ISIS : ระหว่างความจริงและความฝันของปัญหาคิลาฟะฮฺ

14

เขียนโดย : ศ.ดร.เมห์เมดอาลี บุยุคคารา (Prof.Dr.Mehmet Ali Büyükara)
ศาสตราจารย์ด้านลัทธิและขบวนการต่างๆในอิสลาม คณบดีอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสตันบูลเชฮีร์, ตุรกี
ถอดความโดย : @Abdulevvel Siddiq
https://www.facebook.com/abdulevvel.siddiq

การที่นายอบูมูฮัมหมัด อัดนานีย์ โฆษกกลุ่มรัฐอิสลามอิรัก-ซีเรียหรือ ISIS ได้ประกาศจัดตั้งระบอบปกครองคิลาฟะฮฺ โดยเริ่มต้นด้วยประโยคว่า “นี่คือคำมั่นสัญญาของอัลลอฮฺ” ในวันแรกของเดือนเราะมะฎอนปีนี้ ตามมาด้วยการปรากฏตัวของนายอบูบักร อัลบัฆดาดีย์ ผู้นำกลุ่ม ISIS บนมิมบัรแห่งมัสยิดกลางประจำเมืองโมซุล เพื่อการคุตบะฮฺในวันศุกร์แรกของเดือนเราะมะฎอนอันประเสริฐ ได้ทำให้โลกได้ยินอีกครั้งถึงคำว่า ‘เคาะลีฟะฮฺคนใหม่’ จากปากของตัวเขาเองนั้น นายบัฆดาดีย์ได้เริ่มต้นคุตบะฮฺของเขาในภาษาอาหรับที่ชัดเจนและสละสลวยเป็นบทร้อยแก้วโดยเริ่มกล่าวถึงความสำคัญของเดือนเราะมะฎอนและความประเสริฐของเดือนนี้ และในที่สุดก็เชื่อมโยงการคุตบะฮฺสู่การทำสงครามญิฮาดในสนามรบของพวกเขา เขากล่าวว่าอัลลอฮฺนั้นได้ให้การช่วยเหลือพวกเขา เขากล่าวว่าการที่เขานั้นได้รับเลือกเป็นเคาะลีฟะฮฺทั้งๆที่ตัวเขาเองนั้น ”ไม่ใช่มนุษย์ที่ดีเลิศ” เลยนั่น นับเป็นบททดสอบที่ใหญ่หลวงสำหรับตัวเขาเอง เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ที่คล้ายคลึงกับการคุตบะฮฺของท่านอบูบักร อัศศิดดิก (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เคาะลีฟะฮฺคนแรกแห่งอิสลามว่า ”หากฉันนั้นอยู่บนสัจธรรมก็จงช่วยเหลือฉัน แต่หากฉันนั้นตกอยู่ในความผิดก็จงตักเตือนฉันและจงช่วยกันทำให้ฉันดีขึ้น”.

ก่อนหน้านี้นั้น กลุ่มอุดมการณ์อิสลามที่คัดค้านการประกาศสถาปนาเคาะลีฟะฮฺของกลุ่ม ISIS ได้อ้างหลักการชะรีอะฮฺ โดยยกเหตุผลทางหลักการว่านายบัฆดาดีย์นั้น เป็นใครมาจากไหนไม่มีข้อมูล ดังนั้นการจงรักภักดีต่อคนที่ไม่มีข้อมูลและไม่เป็นที่รู้จักจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีและโมฆะในหลักการชะรีอะฮฺ นายบัฆดาดีย์ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงรูปถ่ายบนเอกสารเพียงสองรูปได้ทำให้ข้ออ้างของคนที่คัดค้านเขาในเรื่องนี้เป็นโมฆะด้วยการปรากฏตัวทำการคุตบะฮฺวันศุกร์ที่มัสยิดกลางเมืองโมซุลให้ชาวโลกได้เห็น อันที่จริงคนที่ติดตามเหตุการณ์เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐของกลุ่ม ISIS อย่างใกล้ชิดนั้น ได้รอมานานแล้วว่ารัฐอิสลามของกลุ่มนี้จะมาถึงการสถาปนาเป็นเคาะลีฟะฮฺอย่างแน่นอน การที่นายบัฆดาดีย์มักจะถูกเรียกขานด้วยชื่อสกุลตามหลังว่ากุร็อยชีย์ ฮาชีมีย์ หรือหุซัยนีย์ (เป็นชื่อตระกูลหรือเชื้อสายที่สำคัญของบรรพชนอิสลามในอดีต-ผู้แปล) ผ่านความพยายามของสมาชิกในกลุ่ม ISIS นั้น ก็ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่ให้ข่าวว่าเขาจะถูกสถาปนาให้เป็นเคาะลีฟะฮฺในที่สุด

