โต๊ะบอมอใน 3 จังหวัด

111111

‘โต๊ะบอมอใน 3 จังหวัด’
หมอตำแย หมอเถื่อน หมอผี หมอนี่อ้างศาสนา

กระหม่อม,
บรรณาธิการใหญ่ วารสารสมิอนา วะอะเฏาะฺนา

ตลอดหลายเดือนที่ผมได้ทำงานในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ของไทย (ปัตตานี นราธิวาส ยะลา) ทำให้ได้รู้ว่าปัญหาหลักของวงการสาธารณะสุขในพื้นที่ ไม่ใช่ระบบบริการสุขภาพที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึง แต่มันคือการที่ประชาชนไม่ยอมเข้าถึงระบบบริการสุขภาพเสียเอง! ทั้งนี้สาเหตุไม่ได้เกิดจากเหตุผลทางเศรษฐกิจใดๆทั้งสิ้น แต่เกิดจาก ‘วิธีคิดและทัศนคติของคนในพื้นที่’

นี้คือโจทย์ที่คนที่ทำงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในวงการสาธารณะสุข หรือวงการอื่นจะต้องมาช่วยกันแก้ ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้มีแค่วงการสาธารณะสุขเท่านั้นที่ประสบปัญหานี้

ในสามจังหวัดถือได้ว่า ‘หมอบ้าน’ มีอิทธิพลต่อวิธีคิด วิธีการรักษาของคน มากกว่าภูมิภาคใดๆในประเทศนี้ ที่นี่มีหมอบ้านในเกือบทุกสาขาวิชาชีพ มีตั้งแต่หมอบ้านสูติกรรม หมอบ้านเด็ก หมอบ้านกระดูกและข้อ กระทั่งหมอบ้านจิตแพทย์ (หมอไล่ผี) ก็ยังมี ที่ขาดอยู่ก็เห็นจะเป็นหมอผ่าตัดบ้าน เพราะว่ายังไม่มีหมอดมยาบ้าน (วิสัญญีแพทย์) ในที่นี้ผมจึงขอชี้แจงเรื่องเหล่านี้ซึ่งผมได้พบเจอเองเป็นด้านๆไป

::หมอบ้านสูติกรรมและนรีเวช::

ผมเจอกรณีผู้ป่วยที่คล้ายคลึงกันตั้งแต่สมัยเรียนจนกระทั่งได้ทำงาน สมัยยังเรียนอยู่ มีกรณีผู้ป่วยหญิงมาด้วยเรื่องตกเลือดและมีอาการเน่าบริเวณอวัยวะเพศอย่างรุนแรง ในขณะที่ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาล ม.อ.หาดใหญ่ อาการเน่าดำได้ลามไปถึงต้นขาในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อหมอได้ถามประวัติก็พบว่า

…ผู้ป่วยเป็นผู้หญิงมุสลิม ภูมิลำเนาอยู่ในสามจังหวัด มีลูกแล้วสองคน สถานะผู้ป่วยตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ ก่อนหน้านี้หนึ่งวันผู้ป่วยได้ไปทำแท้งกับหมอตำแย ด้วยวิธีการเอาไม้ไผ่เสียบตรงอวัยวะเพศ เพื่อที่จะให้เด็กตายและจะได้แท้งออกมา แต่เนื่องด้วยกรรมวิธีที่ไม่สะอาด ทำให้มีการติดเชื้อ ซึ่งเป็นเชื้อที่รุนแรงและมีการลุกลามอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันจะรักษาได้ และสุดท้ายผู้ป่วยก็เสียชีวิต…

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมก็เจอเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนทำงาน อาจารย์ที่สอนในรายวิชาสูติกรรมและนรีเวช บอกว่าตั้งแต่ทำงานมาจนกระทั่งจะเกษียณ เจอเคสยังงี้มาเพียงสองเคส ครั้งแรกที่เจอก็เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นคนสามจังหวัดเหมือนกัน อาจารย์บอกพวกผมว่า “พวกเธอต้องกลับไปทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คนสามจังหวัดได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”

อะไรสักอย่าง?

อาจารย์เล่าให้ฟังว่า ในพื้นที่ภาคอีสานสมัยก่อนจะมีหมอทำแท้งเถื่อนเหมือนกัน เขาเรียกว่า ‘หมอเป็ด’ ที่ชื่อว่าหมอเป็ดเพราะว่าเขาจะใช้น้ำยาเป็ดที่ใช้ล้างห้องน้ำ ฉีดเข้าไปในอวัยวะเพศผู้หญิงเพื่อให้ทารกเสียชีวิตและแท้งออกมา มันดูรุนแรงแต่ก็สะอาดกว่าการใช้ไม้ไผ่จิ้ม เพราะว่าเป็ดเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจึงไม่มีการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นจึงปลอดภัยกว่าวิธีการทำแท้งของหมอตำแยในสามจังหวัด นี่คือเทียบในแง่ของการติดเชื้อเท่านั้น

