โรงเรียนของฉัน

2332323

โรงเรียนของฉัน
Nur : เขียน
กขค : ภาพประกอบ
ตีพิมพ์ใน : วารสารสมิอฺนา วะอะเฏาะอฺนา ฉบับที่ 14 

——–

ตอนเด็กๆคุณครูคงเคยให้เราเขียนเรียงความตามหัวข้อนี้ใช่มั้ยคะ มานั่งนึกๆดูก็อดสงสัยไม่ได้ว่าก่อนที่จะมีโรงเรียนผู้คนบนโลกเขาศึกษาหาความรู้กันที่ไหน โลกคงไม่ได้เริ่มต้นด้วยความทันสมัยในทันทีหรอก มันมีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการเป็นขั้นเป็นตอนไป อย่างที่ลุงอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ (Alvin Toffler) ได้อธิบายไว้อย่างน่าขบคิดในหนังสือ ‘คลื่นลูกที่สาม’ ว่า “อารยธรรมของโลกนั้นแบ่งเป็น 3 ขั้นหรือ 3 คลื่นด้วยกัน คลื่นลูกที่ 1 คือ อารยธรรมแบบเกษตรกรรม คลื่นลูกที่ 2 คือ อารยธรรมแบบอุตสาหกรรม และคลื่นลูกที่ 3 คือ อารยธรรมแบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศ” 

เดิมทีแล้วผู้คนบนโลก มีวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมเป็นหลัก ประมาณว่าดำรงชีวิตอยู่โดยการประกอบอาชีพเกษตรและอาชีพเล็กๆที่ทำกันภายในครัวเรือน เพื่อหล่อเลี้ยงปากท้องคนในบ้าน คนข้างบ้าน ในชุมชน เป็นชีวิตที่ไม่เร่งรีบ สวยงาม อาศัยกันเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อแม่ ปู่ย่า ตาทวด มีการให้การศึกษาแก่บุตรหลานด้วยการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เรียกว่าเป็น ‘การเรียนรู้ด้วยวิถีชีวิต’ พ่อแม่และคนในครอบครัวให้การศึกษาแก่เด็กในบ้านเอง พูดง่ายๆคือ สอนกันเองในบ้าน วัตถุประสงค์หลักของการให้การศึกษาในยุคนี้ คือ “การถ่ายทอดความรู้เพื่อให้เด็กสืบทอดเจตนารมณ์ ค่านิยม เจตคติ ความเชื่อของครอบครัว ปลูกฝังศีลธรรม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง” หรืออาจจะส่งให้ลูกหลานไปเรียนตามศาสนสถานของศาสนาตนเองในย่านชุมชน แต่ส่วนใหญ่แล้วครอบครัวก็มีบทบาทหลักในการให้การศึกษา 

แต่แล้วภาพของการศึกษาก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อโลกเข้าสู่คลื่นลูกที่ 2 ยุคที่อุตสาหกรรมเฟื่องฟู ระบบอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเพื่อผลิตสินค้าที่เหมือนกันให้ได้ทีละมากๆในคราเดียว ป้อนและกระจายให้คนทั่วทุกมุมเมือง พ่อแม่และคนในครอบครัวจึงเริ่มระเห็จเข้าสู่ระบอบอุตสาหกรรมด้วยความจำเป็น เพราะสินค้าพื้นฐานทางการเกษตรนั้น สร้างรายได้ให้ครอบครัวไม่ดีเท่าเก่าก่อน ณ จุดนี้เอง เด็กๆจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการศึกษาจากสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะพ่อแม่ต่างต้องเป็นแรงงานในระบบอุตสาหกรรม ไม่สามารถดูแลลูกๆได้อย่างเต็มที่เหมือนแต่เก่าก่อน คนแก่คนเฒ่าก็ถูกส่งไปบ้านพักคนชรา ครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเล็ก เพื่อให้ง่ายต่อการย้ายถิ่นฐานหางานใหม่ โรงเรียนของเด็กยุคนี้จึงก่อเกิดเพื่อตอบสนองระบบอุตสาหกรรมเช่นกัน และไม่เพียงตอบสนองธรรมดา –แต่เพื่อให้ลูกหลานของเราที่โตขึ้นมานั้น จะต้องเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมด้วย เหมือนหุ่นตัวหนึ่งบนจุดต่างๆของสายพานสินค้าที่คอยทำอะไรซ้ำๆจนหมดเวลางาน เป็นการสิโรราบทั้งความคิดและพฤติกรรมอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย เพราะความคิดความอ่านแบบไม่สู้และยอมต่ออำนาจนิยมของผู้ที่เหนือกว่านั้น ถูกป้อนให้ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียนตั้งแต่เด็กแล้ว เด็กๆไม่กล้าเถียงและกลัวคุณครูอย่างกับอะไรดี ทั้งหมดนี้เป็นเสียงกระซิบกระซาบอยู่ในหัวเรามาตลอดดังนั้น ตลอดระยะเวลาการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ถูกทำให้คิดว่าถูกต้องแล้วนั้น จึงแฝงไปด้วยนัยบางอย่างทางอุตสาหกรรม 3 นัย คือ 

