มาแบบเหนือเมฆ

1510701_861248477265171_4950377693177867671_n

พรุ่งนี้กลุ่มซูฟีที่มาเลเซียจะมีการละหมาดฮายัตครั้งใหญ่เพื่อขอให้ประเทศผ่านพ้นบททดสอบต่างๆที่ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ (โดยเฉพาะน้ำท่วม) โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดงานเป็นเงินไทยประมาณ 2 ล้านบาท แน่นอนว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย เช่นการละหมาดฮายัตที่ไม่มีในแบบอย่างของท่านนบี รวมถึงการใช้เงินจัดงานจำนวนมากแทนที่จะบริจาคให้ผู้ประสบภัยโดยตรง และพิธีการแปลกๆภายในงาน

อุสตาซ มุฮัมมัดอัชรอฟ อัยยูบ อัลฮาฟิซ ผู้เกี่ยวข้องในการจัดงานคนหนึ่งชี้แจงในเฟสบุคตัวเองทำนองว่าคนที่วิจารณ์อยู่นั่น เป็นกลุ่มคนที่มีตรรกะล้มเหลว และไม่รู้จัก ‘ฟิกฮฺ เอาลาวิยาต’ หรือการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ เขาบอกว่าอันดับแรกพวกคุณต้องตีโจทย์ให้แตกก่อนว่าน้ำท่วมน่ะมาจากไหน? จะบอกว่ามาจากน้ำฝนหรอ? ไม่เลย มันมาจากอัลลอฮฺต่างหาก เขาอธิบาย ฟิกฮฺ เอาลาวิยาตตรงนี้เปรียบเสมือน
…bila rumah anda banjir sebab pili air pecah, pergilah betulkan pili, bukan beli lebih banyak baldi-gayung nak tadah air….
“…เวลาบ้านของคุณน้ำท่วมเพราะก็อกน้ำมันแตก คุณก็ต้องไปซ่อมก็อกน้ำ ไม่ใช่เที่ยวไปซื้อกะละมังมากมายมารองมาตักน้ำ…”
ดังนั้นเป็นการถูกต้องแล้วที่จะใช้เงินตรงนี้จัดงานเพื่อเข้าหาอัลลอฮฺก่อน แล้วค่อยขอให้พระองค์ช่วยขจัดความทุกข์ที่มาเลเซียกำลังประสบอยู่นี่

อุซตาสอัชรอฟยังตอบข้อสงสัยอีกว่าทำไมต้องมีพิธีกรรม ‘เศาะลาวาต’ ด้วย ละหมาดอย่างเดียว หรืออ่านยาซีนเท่านั้นไม่ได้หรือ? เขากลับบอกว่า อิสลามมีทางลัดบางอย่าง นั่นก็คือการเศาะลาวาตนบี เขาให้เหตุผลว่า
Ingatlah, Rasulullah s.a.w adalah ‘main point’ rahmat Tuhan terkumpul. Bila kita memohon via ‘main point’ itu, Allah mudah datangkan rahmat kepada kita.
“…จดจำไว้เถิด ท่านเราะสูลุลลอฮฺนั่นเป็นจุดรวมตัวของความเมตตา เวลาเราขอผ่านจุดรวมของความเมตตานี้ อัลลอฮฺก็จะให้อะไรๆเราได้ง่ายขึ้น…” เขายังบอกเหตุผลว่าทำไมไม่ขออัลลอฮฺตรงๆอีกว่า

…jika anda nak minta projek dari ‘orang besar’, confirm tak dapat sebab dia tak kenal pun anda. Jika kenal pun, anda bukan dalam ‘circle’nya. Jadi, mintalah MELALUI orang yang rapat dengan ‘orang besar’. …
“…หากคุณต้องการขอทำโครงการบางอย่างจาก ‘คนใหญ่คนโต’ (ในที่นี่อุสตาซต้องการสื่อถึงการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ) แน่นอนยิ่ง ไม่ได้(มาง่ายๆ)หรอก เพราะเขาไม่รู้จักท่าน หรือหากรู้จัก ท่านก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในหมู่วงสรรค์สรรของเขาอยู่ดี ดังนั้นท่านจึงควรขอโครงการผ่านคนที่อยู่ใกล้ชิด ‘คนใหญ่คนโต’ นั่นก่อน…” ซึ่งก็คือท่านนบี การเศาะลาวาตถึงท่านมากๆจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ

…แอดมิ้นขอบอกว่า สิ่งที่อุสตาซพยายามจะอธิบายนั้น ในภาษาศาสนาเขาเรียกว่า ‘ตะวัสสุล’ คือการใช่สื่อกลางในการขออะไรๆจากอัลลอฮฺ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วอิสลามไม่ยอมรับระบบนี้เลย อิสลามไม่ใช่ศาสนาคริสต์ที่ต้องมีนักบวชเป็นตัวกลางในพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่าง อีกทั้งเป็นที่รู้กันว่ากลุ่มคนจัดงานเหล่านี้คือกลุ่มซูฟีที่กำลังโด่งดังในมาเลเซีย มีผู้นำที่เป็นหะบีบ หรือลูกหลานของท่านนบีเป็นผู้นำ โดยเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมานี่เอง Habib Syech al-Seggaf (คนยกมือในรูป) ก็เป็นผู้นำร้องเพลง ‘มะดัด ยา เราะสูลุลลอฮฺ’ (ช่วยด้วย โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ) ในงานเมาลิดครั้งใหญ่ปี 2013 ที่ผ่านมา

สิ่งเหล่านี้คือบิดอะฮฺหรืออุตริกรรมทางศาสนาในสังคมมุสลิมที่เริ่มจะเป็นความเคยชินเสียแล้ว (ดีนิดหน่อยที่ยังไม่ถูกนำเข้ามาในไทย) ศาสนาจะเสียหายก็ด้วยการถูกแต่งเติมโดยบิดอะฮฺเล็กๆ จนใหญ่ขึ้นๆ และกลายเป็นเรื่องชีิริกไปในที่สุด แท้จริงอัลลอฮฺนั่นอยู่ใกล้เราและท่านเราะสูลนั่นอยู่ในกุโบร์แล้ว ขอให้เราได้ติดต่อกับพระองค์โดยตรงเถอะ อย่าได้เดินตามความเสียหายที่กำลังกัดกร่อนสังคมอยู่เลย

อิมาม อัล-บารฺบาฮารีย์ (อุละมาอฺในกลุ่มของอิมามอะหฺมัด อิบนุ ฮัมบัล) :
“จงระวังบิดอะฮฺ (สิ่งต่อเติมในศาสนา) เพราะว่าทุกๆบิดอะฮฺ มันเริ่มจากสิ่งเล็กๆซึ่งดูคล้ายคลึงกับของจริง ซึ่งผู้คนก็โง่เขลาไปเจริญรอยตามมัน จนกระทั่งมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นแล้วผู้คนก็ตกหลุมพราง ซึ่งมันได้พาพวกเขาออกจากอิสลาม”

ท่านหะสัน อิบนุ อัฏฏิยะฮฺ ตาบิอีนหรือลูกศิษย์ของเศาะหาบะฮฺนบีท่านหนึ่ง :
“เมื่อใดที่ผู้คนยอมรับบิดอะฮฺ อัลลอฮฺก็จะนำสุนนะฮฺ (แบบอย่างจากเราะสูล) ออกจากพวกเขา และจะไม่คืนกลับให้จนกระทั่งวันกิยามะฮฺ”

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เศาะหาบะฮฺนบี :
“เมื่อใดบิดอะฮฺถูกสร้างขึ้น เมื่อนั้นสุนนะฮฺก็ตาย และจะเป็นเช่นนี้จนกระทั่งบิดอะฮฺดำรงอยู่และสุนนะฮฺได้ตายจากไป”

ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ :
“แท้จริง การกุฟรฺของชาวยิวและชาวคริสต์นั้นก็เริ่มมาจากบิดอะฮฺ พวกเขานำสิ่งใหม่เข้ามาสู่ศาสนา และสิ่งเหล่านั้นนำพาพวกเขา ออกจากศาสนาที่แท้จริงของนบีมูซาและนบีอีซา อะลัยฮุมมัสสลาม”

อิมามมาลิก (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) คำพูดซึ่งยอดเยี่ยมสมควรที่จะใส่กรอบทองไว้ ซึ่งท่านกล่าวว่า :
“ใครก็ตามที่นำบิดอะฮฺเข้ามาสู่อิสลาม โดยที่เขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดี นั่นหมายความว่าเขาได้กล่าวหาว่าท่านมุฮัมมัดได้ทรยศต่อ (หน้าที่) การนำสาสน์ของท่าน โปรดอ่านพระดำรัสของอัลลอฮฺผู้ทรงอำนาจผู้ทรงยิ่งใหญ่ : ‘วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ความครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้า’ [สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ 3] ดังนั้นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ (ส่วนหนึ่งของ) ศาสนาในวันนั้น มันก็ไม่ใช่ (ส่วนหนึ่งของ) ศาสนาในวันนี้ และจะไม่มีสิ่งใดถูกแก้ไขในยุคหลังของประชาชาตินี้ นอกจากว่าสิ่งนั้นจะถูกแก้ไขไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้ว”

วัลลอฮุอะลัม.

Ref :
Ustaz Mohammad Asraff Ayob Al-Hafiz
https://www.facebook.com/UstazAsraff/photos/a.628773867139954.1073741826.628751787142162/1008442639173073/?type=1&fref=nf

After floods, preacher says RM200k Islamic new year gig necessary to ‘appease’ God
http://m.themalaymailonline.com/…/after-floods-preacher-say…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s