะครูพันธมิตรซูฟีแห่งเมืองไทย ที่ลูกศิษย์ยกให้เป็นอุละมาอฺแห่งเมืองไทยไปแล้ว เห็นแล้วนึกถึงเรื่องในอดีตตอนโกหกใส่คนฟังเรื่องเชคริฎอ จนเชคเสียหายต้องโทรมาถามและให้สาบานมุบาฮาละฮฺ ทำเอาเจ้าตัวอ้ำอึ้งต้องรีบบอกทำนองว่าจะกลับไปทบทวนใหม่ วันนี้เอาอีกแล้วนะครับ แต่โต๊ะครูฝ่ายตรงข้ามคงไม่ค่อยสนใจแล้วก็ได้ เพราะเสียเวลาเหมือนกันที่ต้องมาตามเก็บขยะเรี่ยพื้นของคนเหล่านี้ คนเหล่านี้จะดูเก่งมากถ้าได้พูดคนเดียวบนเวทีโดยไม่มีอีกฝ่ายคอยชี้แจงแบบ Real-time เช่นที่โรงเรียนเก่าของแอดมิ้น ธรรมวิทยามูลนิธิ,ยะลา เขาดูเด่นมากบนเวทีทั้งคำพูดและท่าทางตลอดจนบุคลิก ซึ่งเป็นปกติเมื่อได้อยู่ในบรรยากาศที่รู้ๆกันว่ายอมเขา คือเด็กธรรมจะชอบเขามาก เพราะผ่านการเจียรไนด้วยคำว่า ‘อุละมาอฺมาจากกรุงเทพ’ แล้วนั่นเอง ทั้งๆที่โต๊ะครูมากมายที่แก่ประสบการณ์กว่าเขา ยังพอใจให้คนเรียกอุสตาซด้วยซ้ำ ตัวเขาในวันนั้น ต่างจากตัวเขาเมื่อต้องมานั่งพูดแก้ตัวกับเชคในคลิบมากๆ

ส่วนลูกศิษย์ที่ตัดคำพูดที่ตัดต่อของอาจารย์ตัวเองมาเผยแพร่ คุณ อะหมัดรอชีดี อิสมัญ ก็ร้ายไม่แพ้อาจารย์ตัวเองนะครับ ในอดีตตอนที่ยังไม่ดังก็เคยสมรู้ร่วมคิดส่งคนเข้าไปสืบเพื่อทำลายเกียรติของโต๊ะครูในหาดใหญ่กลุ่มหนึ่งและในมหาลัยอิสลามยะลา (ก่อนเป็น มฟน.) …อะกีดะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ หรือของวะฮาบีที่พวกเขาเรียกนั้น ไม่ได้เชื่อเลยว่าอัลลอฮฺทรงมีรูปร่างเช่นคำกล่าวร้ายของ อ.อารีฟีน แต่เขาก็ยังดูถูกคนฟังด้วยการ ‘ตัดต่อ’ เอาคำพูดของเชคอุษัยมีน (จากหนังสือที่คนทั่วไปหาอ่านไม่ได้) มาให้เข้าใจเช่นนั้นอีกจนได้ ภายใต้เกียรติของชุดโต๊ปและสารบั่น คนเหล่านี้ไม่ได้สะอาดอย่างที่คิด ขออัลลอฮฺทำให้เราห่างไกลพฤติกรรมเหล่านี้ด้วยเถิด

คลิปเสียงเมื่อเชคริฎอโทรไปคุยกับ อ.อารีฟีน แสงวิมาน :
https://youtu.be/gnTPiz6Hx9Y

รอยพระบาทนบีมุฮัมมัด‬

5111

ไม่คิดว่าจะเจอในไทยสำหรับ The Blessed Sandals หรือรองเท้าแห่งความเมตตา เริ่มจากจินตนาการของคนกลุ่มหนึ่งว่ารองเท้านบีน่าจะเป็นเช่นนี้ (อยู่ในพิพิทธภัณฑ์) จากนั้นคนอีกกลุ่มก็นำมาวาดรูปเป็นสัญลักษณ์เริ่มจากกลุ่มซูฟีเบเรลวี (Barelvi) ในอินเดียของ อะฮฺมัด ริฎอ คาน เบเรลวี ซูฟีชื่อดังที่เสียชีวิตเมื่อปี 1921 ที่ตอนนี้กุโบร์ของเขาเป็นที่กราบไหว้ของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

เบเรลวีเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมนี้ตัวจริง ไม่แน่ใจว่าพวกเขารู้จักหรือเข้าใจเจตนารมร์ของไอน์สไตน์หรือเปล่า แต่ด้วยหลักคิดดิบๆว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ พวกเขานำสัญลักษณ์ที่คิดว่าเป็น ‘แบบของรองเท้านบี’ มาวาดบนกระดาษและใส่อายัตอัลกุรอานลงไปจนดูขึงขลังเป็นที่นิยมสำหรับการติดฝาผนังบนความเชื่อที่กุขึ้นว่าใครที่ครอบครองสิมโบลิกนี้ โลกหน้าเขาจะมีโอกาสเข้าใกล้ตัวท่านนบีเร็วกว่าผู้อื่น จากนั้นสัญลักษณ์นี้ก็ถูกพ่อค้าหัวใสนำไปต่อยอดนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเอาไปทำเป็นต่างหู สร้อยคอ แหวน กระเป๋า เข็มกลัด ปิ่นปักผม และที่แอดมิ้นเห็นมาเองและมีมากที่สุดก็คืออยู่บนหมวกกะปีเยาะห์

แอดมิ้นคงบอกไม่ได้ว่าใส่ได้ไหม แต่โดยส่วนตัวพอได้เจอแล้ว คำๆหนึ่งมันโผล่ขึ้นมาในหัวเลยก็คือ ‘รอยพระพุทธบาท’ คือตามคติประติมากรรมรูปเคารพของไทยแล้วมันจะมีสองประเภทครับ ประเภทรูปเคารพ กับ ประเภทสัญลักษณ์ ที่นี่อย่างที่เรารู้ว่าตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน (เสียชีวิต) ใหม่ๆนั้น ศาสนาพุทธยังไม่มีรูปเคารพโดยเฉพาะพุทธปฏิมาหรือพระพุทธรูปเลย ทว่าเริ่มมีสัญลักษณ์มาก่อนครับ จากนั้นค่อยมีรูปปั้นขึ้นมา สัญลักษณ์ที่ว่าก็เช่น ธรรมจักรกับกวางหมอบ เจดีย์ และรอยพระพุทธบาท ซึ่งจะเป็นประติมากรรมที่ถูกสร้างชนิดจมพื้น (คนละเรื่องกับมะกอมนบีอิบรอฮีมนะครับ นั่นคือไม่ได้ถูกสร้างและไม่ได้มีไว้สำหรับพิธีทางศาสนา) ถ้าชีอะฮฺก็จะมีฝ่ามือท่านหญิงฟาฏีมะฮฺ แบบนี้นะครับ

อิสลามเป็นศาสนาที่ทนทายาทมากที่สุด ไม่ยอมและมีหลักในการตรวจสอบสิ่งผิดปกติที่จะเข้ามาในศาสนาอย่างเข้มงวดเอามากๆ ไม่รู้ว่าที่แอดมิ้นเห็นพวกเขาจะรู้หรือเปล่าว่ามันคืออะไร หรือใส่ตามผู้รู้ซูฟีชาวเยเมนคนหนึ่งที่เชื่อว่ามีเชื้อสายนบีและเพิ่งมาไทยไม่นานมานี้ หน้าตาของรองเท้าแห่งความเมตตานั้น จะมีพัฒนาการอยู่เหมือนกันตามลักษณะการใช้สอย บนกาปีเยาะห์จะคล้ายๆตัวพลานาเรียนะครับ สังเกตไม่ยาก ก็ลองไปดิสคัสเพิ่มเติมดู ว่าสิ่งนี้เข้ามาในสังคมเราได้ยังไง? จะส่งผลยังไง? และมาจากลูกหลานนบีด้วย? อิสลามน่ะมีอัลลอฮฺปกป้อง ไม่มีวันที่เส้นชัยของรองเท้าแห่งความเมตตาจะเป็นรูปปั้นนบีที่ถูกยอมรับอยู่แล้ว คือเราอาจจะบอกว่ามโนไกลไปไหม แต่ลองคิดดูนะ ก็ไม่มีใครคิดนะครับ ว่าวันหนึ่งรองเท้านบีจะมาอยู่บนกะปีเยาะห์ได้ คิดๆไปก็หนาวอยู่ ใครมีลูกมีหลานก็สอนๆหน่อยนะครับ อย่าหลวมตัวให้มี ‘รอยพระบาทนบีมุฮัมมัด’ มาอยู่บนหัวเอาง่ายๆ ดูเหมือนดีได้รำลึกถึงนบีตลอด แต่ใช่หรอ? เพราะหลวมตัวเมื่อไรมีหวังอนาคตคงได้กอดรูปปั้นนบีเงียบๆอยู่ที่บ้านก็ได้ครับ วัลลอฮุอะลัม.

