ปูโละ มาเดาะห์

787878

‘ปูโละ มาเดาะห์’ ลอกคราบวัฒนธรรมการแต่งงานในสังคมมลายูมุสลิม
กระหม่อม : เขียน
พิมพ์ครั้งแรก : วารสารสมิอนา #14

========

ความสุขหนึ่งในชีวิตของการเป็นคน คือการได้แต่งงาน และแน่นอนความน่ายินดีของเราก็ควรที่จะเป็นที่ยินดีของผู้อื่นด้วย แต่สิ่งที่ได้พบเห็น ณ ตอนนี้ กลายเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม ทุกปีที่เป็นช่วงหยุดยาว มักจะเป็น High season ของการจัดงานแต่งงาน และเป็นช่วงที่ดูอาจไม่น่ายินดีซะเท่าไรสำหรับคนทั่วไป เป็นช่วงที่มีคนบ่นกันมากกว่า “วันนี้สองงาน” “วันนี้สามงาน” ยิ่งในชนบทยิ่งชัดเจน เพราะรายได้ค่อนข้างจะไม่แน่นอน ขึ้นกับดิน ฟ้า อากาศ “เอ้า! ยางก็ไม่ได้กรีด งานแต่งก็เยอะเหลือเกิน” มันเลยต้องตั้งคำถามกันว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมความน่ายินดีของเราถึงกลายเป็นความทุกข์ของคนอื่น

(1) รับซอง..บ้านนี้ให้เท่าไรเอากลับไปเท่านั้น

ในชุมชนชนบท งานแต่งงานคือช่องทางการหาเงินของเจ้าภาพ บางส่วนก็เลยเถิดถึงขนาดบอกว่า ”ทีใครทีมัน เสียไปเยอะแล้ว รอบนี้จะได้คืนมาซะที” งานแต่งงานในลักษณะนี้ โดยมากตามชุมชนในสามจังหวัด เขาจะเรียกเป็นภาษามลายูว่า “ปูโละ มาเดาะห์” หรือแปลเป็นไทยแบบลวกๆว่างานเลี้ยงเชิญชวน คือการจัดงานเลี้ยงแล้วเชิญคนมาเยอะๆ และไอที่มากันเต็มกระบะรถนั้น ก็ไม่ได้รู้จักกับคู่บ่าวสาวหรอก แต่อาศัย ‘หลักการต่างตอบแทน’ เข้าไว้ สมมุติว่ารอบนี้ นาย ก กำลังจะแต่งงาน พ่อแม่ของนาย ก รู้จักกับ นาย ข พ่อแม่นาย ก ก็บอกกับนาย ข ว่าจะจัดงานแต่ง อยากให้เชิญมาสักหนึ่งคันรถนะ นาย ข ก็จะไปหาคนมาเพื่อมางานเลี้ยง ทั้งที่คนที่โดนเชิญอาจจะไม่ได้รู้จักกับ นาย ก หรือพ่อแม่นาย ก แต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้น เป้าหมายหลักก็คือเงินจากคนที่ นาย ข เชิญมา พอนาย ข จัดงานแต่งงาน ก็จะบอกพ่อแม่ นาย ก ให้เชิญคนมาในลักษณะเดียวกัน คลับคล้ายคลับคลากับธุรกิจลูกโซ่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าเป้าหมายไม่ใช่เรื่องของ เงินซอง ที่แขกจะให้กับเจ้าภาพ แต่เชิญไปเพียงเพื่อแสดงความยินดีในความสุขหรือสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างพี่น้องมุสลิม

ไม่เพียงเฉพาะในชุมชนชนบท มุสลิมในชุมชนเมืองก็ไม่แตกต่างกันมาก ผู้เขียนเองเคยไปร่วมงานแต่งงานของพี่น้องท่านหนึ่งที่ทั้งบ่าว-สาว เป็นคนที่เข้าใจศาสนา แต่ก็ไม่อาจจะขัดขวางค่านิยม จารีตและความต้องการของครอบครัวได้ ในงานมีการเลี้ยงในลักษณะของโต๊ะจีน เลี้ยงอาหารอย่างหรูหรา และมีการรับซองตามเคย แต่สิ่งที่แปลกไปจากการรับซองโดยทั่วไปคือ เจ้าภาพจะรับซองมาแล้วเขียนชื่อหน้าซองว่าใครเป็นเจ้าของ ผู้เขียนก็เลยสอบถามพี่น้องแถวนั้นได้ความว่า มุสลิมแถวนี้เขาจะจดทำบัญชีเลยว่าใครให้เงินเท่าไร พอคราวถึงงานของเจ้าของซอง เราก็จะได้ให้ตามนั้น ใครให้เงินเราเยอะ เราก็ให้กลับเยอะ ใครให้น้อย เราก็ให้กลับน้อยอย่างสาสมทำนองนั้น

