พระวีระธุ : โฉมหน้าผู้ก่อการร้ายตัวจริง

111

พระวีระธุ : โฉมหน้าผู้ก่อการร้ายตัวจริง
อิซซุดดีน อับดุลสลาม / เขียน
สมิอฺนา วะอะเฏาะอฺนา ปีที่ 6 ฉบับที่ 15, กรกฎาคม 2558
—-
ชนเผ่าเมียนมาร์ร่วมฉลอง ก.ม.คุ้มครองพุทธ พระวีระธุอยากมาไทยช่วยแก้ปัญหาภาคใต้ /https://www.facebook.com/komchadluek.become.a.fan/posts/10153737820034668

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักประวัติศาสตร์และนักสิทธิมนุษยชนว่าปัญหาในศตวรรษที่ 20-21 ของประเทศพม่าทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่หัวขโมยอย่างเจ้าอาณานิคมบริติชเข้ามาหุบทรัพยากรของชมพูทวีปแทบทั้งหมดพร้อมกับวางไข่แห่งความเกลียดชังระหว่างกลุ่มต่างๆตามสูตร “Divide and Rule”—แบ่งแยกแล้วปกครอง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1824-1948 เพื่อให้เจ้าของประเทศชกตีกันเองจนไม่มีเวลามาต่อต้านตนเอง นั่นคือต้นเหตุในเบื้องต้น แต่จุดแตกหักและการสุกงอมของปัญหาจริงๆอยู่ที่การก้าวเข้าสู่ปี 1962 หรือ พ.ศ. 2505 พร้อมๆกับการปฏิวัติโดยระบอบเผด็จการทหารของนายพล เน วิน (Ne Win) ผู้ก่อตั้งพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า รัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศแบบพรรคเดียวยาวนานกว่า 45 ปี เข่นฆ่าประชาชนผู้คิดต่างในทุกเผ่าทุกกลุ่มรวมถึงชาวมุสลิมภายในประเทศ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศในปี ค.ศ.2010 ชัยชนะของพรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนาของนายพล เตง เส่น (Thein Sein) ประธานาธิบดีในเวลานี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอดีตลูกหาบของเน วิน มาก่อนนั้น ก็เพียงแต่มาในรูปแบบใหม่ที่พยายามจะให้ประชาคมโลกยอมคลายความกดดันทางเศรษฐกิจ แต่เนื้อแท้แล้วยังคงเป็นระบอบเผด็จการอยู่ดี และยังซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อพัฒนาการที่เลวลงในครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดจาก “เผด็จการทหาร” เป็น “เผด็จการพุทธศาสนา” ภายใต้การนำของพระสงฆ์รูปหนึ่งจากเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน แม้ในช่วงปฏิวัติชายจีวร (Saffron Revolution) เมื่อปี ค.ศ.2007 พระรูปนี้คือ พระวีระธุ (Ashin Wirathu) ผู้ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องมานอนตายอย่างเดียวดายกลางมหาสมุทรและผืนป่าอันเงียบงันในประเทศไทย

จะเห็นได้ว่าเสียงร่ำไห้อันเงียบงันของพี่น้องโรฮิงญาไม่ได้เพิ่งเกิดในปี ค.ศ.2012 แต่มีสายธารแห่งความโหดร้ายมายาวนานและซับซ้อนมาก บทความชิ้นนี้จึงมีขอบเขตการค้นคว้าและนำเสนอบางประเด็นจากทั้งหมดเท่านั้น ผู้เขียนคิดว่ามีมุสลิมรวมถึงชาวโลกอีกไม่น้อยไม่เคยรับรู้ถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง กระดุมเม็ดแรกที่ผิดรูและยังไม่มีใครคิดจะกลับไปแก้ไข

ปัญหาความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยในพม่าโดยเฉพาะระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมที่ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญาซึ่งเริ่มชัดเจนตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ที่ผ่านมานั้น เป็นปัญหาความขัดแย้งระดับประเทศซึ่งสหประชาชาติกล่าวว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ความรุนแรงที่ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังจากพระวีระธุถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกในปี ค.ศ.2010 อันเนื่องมาจากนโยบายนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือนพลเอก เตง เส่น ภายหลังต้องโทษจำคุก 25 ปี ในข้อหาปลุกระดมความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมในพม่าเมื่อปี ค.ศ.2001 กระนั้นก็ตามความโดดเดี่ยวในคุกมืดก็ไม่อาจกำจัดความเกลียดชังและความคิดเชื้อชาตินิยม (Racism) เข้มข้นในตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันความคิดความอ่านของเขายังนำพาให้พระสงฆ์บางรูป พุทธศาสนิกบางส่วนในพม่าที่มีวิถีพุทธแตกต่างจากชาวพุทธทั่วโลก (แต่เหมือนศรีลังกา) อีกทั้งยังเคยเป็นผู้เรียกร้องความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์ในนามของประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นต่อรัฐบาลทหารเมื่อการปฏิวัติชายจีวรที่พระสงฆ์เป็นผู้นำในปี ค.ศ.2007 ด้วยนั้น คนเหล่านี้ได้กลายมาเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดที่ถือไม้และมีดยาวกวัดแกว่งไปทั่วเมืองโดยเฉพาะในร้านค้าที่รู้กันว่าเป็นของชาวมุสลิม ซึ่งถูกรัฐบาลพม่าปฏิเสธสัญชาติและกล่าวหาว่ามาจากประเทศอื่นด้วยนั้นแล้ว อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความอลหม่านและความน่ากลัวเหล่านี้ มิใช่ศาสนาพุทธหรอกหรือที่ถูกพูดถึงเมื่อมีการกล่าวอ้างถึงบุรุษแห่งสันติภาพโลกอย่างท่านทะไลลามะ (Dalai Lama) แห่งธิเบต ศาสนาที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความสันติและเงียบสงบกระทั่งมีนักพรตของตัวเองบางกลุ่มถูกเรียกว่าสายพระป่าด้วยซ้ำ

จริงๆแล้ว มิใช่เรื่องแปลกซะทีเดียวเมื่อมองในแง่ของปัจเจกบุคคล พระสงฆ์ก็เป็นปัจเจกชนอันมีถูกมีผิดเพี้ยนจากหลักคำสอนเดิม, จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดนักเขียน ปัญญาชนคนสำคัญของไทยเคยพยายามที่จะทำความเข้าใจลักษณะสังคมไทยผ่านการวิเคราะห์ศาสนาพุทธ เขากล่าวถึงลักษณะของพระสงฆ์บางรูปในบทความที่เรียกกันว่า “ผีตองเหลือง” ไว้อย่างเจ็บแสบ แต่ด้วยความคิดที่มาก่อนกาลนั่นเอง ก่อนที่สังคมไทยจะเผชิญหน้ากับข่าวคราวพระสงฆ์ที่ประพฤติขัดต่อ “พุทธบัญญัติ” จนเป็นที่ติเตียนของชาวบ้านร้านรวง ขณะที่บทความของเขาชิ้นนี้อยู่ในโรงพิมพ์ในปี พ.ศ. 2496 ก็มีคนแอบส่งต้นฉบับไปให้ตำรวจจนถูกทางการห้ามตีพิมพ์ จิตรถูกมหาวิทยาลัยสั่งพักการเรียน 12 เดือนและโดนจับโยนบกลงจากเวทีจนบาดเจ็บสาหัส ขณะพยายามขึ้นไปชี้แจงให้เพื่อนนักศึกษาและคณาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวลานั้นฟัง ถึงที่มาที่ไปและเหตุผลในการเขียนเรื่องนี้

ส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนยกเรื่องนี้มากล่าวก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์ถือเป็นหลักสำคัญสำหรับสังคมที่มีอารยะ แม้แต่วิทยานิพนธ์จบการศึกษาซึ่งว่าที่บัณฑิตได้ตรวจทานจนสุดความสามารถแล้วนั่นเอง ก็ยังต้องมีการสอบปกป้อง จิตร นักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ ปี 3 ในเวลานั้น ได้แลกความเป็นอารยะของสังคมไทยด้วยการถูกเพื่อนนักศึกษาด้วยกันทำร้ายร่างกาย แต่ผลจากงานของเขากลับทำให้ผู้คนยิ่งมีความคิดใครครวญ จนหาพบได้ยากสำหรับชาวพุทธในไทยที่ยกย่องพระสงฆ์จนเลยเถิด (เว้นแต่ในชนบทมากๆ) เรื่องนี้เอง ไทยจึงนับว่ายังดีอยู่เมื่อเทียบกับสังคมพุทธของพม่าที่มีระบอบทหารคอยควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกหรือการวิพากษ์วิจารณ์สังคม ซึ่งเขาถือกันว่าพระสงฆ์คือวีรบุรุษ นับตั้งแต่มีการต่อสู้เพื่อขับไล่เจ้าอาณานิคมบริติชมาแล้ว พระสงฆ์ในพม่าจึงมีสถานะที่สูงส่งมากจนรัฐบาลก็ไม่อาจกระทำการขัดใจใดๆได้ แม้แต่ประธานาธิบดีเตง เส่น ก็ยังยกย่องพระวีระธุว่าเป็น “บุคคลที่สูงศักดิ์” “บุตรแห่งพระพุทธเจ้า” และยังกล่าวด้วยว่าขบวนการ 969 ของพระวีระธุซึ่งเป็นแกนนำในการขับไล่และเผาบ้านเรือนชาวมุสลิมในพม่านั้น เป็น “ขบวนการแห่งสันติ” ด้วยซ้ำไป

จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวถึงภิกษุที่แอบอ้างศาสนาพุทธไว้ใน “ผีตองเหลือง” ว่า “…เขาเหล่านี้เดิมทีก็ใช้ชีวิตเป็นสามัญชนอย่างเราๆ แต่ความเกียจคร้านเพิ่มขึ้นทุกที ในที่สุดก็หาทางออกให้แก่ตัวเองอย่างง่ายๆ คือหนีโลกเข้าหาวัด เขาอ้างว่าผจญโลกมามากแล้ว เกิดความเบื่อหน่าย…พวกเราก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม พากันโมทนาสาธุ เราเรียกเขาว่า “พระ” ตามลักษณะเครื่องแต่งกายของเขา แต่ความจริงแล้วเขาน่าจะได้รับฉายาว่า “ผีตองเหลือง” หรือ “โจรผ้าเหลือง” มากกว่า เพราะเขามิได้มีสมบัติแห่งภิกขุในพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเลย”

จิตรพูดถูก เมื่อดูเบื้องหลังชีวิตของพระวีระธุแล้ว พระสงฆ์รูปนี้ไม่สมควรเป็นภิกขุหรือทาสผู้รับใช้พระพุทธเจ้าเลยแม้แต่น้อย เขามีโลกทัศน์ที่คับแคบ เป็นคนโง่ที่ถูกติดตามด้วยคนโง่อีกจำนวนมากเท่านั้นเอง ปัญญาชนอดีตนักศึกษาพม่าในเหตุการณ์ลุกฮือประชาธิปไตยเมื่อปี ค.ศ.1988 ที่เรียกตัวเองว่า “Generation 88” ก็ออกมาต่อต้านพฤติกรรมของเขา รวมถึงพระสงฆ์ชื่อดังก็มิใช่น้อยที่ออกมาแสดงความเห็นว่าสิ่งที่พระสงฆ์รูปนี้ทำนั้น มิใช่พุทธบัญญัติเลยสักนิดเดียว ความคิดที่ว่า “พวกกูพวกมึง” ที่ฝังลึกอยู่ในตัวของพระวีระธุ พระไพศาล วิสาโล พระปัญญาชนคนสำคัญของไทยก็กล่าวว่า มันก็เป็นได้แค่เพียงสิ่งที่น่ารังเกียจในพุทธศาสนา (Anathema to Buddhism) อย่างไรก็ตามความคิดในลักษณะนี้เองก็นำเขาไปสู่คำพูดที่สร้างความเกลียดชังขึ้นมาในสังคมอีกมาก ใน “Extremism Rises Among Myanmar Buddhists” โทมัส ฟูลเลอร์ (Thomas Fuller) แห่งนิวยอร์กไทม์ กล่าวว่า พระวีระธุเรียกชาวมุสลิมว่าเป็นพวกสร้างปัญหาและเป็นพวกหมาบ้า “ฉันเรียกพวกเขาว่าพวกสร้างปัญหา ก็เพราะพวกเขาเป็นพวกสร้างปัญหา, คุณจะมีความเมตตาหรือความรักแค่ไหนก็ได้ แต่คุณไม่สามารถนอนนิ่งๆข้างหมาบ้าได้หรอก” เขายังเปิดโรงเรียนวันอาทิตย์ (Sunday Dhamma Schools) สำหรับอบรมภิกษุสามเณรทั่วประเทศพม่า ทุกครั้งที่ขึ้นบรรยายเขามักจะพูดเสมอว่า “ถ้าเราอ่อนแอ เราก็จะเสียแผ่นดินให้พวกมุสลิม”