อีกปัญหาหนึ่งทางด้านสูติกรรม ก็คือเรื่องของการฝากครรภ์ ความสำคัญของการฝากครรภ์ในทางการแพทย์ก็คือ สร้างความปลอดภัยให้กับแม่และเด็ก ในระหว่างตั้งครรภ์และคลอด ด้วยการตรวจติดตามภาวะต่างๆที่จะเป็นปัญหาต่อแม่และลูกอย่างต่อเนื่องเพื่อจะรักษาได้ทันท่วงที มารดาในสามจังหวัดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย บางคนก็มาฝากครรภ์ตอนอายุครรภ์มากๆ และส่วนใหญ่ก็จำไม่ได้ว่าประจำเดือนตัวเองครั้งสุดท้ายมาเมื่อไร ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อที่ใช้บอกอายุครรภ์ของเด็ก และนี้เป็นที่มาของหลายสถิติ ที่พบว่าอัตราการตายขณะกำเนิดของบ้านเราสูงกว่าที่อื่น แต่สิ่งที่น่าเสียใจกว่าคือ คนบ้านเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมีลูกเลย

…ซึ่งเราก็คงไม่ต้องพูดต่อว่าเด็กๆเหล่านี้จะโตขึ้นมาอย่างไร จะได้รับการเอาใจใส่อย่างดีหรือไม่ บางครั้งทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหลายคนเห็นลูกเป็นเพียงผลจากความใคร่เท่านั้น ไม่ได้มีการวางแผนก่อนแต่อย่างใด…

::หมอบ้านเด็ก::

ปัญหาหลักของการดูแลเด็กในสามจังหวัดคือเรื่องของวัคซีน สามจังหวัดกลายเป็นพื้นที่ที่เหมาะต่อการศึกษาโรคประหลาดที่คนคิดว่าน่าจะหมดไปจากโลกนี้แล้ว เพราะวัคซีนได้ถูกคิดค้นมาเป็นเวลาหลายสิบปี นั้นเป็นเพราะว่า คนบ้านเราไม่ยอมให้ลูกฉีดวัคซีน เหตุผลสำคัญ ไม่อยากให้ลูกมีไข้ อีกอย่างเขาบอกว่ามีคนฉีดแล้วเป็นอัมพาต ทั้งที่เราพยายามจะอธิบายยังไง เขาก็ไม่เชื่อ เชื่อสิ่งที่คนแถวบ้านเล่ามากกว่า ทั้งที่เรื่องไข้หลังจากฉีดวัคซีนก็เป็นเรื่องเล็กมากเมื่อเทียบกับโรคที่จะเป็นหากไม่ได้ฉีด หรือที่เขาบอกว่าฉีดแล้วเป็นอัมพาต ตัวผมเองและตัวคนไข้เองก็ยังไม่เคยเจอ ที่เคยเจอก็คือคนที่ไม่ฉีดวัคซีนแล้วเป็นโรค มีเคสหนึ่งเป็นเด็กอายุประมาณ 4-5 ขวบมาด้วยว่ามีอาการคอแข็งพูดไม่ชัด มารดาพามาหาหมอ ที่ รพ. ซักประวัติ พบว่าผู้ป่วยไม่ได้ฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ และก่อนหน้านี้ก็มีประวัติ มีบาดแผลลึก เนื่องจากถูกไม้ทิ้ม และมารดาก็ไม่ได้พาไปหาหมอ หมอที่ตรวจสงสัยว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคบาดทะยัก และคิดว่า ณ ตอนนั้นถ้าฉีดยาต้านเชื้ออาจจะยังทันอยู่จึงแนะนำให้ฉีดยา ปรากฏว่ามารดาปฏิเสธ ขอกลับพารักษากับหมอบ้าน (อีกแล้ว) หลังจากนั้นไม่นานผู้ป่วยก็กลับมาโรงพยาบาลอีก ด้วยอาการที่หนักกว่าเดิมและเสียชีวิตไปในที่สุด เด็กคนนี้เสียโอกาสที่จะรักษาตัวเอง เพราะความไม่เข้าใจของผู้ปกครอง

::หมอบ้านกระดูก::

เป็นหมอบ้านที่ถือได้ว่าได้รับความนิยมสูงสุด ต้องบอกว่าในบางกรณีของการหัก หมอกระดูกบ้านสามารถที่จะรักษาได้ แต่ปัญหาก็คือว่า