นั้นก็เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ากฎหมายอิสลามในวิชาฟิกฮฺยุคเก่า ได้ระบุเงื่อนไขของผู้ที่จะเป็นเคาะลีฟะฮฺว่าจะต้องสืบเชื้อสายกุร็อยช์ ซึ่งนายบัฆดาดีย์ก็มีเชื้อสายกุร็อยช์ตามคำกล่าวอ้างอยู่ในเงื่อนไขนี้ ยิ่งไปกว่านั้นนายบัฆดาดีย์ยังถูกอ้างว่าสืบเชื้อสายจากตระกูลของท่านนบีโดยตรงด้วยความเป็นฮาชีมีย์-หุซัยนีย์ ซึ่งสายตระกูลนี้แม้กระทั่งเคาะลีฟะฮฺคนแรกๆของประวัติศาสตร์อิสลามเช่นท่านอบูบักร ท่านอุมัรเองยังไม่ได้สืบเชื้อสายดังกล่าวเลย การประกาศถึงความเป็นหุซัยนีย์ของนายบัฆดาดีย์นั้นมีนัยยะที่จะเรียกร้องให้กลุ่มนิกายชีอะฮฺซึ่งเป็นประชาชนกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอิรักนั้นหันมาจงรักภักดีต่อตนนั้นเอง

–ปฏิกิริยาแรกๆที่มีต่อการสถาปนาเคาะลีฟะฮฺ–

จากบทความหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมในอ่านมาเป็นเวลานานในแหล่งข้อมูลของกลุ่ม ISIS และจากการถกปัญหาในกรอบของข้อมูลดังกล่าวอย่างมากมายของกลุ่มนี้นั้น ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกๆที่แจ้งข่าวว่ากลุ่มนี้จะมีการสถาปนาเคาะลีฟะฮฺในเวลาต่อมา ในบทความที่ว่านั้น มีการถกเถียงเกี่ยวกับเงื่อนไขของเคาะลีฟะฮฺที่ว่าด้วยการ ‘ตัมกีน’ หมายถึงเงื่อนไขว่าการที่จะสถาปนาเคาะลีฟะฮฺขึ้นมาได้นั้นจำเป็นจะต้องมีอำนาจอธิปไตยที่เต็มที่บนแผ่นดิน ที่นับได้ว่ากว้างขวางซึ่งบทความดังกล่าวได้พูดถึงและเน้นย้ำว่าเงื่อนไขของเคาะลีฟะฮฺข้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น!!

อบูมูฮัมหมัด อัลมักดีซีย์ (นักทฤษฎีที่สำคัญคนหนึ่งที่ยึดแนวคิด ‘การญิฮาดสากล’ ซึ่งกลุ่มอัลกออิดะฮฺถือเป็นตัวแทนของแนวคิดนี้) เมื่อได้พบเห็นและได้อ่านหนังสือดังกล่าวก็เข้าใจว่าจะมีการประกาศสถาปนาเคาะลีฟะฮฺในเวลาอันใกล้ จึงได้ทำการเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่เวลานั้น อัลมักดีซีย์ได้แนะนำกลุ่ม ISIS ให้ละทิ้งท่าทีนี้ซึ่งในเวลานั้น ISIS ได้ทำการรบเป็นเวลานานในซีเรียต่อกลุ่มต้อต้านรัฐบาลบัชชาร อัลอะสัด และเขายังตั้งคำถามต่อกลุ่ม ISIS ในเวลานั้นว่า

”คิลาฟะห์นี้จะเป็นสถาบันที่บรรดามุสลิมและเหล่าคนที่ถูกรังแกไว้พึ่งพาหรือ หรือว่าการใช้ชื่อนี้จะหมายถึงดาบที่ถูกชักออกมาเพื่อฟันกลุ่มอื่นๆที่คัดค้านกันแน่ หรือเพื่อที่จะปราบปรามกลุ่มอื่นๆที่มาก่อนและได้ก่อตั้งการปกครองที่มีอะมีรเป็นอิสระซึ่งได้ต่อสู้มาก่อน ISIS?”

