ถอดรื้อมายาคติ

dec

Saifullah Bin Abdullah ยกตัวอย่างแบบเร็วๆ และค่อนข้างคลาสสิก การพัฒนา ที่มีผู้คนตัวเล็กๆ มากกว่ามาก ต้องสังเวยตนเองเป็นต้นทุนแก่การพัฒนาประเทศไทย แล้วประเทศไทย รัฐไทย หรือชาติไทย คืออะไรกันแน่ ? เหตุใดจึงศักดิ์สิทธิ์และแตะต้องไม่ได้ ถึงขนาดที่ทุกคนต้องศิโรราบเมื่ออ้างคำว่า ชาติ ถ้าอย่างั้นการผลักเรือชาวโรฮิงญา ซึ่งไม่ใช่คนไทย ออกไปลอยกลางทะเลมหาสมุทรอินเดีย ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ในเชิงศีลธรรม ใช่หรือไม่?

ในหนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วย

1. ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ ปฐมนิเทศตีแผ่ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยว่า ไม่ใช่สังคมเกษตรเช่นอดีตอีกต่อไปแล้ว การมองเห็นและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงจะทำให้ตระหนักว่า มีบางสิ่งซ้อนเร้นอยู่ใต้กระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

2. มายาคติว่าด้วยชาติ โดย ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาตร์ ความเป็นชาติดูดซับเอามายาคติทุกประการมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อการคงอยู่ของตัวมันเอง ทว่าความเป็นชาติไทยที่เราต่างภาคภูมิใจมีอยู่จริงหรือไม่ เราถูกรังแกจากจักรวรรดินิยมจริงหรือ มีผู้คนกี่มากน้อยที่ถูกชาติข่มเหงรังแก ในท่ามกลางพหุวัฒนธรรมและโลกไร้พรหมแดน ชาติ จะดำรงอยู่อย่างไร

3. มายาคติว่าด้วยความยุติธรรม โดย รศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ความยุติธรรมคืออะไร อาจเป็นคำถามที่เก่าแก่พอๆกับประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่กฏหมายก็สถาปนาตนเองว่าเป็นเครื่องไปสู่ความยุติธรรม ความยุติธรรมในสายตาของกฏหมายเป็นอย่างไร และกฏหมายสร้างถนนไปสู่ความยุติธรรมอย่างไร

4.มายาคติว่าด้วยระบบศีลธรรม โดย วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระด้านปรัชญาและศานา อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันเป็นห้วงยามที่เกณฑ์คุณค่าเดิมๆในสังคมไทย ถูกตั้งคำถาม และท้าทายอย่างแหลมคมมากที่สุด โดยเฉพาะการท้าทายจากคู่ปรับสำคัญอย่างประชาธิปไตยและเสรีภาพ ศีลธรรมทางพุทธ ศาสนาไปไม่ได้กับโลกยุคใหม่ หรือเพราะมันถูกประกอบสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อรับใช้บางสิ่งบางอย่าง

5. มายาคติว่าด้วยวิทยาศาตร์ สุขภาพและการแพทย์ โดย ดร. นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.สำนักสังคมและสุขภาพ ที่ชี้ว่านับแต่การปฏิวัติวิทยาศาตร์ในศ.ที่ 17 วิธีคิดแบบวิทยาศาตร์ก็สถาปนาตนเองขึ้นมาอยู่เหนือวิะีคิด วิธีมองโลกแบบอื่นๆบดบังโลกทัศน์-ชีวทัศน์แบบอื่นๆ ผูกขาดความจริงอย่างทรงพลัง และกลายเป็นฐานที่มั่นให้แก่มายาคติอีกหลายชุดใช้ก่อร่างสร้างตัว

6. มายาคติว่าด้วยสถาบันกษัตริยื โดย ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.วิสคอนซิน เมดิสัน USA สถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุดของสังคมไทย จึงไม่ค่อยมีใครกล้าตีแผ่มายาคติเหล่านี้ ทั้งที่สถาบันและตัวบุคคลมิใช่เรื่องเดียวกัน แต่สถาบันกษัตริย์และเครือข่าย ซึ่งแผ่อิทธิพลเหนือสังคมการเมืองของไทยอย่างมีนัยสำคัญ กลับปาราศจากการตรวจสอบเกือบจะสิ้นเชิง

7. มายาคติว่าด้วยสื่อ โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์ The Nation สื่อมวลชนใช้ชีวิตและทำงานในวงล้อมของมายาคติ บ่อยครั้งเป้นผู้ผลิตว้ำมายาคติชุดต่างๆ โดยไม่รู้สึกตัว ยิ่งกว่านั้น ตัวสื่อเองก็ยังครองอดุมคติแห่งความเป็นสื่อไว้อย่างแน่นเหนียว และอุดมคตินี้เองที่อาจเป็นมายาคติที่ยากที่สุดที่สื่อจะสลัดหลุด

23232323

รุ่งอรุณ เเห่งอิสลาม

(1)

อ่านแล้วนิดหนึ่งของ อ.วิจักขณ์ พานิช หลานท่านพุทธทาส สนุกๆๆ โดยรวมเขาพยายามอธิบายเรื่องของ ความจริงสูงสุดในอดีต (Ultimate Truth) กับ ความจริงสูงสุดปัจจุบัน (Relative Truth) ในอดีตความจริงสูงสุดก็คือศาสนา พระเจ้าสร้างโลก ทำชั่วได้บาปได้นรก ห้ามสงสัยในศาสนา ฯลฯ ปัจจุบันเป็นความจริงสูงสุดแบบวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นสิ่งที่สัมผัสและเห็นด้วยตา มีเหตุมีผลในทุกๆสิ่ง สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสัจจะสูงสุด..นี่คือสิ่งที่เราเข้าใจได้ไม่ยากในเวลานี้