…หมอกระดูกบ้าน จะไม่รู้ว่ากรณีไหนบ้างที่จำเป็นจะต้องผ่าตัด…

ผมเคยเจอเคสคนไข้ที่มีลักษณะคล้ายๆกัน ตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงตอนทำงาน สมัยเรียนนั้น มีเคสส่งมาจาก รพ.ในพื้นที่สามจังหวัด (อีกแล้ว) เพื่อมารักษาต่อ เนื่องจากเกินความสามารถของ รพ.ในพื้นที่ เป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณ 9 ขวบที่มาด้วยข้อศอกขวางอ พับไม่ได้เป็นมาประมาณหนึ่งปี ถามประวัติพบว่า เมื่อประมาณสามสี่ปีที่แล้วผู้ป่วยปีนต้นไม้แล้วพลัดตกลงมา หลังจากนั้นมารดาจึงพาไปให้หมอบ้านดู หมอบ้านก็จัดการดัดแล้วก็ใส่เฝือกตามระเบียบ ปรากฏว่าหลังจากนั้น กระดูกก็ติดในลักษณะนี้และไม่สามารถใช้งานได้ต่อไป อาจารย์ ที่ รพ.ดูแล้วก็บอกแก่มารดาเด็กว่า ไม่สามารถรักษาให้เป็นเหมือนเดิมได้ คงต้องอยู่ในสภาพนี้ต่อไป เด็กคนนั้นไม่สามารถที่จะงอแขนข้างที่ถนัดไปตลอดชีวิต อีกกรณีที่เจออยู่บ่อยๆคือ กรณีที่มีกระดูกหักแบบเปิด นั้นคือ มีแผลทะลุจากผิวหนังถึงกระดูกที่หัก ซึงจะทำให้เชื้อโรคเข้าไปยังกระดูก ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ แล้วทำให้กระดูกเน่า มีผู้ป่วยหลายรายที่มาด้วยมือเน่า เท้าเน่าและจะต้องรักษาด้วยการตัดทิ้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระดูกหักแบบเปิดและไปรักษาหมอบ้าน สุดท้ายกระดูกเน่า หมอบ้านจึงแนะนำให้มา รพ. ทั้งสองกรณีที่ผมยกตัวอย่างเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องเอาไปเข้าห้องผ่าตัด กรณีแรกก็คือ 1.) กระดูกแตกบริเวณข้อและมีการเลื่อน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเอาไปจัดเรียงข้อใหม่ให้เรียบสนิท ไม่ยังงั้นก็ไม่สามารถกลับมาใช้เหมือนเดิมได้ กรณีที่สองคือ 2.) กระดูกหักแบบเปิด ที่จะต้องเอาไปล้างในห้องผ่าตัดให้สะอาด แล้วต่อด้วยการฉีดยาฆ่าเชื้อ ไม่อย่างนั้นเนื้อก็จะเน่าตายได้

::จิตแพทย์บ้าน หรือ โต๊ะบอมอ::

หมอบ้านประเภทสุดท้าย เป็นหมอบ้านที่ผมคิดว่าสร้างฟิตนะห์หรือความเสื่อมเสียในสังคมมุสลิมได้เยอะที่สุด จริงอยู่ว่าในทางจิตเวชศาสตร์ ยังมีอีกหลายโรคในด้านนี้ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่หลายโรคก็สามารถอธิบายได้ ด้วยเรื่องของ ‘สารสื่อประสาท’ จึงได้มีการคิดค้นยาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยทางจิตเวช แต่ที่นี้บ้านเรา ความรู้ในเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจของชาวบ้านนัก ทำให้หลายคนเลือกที่จะใช้บริการโต๊ะบอมอแทนที่จะไปโรงพยาบาล

ปัญหาก็คือว่าโต๊ะบอมอพวกนี้ จะมีภาพลักษณ์ที่ไปในทางของศาสนา แต่เนื้อแท้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เช่นอาจจะใส่เสื้อโต๊ป ถือลูกประคำ อ่านอายะฮฺกุรอานบ้างบางส่วน แต่จริงแล้วในคำสวดก็มีการพูดถึงผีสาง บรรพบุรุษ เลยเถิดไปถึงการมีของปลุกเสก ผ้ายันต์อิสลาม (เขาอ้าง) ที่มีรูปดาบปลายสองแฉกของท่านอะลี มีรูปเสือ รูปงู (สัญลักษณ์ญิณ) อายะฮฺอัลกุรอาน รวมถึงข้อความพยัญชนะอาหรับที่ไม่ใช่ภาษาอาหรับ! นี่ยังไม่นับรวมถึงพิธีกรรมที่ทำถึงขนาดให้ผู้ป่วยหญิงถอดหิญาบเห็นเอารัต แล้วให้ผู้ช่วยผู้ชายมานั่งล้อมวงคอยจับมือจับแขน โต๊ะบอมอพวกนี้อีกโฉมหน้าหนึ่งก็เป็นโต๊ะครูด้วย ถึงขนาดทำคลิปสอนวิธีการรักษาในลักษณะนี้เผยแพร่ด้วยซ้ำ