ในศตวรรษที่ 20 ในหมู่นักวิชาการอิสลามิสต์ซึ่งได้พยายามจะสถาปนาเคาะลีฟะฮฺขึ้นมาใหม่เฉกเช่น มูฮัมหมัด รอชีด ริฎอ และอับดุลกอดิร อัลเอาดะฮฺ รวมถึงองค์กรใหญ่ๆ เช่น ขบวนการภราดรภาพมุสลิม (อิควานอัลมุสลีมีน) และญะมาอัตอิสลามีย์ในปากีสถาน ที่มีนักทฤษฎีเคาะลีฟะฮฺหลายคนนั้นมีความเห็นพ้องกันว่าการปกครองในรูปแบบคิลาฟะฮฺนั้น จะถูกตั้งขึ้นได้ด้วยวิธีการที่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่มีเหตุผล กล่าวคือประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นรัฐชาติในยุคปัจจุบันนั้นต้องปลดปล่อยตัวเองและเปลี่ยนตัวเองเป็นรัฐในครรลองของอิสลามก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นรัฐอิสลามท้องถิ่นต่างๆก็จะเข้าสู่ลำดับในการรวมตัวกันและจะเกิดคิลาฟะฮฺขึ้นในที่สุด

ในความคิดของกลุ่มอัลกออิดะฮฺก็มียุทธศาสตร์ที่คล้ายคลึงในจุดนี้ กล่าวคืออัลกออิดะฮฺมีความเห็นว่าพื้นที่ต่างๆที่ถูกปลดปล่อยด้วยขบวนการญิฮาดสากลจะจัดตั้งรัฐขึ้นมาภายใต้การนำของอะมีรในแต่ละท้องถิ่น และในที่สุดระบอบคิลาฟะฮฺก็จะถูกจัดตั้งขึ้น ดังนั้นการจัดตั้งรัฐอิสลามภายใต้การนำของอะมีรกลุ่มฏอลีบานในอัฟฆอนิสถาน ความพยายามในรูปแบบที่คล้ายกันของกลุ่มอัชชะบาบในบริเวณทางตอนใต้ของโซมาเลีย การประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามในคัฟคาเซียของดอคคู อุมารอฟ ในปี 2007 การที่กองกำลังอัลกออิดะฮฺได้จัดตั้งรัฐอะมีรอิสลามในรัฐอับยันประเทศเยเมนในปี 2011 และการที่กลุ่มสะละฟีย์ที่ยึดเมืองทิมบุคตูและบริเวณรอบได้ประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามในทางตอนเหนือของประเทศมาลีในปี 2012 ล้วนเป็นตัวอย่างของการจัดตั้งรัฐอิสลามท้องถิ่นตามแนวคิดนี้ แต่ในทางตรงข้ามกลุ่มไอสิสกลับไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มเหล่านี้โดยใช้วิธีชิงประกาศคิลาฟะฮฺก่อนกลุ่มอื่นๆด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ อบูมูฮัมหมัด อัลมักดีซีย์ จึงได้ทำการสรุปความเข้าใจของตัวเองเกี่ยวกับคิลาฟะฮฺด้วยประโยคที่กล่าวถึงหลักการทางกฎหมายอิสลามที่ว่า

من استعجل شيئا قبل أوانه عوقب
“ใครก็ตามที่รีบเร่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้นก่อนเวลาของมัน เขาคนนั้นจะถูกลงโทษด้วยการไม่ได้รับสิ่งนั้น”

ในอีกมุมหนึ่งกลุ่ม ‘ฮิซบุตตะห์รีร’ ซึ่งเป็นขบวนการที่วางพันธกิจของกลุ่มเป็นการจัดตั้งเคาะลีฟะฮฺเป็นเวลามาช้านานก็ไม่ได้ทำการล่าช้าที่จะปฏิเสธการสถาปนาเคาะลีฟะฮฺของกลุ่ม ISIS ออกมาตอบโต้ด้วยประโยคว่า “คิลาฟะฮฺนั้น ไม่ใช่อะไรง่ายๆที่จะมาประกาศสถาปนาบนเว็บไซต์ต่างๆ”

ส่วนกลุ่มนักวิชาการมุสลิมในนามสหพันธ์นักวิชาการมุสลิมโลกภายใต้การนำของ ดร.ยูสุฟ อัลกอรฎอวีย์ ก็มีการออกมาชี้แจงว่า “การที่กลุ่มเพียงหนึ่งกลุ่มออกมาประกาศสถาปนาคิลาฟะห์ด้วยตัวเองนั้นถือเป็นโมฆะตามหลักการของศาสนา

