เผามัสยิดเถอะเพราะต่อไปจะไม่มีใครมาละหมาดอีกแล้ว

51 52

-ไม่มีคำบรรยาย-

Download >> https://www.mediafire.com/?qsjeu73t2o1t18w

ป.ล.ฉบับจุลสารเนื้อหาบางส่วนถูกตัดจากต้นฉบับเล็กน้อยนะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับพื่นที่เนื้อกระดาษที่มี แต่ก็ขอแนบต้นฉบับมาด้วยละกัน

เผามัสยิดเถอะเพราะต่อไปจะไม่มีใครมาละหมาดอีกแล้ว
หมีมลายู : เขียน

1

ดร.เมฮฺเมด โกรเมซ (Mehmed Görmez) ผู้ว่าการศาสนาของประเทศตุรกีเคยพูดว่า “ตราบใดที่ยังมีเสียงเด็กๆอยู่ข้างหลังในขณะที่เรากำลังยืนละหมาด เราก็ยังมีความหวังต่ออนาคตของเรา” นี่คือคำพูดของลูกหลานบรรดาสุลต่านแห่งอาณาจักรอิสลามอุษมานิยะฮฺอันยิ่งใหญ่แห่งสุดท้ายที่มีอำนาจถึง 600 กว่าปีในอดีต คำพูดนี้ย่อมมาจากการครุ่นคิดที่ไม่ได้มาอย่างลอยๆแน่ นี่เป็นรายละเอียดที่สังคมของเราในทุกวันนี้เฉยเมยและไม่เห็นความสำคัญเลยแม้แต่น้อย คำพูดนี้บอกให้เรารู้ถึงความสำคัญของ ‘การมีเด็กๆและมัสยิดอยู่ในที่เดียวกัน ต้องไม่แยกกันอยู่อย่างเด็ดขาด’ คำพูดเช่นนี้ถูกกระทำมาแล้วโดยบรรพชนอิสลามในอดีต ผู้ที่ตระหนักว่าเหล่าเด็กๆและเยาวชนนั้น คืออนาคตของสังคม คืออนาคตของประชาชาติอิสลาม

ตุรกีในวันนี้กำลังจะขึ้นเป็นผู้นำของโลกมุสลิมอย่างแข็งขัน เพราะหลังจากชาติอาหรับเป็นผู้นำซึ่งได้แต่หลับทุกครั้งไปเมื่อประชาชาติอิสลามถูกเข่นฆ่าไม่ว่าที่ไหนก็ตามบนโลกนี้โดยเฉพาะวันนี้ที่เมืองฆ็อซซะ ประเทศปาเลสไตน์ ซึ่งมุสลิมถูกยิวอิสราเอลฆ่าตายไปแล้ว 1,951 คน บาดเจ็บ 10,193 คน (รายงานของวันที่ 13/8/57, Aljazeera.com) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา เรเจพ ทายยิบ แอรโดก์อาน (Recep Tayyip Erdogan) อดีตนายกรัฐมนตรีตุรกีที่เคยพูดและชี้หน้าชีมอน เปเรส อดีตประธานาธิบดีอิสราเอลต่อหน้าที่ประชุมเศษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สวิซเซอร์แลนด์ว่า “คุณคือฆาตกร” นั้น แอรโดก์อาน ก็ได้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของตุรกี และอาศัยช่วงการหยุดยิงส่งเครื่องบินไปช่วยเหลือฆ็อซซะหรือกาซ่าในปาเลสไตน์อย่างถึงลูกถึงคน โดยรับผู้บาดเจ็บจำนวนมากมารักษาตัวที่ตุรกี

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ฆ็อซซะในเวลานี้ ฆ่าเด็กๆไปแล้วกว่า 469 คน และไม่มีทีท่าว่าจำนวนจะลดลงแต่อย่างใด เพราะอิสราเอลได้พุ่งเป้าจรวดไปยังโรงเรียนและโรงพยาบาลที่พ่อแม่ได้ส่งลูกๆไปหลบภัย มัสยิดก็ถูกพังทลายไปเสียหมด ในอนาคตฆ็อซซะจะมีเด็กๆมาวิ่งเล่นและมาละหมาด เพื่อเป็นความหวังให้คนที่นั่นอีกไหมไม่ทราบได้ เพราะเด็กๆที่นั่นถูกฆ่าและมัสยิดถูกทำลายไปหมดแล้ว ทว่าที่ชุมชนหรือที่กำปงของเราล่ะ มัสยิดที่แข็งกันสร้างและประดับประดาด้วยวัตถุอย่างไม่สิ้นสุดนั้น มีเด็กๆและเยาวชนมายืนละหมาดหรือมาวิ่งเล่นอยู่ข้างหลังบ้างหรือไม่? ถ้าไม่มี พวกเขาไปไหนกันหมด?