ตัวอย่างข้างต้น มีหลายอย่างที่ขัดกับหลักการทางศาสนา อันแรกคือ งานวะลีมะฮฺตามหลักการของอิสลามแล้ว วาญิบที่ผู้ถูกเชิญชวนจะต้องไป แต่มันใช่อย่างนี้หรือไม่

เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้คนๆหนึ่ง หากไม่มีอุปสรรคที่ทำให้ไปไม่ได้จริงๆ เราจำเป็นที่จะต้องไปงานวะลีมะฮฺนั้น ต่อเมื่อได้รับการถูกเชิญให้ไป ดังนั้นแล้ว การจัดงานแต่งงานหรือวะลีมะฮฺ โดยที่เจ้าภาพรับซองและแขกบางคนก็หวังผลระยะยาวที่จะรับซองจากเจ้าภาพในวันนี้ ในงานของตนคราวหน้าบ้าง อย่างนี้ยังถือว่าเป็นวะลีมะฮฺในทางศาสนาได้หรืออย่างไรกัน มันใช่เจตนารมณ์ของอิสลามหรือไม่? ที่งานวะลีมะฮฺกลายเป็นงานที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องมุสลิมที่ถูกเชิญมาร่วมงาน โดยอาศัยบัญญัติทางศาสนาในส่วนที่ว่าต้องมาเมื่อถูกเชิญ ให้เป็นประโยชน์หรือสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองอย่างมีเลศนัย

อีกกรณีหนึ่ง ผู้เขียนมีเพื่อนที่สนิท เข้าใจในหลักการศาสนาและได้ภรรยาที่เข้าใจศาสนา อีกทั้งครอบครัวของทั้งคู่ก็เข้าใจศาสนา เมื่อทั้งคู่จะแต่งงาน ก็ได้พยายามที่จะจัดงานแต่งงานให้ตรงตามหลักการศาสนาให้มากที่สุด จึงได้ทำการ์ดเชิญแขกมาร่วมงานและได้เขียนวงเล็บไว้ข้างล่างว่า ‘งานวะลีมะฮฺตามหลักการอิสลาม งดรับซอง’ ปรากฏว่ามีแขกจำนวนมากที่ไม่ได้มาร่วมงาน สอบถามไปได้ความว่า หลายคนคิดว่า เมื่อเจ้าภาพไม่รับซอง ก็น่าจะไม่ได้จริงจังกับการจัดงานอะไรมาก ไม่ไปก็น่าจะไม่เป็นไร

นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งที่จริงงานที่ไม่รับซองนี้ต่างหาก ที่ท่านวาญิบต้องมา ส่วนงานที่ตั้งใจจะรับซองนั้น อาจไม่ถือว่าเป็นงานวะลีมะฮฺได้ด้วยซ้ำ เป็นเพียงงานแต่งงานธรรมดาๆเท่านั้นเอง

(2) บัลลังก์ทอง..ใครหรูเริ่ดอลังการที่สุดชนะ

อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในบ้านเราและกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานแต่งงานไปแล้วก็ว่าได้ นั่นคือบัลลังก์ ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าเรารับเอาสิ่งเหล่านี้มาจากไหน แต่คิดว่าน่าจะมาจากวัฒนธรรมจากฝั่งซีกโลกมลายูในอดีต เพราะเคยเห็นในฉากงานแต่งงานของหนังเรื่องหนึ่งของประเทศอินโดเนเซีย