1) การตรงต่อเวลา 
2) การเชื่อฟัง 
3) การทำงานซ้ำๆ 

โรงงานอุตสาหกรรมต้องการคนที่ทำงานตรงต่อเวลา รับคำสั่งเจ้านายโดยปราศจากการโต้แย้ง ยอมเป็นทาสของเครื่องจักรและทำงานซ้ำซากอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่เช้ายันเย็น การศึกษาในยุคนี้จึงต้องสร้างคนหัวอ่อนที่พร้อมจะทำงานภายใต้คำสั่งของหัวหน้าในชุดเครื่องแบบที่บอกให้รู้ว่าเขาอยู่สูงกว่าเรา ทั้งหมดนี้คือการสร้างมนุษย์ให้เป็นหุ่นยนต์นั่นเอง คือไม่มีความคิดหรือถ้ามีก็เป็นความคิดที่ถูกจำกัดจำเขียด ไม่สามารถคิดอะไรได้มากไปกว่าสิ่งที่โปรแกรมได้วางไว้แล้วตั้งแต่อดีต –โปรแกรมที่เราเรียกว่าโรงเรียนนั่นเอง เราเริ่มคุ้นๆกับระบบการศึกษาแบบนี้หรือยัง นอกจากนี้ผู้ใหญ่ใจดีในบ้านเมืองเรากลับไปเพิ่มเวลาของโปรแกรมอีก พวกเขาพยายามยัดเยียดความรู้และเวลาเรียนให้เด็กมากขึ้นๆ การศึกษาภาคบังคับก็เพิ่มจาก 4 ปี เป็น 6 เป็น 9 เป็น 12 ตามลำดับ สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากพวกเขาจะมั่นใจมากขึ้นว่าพวกเราจะเชื่องและทำงานให้พวกเขาในอนาคตได้อย่างว่านอนสอนง่ายยิ่งๆขึ้นนั่นเอง 

ในหนังสือ ‘การศึกษาสำหรับผู้ถูกกดขี่’ ลุงเปาโล แฟรร์ (Paulo Freire) คุณครู นักปฏิวัติทางสังคมชนชั้นและนักการศึกระดับแนวหน้าชาวบราซิลที่เชื่อมั่นในหน้าที่ของครูว่ามิใช่เป็นแค่พ่อ-แม่คนที่สอง หรือพี่เลี้ยงผู้มีแต่การโอ๋เด็กๆเช้ายันเย็น แต่ต้องเป็นนักปฏิวัติทางสังคมที่สามารถลุกขึ้นสู้กับฝ่ายอำนาจปกครองนั้น ลุงได้ต่อต้านระบบการศึกษาแบบยุคคลื่นที่ 2 ว่าเป็นการศึกษาที่ครอบงำความเป็นอิสระ โดยเรียกว่าเป็น ‘Banking Concept’ กล่าวคือ “ครูจะนำความรู้ที่ตนมี ไปฝากกับเด็กเหมือนธนาคาร การถอนก็คือการสอบ ครูจะไม่สนใจว่าเด็กต้องการเรียนรู้อะไร จะสอนเฉพาะสิ่งที่ตนรู้และอยากสอน เด็กไม่มีสิทธิแสดงความเห็น จนเป็นวัฒนธรรมความเงียบ (Culture of silence)” ลุงแฟรร์เรียกการศึกษาลักษณะนี้ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกมุมโลกว่า ‘การศึกษาของผู้ถูกกดขี่’ (Pedagogy of the Oppressed) 

นอกจากนี้ในหนังสือ ‘ที่นี่ไม่มีโรงเรียน’ ลุงไอวาน อิลลิช (Ivan illich) นักการศึกษาชาวออสเตรียก็บอกว่าควรยกเลิกระบบโรงเรียน (อย่างที่กล่าวมา) ไปเสียเลยดีมั้ย? เพราะ ระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ มีจุดมุ่งหมายและการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเลยมันเป็นเพียงเครื่องมือในการแบ่งชนชั้น กล่าวคือ ระบบโรงเรียนจะเป็นผู้คัดเลือกคนที่ประสบความสำเร็จในการศึกษา จากการตัดสินด้วยคะแนนหรือผลการสอบ ให้กลายเป็นชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูง ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการศึกษาจะกลายเป็นคนชั้นต่ำ ดังนั้น การศึกษาจึงไม่ควรเสร็จสิ้นเฉพาะในโรงเรียน แต่ควรเป็นการศึกษาตลอดชีวิต มีหลักสูตรที่ควรเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงมากที่สุด ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาคะแนนเท่านั้น การศึกษาควรมุ่งที่จะสร้างความยุติธรรมให้แก่คนส่วนใหญ่ อิลลิชยังมองว่าปัญหาสังคมส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากระบบโรงเรียนไม่ใส่ใจต่อการแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกของเด็กๆ กิจกรรมภายในโรงเรียนถูกกำหนดขึ้นโดยคุณครู และเด็กต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษ ดังนั้นเด็กๆจึงไม่มีโอกาสใช้วิจารณญาณของตัวเอง นับวันจึงยิ่งขาดความมั่นใจในตัวเอง ต้องคอยแต่รับคำสั่งและความคิดเห็นของผู้อื่น 