2

นั่นคือคำถามที่เราทุกคนผู้เป็นผู้ใหญ่ต้องตอบให้ได้ เพราะมีผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่เคยรับรู้และบางส่วนก็ไม่เคยตระหนักเลยถึงปัญหาสังคมอย่างหนึ่งที่นับวันยิ่งรุ่นแรงมากขึ้นทุกที เป็นภัยเงียบที่คอยกลืนกินลูกหลานของเราทีละคนสองคนให้หมดไปจากแถวละหมาดข้างหลัง นั่นก็คือ ‘ยาเสพติด’ ความจริงแล้ว ได้มีการสำรวจและพบว่าชุมชนมุสลิมแห่งหนึ่งในตัวเมืองยะลา ทั้งชุมชนมีเยาวชนประมาณ 58 คน ติดยาไปเสีย เกือบ 30 คน เป็นไปไม่ได้ที่ชุมชนจะไม่รับรู้ตัวเลขพวกนี้ ถามว่าผู้ใหญ่หรือเยาวชนที่ไม่ได้ตกไปเป็นทาสของยาเสพติดนั่น คิดจะทำอะไรบ้าง? เราจะปล่อยไปใช่ไหม จะแก้ปัญหาไปตามอาการ แก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการส่งลูกหลานไปรักษา หรือจะจบปัญหาทั้งหมดที่ต้นเหตุไปเลย นั่นเพราะความจริง… หลายครั้งเรารู้อยู่แก่ใจว่า ในหมู่บ้านของเรานั่น ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ไหน บ้านไหนมีลูกหลานที่ยังมั่วสุมหรือค้าขายยาเสพติด บ้านเช่าไหนบ้างในหมู่บ้านที่มีวัยรุ่นมาเช่าแล้วมั่วสุมยาเสพติด มีตำรวจมาตรวจกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เหล่านี้เราปล่อยปละละเลยมานาน จนคนที่ดูเหมือนจะไปรักษาอาการติดยาและหายกลับมาแล้วนั่น กลับไปมั่วสุมอยู่กับสถานที่เหล่านั่นอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็เพราะบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมมันพาไป ถามว่า เราจะให้เด็กๆในหมู่บ้านที่กำลังเติบโตอยู่ในขณะนี้นั่น ต้องติดยาไปอีกกี่คนหรือ เราถึงจะตระหนักว่าหมู่บ้านของเรามันกำลังจะพังทลายลงแล้ว มันกำลังจะกลายเป็นหมู่บ้านกาฟิรไปแล้ว เพราะถ้าเป็นมุสลิม จะต้องไม่นิ่งเฉยกับยาเสพติด แต่ตอนนี้ชุมชนมุสลิมบางแห่งกลับมีแต่ควันจากการต้มน้ำกระท่อมคละคลุ้งกันแม้แต่ในห้องครัวที่บ้านตัวเอง เป็นแหล่งค้ายาเสพติดไปแล้ว นี่ยังไม่นับคำสบประมาทของกาฟิรอีก ที่ว่า ‘ที่ไหนมีโดมมัสยิดที่นั่นย่อมมียาเสพติด!’ เจ็บมั้ย?