บัลลังก์กลายเป็นเครื่องหมายบอกสถานะหรือฐานะของคู่บ่าวสาว คงคล้ายๆในวัฒนธรรมต่างศาสนิกสมัยใหม่ที่ผลักขบวนแห่แบบเก่าที่มีเหนียวเหลืองใบกล้วย นำขบวนด้วยรถเก๋งป้ายประมูลราคาแพงนำหน้า มาจอดไว้หน้างานแล้วเจ้าบ่าวก็ถือเงินสินสอดลงมาพบเจ้าสาวอะไรแบบนั้น แต่เนื่องจากคนมลายูไม่ได้มีชีวิตดังละครขนาดนั้น แม้จะยังตามหลังและเลียนแบบต่างศาสนิก ยอมให้มีขบวนแห่เหนียวเหลืองอยู่บ้างเป็นประปราย แต่ก็ไม่ใช่ทุกงาน แต่บัลลังก์นั้นมีเกือบทุกงานจริงๆ การแสดงฐานะราคาก็มีตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงครึ่งแสน ลองคิดเล่นๆว่าสมมุติถ้าเราเอาเงินจากส่วนต่างๆที่สิ้นเปลืองเหล่านี้ มาทำในสิ่งที่อิสลามส่งเสริม เช่น การเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า หรือช่วยเหลือคนยากคนจน มันจะดีขนาดไหน

(3) สินสอด..ขวากหนามชิ้นสำคัญ

ต่อมาสิ่งที่พวกเรามักจะพูดถึงและมักกลายเป็นประเด็นเสมอ โดยเฉพาะจากฝั่งของผู้ชายคือ เรื่องของเงินสินสอด ผู้เขียนคิดว่าพอพูดถึงเรื่องนี้ เรามักจะสรุปรวบยอดไปเลยว่า เพราะพ่อแม่ของเจ้าสาวไม่เข้าใจศาสนา เลยกีดกันการแต่งงานด้วยการตั้งค่าสินสอดด้วยราคาที่สูง เลยเถิดขนาดว่านี้แหละคือต้นตอของปัญหาสังคมทั้งหลาย คือผู้เขียนเห็นด้วยในบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด จากที่สังเกต พบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ฝั่งเจ้าสาวตั้งค่าสินสอดแพงก็เนื่องมาจากฝั่งผู้ชายไปประพฤติตัวที่ทำให้ตัวเองมีราคาที่ต่ำลง

ข้อนี้สำคัญจริงๆ ผู้เขียนพบว่าพี่น้องหลายท่านที่ประพฤติตัวดีอยู่ในหนทางของศาสนา เกือบจะทั้งหมดที่รู้จัก ไม่มีใครมีปัญหาในเรื่องค่าสินสอดแต่อย่างใด หลายท่านถึงขนาดว่าฝั่งเจ้าสาวไม่ขอเอาสินสอดเลยก็มี ที่จะเป็นปัญหาในเรื่องนี้ ก็ดูจะเป็นพวกที่เป็นแฟนกันมาก่อน มีประวัติไม่ค่อยดี พาลูกเขาไปทำเสียๆหายๆ พูดง่ายๆ เหมือนว่าฝั่งผู้ปกครองของเจ้าสาวต้องการจะดัดนิสัยด้วยเงินสินสอด ยังไงยังงั้น

(4) พรีเวดดิ้ง!! ยังไม่นิกะฮฺกันแต่จับมือแนบชิดกันแล้ว

อีกประเด็นซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ การถ่ายรูปทั้งพรีเวดดิ้งและโพสต์เวดดิ้ง โพสต์เวดดิ้งอาจจะยังเป็นประเด็นที่คลุมเครือในเรื่องการอนุญาตให้ถ่ายรูปหรือไม่ (เพราะวันนั้นทุกคนก็ต่างประชันความงามกัน) แต่พรีเวดดิ้งค่อนข้างจะชัดว่าที่จะผิดหลักศาสนา เนื่องด้วยตามหลักศาสนา การถูกเนื้อต้องตัวกันโดยไม่ได้เป็นมะหฺรอมและยังไม่ได้แต่งงานกันน่าจะเป็นสิ่งต้องห้าม ผู้เขียนคิดว่าเทรนด์นี้น่าจะรับมาจากงานแต่งงานของดารา ที่จะมีรูปพรีเวดดิ้งเอาไว้ตั้งในงานหรือว่าใส่ในการ์ด และอีกอย่างเพราะมีเฟซบุ๊ค หลายคนเลยคิดว่าเราจะต้องมีรูปแต่งงาน เอาไว้โชว์ในเฟซ เรียกกระแสความสนใจ อยากเป็นที่รู้จัก อยากให้คนชมว่าทั้งสวยทั้งหล่อยังกับกิ่งทองใบหยก