–ระบอบคิลาฟะฮฺ จากทฤษฎีที่งดงามสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง—

หากเราวิเคราะห์การอธิบายทั้งหมดข้างต้นอย่างเป็นธรรม เราจะเห็นได้ว่าความเห็นทั้งหมดนั้นมีที่มาจากตำราอิสลามที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการในยุคก่อนยุคสมัยใหม่ทั้งสิ้น และหากเราทำการศึกษาตำราเหล่านี้เราจะพบว่าทฤษฎีคิลาฟะฮฺของชาวสุนนีย์นั้นถูกร่างโดยวางอยู่บนพื้นฐานของมติเอกฉันท์ของประชาชาติอิสลาม อิมามอัลญุวัยนีย์ นักวิชาการชื่อดังในศตวรรษที่ 5 ของประวัติศาสตร์อิสลามได้นิยามคิลาฟะฮฺว่าคือ “การเป็นผู้นำโดยภาพรวมและสมบูรณ์”

ซึ่งในที่นี้การเป็นผู้นำของภาพรวมนั้นจะถูกตอบรับผ่านการชูรอ (การปรึกษาหารือ) ‘อะฮฺลุลฮัลวัลอักดฺ’ ซึ่งหมายถึงสภานักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒินั้นเป็นที่ยอมรับว่าคือเสียงกลางและเป็นสติปัญญาของอุมมะฮฺได้ ซึ่งการคัดเลือกของสภานี้จะถูกตอบรับ นักวิชาการผู้อธิบายและร่างทฤษฎีเคาะลีฟะฮฺอันโด่งดังในยุคกลางอีกคนก็คือ อิมามอัลมาวัรดีย์ ท่านได้อธิบายว่าการกำหนดเคาะลีฟะฮฺนั้น จะผ่าน ‘วิธีการคัดเลือก (อิคติยารฺ)’ บุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นเคาะลีฟะฮฺนั้นจะต้องมีอาณาจักร (มุลก์) บนแผ่นดินที่แน่นอนโดยมีอำนาจเต็มเปี่ยมในการปกครองและการทหารและมีอธิปไตยที่สมบูรณ์เป็นอันดับแรก อธิปไตยและอำนาจในที่นี้ไม่ใช่จำเป็นแค่เพื่อการก่อตั้งเพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นเพื่อการต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เคาะลีฟะฮฺไม่เพียงจะต้องมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ทางความรู้ การเมืองและการทหาร แต่ยังต้องมีจิตสำนึกและคุณลักษณะที่ยุติธรรมเป็นเงื่อนไขอีกด้วย เมื่อคุณลักษณะดังกล่าวมีครบตามเงื่อนไข การเชื่อฟังต่อเคาะลีฟะฮฺของผู้อยู่ในปกครองจึงถือเป็นสิ่งที่วาญิบ จากรายงานของบางหะดีษที่กำหนดว่าเคาะลีฟะฮฺนั้น จะต้องมีเชื้อสายกุร็อยชฺได้ถูกตีความโดยอิบนุคอลดูน ว่าหมายถึงจะต้องมีความเหมาะสมทางการเมืองที่สมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งทัศนะนี้ต่อมาก็เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ทางเลือกอื่นที่สามารถใช้แทนที่การคัดเลือกก็คือการสืบราชวงศ์และการยึดอำนาจ ในประวัติศาสตร์อิสลามนักกฎหมายอิสลามได้วินิจฉัยอนุญาตให้มีการสืบทอดอำนาจการปกครองทางการสืบสายตระกูลของสถาบันเคาะลีฟะฮฺในทางปฏิบัติ (de facto)เพื่อการรักษาความมั่นคงให้ต่อเนื่อง ส่วนการยึดอำนาจด้วยการใช้กำลังบังคับ (อิกรอฮฺ) นั้นจะทำให้การให้สัตยาบัน (บัยอะฮฺ) ต่อการเป็นเคาะลีฟะฮฺนั้น ต้องพิกลพิการในแง่ของความถูกต้องทางกฎหมาย เพราะการบังคับนั้นจะทำให้ผู้ที่ถูกบังคับนั้นสูญเสียการยอมรับ (ริฎอ) ที่เป็นผลจากการจากการมุ่งเจตนาจะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (คือการกระทำที่ทำโดยไม่เจตนานั้นมีผลที่ไม่สมบูรณ์ในแง่กฎหมาย) แต่ทว่าอำนาจอธิปไตยใดที่สามารถเอาชนะอำนาจอื่นๆได้ (อิสตีลาอฺ) และได้รับการให้สัตยาบันโดยการบังคับก็จะถูกต้องตามกฎหมายได้ในทางปฏิบัติเนื่องจากการรักษาความมั่นคงของสังคมและป้องกันอันตรายจากการไร้รัฐบาล