เรากำลังมุ่งหวังอะไรในอนาคต? เรากำลังมัวทำอะไรอยู่? เรากำลังมุ่งไปยังวัตถุใช่หรือไม่? เราเมินเฉยต่อการตัรบิยะฮฺหรืออบรมเด็กๆไปแล้วใช่หรือไม่? เราต้องการให้มัสยิดในชุมชนตัวเองดูดีหรูหราไปอีกแค่ไหน? จะต้องเสริมแต่งอะไรในมัสยิดอีกหรือถึงจะทำให้ชุมชนที่มัสยิดนั่นตั้งอยู่มันไม่มียาเสพติด อุปมาอุปไมยดังชุมชนของเราเป็นบ้านไม้ที่เงางามแค่ภายนอก ทว่าภายในมันถูกปลวกแทะกินไปหมดแล้ว

ตาดีกา (TADIKA) ย่อมาจากคำว่า ‘Taman Didekan Kanak-Kanak’ หมายถึงเป็นสวนหรือ ‘สถานที่อันรื่นรมย์ที่มีไว้อบรมสั่งสอนบรรดาเด็กๆ’ เป็นภูมิปัญญาของโต๊ะครูสมัยก่อนที่สร้างขึ้นเพื่อให้เด็กๆเป็นเด็กดี มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะในเรื่องศาสนา และรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ถามว่าชุมชนที่ไม่มีตาดีกาจะอบรมเด็กๆที่ไหน? เราจะคาดหวังได้แค่ไหนว่าลำพังพ่อแม่ที่บ้านก็เพียงพอแล้วที่จะสกัดกั้นลูกๆจากควันบุหรี่ ควันน้ำกระท่อม และยานั่นยานี่ที่เที่ยวสรรหาเอามาเช่นฆ่าตัวเอง จะหวังได้แค่ไหนกันเชียว

ที่ฆ็อซซะเด็กๆท่องจำอัลกุรอานกันทั่วเมือง แล้วอิสราเอลก็ทิ้งระเบิดใส่บ้านเรือนและโรงเรียน แค่เดือนเดียวเด็กๆตายไปเกือบ 500 คน แต่ที่บ้านเราที่กำลังอ่านอะลีฟ บาอฺ ตาอฺ กันอยู่นั่น กลับถูกยาเสพติดมันชวนเข้ามุมมืดของชุมชนคนแล้วคนเล่า โดยที่ชุมชนได้แต่นั่งมองและร้องไห้ต่อโศกนาฏกรรมที่กำลังเกิดอยู่แค่นั่นเอง

ชุมชนมุสลิมหนึ่งจะเหลืออะไรในอนาคต หากไม่มีตาดีกา ไม่มีศูนย์การเรียนรู้อัลกุรอาน ไม่มีการเรียนการสอนศาสนาสำหรับผู้ใหญ่ หรือมี…แต่ผู้คนก็ไม่อยากนั่งฟัง แค่ 5 นาทีก็เอือมระอาที่จะนั่งฟัง แต่ดันมีทีวีที่บ้านให้กลับไปนั่งดูละครทุกวันหลังละหมาดอีชาอฺ ทั้งยังมีแหล่งมั่วสุมหรือค้ายาเสพติดตามบ้านเรือนต่างๆในชุมชนที่เพิ่มขึ้นๆ ซึ่งไม่มีวี่แววว่าจะถูกจัดการในเร็ววัน อย่างน้อยๆเราควรทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ และลำดับการแก้ไขอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มที่ ตนเอง-ครอบครัว-มัสยิด-โรงเรียน และชุมชน ดังนี้

1.) เข้าหาศาสนา :
คนๆหนึ่งในชุมชนควรที่จะมีความพยายามที่จะเข้าหาศาสนา ในยุคนี้นั่นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เรามีช่องทีวีของมุสลิม 3-4 ช่อง มัสยิดก็เปิดให้มาละหมาดญะมาอะฮฺทุก 5 วักตู

2.) ตัซกีเราะฮฺอย่าได้ขาด :
สร้างความตระหนักให้คนในชุมชนเห็นความสำคัญของการมาละหมาดที่มัสยิด โดยเฉพาะมุสลิมีนให้มานั่งฟังตัซกิเราะฮฺหรือการพูดคุยในเรื่องศาสนาของผู้รู้ในชุมชนหลังละหมาดอีชาอฺในทุกๆวัน เป็นการอุ่นศาสนาไว้ในตัวเราสม่ำเสมอ