ผู้เขียนเคยเห็นมุสลิมะฮฺท่านหนึ่ง ถ่ายรูปพรีเวดดิ้งแล้วเอามาโพสต์ในเฟซบุ๊คของตัวเอง หลังจากนั้นก็มีพี่น้องท่านหนึ่งได้มาตักเตือนว่า “อุสตาซบอกว่ายังไม่แต่งงานกัน ถูกเนื้อต้องตัวกันไม่ได้” ฝ่ายเจ้าของเลยโพสต์โต้กลับไปว่า “อีกไม่นานก็จะแต่งงานกันแล้ว ไม่เป็นไรหรอก” และนี้ก็มักจะเป็นคำตอบของใครหลายคนที่อยากจะถ่ายรูป พรีเวดดิ้ง เมื่อมีคนตักเตือน จึงอยากจะให้คนที่ชอบโพสต์รูปในลักษณะนี้ ลองคิดดูดีๆ ในกรณีที่ตัดประเด็นเรื่องผิดหลักการศาสนาออก คนที่ดูรูปจะคิดยังไง ผู้เขียนคิดว่าหลายคนที่ดูคงคิดในใจดังๆว่า “นี้ขนาดรูปที่มันถ่ายโชว์คนอื่นน่ะยังขนาดนี้ แล้วที่มันทำกันลับหลังจะขนาดไหน”

ยังมีอีกหลายประเด็นที่หันเหออกไปจากคำว่างานวะลีมะตุนนิกาหฺที่งดงามทั้งผู้คนและบรรยากาศงานตามแบบฉบับแบบอย่างของท่านนบี ความหรูหรา ความฟุ่มเฟื่อย ในงานแต่งงาน เหนียวเหลืองในขบวนแห่ การจัดงานที่โรงแรม การตัดเค้ก เช่าชุดราคาหลายหมื่นเพียงเพื่อใส่ในวันเดียว แต่งหน้าราคาหลายพัน ยอมใส่ชุดรัดรูปทั้งที่ไม่เคยใส่มาก่อน หรือแม้กระทั่งผู้หญิงที่เคยหิญาบปิดหน้า ก็ยอมเปิดหน้าแต่งหน้าเฉพาะในวันงาน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะตรงข้ามกับสิ่งที่อิสลามต้องการโดยสิ้นเชิง

บางคนก็มีความคิดที่ฟังแล้วรู้สึกจะย้อนแย้งในตัวเอง “งานแต่งงานจัดครั้งเดียว ผิดอะไรนิด อะไรหน่อย ไม่เป็นไรหรอก” ที่จริงเราต้องคิดอย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ “งานแต่งงานของเราจัดครั้งเดียว เป็นงานและการเริ่มต้นที่สำคัญมากในชีวิต เราไม่ควรปล่อยให้มีเรื่องที่ผิดหลักการมาเจือปนในงานที่สำคัญของเรา แม้จะนิดหน่อยก็ตาม” และหลังจากที่ได้สนทนากับพี่น้องหลายๆท่าน ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่ามีสุนนะฮฺหนึ่งที่อิสลามส่งเสริมให้เราทำในงานแต่งงานของเรา คือการให้คนยากไร้หรือเด็กกำพร้าได้มีส่วนร่วมในงานเลี้ยงของเรา เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้โมเม เราต่างหากที่เบือนหน้าหนีและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อคำพูดของท่านนบีที่ว่า…..

จากท่านอบูฮุรัยเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺกล่าวว่า อาหารที่ไร้คุณธรรม คืออาหารที่เลี้ยงในงานวะลีมะฮฺ ซึ่งเลี้ยงเฉพาะผู้ร่ำรวย และไม่มีการเชิญผู้ยากไร้ ดังนั้น ผู้ใดถูกเชิญ (ให้ไปร่วมงาน) แต่เขามิได้สนองตอบ ถือว่าเขาได้เนรคุณต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์” [1]