ที่น่ากลัวซ้ำซ้อนคือ โต๊ะบอมอพวกนี้ มักถูกปกป้องด้วยชาวบ้าน ถึงขั้นจะต่อยเตะผู้ที่จะมาทดสอบความจริงจากโต๊ะบอมอของพวกเขา อย่างกรณีที่เชคริฎอ อะหฺมัด เศาะมะดี (หะฟีเซาะหุลลอฮฺ) ได้ไปหาโต๊ะบอมอคนหนึ่งในกระบี่ แต่งตัวเป็นโต๊ะครูเปี้ยบเป๊ะ รักษาชาวบ้านได้เงินมากมาย ..อ้างเป็นหมอ เป็นโต๊ะครู แต่ไม่ยอมแตะมือรับสลามกับเชค และไม่ให้เชคอ่านอายะฮฺกุรซีต่อหน้า ถึงวันนี้หายหน้าหายตาไปไหนผมก็ไม่ทราบได้

ในเรื่องของการรักษานั้น บางอย่างก็ร้ายกาจและช่างอัปยศต่อสังคมเป็นที่สุด คือมีการหาแพะ! คู่กรณีที่พบบ่อยที่สุดในบ้านเราคือ การมีเมียน้อย พอสามีไปมีเมียน้อย ภรรยาคนแรกก็จะมีอาการเครียด และสุดท้ายก็มีอาการทางจิตเวช เช่นซึมเศร้า เห็นภาพหลอน เขาก็จะพาไปหาโต๊ะบอมอ โต๊ะบอมอก็จะทำพิธีต่างๆ แล้วก็จบลงด้วยว่า ถูกภรรยาอีกคนหนึ่งทำของใส่ ก็เลยเกิดฟิตนะฮฺความเกลียดชังระหว่างมุสลิมด้วยกัน เลยเถิดไปถึงมีการทำของกลับไป เกิดการเชื่อในของปลุกเสก จนอาจนำไปสู่ชิริกหรือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺได้ ทั้งที่เรื่องนี้สามารถที่จะอธิบายได้ด้วยหลักการทางการแพทย์ เนื่องจากความเครียดทำให้สารสื่อประสาทในสมองแปรปรวน และกลายเป็นตัวกระตุ้น ทำให้คนบางคนมีอาการทางจิต ซึ่งสามารถที่จะรักษาได้ ด้วยการปรับสารสื่อประสาท ด้วยยาและการบำบัด ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการรักษาในทางอิสลามที่ถูกต้องด้วย แต่ก็พบเจอได้น้อยในทางปฏิบัติ

ความนิยมในหมอบ้านของบ้านเรา ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็เป็นความเข้าใจผิดของชาวบ้านที่เชื่อว่าการรักษากับหมอบ้าน จะได้ให้ศาสนาเข้ามาช่วยในการรักษามากกว่าการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งที่การรักษาด้วยแนวทางการแพทย์สมัยใหม่ก็ไม่ได้ถูกปฏิเสธด้วยหลักการของอิสลาม และการรักษากับหมอบ้านในหลายกรณีก็เลยเถิดจากแนวทางของอิสลามด้วยซ้ำไป จนกลายเป็นฟิตนะฮฺและอาจจะนำไปสู่ซิริก แต่เมื่อมองอีกด้านก็ต้องยอมรับว่าเราขาดบุคลากรด้านการแพทย์นี้ซึ่งเป็นหมอมุสลิมที่เข้าใจหลักการศาสนา เวลารักษาก็สามารถที่จะเชื่อมโยงเข้ากับศาสนาได้ ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจ อีกทั้งชาวบ้านเองก็ถูกทำให้เชื่อและไปแยกความเข้าใจว่าหมอหรือโรงพยาบาลไม่มีทางเข้ากับศาสนาได้ ทั้งหมอมุสลิมและชาวบ้านมุสลิม จึงมีกลิ่นไอเซคคิวลาห์ติดตัวอยู่คนละนิด

เหตุการณ์ต่างๆที่ได้ยกตัวอย่างมา เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของปัญหาทางสาธารณะสุขและปัญหาสังคม โดยเฉพาะในสังคม 3 จังหวัด (ไม่แน่ว่าเป็นมากเฉพาะในหมู่มุสลิมด้วยมั้ย) แต่ผมเชื่อว่าปัญหาพวกนี้สามารถที่จะคลี่คลายได้ด้วยความรู้ศาสนาที่ถูกต้อง ตรรกะ และวิธีคิดในเชิงเหตุและผลและทัศนคติต่อสิ่งต่างๆที่ถูกต้อง และนี้เป็นสิ่งที่คนรุ่นเราจะต้องช่วยกันพัฒนาตัวเราเองและเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นในทางสาธารณะสุขหรือในทางอื่นก็ตาม

วัลลอฮุอะลัม.
27/4/57

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s