3.) จัดระเบียบชุมชนที่อยู่อาศัย :
เช่นบ้านเช่า หรือร้านคอมพิวเตอร์ในชุมชน ผู้ที่เช่าจะต้องยอมรับเงื่อนไขที่กำหนดโดยชุมชนเช่น จะต้องไม่เป็นแหล่งมั่วสุม เป็นบ้านนักศึกษาก็จะต้องไม่พาเพศตรงข้ามเข้ามา เป็นกาฟิรก็จะต้องไม่พาสุเราเมรัยเข้ามา หรือห้ามเปิดร้านคอมให้เป็นร้านเกม เป็นต้น

4.) พูดคุยติดตามปัญหา :
ชุมชนจะต้องจัดให้มีการติดตามปัญหาในชุมชนทุกครั้งหลังละหมาดวันศุกร์, หรือเวลาใดๆโดยผู้เกี่ยวข้องต้องเข้าร่วมทุกคน สัปดาห์ละครั้ง โดยพูดคุยถึงปัญหา การแก้ไข ความคืบหน้าในการดำเนินงาน เป็นต้น

3

ขอให้ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ และทุกๆคนได้ร่วมกันคิด ถ้าเด็กๆและเยาวชนในชุมชนหรือในกำปงของเรามันติดยากันหมด ซึ่งบางชุมชนมุสลิมในขณะนี้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นเช่นนั้น ถามว่าในอนาคตข้างหน้ามัสยิดจะเหลือให้ใครมาละหมาด ในเมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาละหมาดอยู่ในทุกวันนี้ไม่ช้าไม่นานพวกเขาก็จะต้องกลับไปหาอัลลอฮฺ และเด็กๆเยาวชนในวันนี้ที่กำลังเข้าแถวกันติดยากันระงมโดยที่ชุมชนไม่คิดจะแก้ไขปัญหานั้น ก็จะต้องโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ในอนาคตของชุมชนของมัสยิด ใครจะเป็นอิมามนำละหมาด ใครจะเป็นคอเต็บขึ้นสั่งสอนศาสนา และใครจะเป็นบิลาลเรียกคนมาละหมาด และใครจะเป็นมะมูมที่จะมาเติมเต็มและทำกิจกรรมต่างๆในมัสยิดให้เห็นภาพของชุมชนมุสลิมที่อยู่กันภายใต้บรรยากาศของศาสนาแห่งอัลลอฮฺ

ยุโรปในขณะนี้นั่น ฝรั่งจำนวนมากเขาเรียก ‘Eurobia’ กันแล้ว ซึ่งล้อมาจากคำว่า ‘Arabia’ นั่นเพราะขณะนี้ชาวอาหรับหรือชาวมุสลิมเกิดขึ้นมากมายที่นั่น แต่ชาวคริสต์เตียนมากมายกลับมีศาสนาเพียงในบัตรประชาชน พวกเขาไม่เคยสนใจว่าศาสนาตัวเองสั่งและห้ามในเรื่องอะไร โบสถ์มากมายถูกติดป้ายราคาขายเพราะไม่มีคนเข้ามาทำกิจกรรมศาสนาอีกแล้ว ซึ่งมุสลิมในยุโรปนั่นเองที่เข้ามาซื้อโบสถ์เหล่านี้และเปลี่ยนให้เป็นมัสยิด อันเนื่องมาจากประชากรอิสลามที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับอิสลามครั้งละเป็นพันคน การนั่งฟังบรรยายศาสนาของเยาวชนเป็นหมื่นๆที่นั่ง โดยเฉพาะในเยอรมัน อังกฤษ หรือฝรั่งเศส นี่คือการเฟื่องฟูของศาสนาอิสลามที่ไม่ได้เกิดในดินแดนอาหรับซึ่งมัวแต่ภูมิใจว่าตนเป็นบ้านเกิดของศาสนทูตมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และไม่ได้เกิดในดินแดนมลายูที่วันๆเอาแต่เพ้อถึงบรรดาอุละมาอ์นามสกุลอัลฟะฏอนีที่เคยทำให้ดินแดนแห่งนี้เป็นระเบียงของมักกะฮฺ ที่ยุโรปเขาสร้างทุกอย่างจากความว่างเปล่าและกำลังเป็นต้นแบบให้แก่พวกเรา–ซึ่งมีมัสยิดมากมายที่ใหญ่โต สวยหรู แต่ไม่มีคนมาละหมาด บางแห่งบิลาล อิมาม และมะมูมเป็นคนเดียวกัน ถ้าไม่มีผู้เขียนและเพื่อนๆเดินทางผ่านมัสยิดแห่งนั้นในวันนั้น แน่นอนทั้งอิมาม บิลาล มะมูม ก็จะเป็นคนๆเดียวทั้งชุมชน นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนได้พบเจอมาเอง บางแห่งมีแต่คนเฒ่าคนแก่มายืนละหมาดทั้ง 5 วักตู ส่วนเยาวชนและวัยรุ่นนั้นไม่รู้หายไปไหนกันหมด