ผู้เขียนคิดว่าควรตราหะดีษบทนี้ไว้ในสังคมเสีย และบางทีเจ้าภาพควรนำไปทำไวนิลติดในงานวะลีมะฮฺเสียด้วยซ้ำไป อาการไม่ใส่ใจต่อคำสอนอันบริสุทธิ์ของท่านนบีจะได้จางหายไปเสียที อีกอย่าง ถ้าเราตัดค่าใช้จ่ายจากความฟุ่มเฟื่อยต่างๆที่เราจะใส่ไปในงาน แล้วเอามาใช้จ่ายกับสิ่งอิสลามส่งเสริมนี้ มันน่าจะเป็นสิ่งที่งดงามและรื่นรมย์ใจ น่าจดจำและน่ายินดี สำหรับตัวเราเองและคนรอบข้างเสียอีก อินชาอัลลอฮฺ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่เราจะต้องนำกลับมาสู่อิสลาม งานแต่งงานของมุสลิมจะต้องเป็นที่น่ายินดีของพี่น้องมุสลิมอย่างแท้จริง อีกทั้งสำหรับใครที่กำลังจะแต่งงาน ก็พึงตระหนักไว้เลยว่า ต้องศึกษาแบบอย่างจากท่านนบีให้ดีๆ ขอให้ย้ำในความคิดตัวเองเสมอว่างานของตนนั้น จะต้องเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องแก่งานพี่น้องคนอื่นที่กำลังจะตามมา และให้เป็นตัวทำลายรูปแบบงานอย่างเก่าๆให้หมดสิ้นไปในตัวด้วย

ถ้าใครเคยอ่าน ‘นกที่ไร้รัง’ เขียนโดยกลอเรีย วีแลน แปลโดย ดร.กิติมา อมรทัต วรรณกรรมที่สะท้อนสังคมอินเดียโดยเฉพาะประเพณีการแต่งงานของฮินดูที่ฝ่ายหญิงต้องหาสินสอดเพื่อไปขอฝ่ายชาย ท่ามกลางค่านิยมที่บูดเบี้ยวและลักษณะการคลุมถุงชนต่างๆ ก่อเกิดความทุกข์ทรมานแก่บรรดาผู้หญิงอินเดียมาก ในตอนท้าย เมื่อเรื่องราวต่างๆคลี่คลายลง โกลี เด็กหญิงอายุ 17 ที่ถูกให้แต่งงานกับชายคนหนึ่งที่อายุไม่ต่างกันนัก เพียงเพื่อจุดหมายซ่อนเร้นที่จะเอาเงินสินสอดเป็นค่าเดินทางไปที่แม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี เพื่อหวังจะชุบกายให้หายสิ้นจากวัณโรคร้าย แต่กลับไปตายแทนอันเนื่องมาจากฝืนสังขารและคำสั่งของนายแพทย์ที่ไม่ให้เดินทางไกลนั้น ภายหลังการหลอกลวงของแม่ยายนิสัยร้าย กับพ่อตาผู้น่าสงสารผู้สอนให้โกลีอ่านหนังสือออก เธอก็ได้พบเจอแต่เรื่องดีๆอย่างเด็กชายที่ชื่อราจี ที่ขยันขันแข็งทำงานขับรถสามล้อเพื่อเก็บเงิน และใฝ่ฝันที่จะสลัดชีวิตในเมืองอันแออัดและน่าเกลียด เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตที่แท้จริงอันงดงามในชนบท

ในตอนที่ราจีมาขอให้โกลีไปอยู่กับเขาที่ชนบท โกลีได้นึกถึงชีวิตอันโหดร้ายของการต้องเป็นแม่ม่ายในอินเดีย ที่เหมือนเป็นชนชั้นต่ำซึ่งคัมภีร์เก่ายังบอกให้เอาไปเผาพร้อมสามีที่ตายด้วยซ้ำไปนั้น เธอได้นึกปลื้มถึงข้อความในจดหมายจากราจี ที่บอกว่าเขาได้ทำบ้านและห้องเอาไว้ทำงานที่เธอรัก (คือปักผ้านวม) มันมีหน้าต่างสองบาน ให้เธอได้เห็นความงามของดวงอาทิตย์ขึ้นและตก และต้นมะขามใหญ่ที่ลานหน้าบ้าน ส่วนอีกบานเธอก็จะได้เห็นทุ่งนาที่ราจีทำงานอยู่ โดยหากมีลูกสองชายหญิงเธอก็จะได้เห็นลูกชายวิ่งเล่นและช่วยงานพ่อในทุ่งนา ส่วนลูกสาวก็นั่งข้างๆช่วยปักผ้านวมงานที่เธอรัก แต่ทุกอย่างก็หยุดลงเมื่อโกลีพูดกับราจีว่า “พวกเขา (ครอบครัวราจี) คงไม่ต้องการให้เธอแต่งงานกับแม่ม่ายหรอกนะจ๊ะ การแต่งงานอย่างนั้นน่ะมันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นสิริมงคล เธอเองก็มีที่ดิน เธอคงจะหาภรรยาที่จะหาสินสอดมาให้เธอได้ไม่ยากหรอก” แต่ราจีกลับบอกไปว่า “ฉันไม่ต้องการจะแต่งงานกับเงินกำมือหนึ่งหรอกนะ ตอนเย็นฉันจะกลับบ้านมาคุยกับเงินได้ไหมล่ะ? ฉันจะให้เงินมันคอยดูแลลูกของฉันเหมือนกับแม่ได้ไหม?”