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์อื่นๆ : http://nalayn.com/

21/12/58

52225444533356665555

หลักฟิกฮฺในเรื่องนี้ง่ายๆ

4444

เหมือนอุทาหรณ์เรื่องถ้ำของเปลโต้ (allegory of the cave) การจะอธิบายว่าควรเลิกทำเมาลิดนบีเพราะเป็นอุติรกรรม (บิดอะฮฺ) ทางศาสนา ยากพอๆกับจะบอกมนุษย์ถ้ำของเปลโต้ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนมาตั้งแต่เกิดให้หันมองแต่เงาบนผนังถ้ำว่าเงาที่เห็นนั้นมันไม่ใช่ความจริง ก็ไม่น่าแปลกที่คนเหล่านี้จึงยังใช้หะดีษแบบเบลอๆที่นบีบอกว่าท่านถือศิลอดวันจันทร์ก็ด้วยเพราะ (สาเหตุหนึ่งคือ) เป็นวันเกิดของท่าน แล้วคนเหล่านี้ก็เอามาใช้เป็นหลักฐานจัดงานวันเกิดให้นบีเสียอย่างนั้น? รวมถึงการบอกให้ ดร.บิลาล เลิกใช้เทคโนโลยี ไอโฟน ไอแพท เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เป็นบิดอะฮฺ ไม่มีในสมัยนบีและบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ไม่เคยใช้ นี่คือตลกร้ายมากที่คนเหล่านี้และยุคนี้ไม่เข้าใจคำว่า อิบาดัต กับ มุอามาลาต หรือสิ่งสามัญธรรมดาในชีวิตประจำวันซึ่งท่านนบีบอกว่าเรารู้มากกว่าท่าน ก็เหมือนแถวบ้านเราพอบอกนิดเดียวว่าอิบาดัตหรือการประพฤติแบบอ้างอิงศาสนาเช่นนั้นเช่นนี้นบีกับเหล่าเศาะหาบะฮฺไม่เคยทำนะ แล้วคนเหล่านี้ก็จะสวนมาทันทีว่า งั้นเอ็งก็ไปขี่อูฐเลยละกัน

งูยิ่งรักไอสิสยิ่งกินหางตัวเอง‬

3333

ที่จริงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดาภาพรวม ต่อกรณีกระแสความรุนแรงในนามของอิสลามในเวลานี้ เช่นเดียวกับการยังคงเชียร์ไอสิส การออกตัวว่ามีอุละมาอฺสนับสนุนไอสิส เช่นอบูบักรฺ บะอัซยิร แห่งอินโดเนเซีย, อัญญิม เญาดะฮฺรี อบูฮัมซะฮฺ อัลมิสรี แห่งเมืองผู้ดี ซึ่งไม่อาลามี (โลกมุสลิมทั่วไปไม่ยอมรับ) ก็พอจะคาดเดาได้ไม่ต่างกัน ที่น่าสังเกตคือ **การเชียร์ไอสิสจะทำให้เราทอดทิ้งอุละมาอฺผู้ทรงธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเราเอาอารมณ์ตัวเองให้อยู่เหนือหลักการ และมีลักษณะของงูกินหางตัวเองด้วย ซึ่งอุละมาอฺผู้ทรงธรรมที่ออกมาเตือนสติเหล่ากองเชียร์ไอสิสเหล่านี้ก็มีความเป็นอาลามีทั้งสิ้น เช่น ชัยคฺ อัดนาน อัรอูด, ชัยคฺ มุฮัมมัด อัลอะรีฟี, ดร.บิลาล ฟิลิป และอีกหลายต่อหลายคน โดยเฉพาะ เมาลานา สัลมาน อันนัดวี อุละมาอฺจากสำนักนัดวิีของ ซัยยิด อบุลหะสัน อัลนัดวี ท่านนี้ เรื่องที่ท่านวิเคราะห์เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายมากครับ (ยิ่งหากเราไม่นิยมความก้าวร้าวโดยพื้นฐาน) สำนักนัดวีมีนิสัยแบบนี้มาช้านาน คือนิ่ง ลึก เนี้ยบ และเจ็บ ตามบุคลิกของซัยยิด อบุลหะสัน อาจารย์ของพวกเขาและอดีตครูใหญ่แห่งมหา’ลัยนัดวะตุลอุละมาอฺ อินเดีย ซึ่งโต๊ะครูสุนนะฮฺไทยมากมายจบออกมา คือเรื่องไอสิสพูดเมื่อไรแม้แต่พี่น้องที่โตมาด้วยกันก็แตกแยกกันได้ ก็ไม่แปลกครับ เพราะแม้แต่อุละมาอฺที่ออกมาเตือนเรื่องพวกนี้พวกเขายังแยกได้ (อย่างน้อยสุดคือไม่ฟัง) ทั้งที่เคยรักใคร่มาก่อน