ต่อไปมัสยิดอาจจะถูกติดราคาขายบ้าง ให้ไปเป็นวัดเป็นโบสถ์ หรืออะไรก็ตามแต่หากว่ามันยังอยู่ในสภาพดีและไม่มีคนมาละหมาดแล้ว ดังนั้น ก่อนที่สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะมีส่วนในการเผยแพร่ศาสนาอื่น ดังนั้นแล้วเราจึงควรที่จะมาเผามัสยิดทิ้งตั้งแต่วันนี้เถอะ หากเรายังไม่ตระหนักถึงปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน ที่คอยกัดกินเด็กๆของเราไปทีละคนสองคนอย่างเอาจริงเอาจังเช่นที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

เค.เอช.อับดุลฆ็อฟฟาร อิสมาอีล (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) (Kh.Abdulghaffar Ismail 1911-1998) อุละมาอฺและนักต่อต้านอาณานิคมฮอลันดาคนสำคัญของอินโดนีเซียในอดีต เคยมาบรรยายที่มัสยิดอัลอะตี้ก กรุงเทพฯ เมื่อปี 2523 บาปะอับดุลฆ็อฟฟารได้ยกคำพูดของท่านนบีต่อเด็กหนุ่มที่ชื่ออับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร (เราฎิยัลลอฮุอันฮุ) ขณะทั้งสองนั่งอยู่บนหลังลาว่า “อิหฺฟะซิลลาฮฺ ยะหฺฟัซกะ” – เจ้าจงปกป้องอัลลอฮฺ แล้วอัลลอฮฺจะปกป้องเจ้า บาปะกล่าวว่า“การปกป้องอัลลอฮฺนั้น หมายถึง รักษากฎหรือระเบียบของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงวางไว้สำหรับตัวของเรา…บ้านของท่านอยู่ใกล้มัสยิด แต่ท่านยังนอนอยู่จนถึงดวงอาทิตย์ขึ้น อย่างนี้แสดงว่าท่านไม่ได้รักษากฎหรือระเบียบที่อัลลอฮฺทรงวางไว้ในตัวของท่าน ถ้าท่านไม่ได้รักษาอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็จะไม่รักษาไม่คุ้มครองท่าน การรักษาอัลลอฮฺ ถ้าในมัสยิดนี้ ประการแรกคือ ชวนคนให้มาละหมาดมากๆ มัสยิดนี้ทั้งสวยทั้งงาม ทั้งใหญ่ทั้งโต แต่เวลาละหมาดมนุษย์ไม่มา มีแต่มดกับแมลงเท่านั้นที่มา นี่แสดงว่าคนที่นี่ไม่รักษาศาสนา เมื่อไม่มีคนละหมาดก็น่าจะเอาระเบิดไปวางเพื่อให้มัสยิดนี้พังทลายไปเสีย อย่างน้อยๆก็ให้มันพังไปเสียครึ่งหนึ่ง…ถ้าท่านไม่รักษาศาสนา ที่จะพ่ายแพ้นั้นไม่ใช่ศาสนา แต่คือตัวของท่านเอง” (วารสารอัลญิฮาด, ปีที่ 16 อันดับ 134, กรกฎาคม 2523.)

มัสยิดของเรามีคนมาละหมาดแค่ไหน มีเด็กๆมาละหมาดบ้างไหม ถ้าไม่มีแล้วพวกเขาไปไหนหมด? และสุดท้ายตัวท่านเองนั่นวันนี้มามัสยิดกันหรือยัง… วัลลอฮุอะลัม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s