ทฤษฎีเกี่ยวกับเคาะลีฟะฮฺ ที่มีในยุคกลางของชาวสุนนีย์ ที่เรานำเสนออย่างคร่าวๆนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นทั้งแหล่งอ้างอิงสำหรับกลุ่ม ISIS และกลุ่มที่คัดค้านพวกเขา กล่าวคือกลุ่มที่คัดค้านมีทัศนะว่า 1.) ISIS ไม่ได้รับมติเอกฉันท์จากประชาชาติอิสลามให้จัดตั้งคิลาฟะฮฺ 2.) ISIS ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลบนประเทศและอาณาจักรที่แน่นอนและชัดเจน 3.) ISIS ไม่ได้รับการคัดเลือกและยอมรับจากอะฮฺลุลฮัลวัลอักกดฺ 4.) ISIS ไม่ได้รับการเลือกที่มาจากเจตนาของประชาชาติอิสลามที่อิสระโดยปราศจากการบังคับ 5.) ISIS มีโครงสร้างกลุ่มที่ไม่สามารถมอบท่าทีหรือให้การดำรงความยุติธรรมแกกลุ่มมุสลิมต่างๆได้

แต่ถ้าหากเรามองจากมุมมองของ ISIS พวกเขาก็จะอ้างเหตุผลจากทัศนะของนักกฎหมายอิสลามในภาวะที่บ้านเมืองไม่ได้อยู่ความเป็นปกติและ ISIS เห็นว่าในสภาพของพวกเขาจำเป็นต้องยึดหลักการที่ใช้ในภาวะฉุกเฉิน เพราะเหตุนี้อำนาจที่กลุ่ม ISIS ได้มาจากการ “ประทานความช่วยเหลือและการมอบหมายของอัลลอฮฺ” (ด้วยคำพูดของกลุ่ม ISIS เอง) นั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่มีผลบังคับ (วาญิบ) ในอิสลามต่อทุกคนที่จำเป็นจะต้องเชื่อฟัง (ฏออะฮฺ) ต่อกลุ่มๆนี้ การปล่อยโอกาสของ ISIS นี้ให้หลุดมือไปจึงถือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) ในอิสลามสำหรับประชาชาติอิสลามทั้งผอง (อุมมะฮ์) และเพื่อการปราบปรามพวกปฏิเสธ(กาฟิร) และพวกตกศาสนาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบจึงมีผลบังคับให้ทุกคนต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในทางในทางปฏิบัติ อีกทั้งได้มีการแต่งตั้งเหล่าผู้ว่าการรัฐ (วาลีย์) และเหล่าผู้มีอำนาจศาล(กอฎีย์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังมีการทำสัญญากับผู้ไม่ใช่มุสลิมที่จะต้องจ่ายภาษีญิซยะฮฺและยอมรับอำนาจการคุ้มครองของรัฐ ISIS แล้วด้วย ภาษีคอรอจญ์และภาษีซะกาตก็ได้รับการเก็บโดย ISIS แล้ว และยังมีการเปิดศาลไต่สวนคดีต่างๆและมีการใช้บทลงโทษตามกฎหมายอิสลามแล้ว แถมยังมีการปลดปล่อยและช่วยเชลย มีการหักไม้กางเขนของชาวครูเสดและเหล่าสุสานต่างๆที่เป็นศูนย์กลางของชีริกก็ถูกทำลายไปราบเรียบ ดังนั้นในภาวะที่ฉุกเฉินและไร้ความมั่นคงแบบนี้จึงมีทางนี้ทางเดียวที่จะรักษาระเบียบของสังคมได้ และนี่คือมุมมองของ ISIS