ไอสิสนำพาความช็อกมาให้มุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะการช็อกอันสืบเนื่องมาจากการที่บางกลุ่มเห็นว่าใช่แล้ว นี่คือความหวังของโลกมุสลิมที่ถูกเหยียบย้ำ แต่อาการช็อกของพวกเขาเหมือนเด็กที่เพิ่งอ่านหนังสือออก แรกเจอสระง่ายๆพวกเขาอ่านฉลุย ครั้นเมื่อเจอสระที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หลายอย่าก็เริ่มรวน ยิ่งรีบอ่านก็ยิ่งเพี้ยน ยิ่งมีคนเตือนแล้วยังดื้อคิดว่าตนถูกก็ยิ่งบานปลายไปกันใหญ่

ในยุคนบีไม่ปรากฏเลยว่าท่านเคยพูดถึงความดีของคนที่ยึดแนวคิดเคาะวาริจญ์ แต่ยุคเรานี่ต่าง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นการหล่อเลี้ยงแนวคิดแบบนี้ให้คงอยู่ต่อไป ก็ต้องรอดูว่าการรักไอสิส จะทำให้เราต้องกินหางตัวเองไปถึงไหน พูดมากไม่ได้จริงๆ เด่วก็บอกว่าเมาลานา สัลมาน ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิรบ ถือปืน หลบระเบิด สูบกลิ่นคาวเลือดเหมือนไอสิสอีก จะไปเข้าใจไอสิสได้ไง.. หากเป็นเช่นนี้ องค์ความรู้ต่างๆและหน้าที่ของอุละมาอฺก็หมดความศักดิ์สิทธิ์ลงนะครับ เพราะอย่ามาพูดว่าสุราไม่ดีแบบนั้นแบบนี้ ในเมื่อท่านๆก็ไม่เคยดื่มเลยสักครั้งเดียว.

อันธพาลรัซเซียเข้ามาทำอะไรในซีเรีย‬

2222

น่าจะไม่แฮปปี้นักสำหรับรัซเซียและพันธมิตร สำหรับการปรากฏตัวของคนอย่าง รอมี อัลญัรรอฮฺ (Rami Jarah,30) นักข่าวอิสระและแหล่งข่าวจากสมรภูมิรบที่ตอนนี้เหลืออยู่ไม่กี่คนโดยเฉพาะในเมืองอเลปโป (หะลับ) บริเวณที่เพิ่งถูกรัซเซียเบิกโรงทิ้งระเบิดเมื่อเช้าวันที่ 30 ตุลา 58 มีชาวบ้านเสียชีวิตไปราว 80 คน และที่เมืองดูมาอีกราว 64 คน, 28 คนในนี้เป็นเด็ก โดยทั้งสองเมืองและพื้นที่อื่นอีกราว 25 แห่ง มีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกนับร้อย ที่น่าสังเกตคือไม่ปรากฏว่ามีร่างของไอสิสสักคนเดียว ตามจุดประสงค์การโจมตีที่รัซเซียประกาศให้โลกรู้มาแต่ต้น