จะว่าไปแล้ว ปัจจุบันนี้หลายคนก็อาจจะยังรู้สึกว่าการศึกษาได้รับการพัฒนามากขึ้นในระบบโรงเรียน มีความทันสมัย สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น หลักสูตรและรูปแบบการสอนก็หลากหลายขึ้น แต่เมื่อมองลึกลงไปแล้ว เราจะพบความจริงที่ว่ามันยังคงเป็นการศึกษาเพื่ออุตสาหกรรมอยู่ดี คือเหมือนบ้านที่ยังคงโครงสร้างเดิม เพียงแต่ทาสีขึ้นมาใหม่ มันขาดความงดงามทางจิตวิญญาณ บกพร่องเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะสร้างคนดีขึ้นมา เราจึงพบข่าวที่น่าตกใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในรั้วโรงเรียน สถานที่ที่พ่อแม่ไว้วางใจส่งลูกหลานเข้าไป มีทั้งเรื่องอาชญากรรม ยาเสพติด ความไม่ปลอดภัย หรือแม้แต่คุณภาพการศึกษาที่บางทีพ่อแม่ถึงกับต้องเอามือกุมขมับ และไม่ใช่แค่บ้านเราที่ประสบปัญหานี้ประเทศที่เจริญแล้วกลับน่าวิตกยิ่งกว่าบ้านเรามาก เช่นในอเมริกาซึ่งได้สำรวจถึงปัญหาที่เริ่มปรากฏมากขึ้นและสร้างความหนักใจให้กับคุณครู โดยเปรียบเทียบปี 1940 กับ 1980 ดังนี้ [1] 

ปี 1940 (พ.ศ.2483)
1) คุยกันในเวลาเรียน
2) เคี้ยวหมากฝรั่ง
3) เล่นส่งเสียงดัง
4) วิ่งตามทางเดิน
5) ไม่เข้าคิว
6) ไม่ทิ้งขยะในถัง

ปี 1980 (พ.ศ.2523)
1) ข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ
2) ปล้นทรัพย์
3) ทำร้ายร่างกาย
4) ขโมยของ
5) วางเพลิง
6) วางระเบิด

เราจะหวังอะไร จากบ้านไม้ทาสีใหม่ที่ข้างในนั้นปลวกมันแทะจนไม่เหลืออะไรแล้ว ดังนั้น เมื่อก้าวเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 ยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารเองได้ง่าย กอปรกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาปัจจุบัน ทำให้พ่อแม่หลายคนเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า หรือเราควรจะกลับมาใส่ใจลูกๆให้มากกว่าเดิม? เลือกรูปแบบการศึกษาที่ดีและเหมาะสมกับลูก อันเป็นการศึกษาทางเลือกที่พ่อแม่สามารถกำหนดหลักสูตรและรูปแบบได้เอง เป็นการศึกษาที่ชุมชนหรือสังคมเล็กๆร่วมสร้างขึ้นมาเองได้ มีความเข้มแข็ง คุณธรรม ศีลธรรม คุณภาพ เป็นโรงเรียนในแบบที่ไม่ต้องเรียนและสอบอย่างเอาเป็นเอาตายได้มั้ย หรือประเมินในแบบอื่นที่ไม่ใช่การสอบ ลูกๆไม่ต้องแบกกระเป๋าใบหนักไปโรงเรียนทุกเช้า และไม่ต้องต่อด้วยการเรียนพิเศษจนค่ำมืด แต่ลูกๆจะมีความสุขและเรียนรู้ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกเลยว่ากำลังเรียนอยู่ เป็นโรงเรียนที่อาจจะไม่มีอาคารถาวร ไม่มีรั้ว ไม่มีครูในเครื่องแบบ แต่สิ่งรอบตัวทั้งหมดจะเป็นครูที่จะคอยผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ให้ลูกเป็นคนดีคนเก่งทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ… โรงเรียนของฉัน หากได้หลักสูตรการศึกษาที่มีอัลกุรอานเป็นแกน มันต้องน่าสนใจมากแน่ๆค่ะ. 

[1] Gorder, S. Home School : An Alternative. Arizona : Blue Bird Publishing, 1996

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s