หากว่าเรากลับไปดูคำแถลงการณ์ของนายอัดนานีย์ โฆษกของไอสิสที่เริ่มต้นด้วยคำพูดว่า “นี่คือคำมั่นสัญญาของอัลลอฮฺ” จากมุมนี้ เราจะเห็นความขัดแย้งภายในที่เกิดขึ้นระหว่างเนื้อหาของการคุตบะฮฺวันศุกร์ของนายอัลบัฆดาดีย์หัวหน้ากลุ่ม หากเราดูการแถลงการณ์ทั้งหมดเราจะเห็นว่าอันที่จริงแล้ว ISIS นั้นได้แสดงถึงโครงสร้างทางความคิดและโครงสร้างของกลุ่มที่ค่อนข้างเอนเอียงไปในรูปแบบของลัทธิเคาะวาริจญ์เป็นตัวอย่างให้เราได้ประจักษ์อย่างชัดเจน แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการอ้างอิงความคิดนี้ก็เป็นหลักฐานจากตำรายุคคลาสิคอีกเช่นเดิม นั่นคือถ้าหากมีเคาะลีฟะฮฺคนหนึ่งปรากฏตัว “การที่มุอฺมินคนหนึ่งจะนอนหลับในคืนนั้นโดยไม่ได้ทำการสัตยาบัน(บัยอะฮ์)” ถือเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตตามหลักการชะรีอะฮฺ และถ้าหากว่ามีเคาะลีฟะฮฺอีกคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาก็จำเป็นต้องตัดคอประหารเคาะลีฟะฮฺคนนั้น ใครก็ตามที่พยายามจะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในแถวเขาคนนั้นจะต้องถูกดินปืนจากลูกกระสุนระเบิดหัว เพราะเหตุนี้เองกลุ่มหรือญะมาอะฮฺอิสลามทั้งหมดที่มีอยู่บนหน้าแผ่นดินรวมถึงองค์กรที่ทำการญิฮาดทั้งหมดและองค์กรการกุศลทั้งหมดที่เป็นมุสลิมจำเป็นที่จะต้องให้สัตยาบันและเชื่อฟังกลุ่มไอสิสโดยไม่รีรอในการตัดสินใจ เพราะว่าเวลานี้ทุกอย่างได้ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน สัจธรรมและเนื้อหาของสัจธรรมได้รับการอธิบายจนเสร็จศัพท์แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีข้อแก้ตัวใดๆที่จะมาใช้อ้างเพื่อหลีกเลี่ยงคิลาฟะฮฺของ ISIS ได้แล้ว

–ในความเป็นจริงแล้วอะไรคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น?–

การอ้างอิงสายรายงานที่มีอายุยาวนานหลายศตวรรษพร้อมกับการอธิบายด้วยตำราทางฟิกฮฺที่เก่าแก่อาจจะทำให้ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ต่อต้านหรือเห็นต่างจาก ISIS มีเหตุผลที่จะปกป้องความถูกต้องของฝ่ายตน อุมมะฮฺอิสลามจะถูกถ่วงเวลากับการถกเถียงเรื่องคิลาฟะฮฺอีกครั้งหนึ่งในด้านหนึ่ง ส่วยในอีกด้านหนึ่งคือเลือดที่ไหลรินในอิรักและซีเรียก็ไม่ได้ลดลงแถมยังมีเลือดที่จะไหลเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นแล้ว เมืองอะเลปโป (หะลับ) ถูกล้อมปิดและกำลังจะตกสู่กำปั้นเหล็กของอะสัด ชีวิตของเหล่าทารกและศักดิ์ศรีของเหล่าสตรีกำลังอยู่ในอันตรายที่ใหญ่หลวง ในเวลาที่การประกาศจัดตั้งคิลาฟะฮฺของกลุ่ม ISIS กำลังเป็นข่าวครึกโครมในสื่อกระแสหลักของโลกพร้อมกับภาพข่าวการตัดหัวที่ถูกแชร์กันแพร่หลายบนเฟสบุคและยูทูบแล้วถูกป้อนไปสู่ความคิดของมุสลิมและชาวโลกผ่านสายตาของพวกเขา ในขณะที่ความคิดและจิตสำนึกของมุสลิมกำลังวุ่นและหมกมุ่นกับคิลาฟะฮฺแบบ ISIS สหรัฐอเมริกาและเหล่าพันธมิตรก็สามารถปกปิดความอธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในซีเรียและอิรักให้พ้นจากสายตาของชาวโลกอย่างช่ำชองและทำให้ชาวโลกลืมได้ด้วยความชำนาญ