ซันดา วาระ (Ashin Sanda Wara) หัวหน้าพระสงฆ์ที่โรงเรียนวัดแห่งหนึ่งในย่างกุ้งบอกว่า พระวีระธุมีความกังวลมากต่อการเพิ่มขึ้นของประชากร (Demographic Pressures) พระวีระธุมักพูดว่า “พวกมุสลิมมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินของเรา ดื่มน้ำของเรา และเนรคุณพวกเรา” เขากลัวชาวมุสลิมเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีการขยายตัวของประชากรอย่างรวดเร็ว โดยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้านเกิดจริงๆของชาวโรฮิงญา ความหวาดกลัวที่ว่านำมาซึ่งการปฏิเสธการรับรู้ข้อเท็จจริงธรรมดาว่า ชาวโรฮิงญาในเวลานี้นั้นเกิดในพม่า พวกเขาถูกปฏิสนธิในครรภ์มารดาที่กำลังเหยียบย่ำอยู่บนแผ่นดินพม่าด้วยซ้ำไป ส่วนชาวโรฮิงญาพม่าที่เกิดและอพยพมาจากบังกลาเทศนั้น ก็ได้ตายไปจากโลกนี้นับร้อยปีมาแล้ว อย่างไรก็ตามความหวาดกลัวไร้สตินี้เองได้สร้างพระสงฆ์สองกลุ่มขึ้นมาในพม่า กลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากก็คือกลุ่มที่สุดโต่งและเชื่อฟังพระวีระธุ อีกกลุ่มคือพระสงฆ์สายกลาง มีความเห็นอกเห็นใจต่อมุสลิม และบ่อยครั้งก็ถูกข่มขู่โดยขบวนการ 969 ทำให้พระสงฆ์กลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ด้วยความบีบคั้นระหว่างความโหดเหี้ยมที่อ้างพุทธบัญญัติ กับความบริสุทธิ์ของพุทธบัญญัติที่พวกเขาจะต้องปกป้องแม้จะมีดาบแหลมปลาบตากวัดแกว่งอยู่เหนือศรีษะ

พระวีระธุเกิดในปี ค.ศ.1968 เขาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เขาบอกว่าเบื่อหน่ายโลกที่มีแต่ความมุ่งร้าย เขาไม่อยากแต่งงาน ไม่ต้องการอยู่กับสตรีเพศ เขายังอ้างด้วยว่าเคยอ่านอัลกุรอาน มีเพื่อนที่เป็นมุสลิม แต่ไม่ค่อยได้สนิทสนมกันนักเพราะเพื่อนมุสลิมของเขาไม่รู้จักวิธีการพูดกับพระ “ฉันจะยอมรับพวกเขาเป็นเพื่อนได้ ถ้าหากพวกเขาเห็นว่าฉันเป็นบุคคลทางศาสนาที่เป็นที่เคารพและมีความสำคัญ”

นักวิจารณ์ชี้ว่าพระวีระธุเป็นคนที่ขาดการศึกษา ไม่มีความรู้ จึงง่ายมากที่เขาจะเป็นคนสุดโต่ง นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ลุ่มหลงในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่สำคัญตลอดเวลา ทุกครั้งที่นั่งเทศน์ เขาจะเอนตัวไปมา เสียงที่นุ่มลึกและเชื่องช้า ประหนึ่งกำลังเข้าฌานอันเป็นหนึ่งในธรรมปฏิบัติขั้นสูงของผู้บรรลุทางพุทธศาสนานั้น สร้างความเลื่อมใสแก่ประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก แต่ก็สร้างความขัดแย้งในตัวเองด้วย เมื่อวาทะที่เปล่งออกมานั้นตรงข้าม ความคิดของเขาได้รับความนิยมในเมืองที่ชาวมุสลิมค้าขายได้ดิบได้ดี นั่นจึงเป็นที่มาของแคมเปญ 969 ที่เริ่มรณรงค์การบริโภคและใช้บริการจากร้านค้าที่เป็นของชาวพุทธเท่านั้น จนนำมาสู่การขับไล่นักธุรกิจและชาวมุสลิมทั่วไปให้ออกไปยังประเทศที่ 3 ตามนโยบายของรัฐบาล

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2010 ที่ถูกปล่อยตัวออกจากคุก พระวีระธุเดินสายเทศนาความเกลียดชังมาตลอด เขาบอกว่าในทุกเมืองจะมีกลุ่มมุสลิมส่วนมากที่ป่าเถื่อนและหยาบคาย และว่าเหตุรุนแรงครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในเมือง Meiktila ซึ่งทำให้มีคนตายมากกว่า 40 คน มีชาวมุสลิมถูกบังคับให้หลบหนีกว่า 13,000 คนนั้น เป็นผลมาจากเหตุรุนแรงที่เริ่มโดยชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ เมืองท่าด้านทิศตะวันตกของพม่าซึ่งมีมุสลิมโรฮิงญาอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง

พระวีระธุเชื่อว่าชาวมุสลิมจะบังคับให้หญิงชาวพุทธเปลี่ยนศาสนา ถ้าไม่แล้วจะถูกฆ่า การให้ฆ่าวัวด้วย “บัญญัติหะลาล” ทำให้ชาวมุสลิมนั้นคุ้นชินกับเลือด และอาจเป็นต้นตอการคุกคามความสงบสุขของโลก เขาเชื่อด้วยว่ามุสลิมที่มีอยู่แค่ 4 % ในพม่านั้นถูกชักใยโดยประเทศในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ยังได้ให้สัมภาษณ์กับ The Irrawaddy Magazine กรณีที่นิตยสาร TIME ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2013 ลงบทความซึ่งเขียนโดย Hannah beech เกี่ยวกับตัวเขาและโปรยข้อความบนปกใต้ใบหน้านิ่งสงบของเขาว่า “The Face of Buddhist Terror” เป็นแผนร้ายของชาวมุสลิมนั่นเอง เขาบอกว่ามุสลิมคือผู้อยู่เบื้องหลังบทความกล่าวร้ายตัวเขาในนิตยสาร TIME คนเหล่านี้กำลังวางแผนจะทำสงครามญิฮาดกับพม่า!