ที่โลกไม่พูดถึงก็คือ บริเวณที่รัซเซียทิ้งระเบิดนั้น เป็นพื้นที่ในการดูแลของกลุ่มมุญาฮิดีนซีเรียกลุ่มใหญ่นำโดย ‘กองกำลังญัยชุลฟัตฮฺ’ แทบทั้งสิ้น ก็เลยตลกเมื่อนักข่าวไทยหลายคนต่างวิเคราะห์โดยยึดตามรัซเซียและแหล่งข่าวตะวันตกที่ว่าฆ่าไอสิสทีนับร้อยหรือไอสิสเริ่มอ่อนกำลังลงจนต้องออกไปก่อความรุนแรงในพื้นที่อื่นของโลก อย่างปารีส เป็นต้น ซึ่งจริงๆรวมๆปี 2015 เท่านั้น จากการโจมตีมากกว่า 50 แห่งทั่วโลก ชาวบ้านทั่วไปที่เสียชีวิตโดยกลุ่มที่อ้างตนเป็นไอสิสนั้นก็มีนับพันแล้ว ไม่ต้องรอให้รัซเซียเข้ามาในซีเรียก่อนแต่อย่างใด (มีลิงค์แนบ) มุมมองแบบนี้เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิดรู เม็ดต่อไปก็ไม่ต้องพูดถึงอีก ความจริงตามรายงานของรอมีคือ หลักๆเลยในอะเลปโปและดูมา อะเลปโปนั้นถ้าจะมองในแง่ของยุทธศาสตร์การรบ มีสามฝ่ายที่ปกครองและแย่งชิงพื้นที่กันอยู่คือ มุญาฮิดีนซีเรีย, ไอสิส และฝ่ายรัฐบาล เรื่องที่รัซเซียมาช่วยบัชชารนั้นแน่อยู่แล้ว แต่ประเด็นคือพื้นที่ของไอสิสกับมุญาฮิดีนซีเรียนั้นอยู่ใกล้กันมาก รอมีเลยตั้งข้อสังเกตในคลิปว่าทำไมรัซเซียถึงมองข้ามไอสิสที่ตนอ้างว่าจะมากำจัดไปได้ แต่กลับมาทิ้งระเบิดใส่บ้านเรือนชาวบ้านและตลาดซึ่งอยู่ในการดูแลของฝ่ายมุญาฮิดีน ชาวบ้านตายไปเกือบร้อย รอมีรายงานสดจากพื้นที่ พาไปดูหลุมระเบิดขนาดใหญ่ในตลาดที่รัซเซียและฝ่ายรัฐบาลร่วมกันทิ้งลงมา ทุกอย่างโกลาหลไปหมด (https://youtu.be/v53KGkEPqYk) วันต่อมาเขาพาไปดูและคุยกับชาวบ้านในพื้นที่และให้ดูว่ามันเป็นตลาดจริงๆ ไม่มีร่องรอยหรืออุปกรณ์การสู้รบของฝ่ายไหนติดตั้งอยู่เลย แม้แต่ของฝ่ายมุญาฮิดีนซีเรียก็ไม่มี เพราะถึงจะอยู่ในมือของกลุ่มมุญาฮิดีน แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ปลอดจากการสู้รบมากๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าจรวดมิสไซล์รัซเซียจะตาบอดขนาดนี้ได้ และแน่นอนที่นี่ไม่มีไอสิสอยู่แม้สักคนเดียว (https://youtu.be/PvIzWcKt7Yw)

