เมื่อมุสลิมะฮฺคนหนึ่งช่วยยิว

003
#Illridewithyou

ฟัตหุลลอฮฺ กุเลน (Fethullah Gülen), นักคิดชาวตุรกีเขียนไว้ในหนังสือ Muhammad : The Messenger of God An Analysis of The Prophet’s Life ในหน้า 100 ว่า

“…มุสลิมอยู่ในสเปน (ปกครอง) เป็นเวลา 800 ปี ถ้ามีชาวคริสเตียนถูกทิ้งไว้เพื่อให้มีกำลังพอที่จะขับไล่มุสลิมได้ในตอนหลัง นั่นก็เพราะขันติธรรมทางศาสนาของผู้ปกครองมุสลิม ผู้ปกครองมุสลิมไม่ได้เข้าไปแทรกแซงศาสนา ภาษา หรือวัฒนธรรมของประชาชาติที่ถูกพิชิต ถ้าหากผู้ปกครองมุสลิมทำเช่นนั้นก็จะไม่มีชาวคริสเตียนหลงเหลือให้ยึดสเปนลงได้ ไม่มียิวเหลือให้ยึดครองปาเลสไตน์และไม่มีชาวคริสเตียนเหลือในบอลข่านให้ทำการสังหารหมู่ (ในสงครามบอสเนีย) และชาวคริสเตียนก็จะไม่สามารถทำลายประชาชน วัฒนธรรมและภาษาแทบจะทั่วทั้งโลกด้วย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาณาจักรอิสลามในอดีตนั้นครอบคลุมดินแดนแทบทั้งหมดของยุโรป ความเมตตาของบรรดาสุลต่านมุสลิมมีแบบอย่างมาจากศาสนทูตและโดยเฉพาะเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อิบนิ ค็อฏฏอบ ที่ได้พิชิตกรุงเยรูศาเล็มในปีที่ 16 ฮิจญเราะฮฺศักราช (ค.ศ.637) เมื่อชายผู้ซื่อสัตย์ที่สุดแห่งประชาชาตินี้ (ฉายาที่นบีตั้งให้) แม่ทัพ อบูอุบัยดะฮฺ อิบนิ ญัรเราะฮฺ ได้พิชิตเมืองเยรูซาเล็ม ด้วยความหวาดกลัวต่อกองทหารของมุสลิม ชาวเมืองคริสเตียนได้ตั้งเงื่อนไขในการเปิดประตูเมืองว่า ต้องการให้ท่านอุมัรเดินทางมาเปิดเท่านั้น อบูอุบัยดะฮฺรีบส่งสาส์นไปยังท่านเคาะลีฟะฮฺที่เมืองมะดีนะฮฺทันที

ท่านอุมัรได้ตอบตกลง และฝากเมืองไว้กับท่านอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ แล้วรีบเดินทางมายังประตูเมืองเยรูซาเล็มในปาเลสไตน์พร้อมๆกับแม่ทัพคนสำคัญของอิสลามอย่าง คอลิด อิบนิ วาลิด, อัมรฺ อิบนิ อาศ, มุอาวิยะฮฺ อิบนิ อบีซุฟยาน และ ท่านอบูอุบัยดะฮฺ อิบนิ ญัรเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม)

ท่านอุมัรนำรองเท้าพาดบ่าและเดินจูงม้าเข้ามาในเมือง ถึงกับทำให้คนอื่นพูดกับท่านถึงภาพลักษณ์และเกียรติของการเป็นผู้นำผู้ปกครองอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น ท่านอุมัรได้หันไปตอบกลับไปว่า ‘อะไรจะมีเกียรติมากกว่าการที่ฉันได้เป็นมุสลิมอีก?’

เมื่อมาถึงประตูเมือง ชาวคริสเตียนเดินออกมาต้อนรับท่านอุมัร พร้อมกับคำสัญญามั่นจากท่านเคาะลีฟะฮฺว่า “…เราจะให้ความคุ้มครองแก่พวกเขา ต่อชีวิต ทรัพย์สิน โบสถ์ของพวกเขา และจะไม่มีการทำลายไม้กางเขนของพวกเขา ไม่มีการยึดทรัพย์ ไม่มีการบังคับในเรื่องศาสนา ไม่มีการทำอันตรายแก่บุคคลใด…” ท่านอุมัรเพียงไล่ชาวโรมซึ่งเป็นทรราชผู้ยึดครองเดิมออกไป และยังสัญญาด้วยว่าจะคุ้มครองชีวิตพวกเขาจนกระทั่งได้ออกไปจากเมืองและกลับสู่ที่พำนักเดิมอย่างปลอดภัย (ดูหนังสือ ‘การเปิดและการปลดปล่อยมัสยิดอัล-อักศอ’,อุสตาซ ดร.อิสมาอีล ลุฏฟี จะปะกียา)