แม้แต่โฆษกส่วนตัวของประธานาธิบดีพม่า นายยี ชุต (Ye Htut) ก็ออกมาตอบโต้ TIME เช่นกัน “มีบางส่วนในบทความที่ปรากฏนั้น สร้างความเข้าใจผิดต่อศาสนาพุทธ และไม่ได้สร้างความยุติธรรมขึ้นมาในประเทศของเราเลย…” เขาบอกว่าเขาไม่ได้แก้ตัวให้พระวีระธุ แต่เพราะบทความของ Hannah Beech ได้สร้างมลทินให้กับศาสนาพุทธต่างหาก

แน่นอนสำหรับผู้มีการศึกษาและเข้าใจภาษาอังกฤษอยู่บ้าง จะเห็นทันทีว่าความคิดความอ่าน โลกทัศน์และความรู้ของพระวีระธุ (อาจรวมถึงนาย ยี ชุต ด้วย) ที่กล่าวว่ามุสลิมอยู่เบื้องหลัง TIME ฉบับนี้นั้น มีปัญหาใหญ่หลวงซะแล้ว เพราะคำว่า “Face of” นั้น เป็นการเจาะจงเฉพาะคนในรูปคือพระวีระธุอยู่แล้ว ยิ่งมีคำว่า “The” นำหน้าอีก ก็ยิ่งตอกย้ำความหมายของปกว่านี่คือ “โฉมหน้าชาวพุทธผู้สร้างความหวาดกลัว” TIME ยังระมัดระวังไม่ใช่คำว่า Terrorist ด้วยซ้ำไป (ต่างจากเมื่อกล่าวถึงมุสลิม) อีกทั้งในเล่ม ยังมีข้อความที่บอกว่าศาสนาพุทธมีชื่อเสียงในเรื่องความรักสงบและอดทนอดกลั้น แต่ในหลายประเทศของเอเชีย พระสงฆ์กำลังเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดความดื้อรั้นและความรุนแรง โดยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อต่อต้านมุสลิม โดยเฉพาะในพม่าด้วยแล้ว พระสงฆ์ซึ่งเคยเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคในนามของประชาธิปไตยจากรัฐบาลพม่าด้วย ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความย้อนแย้งอย่างน่าประหลาด นอกจากความคิดความอ่านของพระวีระธุที่น่าหัวร่อ พฤติกรรมผิดเพี้ยนพุทธบัญญัติที่แม้แต่จิตร ภูมิศักดิ์ ผู้มาก่อนกาลก็มิอาจยั้งถึงได้แล้ว ยังมีเรื่องของนางออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและขบวนการประชาธิปไตยพม่าของนาง ที่โดยหลักการแล้ว ขัดแย้งกันอย่างจังกับพุทธสังคมนิยม (Buddhist Socialism) ของพระวีระธุ

มีหลายคนวิ่งวุ่นตามหานางออง ซาน ซูจี สตรีผู้ถูกขนานนามอย่างสมเกียรติว่าเป็นวีรสตรีแห่งประชาธิปไตยพม่า ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของชาวมุสลิมพม่าผู้เลือกอยู่ฝั่งนางเมื่อครั้งเลือกตั้งซ่อมในปี ค.ศ.2012 ซึ่งพรรคของนางชนะพรรครัฐบาลของพลเอก เตง เส่น อย่างถล่มทลาย ด้วย ส.ส. 37 ที่นั่ง ส.ว. 4 ที่นั่ง ขณะที่รัฐบาลได้ ส.ว. คืนมาแค่ 1 ที่นั่ง แต่ความจริงคือนางเองไม่เคยยกตนด้วยฐานะนี้ นางเป็นนักการเมืองตลอดมาดังที่เคยให้สัมภาษณ์กับ CNN อีกทั้งยังพูดในเวที The World Economic Forum ปี ค.ศ.2012 ด้วยว่า “ฉันจำเป็นต้องเลือกข้าง (จากวิกฤติพุทธ-มุสลิมที่เกิดขึ้น) เพราะไม่ต้องการให้ทุกอย่างมันเลวร้ายมากไปกว่านี้”