และเพื่อเป็นการยืนยันว่าการโจมตีไอสิสนั้นเป็นเพียงข้ออ้างตบตาชาวโลก รอมี ซึ่งมีพ่อแม่เป็นนักกิจกรรมทางสังคมในซีเรีย แต่เขาเกิดในไซปรัส และไปโตในอังกฤษ 17 ปี จากนั้นเข้าเรียนทาง journalism ที่ UAE โดยเฉพาะ เขาใช้ภาษาอังกฤษได้แจ่มมาก เคยถูกตามล่าจนต้องออกไปนอกประเทศ เคลื่อนไหวทางทวีตเตอร์ ในชื่อ AlexanderPageSY ประกาศว่าจะไม่ให้อภัยปีศาจบัชชาร อัลอะสัด เด็ดขาด จนสุดท้ายตัดสินใจกลับมาซีเรียอีกครั้งกับเพื่อนๆ พร้อมกับตั้งสำนักข่าวของตัวเองชื่อ ANA PRESS รายงานสถานการณ์และสัมภาษณ์ผู้คนจากสมรภูมิรบโดยตรง ต่างแค่เขาไม่มีเสื้อเกราะและหมวกกันกระสูนเหมือนที่เราเห็นนักข่าวสงครามใส่กัน มีคลิปหนึ่งซึ่งได้แนบมาข้างล่างนั้น ภายหลังการโจมตีเมืองอเลปโป รอมีเดินสัมภาษณ์ชาวเมืองในตลาดร้านรวงด้วยคำถามสองข้อ ไอสิสอยู่ที่นี่มั้ย? และใครยิงระเบิดลงมา? ชาวบ้านทุกคนต่างบอกว่าไม่มีไอสิสที่นี่ ที่นี่พวกเขามีมุญาฮิดีนดูแลอยู่ และรัซเซียคือเจ้าของระเบิดพวกนั้น บางคนบอกด้วยว่าพวกเขาไม่เอาไอสิส เพราะคนเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ (เข้าใจว่าหมายถึงโหดเหี้ยม-แอดมิ้น) และอัลลอฮฺจะไม่ยอมรับการกระทำของพวกเขา อีกคนบอกว่าเพราะไอสิสฆ่าพวกเขา รอมีเลยสรุปตอนท้ายว่าหลังจากรัซเซียเข้ามา ที่นี่ชาวบ้านจึงมีศัตรูที่มุ่งร้ายพวกเขาอยู่ 3 กลุ่ม รัซเซีย ไอสิส และ บัชชาร (https://youtu.be/biT7XXGMclI)

ส่วนที่ดูมาต้อง 18+ จริงๆ หดหู่และน่าสลด ไม่รู้จะบรรยายยังไงกับเสียงโหยหวนของผู้บาดเจ็บ ไฟที่ลุกไหม้แผงผักผลไม้ ร้านขายอาหาร ศพมากมายที่นอนเรียงรายตามท้องถนน และชายชราที่ร้องเรียกหาชาติอาหรับ ทุกอย่างน่าจะมัดตัวรัซเซียให้เป็นอาชญากรสงครามได้ง่ายมาก รัซเซียทิ้งระเบิดลงใส่ตลาดที่ผู้คนกำลังจับจ่ายซื้อของ เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นตลาดใหญ่ของเมืองที่ชาวบ้านจะเอาผลผลิตต่างๆมาวางขาย (คงเหมือนตลาดผักช่วงเช้าตรู่ ที่พลาซ่าหาดใหญ่) (https://youtu.be/1bPNEUGmRL4) ตลาดที่นี่ไม่มีไอสิสเช่นกัน แต่โดยรวม ดูมาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการสู้รบ เพราะอยู่ในการดูแลของฝ่ายมุญาฮิดีนซีเรีย และตั้งอยู่ชานเมืองดามัสคัส เมืองหลวงและไข่แดงสำคัญอีกแห่งของฝ่ายรัฐบาล ยิ่งไม่ต้องสงสัยอีกถึงเหตุผลในการโจมตี อีกอย่างในซีเรียเวลานี้ เฉพาะในพื้นที่ปกครองของมุญาฮิดีนซีเรีย มีองค์กรอาสาสมัครช่วยเหลือชาวบ้านที่บาดเจ็บ ซึ่งทำงานแข็งขันกันมาก มีคลิปสำคัญหลายอันที่พวกเขาถ่าย มัดตัวรัซเซียได้สบายๆ ถ้าสื่อมวลชนโลกสนใจพวกเขาบ้าง จะรู้ความจริงไรอีกเยอะ ซึ่งคลิปยาวของดูมาก็หาดูได้จากยูทิวบ์ขององค์กรที่แนบมาข้างล่าง

แค่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของการเข้ามาของรัซเซีย หลายๆเรื่อง ชาวโลกก็น่าจะตื่นได้แล้ว แต่คงมีอะไรที่ซับซ้อนอีกเยอะกระมังที่ทำให้พวกเขาหูหนวกตาบอดอยู่อีก นี่ก็ได้ข่าวอีกหลายสิบประเทศจะสนับสนุนรัซเซียด้วย ยังไงก็ขออัลลอฮฺตอบแทนคนอย่าง รอมี อัลญัรรอฮฺ และ พี่น้องจากกลุ่มอาสาสมัครที่ว่าด้วย ในสภาวะที่นักข่าวต่างชาติไม่กล้าเข้ามาอีกแล้วในซีเรีย เพราะไม่รู้คอจะหลุดอีกเมื่อไรนั้น แหล่งข่าวจากรอมีและเพื่อนๆอาสาสมัคร จึงสำคัญมากๆครับ วัลลอฮุอะลัม.