มองกลับกันในสังคมเราที่ฝ่ายชายต้องหาสินสอดไปสู่ขอฝ่ายหญิง ก็มีปรัชญาที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของราจีที่เราสามารถงัดขึ้นมาเป็นบทเรียนได้เหมือนกัน เมื่อเราจะแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง นอกจากจะต้องหาคนที่สามารถควงแขนอิงไหล่พาเข้าสวรรค์ด้วยกันแล้ว เรากำลังจะหาแม่ (ความเป็นแม่) ให้ลูกของเรา และฝ่ายหญิงก็กำลังหาพ่อ (ความเป็นพ่อ) ให้ลูกของเธอด้วย ไม่ใช่ต้องการเงินมากมายอันเป็นวัตถุแข็งกระด้าง ไม่รู้จักความรักในศาสนา ความอบอุ่น ความอ่อนโยน และความรอบรู้ ให้มาดูแลลูก ความเป็นแม่นั้น เป็นตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่และสำหรับผู้หญิงมุสลิมด้วยแล้วมันเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ฝ่ายชายจะรู้จักฝ่ายหญิงเสียอีก นั่นคือชีวิตของเธอก่อนที่ฝ่ายชายจะมารู้จักนั้นเป็นเช่นไร งดงามหรือน่าเกลียด ดีงามหรือเลวร้าย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องบอกว่าจะแต่งงานเมื่อใด ให้เลือกแม่ให้ลูก ไม่ใช่เลือกเด็กแว๊นหรือมุสลิมะฮฺโมเดินนิสต์มาดูแลลูก

ท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เคยกล่าวแก่เราทั้งหลายว่า “สตรีที่งดงามที่สุด คือสตรีที่มีสินสมรสเรียบง่ายที่สุด” [2]

มีหลายอย่างที่แฝงอยู่ในคำสอนนี้ นั้นคือสำหรับมุสลิม ทรัพย์สินเงินทองไม่อาจเอามาตีราคาแทนคุณค่าของเราได้เลยแม้แต่น้อย ความเรียบง่ายสมถะคือสิ่งที่เราต่างต้องแสวงหา การโอ้อวด ความหรูหราฟุ่มเฟื่อยคือสิ่งที่เราต้องหลีกเลี่ยง การให้ความช่วยเหลือและให้โอกาสคนยากคนจนประหนึ่งพวกเขาเป็นน้องชายน้องสาวเราเองนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องหาโอกาสที่จะทำให้จงได้ แม้ในชีวิตหลังแต่งงานแล้วก็ตามโดยเฉพาะในงานแต่งงานที่น่ายินดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งต่างคนต่างก็รำพึงรำพันตลอดมามิใช่หรือ ว่ามีเพียงครั้งเดียวในชีวิตนี้น่ะ.

[1] บันทึกโดยมุสลิม (4/154) อัลบัยฮะกี (7/262) สายรายงานจากอบูฮุรัยเราะฮฺถึงท่านนบี และในบุคอรี (9/201) สายรายงานถึงแค่เศาะหาบะฮฺ แต่ถือว่าถึงท่านนบี ดังที่ท่านอัลหาฟิซ ได้อธิบายในหนังสือซัรหฺของท่าน (ดูหนังสือ ‘ครองรักครองเรือน’ ของ ชัยคฺ มุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัลอัลบานียฺ)

[2] บันทึกโดยอะหฺมัด ในมุสนัด หมายเลขหะดีษ 25120 ท่านอันนะสาอี ในหนังสือ ‘อัลกุบรอ’ หมายเลขหะดีษ 9274 จากการรายงานของท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s