กระนั้นก็ตาม พฤติกรรมของนางออง ซาน ซูจี ก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยาก นั่นเพราะปลายตุลาคม ปี 2015 นี้ จะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองของประเทศ แม้รัฐธรรมนูญที่ทหารร่างขึ้นในปี 2008 ขณะนางยังอยู่ในช่วงกักบริเวณจะเขียนไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดก็ตามที่สมรสกับชาวต่างชาติหรือมีบุตรที่ถือสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่สัญชาติพม่าสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการบริหารประเทศได้” เหมือนจะเจาะจงนางโดยเฉพาะก็ตาม นางก็ยังมีความหวังด้วยกับการเลือกที่จะเงียบ ไม่ดื้อรั้นต่อรัฐบาลและที่สำคัญคือชาวพุทธที่มีอยู่กว่า 95 % ทั่วประเทศที่ยังคงสนับสนุนนางตราบใดที่ไม่มายุ่งเกี่ยวหรือปกป้องชาวมุสลิมในประเทศ

นอกจากประชาธิปไตยสามานย์ของนางออง ซาน ซูจี ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการขับไล่ชาวโรฮิงญาให้ออกไปตายนอกบ้านเกิดอย่างหดหู่แล้ว ความคิดพุทธสังคมนิยมของพระวีระธุที่เริ่มมีมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศในยุคนายกรัฐมนตรีอูนุ (U Nu) แล้วนั้น ก็เลวร้ายไม่ต่างกัน

ใน “ธัมมิกสังคมนิยม” ของท่านพุทธทาสภิกขุ พระสงฆ์ไทยในอดีตที่มีความคิดความอ่านก้าวหน้าได้กล่าวถึงสังคมนิยมซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนในยุคสมัยของท่านไว้ว่า “…ถ้านับถือพุทธศาสนาแล้ว มันจะมีเจตนารมณ์ของสังคมนิยมอยู่ในเลือดในเนื้อ มันจึงเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย เป็นเพื่อนทุกอย่างที่จะดูดายกันไม่ได้…นี่คืออุดมคติของสังคมนิยมที่บริสุทธิ์…”

การที่ผู้เขียนอ้างท่านพุทธทาสภิกขุ ก็เพราะท่านเป็นบุคคลที่ชาวพุทธทุกกลุ่มยอมรับ หากจะเทียบในวงการนักปราชญ์มุสลิมแล้ว ก็เหมือนอิมาม อิบนุ กะษีร, อิมาม อิบนุ กอยยิม ที่มุสลิมคณะไหนก็ตามแต่ ล้วนยอมรับฟังกันทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงหวังอยู่ลึกๆว่าพระสงฆ์บางรูปในไทยอย่างพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ที่เคยชื่นชมการขับไล่ชาวมุสลิมโรฮิงญาในปาฐกถาพิเศษเรื่อง “หน้าที่ของชาวพุทธต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา” เมื่อวันที่ 7-8 กันยายน พ.ศ. 2556 จะกลับมาฉุกคิดเสียบ้าง ไม่กระเหี้ยนกระหือรือริอยากจับไม้จับมีดเหมือนพระในพม่า มากระทำต่อชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดที่ส่วนใหญ่ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่กับการกระทำเลวทรามทั้งหลายของมุสลิมส่วนน้อยที่แอบอ้างอิสลามทำร้ายชาวพุทธ และมีไม่น้อยด้วยที่ถูกคนเหล่านี้เข่นฆ่าเสียเอง รวมถึงการสร้างสถาณการณ์ความหวาดกลัวและข่มขู่ร้านรวงต่างๆในพื้นที่ด้วย

กรณีนาลันทามหาวิหาร (Nalanda Mahavihara) ในรัฐพิหาร, อินเดีย ก็เช่นกัน ศูนย์กลางพุทธศาสนาในอินเดียราวศตวรรษที่ 12 ซึ่งถูกกองทัพมุสลิมเติร์ก-อัฟกัน ของแม่ทัพมุฮัมมัด บิน บัคติยารฺ คิลจี (Muhammad Bakhtiyar Khilji) ในศึกพิชิตเบงกอลเมื่อปี ค.ศ.1200 เข้าปล้นสดมภ์ไล่ฟันบรรดาภิกษุสามเณรเพราะไม่ยอมเข้ารับศาสนาอิสลามโดยที่พระสงฆ์แต่ละรูปได้แต่นั่งฌานสงบนิ่งไม่ตอบโต้ความบ้าคลั่งของชาวมุสลิมเลย ยังไม่พอเรื่องเล่ายังมีอีกว่าชาวมุสลิมยังใช้เวลามากถึง 2-3 เดือนในการเผาทำลายมหาวิหารรวมถึงตำรับตำราทางพุทธศาสนาอันประเมินค่ามิได้ให้วอดวายปลาสนาการหมดไปจากโลกอย่างยากจะหากลุ่มคนที่ป่าเถือนเช่นนี้ได้อีกนั้น วาทกรรม “เกินจริง” ที่หาหลักฐานชัดเจนไม่ได้นี่เองกลายเป็นเครื่องมือหากินของพระวีระธุและชาวพุทธที่หวังจะยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม เพื่อขับไล่ให้ออกไปนอกประเทศเช่นที่เกิดในพม่า, ศรีลังกา หรือแม้กระทั่งในไทยเองที่มีการพูดถึงไม่หยุดหย่อนทางรายการโทรทัศน์ของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย การรณรงค์ความเกลียดชังเช่นนี้สามารถทำให้คนโง่เขลาไม่เบื่อเลยที่จะนั่งฟังและเชื่อตามอย่างสนิทใจ

ควรจะกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า เป็นความจริงที่ชาวมุสลิมเติร์กได้ทำการย่ำยีนาลันทา มหาวิหาร ทว่านั้นไม่ใช่การญิฮาดซึ่งต้องมีเงื่อนไขมาจากการถูกอธรรมมาก่อนตามบทบัญญัติในอัลกุรอาน (อัลหัจญ์ : 39) ปัญญาชนผู้มีความคิดต้องไม่ลืมว่านี่เป็นเรื่องของการปล้นสดมภ์ การเมืองและการสงครามล้วนๆ ทหารมุสลิมเติร์กที่เข้าไปบั่นคอพระสงฆ์ในนาลันทาซึ่งกำลังนั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่ สำหรับอิสลามแล้ว จึงอาจเป็นได้แค่อาชญากรสงครามและผู้กระทำผิดต่อคำสั่งของท่านศาสนทูตที่ห้ามเข่นฆ่าผู้บำเพ็ญศีลในอาศรมเท่านั้นเอง

เหนืออื่นใด หากการศึกษาในเรื่องนี้เป็นไปด้วยเหตุผลไม่กินแต่อารมณ์ล้วนๆ การเสื่อมโทรมกระทั่งศาสนาพุทธสูญหายไปจากอินเดียก็มิได้มาจากเหตุปัจจัยภายนอกอย่างเดียว เหตุปัจจัยภายในเช่นความงมงาย ไสยศาสตร์ การทรงเจ้า เข้าผี บวงสรวงเทวดา ก็เข้มข้นและหาหลักฐานไม่ได้ในพุทธบัญญัติ ก็มีส่วนในการกัดกินอยู่มิใช่น้อย และเหตุดังกล่าวยังเกิดก่อนที่กองทัพเติร์กมุสลิมจะเข้ามาด้วย เรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็เคยบรรยายไว้ในครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรเสียปีศาจมุสลิมเติร์กก็ได้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งด้วยด้ามจอบแห่งอารมณ์และความโง่เขลาอย่างน่าเศร้าใจ เพื่อเป็นข้ออ้างในการกำจัดมุสลิมในสมัยปัจจุบัน กระทั่งมลายูมุสลิมที่อยู่ไกลจากนาลันทาทั้งในแง่ของระยะทางและยุคสมัยซึ่งยังมึนงงไม่รู้จักด้วยซ้ำว่ามุสลิมเติร์กคือใคร? นาลันทาคืออะไร? ก็ต้องมารับผิดชอบแทนกองทัพมุสลิมเติร์กเมื่อเกือบพันปีมาแล้วด้วย มันไม่สอดคล้องกับปัญญาหากมุสลิมในยุคปัจจุบันจะต้องรับผิดชอบต่อความเลวของมุสลิมในอดีต เช่นกันชาวพุทธในเวลานี้ก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการรุกรานปัตตานีของชาวพุทธแห่งกรุงสยามในอดีต ไม่ต้องรับผิดชอบต่ออัศวินตำรวจอย่าง เผ่า ศรียานนท์ ที่นับถือพุทธและมีส่วนในการอุ้มฆ่าหัจญีสุหลง อับดุลกาเดร์อย่างอุกอาจเมื่อ 60 ปีก่อน และชาวโรฮิงญาในเวลานี้ก็ไม่ต้องมารับผิดชอบต่อการกระทำของจักรวรรดิบริติชที่นำบรรพบุรุษโรฮิงญาส่วนหนึ่งมาจากบังกลาเทศให้มาอยู่ในพม่าด้วยฉันใดก็ฉันนั้น

ความพยายามของพระวีระธุในการที่จะสถาปณาพุทธสังคมนิยมตามที่ตัวเองเข้าใจ เพื่อกระตุ้นมวลชนในการปฏิวัติสังคม ผ่านการทำงานที่เด็ดขาด รุนแรงและฉับพลันแบบที่นักปฏิวัตินิยมทำกัน เพื่อสร้างสังคมในอุดมคติที่ปราศจากพวก “หมาบ้า” ที่ตนใช้เรียกชาวมุสลิมแล้ว นอกจากจะขัดกับอุดมการณ์ของสิทธารถ “นักปฏิรูปสังคม” ไปสู่สิ่งที่ดีงามในหมู่มนุษย์ตามการวิเคราะห์ของจิตร ภูมิศักดิ์ แล้ว ยังสร้างความน่าอับอายต่อชาวพุทธทั่วโลก ไม่ต่างจากผลงานของมุฮัมมัด บิน บัคติยารฺ คิลจี ที่ได้ทำลายบัญญัติอันบริสุทธิ์ของการญิฮาดนั่นเอง