Nearly 150 killed in deadly day of air strikes in Syria
http://www.aljazeera.com/…/150-killed-deadly-day-air-strike…

Mapping ISIL’s attacks in 2015
http://www.aljazeera.com/…/mapping-isils-attacks-2015-15112…

Eyewitness: ‘No IS group in Aleppo, so who is Russia bombing?’
http://observers.france24.com/…/20151127-eyewitness-aleppo-…

The Syria Civil Defense in the Damascus suburbs branch
https://www.youtube.com/cha…/UC53WJnzZ0nrFlMNevkwxzSw/videos

แอดมิ้น
6/12/58

แค่บิดเบือนอัลกุรอานอายัตเดียวปารีสก็หายนะ‬

1111

แค่บิดเบือนอัลกุรอานอายัตเดียวปารีสก็หายนะ‬
นี่ไม่ใช่คำสอนของอิสลาม‬
โปรดชี้แจงให้เพื่อนต่างศาสนิกด้วยครับ‬

ไปเจอวิดิโอที่น่ากลัวมากมาครับ Al-Hayat สื่อของไอสิสปล่อยออกมาหลังปารีสเจอของดีได้ไม่นาน แปลลวกๆนะครับ ลองอ่านดูโดยเฉพาะถ้อยคำของคนที่ 2 และ 3

อบูอุซามะฮฺ อัลฟรันซี คนที่พูดคนแรกเลยบอกว่า “ต่อไปนี้คือสาส์นจากผู้ฮิจญฺเราะฮฺ (ผู้อพยพไปสู่สิ่งที่ดีงาม) ชาวฝรั่งเศส แด่มุสลิมที่ยังอยู่ในดินแดนของกาฟิร ถึงเวลาแล้วที่พวกคุณจะต้องฮิจญ์เราะฮฺมาร่วมกับพวกเรา จะรออะไรอยู่อีก? มัวทำอะไรอยู่ในดินแดนของกาฟิร ทั้งที่อัลลอฮฺได้เปิดประตูสู่การงานที่ดีที่สุดแล้ว พวกคุณไม่อายบ้างหรือไง เรามีสตรีซึ่งฮิจญ์เราะฮฺมาขณะตั้งครรภ์และมาคลอดลูกที่นี่ด้วยซ้ำ”

อบูมัรยัม อัลฟรันซี คนที่สอง คนนี่ถือมีดยาวอยู่ในมือ บอกว่า “ต่อไปนี้ คือสาส์นถึงศัตรูอิสลามทั้งหมด โดยเฉพาะฝรั่งเศส” อบูมัรยัมบอกว่า “มุญาฮิดีนรอบโลกจะไม่ลังเลเลยที่จะไปบั่นคอหัวของคุณ ตราบใดที่คุณยังทิ้งระเบิดอีก คุณอย่าได้นึกฝันว่าจะได้เจอสันติ พวกคุณจะต้องหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อเดินไปตลาด (ตรงนี้น่ากลัวมาก) ขอเชิญชวนให้พี่น้องฝรั่งเศสฮิจเราะฮฺมาเถอะ ตอนนี้การญิฮาดนั้นเป็นฟัรฎูอีนแล้ว (วาญิบสำหรับมุสลิมทุกคน) เพราะแท้จริง **คุณถูกสั่งให้สู้กับกาฟิรที่ไหนก็ตามที่เจอพวกเขา จะรออะไรอยู่อีก ไม่มีอะไรง่ายไปกว่าการลุกขึ้นสู้กับศัตรูแล้ว หรือไม่คุณก็ดูรอบๆตัวคุณสิ การใส่นิกอบยากขึ้นทุกที จะหาข้ออ้างอะไรอีกหรือ ชะริอะฮฺเท่านั้นจะมอบความความยุติธรรมให้พวกคุณ” เขาพูดขณะจับมีดแน่นอยู่ในมือ