…ภาพขาวดำที่ท่านเห็นข้างล่างนี้เกิดขึ้นในปี 1941 ในเมืองซาราเยโว เมืองหลวงของประเทศบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา เมื่อกองทัพนาซีของ อดอฟต์ ฮิตเลอร์ ประกาศกวาดล้างชาวยิวทั่วแผ่นดินที่ถูกยึดครอง กระบวนการคัดแยกชาวยิวเริ่มขึ้นเมื่อนาซีได้ทำลายกิจการและบ้านเรือนของชาวยิวทั้งหมด พวกเขาทำสัญลักษณ์ดาวหกแฉกสีเหลืองและบังคับให้ชาวยิวทุกคนใส่ไว้เป็นปลอกแขน เมื่อชาวยิวเดินไปที่ไหนก็จะถูกพวกนาซีล้อเลียน กลั่นแกล้ง เซตเนบา ฮาดาคา (Zejneba Hardaga) คือสตรีมุสลิมคนหนึ่งที่เห็นว่านี่คือความอยุติธรรม เธอได้ช่วยเหลือหญิงชาวยิวด้วยการเดินไปเคียงข้างและช่วยปกปิดปลอกแขนของ ริฟกา กัลบ์ (Rivka Kalb) ไม่ให้ทหารนาซีเห็น ขณะที่ลูกน้อยของริฟกา 2 คน และ บัห์ริญา ฮาดาร์ซา (Bahrija Hardasa) น้องสะไภ้ของเซตเนบา เดินอยู่ข้างๆไม่ไกล

ประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมอยู่ในคำว่า เมตตาปราณี ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยเลยที่ชาวโลกจะตีตราพวกเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเช่นทุกวันนี้ จากอดีตที่เป็นผู้พิชิต ผู้ทรงคุณธรรม ผู้เปิดเผยวิทยาการต่างๆจากความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน ผู้เป็นบิดาในหลายๆวิทยาการ ผู้ให้ความคุ้มครองทุกๆศาสนาจากทรราช ทำไมวันนี้พวกเขาถึงไม่มีภาพลักษณ์เช่นที่ว่าแล้ว?

มุสลิมกลายเป็นอะไรในยุคสมัยนี้? — ผู้ก่อการร้าย พวกสุดโต่ง อยู่ที่ไหนก็เอาแต่ก่อความรุนแรง อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความยากจน เผาโรงเรียน ฆ่าครู ฆ่าพระ แบ่งแยกดินแดน ต่อต้านการศึกษาที่ไม่ใช่วิชาศาสนา เป็นศัตรูกับต่างศาสนิก??? จริงอยู่ที่สื่อมีบทบาทสำคัญในการกุเรื่องและกระพือความชั่วร้ายของมุสลิม แต่อย่าไปโทษสื่อไปเสียหมดเลย ในเมื่อครึ่งหนึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงที่เรา–มุสลิมที่มีจิตสำนึก ไม่มีพลังพอในการกลบความชั่วร้ายเหล่านี้ เราไม่มีพลังพอที่จำทำลายความเข้าใจผิด และยังอ่อนแอมากๆในการสร้างความเข้าใจถูกอย่างที่ เมาลานา อบุลอะอฺลา อัลเมาดูดี (Abul Ala Maududi) เคยฝากพวกเราไว้

…นั่นไม่ใช่อิสลามที่แท้จริงเลย ซัยยิด อบุลหะสัน อะลี อันนัดวี (Abul Hasan Ali An-Nadwi) บอกว่า “อิสลามยังไม่ตาย ก็แค่ป่วย…” แล้วเมื่อไรเราจะหายป่วย ปลุกจิตวิญญาณอิสลามมันขึ้นมาสักที มุสลิมที่มีจิตสำนึกในวิทยปัญญาหายไปไหนหมดเสียแล้ว อยู่ในปอเนาะหรอ อยู่ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาหรอ อยู่ในมหาวิทยาลัยหรอ อยู่ในทีวีหรอ หรืออยู่ในเฟสบุค ช่วยออกมาได้แล้ว.

Pic Ref. : http://www.loonwatch.com/2013/11/muslim-woman-covers-the-yellow-star-of-her-jewish-neighbor-with-her-veil-on-the-streets-of-sarajevo-in-1941/
Sarajevo :http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/E3010425/E3010425.html

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s