อันที่จริง บทความชิ้นนี้ผู้เขียนต้องการส่งสาส์นถึงทั้งมุสลิมและเพื่อนชาวพุทธ นี่คือยุคสมัยที่มนุษย์ต้องก้าวพ้นความเป็นเดรัจฉานเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติอันเป็นความต้องการของสิทธารถและศาสนทูตมุฮัมมัดเอง ผู้เขียนจะไม่ปกป้องมุสลิมที่กระทำผิด แต่จะขอปกป้องอิสลามที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี รวมถึงปกป้องชาวพุทธด้วย ดังที่ท่านทะไลลามะ (Dalai Lama) ประณามกรณีของพม่าว่า “การฆ่ากันในนามของศาสนา เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและคิดไม่ถึงจริงๆ…ฉันขอสวดมนต์ภาวนา ให้ชาวพุทธที่มีความคิดในแง่ลบต่อมุสลิม ให้คำนึงถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า” ท่านยังปกป้องอิสลามด้วยว่าอย่าตัดสิน “อิสลาม” จาก “มุสลิม” อิสลามเป็นศาสนาที่ยอดเยี่ยมซึ่งมักจะถูกเข้าใจผิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะแนวคิดในเรื่องของการ “ญิฮาด”

สุดท้ายไม่ว่าพระวีระธุจะรู้จักท่านพุทธทาสภิกขุหรือไม่ คำสอนของท่านต่อไปนี้ก็สมควรที่เขาจะนำไปใคร่ครวญไว้เหลือเกิน ท่านพุทธทาสได้พูดล้อติดตลกไปว่า “…ไม่เท่าไรก็จะมีมนุษย์ที่ไม่ควรเรียกว่ามนุษย์…มนุษย์เป็นมนุษย์กันถึงไหนแล้วโว้ย ที่ไปมองเห็นว่าการฆ่ากันคนละครึ่งโลกนี้เป็นเรื่องถูกต้อง มนุษย์ได้เดินมาถึงขั้นนี้แล้ว มันเป็นมนุษย์กันอย่างไร มีสังคมนิยมไว้เพื่อจะฆ่ากัน ฝ่ายโน้นมันก็มีพวก ฝ่ายนี้มันก็มีพวก แล้วมันก็ฆ่ากันได้ นี่มนุษย์เดินขึ้นมาถึงขั้นนี้…”

เว้นแต่เขาจะหลงตนคิดว่าเป็นอรหันต์มือเปื้อนเลือด และนึกฝันว่าสิทธารถจะภูมิใจนั่นแหละ หากเป็นเช่นนี้แล้วก็ขอให้เขาบ้าไปคนเดียวจะดีกว่า.

—-

เอกสารอ้างอิง :
1. นาครทาส, (2524). ผีตองเหลือง, ใน โลกหนังสือ, 4(12), หน้า 40-52.
2. พุทธทาสภิกขุ, “ธัมมิกสังคมนิยม”, มูลนิธิโกมลคีมทอง : กรุงเทพฯ, พ.ศ. 2529.
3. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) “จากอินเดียสู่เอเชีย ชุดที่ 4 (mp3)” . สืบค้นเมื่อ 18-5-2558.
4. “Myanmar bans TIME Magazine over ‘Buddhist Terror’ cover story”. investvine.com. 2013-6-28. สืบค้นเมื่อ 17-5-2558.
5. “Buddhist monk uses racism and rumours to spread hatred in Burma”. The Guardian.2013-4-18. สืบค้นเมื่อ 16-5-2558.
6. “Burma Objects to Time Magazine Criticism”. VOA. 2013-6-24. สืบค้นเมื่อ 17-5-2558.
7. “Dalai Lama Decries Attacks on Muslims”. Onislam.net. 2013-5-08. สืบค้นเมื่อ 17-5-2558.
8. “อัลกอนูน อัดดุวะลียฺ อัลอาม ฟิล อิสลาม’, ชัยคฺอัลดุลลอฮฺ อัรรอซฺ หน้า 8 และ “อัสสิยาสะฮฺ อัชชัรอียะฮฺ”, ชัยคฺอับดุลวะฮฺฮาบฺ ค็อลล๊าฟ หน้า 88.

1112 1113 1114

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s