คนสุดท้ายยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก อบูซัลมาน อัลฟรันซี บอกให้ใครที่ยังอยู่ในแผ่นดินกาเฟร ขอให้ตักวาและเกรงกลัวอัลลอฮฺเถอะ “จงมาให้คำสัตยาบันแก่เคาะลีฟะฮฺ อบูบักรฺ อัลบัฆดาดี ได้แล้ว หากมาทำที่ซิเรียหรืออิรักไม่ได้ ก็ทำที่ๆคุณอยู่ก็ได้ และถ้าหากคุณได้อิบาดัต และมีอะกีดะอย่างบริสุทธิ์ใจดียิ่งแล้ว แต่ยังฮิจเราะมาไม่ได้ ก็จงทำอะไรสักอย่างในฝรั่งเศส ทำให้พวกเขาหวาดกลัว อย่ายอมให้พวกเขานอนหลับได้โดยปราศจากความหวาดกลัว เรามีอาวุธ มีรถยนต์ และเป้าหมายที่จะพร้อมให้โจมตี ยาพิษเราก็มี ฆ่าพวกเขาเสีย แล้วบ้วนน้ำลายใส่หน้าด้วย เอารถลากพวกมันเสีย ทำยังไงก็ได้ให้พวกเขาต้องเสื่อมเสียเกียรติ ให้ขายหน้า ให้สมกับที่พวกเขาได้กระทำ เราจะกลับทั้งครอบครัวไปยังฝรั่งเศสอีกครั้ง เพื่อสถาปณาระบอบคิลาฟะฮฺ และลูกหลานเราในรุ่นต่อๆไปก็จะยังสู้กับพวกครุเสดและพวกมุรตัด”

ครับ คงจะยืนยันไม่ได้ร้อยเปอเสนต์ว่าคลิปที่ถ่ายไว้ปีกว่าแล้วนี้ จะเป็นความใฝ่ฝันซึ่งบรรลุผลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาที่กรุงปารีสไหม แต่คำพูดหลายจุด บ่งบอกให้รู้ว่าพวกเขาไมได้ทำในสิ่งที่อิสลามสอนเลย คนเหล่านี้มักใช้ศาสนาแอบอ้างในการฆ่าคนอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริสุทธิ์ พวกเขากล่าวว่ากำลังแก้แค้นเพื่อสตรีและเด็กมุสลิมที่ถูกฆ่า แล้วพวกเขาก็ไปฆ่าสตรีและเด็กที่ไม่ใช่มุสลิมแทนน่ะหรือ? นี่ไม่ใช่คำสอนของอิสลามหรอกครับ ยังไม่นับคำพูดของอบูมัรยัม ที่หากเขาจะหมายถึงโองการจากอัลกุรอานสูเราะฮฺอัตเตาบัต อายัตที่ 5 แล้วละก็ เขาก็คงจะกระทำผิดมหันต์แล้ว อายัตนั้นไม่ได้บอกให้สู้หรือสังหารกาฟิรในทุกๆที่ที่เจอ แต่ให้สู้กับ ‘มุชริกีน’ ในทุกๆที่ที่เจอ ภายหลังจากที่พวกเขาได้ละเมิดสัญญาและได้ก่อกวนมุสลิม ดูบริบทและคอนเทนต์โดยรวมของสูเราะฮฺด้วย อันนี้เป็นปัญหามากเพราะมีกลุ่มหัวรุนแรงมากมายที่เอามาอ้าง อีกทั้งต่างศาสนิกก็เอาอายัตนี่มาโจมตีมุสลิม อย่างในเวลานี้เช่นกัน เมื่อมีการรณรงค์ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ นัยหนึ่งคือเพื่อปลอดภัยจากพวกมุสลิมที่อัลกุรอานสอนให้ทำร้ายพวกเขา ซึ่งเข้าใจผิดมาก บิดเบือนคำตรัสของพระเจ้า ยังไม่มีโต๊ะครูคนไหนออกมาอธิบายหรือชี้แจงเลย

มุชริกีนคนละนิยามกับคำว่ากาฟิรีนเลยนะครับ อันตรายมาก วัลลอฮุอะลัม.

(ลิงค์ข่าว) แค่บิดเบือนอัลกุรอานอายัตเดียวปารีสก็หายนะ‬