ปัจจุบันนี้อาวุธเคมีและระเบิดวาริลที่ถูกใช้ได้ถูกทำให้ตกจากกระแสรายวันไปแล้วแทบทั้งหมด สหรัฐอเมริกาได้ใช้เหตุผลจากการเกิดของ ISIS ในการส่งเจ้าหน้าที่ทางทหารของตนเองกลับอิรักได้สะดวกมากขึ้น รัสเซียได้พบโอกาสทองในการปกปิดบาปอันใหญ่หลวงของตัวเองที่ได้กระทำต่อชาวซีเรีย ส่วนชาวเคิร์ดก็พบโอกาสในการควบคุมเมืองเคอร์คูกอย่างเต็มที่และทำให้อิรักถูกแบ่งแยกไปแล้วในทางปฏิบัติ อิหร่านก็กำลังพบข้ออ้างจากความสุดโต่งของ ISIS ที่จะใช้ในการแทรกแซงเข้าซีเรียและอิรักอย่างเปิดเผยและในอีกด้านหนึ่งชาวชีอะฮฺที่มีอิหร่านเป็นตัวแทนก็ได้เวลาที่จะนั่งดูการทะเลาะกันเกี่ยวกับคิลาฟะฮฺของชาวสุนนีย์ พลางที่พวกเขากำลังเข้าใจวิทยปัญญาของความเชื่อในการเข้าสู่โลกอันลี้ลับของบรรดาอิมามของพวกเขาว่ามันให้ประโยชน์ยิ่งใหญ่แค่ไหนและพวกเขาก็กำลังขอบคุณพระเจ้าของพวกเขาที่ได้ประทานความเชื่อแบบนี้ให้ชาวชีอะฮฺ

ปัจจุบันการสูญเสียการปกครองเมืองโมซุลของรัฐบาลกลางอิรักผ่านไปแล้วประมาณหนึ่งเดือนและเป็นดั่งที่ได้คาดไว้ล่วงหน้าแล้วคือการตั้งพันธมิตรของกลุ่มสุนนีย์ต่างๆในอิรักกำลังสลายตัว สิ่งที่ทำให้การรวมตัวของกลุ่มสุนนีย์ต่างๆที่เคยเป็นพันธมิตรกันหลายๆกลุ่มต้องแตกกลุ่มออกนั้น ก็เพราะการประกาศคิลาฟะฮฺของ ISIS นั่นเอง การที่กลุ่มที่มีตัวแทนในการรวมตัวกันของชาวสุนนีย์เพียงร้อยละยี่สิบอย่าง ISIS ที่พยายามจะบังคับให้ทุกกลุ่มสิโรราบแก่ตัวเองด้วยการประกาศคิลาฟะฮฺนั้นทำให้ความอดทนระหว่างกันมาถึงขีดจำกัด กลุ่ม ISIS ต้องเปลี่ยนผู้ว่าการเมืองโมซุลถึงสี่ครั้งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเริ่มประสบปัญหาที่ยากขึ้นในการควบคุมเมืองโมซุล

ถึงแม้ภาพข่าวในพิธีคิลาฟะฮฺในมัสยิดกลางของเมืองโมซุลพยายามจะให้เราเห็นภาพความสงบเรียบร้อยและเป็นไปด้วยดีของสังคมแต่ในความเป็นจริงกลุ่ม ‘นักรบนักชบันดีย์’ ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการรวมตัวของกลุ่มซุนนีย์กลุ่มหนึ่งได้เริ่มมีการปะทะกับกลุ่มไอสิสแล้ว คาดว่าการปะทะกันจะมีความรุนแรงมากขึ้น และหนึ่งในกลุ่มพันธมิตรสุนนีย์ที่รู้จักกันในนามอัลกออิดะฮฺแห่งอิรักนั่นคือกลุ่ม ‘อันซอรุลอิสลาม’ ก็ประกาศออกมาว่าพวกเขาจะไม่มีวันให้สัตยาบันต่อคิลาฟะฮฺของ ISIS สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้จึงทำให้นายกรัฐมนตรีนูรี อัลมาลีกีแห่งอิรัก รู้สึกสบายใจไปในระดับหนึ่ง

การผลิตบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตให้แก่ประชาชนในนามคิลาฟะฮฺของ ISIS จึงเข้าใจได้ว่าเป็นการพยายามสร้างภาพพจน์ที่สวยงามในสถานการณ์เลวร้ายที่ยังคงเกิดขึ้นในอิรักและซีเรีย ในขณะที่ ISIS ได้ขอการสัตยาบันจากประชาชน ประชาชนก็ขอไฟฟ้า น้ำ เชื้อเพลิงและอาหารเป็นข้อแลกเปลี่ยน กลุ่มพันธมิตรสุนนีย์ที่มุ่งจะเข้ายึดครองกรุงบัฆดาดในอิรักกำลังตั้งคำถามและยากที่จะเข้าใจต่อการเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารไปสู่ซีเรียของกลุ่ม ISIS ในอีกด้านหนึ่งคือกลุ่มนักรบอิสลามิสต์ในซีเรียก็จะถูกบีบให้ต้องคิดพิจารณาระหว่างทางเลือกว่าจะยอมจำนนต่อกลุ่ม ISIS ที่มีกำลังอาวุธที่เหนือกว่าพวกเขามาก หรือถ้าพวกเขาไม่ยอมจำนนก็จะถูกตัดคอประหาร หรือพวกเขาจะต้องทิ้งทุกอย่างและหนีไปเพื่อหลีกเลี่ยงฟิตนะฮฺจากความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น (นั่นจะหมายถึงบัชชาร อัลอะสัดก็จะมีศัตรูที่น้อยลงไปด้วย)

กลุ่ม ISIS ที่ยึดพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับอิสราเอลแต่ไม่เคยแม้กระทั้งขว้างก้อนหินสักลูกใส่อิสราเอลและในซีเรีย ก็เลี่ยงการปะทะกับกองทัพรัฐบาลบัชชาร อัลอะสัด เป็นประจำนั้น ทำให้เราเข้าใจได้ว่าคิลาฟะฮฺที่ถูกตั้งขึ้นนั้นมีหน้าที่แค่จะต้องรบราต้อสู้กับกลุ่มมุสลิมด้วยกันและบันทึกตนเองในประวัติศาสตร์พร้อมกับชื่อกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรัก-ซีเรีย (ISIS) เท่านั้น

อันที่จริงหลังจากที่มีการยกเลิกคิลาฟะฮฺของราชวงศ์ออตโตมันในปี 1924 อังกฤษก็ได้สนับสนุนให้ ชะรีฟ หุซัยน์ เจ้าครองแคว้นหิญาซสถาปนาตนเป็นคอลีฟะฮฺ แต่ทว่าคิลาฟะฮฺนี้ มีอายุเพียงแค่เจ็ดเดือนเท่านั้น หลังจากนั้นอะมีรอิบนุสสุอูด ผู้ปกครองแคว้นนัจญด์ก็ได้เข้าพิชิตแคว้นหิญาซและเนรเทศชะรีฟ หุซัยน์ ออกจากประเทศ ในครั้งนั้น ทั้งๆที่ราชวงศ์สุอูดแห่งซาอุดิอารเบียที่มีโอกาสที่จะตั้งตนและประกาศตัวเองเป็นเคาะลีฟะฮฺของโลกอิสลาม แต่กลับไม่เคยมีความต้องการในตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺเลย นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ถือว่ามีเหตุผลที่ตรงกับเหตุการณ์ เพราะว่าสภาพและเงื่อนไขของโลกมุสลิมที่มีอยู่นั้นจะไม่ทำให้การประกาศคิลาฟะห์ที่ทำกันไป สามารถเกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรมในโลกของความเป็นจริง แต่ทว่าในประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ปราศจากนักฉวยโอกาสที่พยายามจะจัดตั้งคิลาฟะฮฺด้วยวิถีทางราคาถูกๆ แม้กระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมาในวันที่ 27 เดือนเราะมะฎอน ที่ตรงกับปีค.ศ.1994 ที่มัสยิดแห่งหนึ่งในเมือง KÖLN การประกาศคิลาฟะหฮฺของนายญามาลุดดีน คัปลานได้ทำให้เกิดความทรงจำแปลกๆแก่สังคมมาแล้ว

ดังนั้น แน่แท้ว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ในมือของกลุ่ม ISIS ทำให้ดูน่าเชื่อถือมากกว่าปืนที่ผลิตจากไม้ของ ญามาลุดดีน แต่ตรรกะนั้นไม่แตกต่างกันและความพยายามในรูปแบบนี้ก็งอกเงยมาจากความทะเยอทะยาน ความโลภ ความไร้ปัญญาและความไม่รอบคอบที่พอๆกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้สถาบันคิลาฟะฮฺ ซึ่งหมายถึงตำแหน่งตัวแทนของอุมมะฮฺที่แทนที่ท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) นั้น ต้องเจอกับผลที่เป็นลบ ได้แต่ทำคอนเซปต์คิลาฟะฮฺอันงดงาม ถูกทำให้แปดเปื้อนและกลายเป็นสิ่งที่ไร้เนื้อหาสาระและถูกผลักเข้าสู่ทางตันเท่านั้นเอง.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s