แต่มีมายาคติหนึ่งในเรื่องเหล่านี้ เป็นความคิดที่มีความลวงและการหวังผลบางอย่าง คือเรื่องระบอบศีลธรรมแบบศาสนาที่ถูกนำมาใช้กับอาณาจักร อ.วิจักขณ์ แกไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้รวมศาสนากับรัฐเข้าด้วยกัน รัฐควรเป็นเซคคิวลาห์ โดยเขาพยายามอธิบายว่าเพราะเหตุของการนำระบบความจริงสูงสุดในอดีตมารับใช้อาณาจักรนี่แหละ เราถึงมีกฏหมายหลายอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลเช่น หมิ่นเบื้องบนก็บาป ทำหนังเนื้อหา/ภาพล่อแหลมก็บาปก็ชั่ว ทั้งๆที่เราควรมองในแง่ที่ว่า มนุษย์มันอยู่ในกรอบที่มีผิดมีถูก มีสีเทาได้ ไม่ใช่ตัดสินว่าคนนั้นคนนี้เป็นคนดีคนชั่วเอาง่ายๆ (นี่เป็นผลมาจากที่นำระบอบศีลธรรมแบบศาสนามารับใช้) คือเขาพยายามจะบอกว่า ระบบศีลธรรมแบบศาสนาไม่ควรเอามาใช้กับคนธรรมดาทำนองนั้น ขนาดเรื่องศีลเขายังบอกว่าพระท่านก็ฆ่าสัตว์ได้ ก็เอามากินยังชีพ มันไม่ถึงกับผิดศีลอะไรมากหรอก…

อ่านไปก็รู้สึกค้านหลายอย่าง เรารู้สึกปัญหาที่เขาพูดและพยายามมอง ก็เพราะระบอบศาสนาที่เขาพูดมันยังไม่ชัดเจนภายในตัวแต่แรกเเล้ว พอเอารัฐมาควบอีกชั้นก็ยิ่งไม่ชัดเจนใหญ่เป็นธรรมดา เขาเลยรู้สึกขัดแย้งเมื่อพูดถึงการรวมศาสนาจักรกับอาณาจักร แต่สำหรับมุสลิมระบบการปกครองแบบชารีอะฮฺนั้นชัดเจนมีความเป็นสากลเอามาควบกับรัฐได้อย่างมิต้องสงสัย เพียงแต่ปัจจุบันมุสลิมอ่อนแอไม่มีพลังพอที่จะเอามาใช้ แต่เรามั่นใจว่าใช้ได้เพราะประวัติศาสตร์มีการนำมาใช้แล้วมากมายนั่นเอง…

(2)

ที่เลือกอ่านบทนี้ก่อนเพราะวันก่อนเพิ่งตัมมัตหนังสือ ‘ธรรมกาย ฟางเส้นสุดท้ายแห่งความเสื่อมสลายของสถาบันสงฆ์ไทย :แล้วเราจะกู้สถานการณ์ได้อย่างไร ‘ ซึ่ง ส.ศิวรักษ์ได้อธิบายถึงสิ่งที่ทำให้สถาบันสงฆ์ไทยมีปัญหาเด่วนี้เพราะอะไร ดูจากชื่อหนังสืออาจจะโทษธรรมกาย แต่ ปู่ ส. ก็ได้วิเคราะห์ว่าจริงๆมันมีมาก่อนหน้านั้นโดยชาวพุทธไม่ค่อยได้สนใจนัก ใหญ่ๆเลยก็คือระบอบอาณาจักรที่อยู่ในสถาบันสงฆ์ การไขว่คว้าหาตำแหน่ง ยศสงฆ์ และการเห็นลัทธิบริโภคนิยมเป็นดอกบัวแทนที่จะเป็นกรงจักร ว่าไป..อ่านไปก็พอจะเชื่อมโยงสิ่งที่ อ.วิจักขณ์ อธิบายไปได้บ้างมิใช่น้อย คือรัฐได้เอาระบอบศีลธรรมแบบศาสนามาใช้นั่น ก็เท่ากับว่าต้องสร้างสัมพันธ์กับบรรดาผู้ใช้หรือออกกฏหมายแห่งศีลธรรมแบบศาสนาด้วย นั่นก็คือบรรดาสงฆ์ พอได้เชื่อมมิตร ก็ได้มาเป็นหุ้นส่วนอย่างแนบเนียนในภายหลัง นำมาสู่การแลกเปลี่ยนพฤติกรรมกัน จากที่แต่ก่อนสงฆ์ดูถ่อมตนสมถะก็ร่ำรวยดูมีคนรู้จักเยอะ จากแต่ก่อนนักการเมืองดูละโมบบางส่วนก็ดูกลายเป็นคนดีมากขึ้น

ที่น่าสังเกตก็คือ พออ่านเสร็จ เข้าใจเลยว่า ทำไมมหาเธรสมาคม หรือพระบางคนออกมาต่อต้านสร้างกระแสให้เกลียดชังมุสลิมได้แบบที่เหมือนไม่มีใครมาห้ามมาปรามได้ นั่นก็เพราะระบอบรัฐกับระบอบอาณาจักร หรือในอีกแง่คือการนำระบอบศีลธรรมแบบศาสนามาใช้ในอาณาจักรนั่นเอง เวลาเราเห็นพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการมหาจุฬา ที่ออกมาพูดว่าชอบใจที่เห็นชาวพุทธถืออาวุธไล่ชาวโรฮิงญาในพม่า และถามถึงว่าทำไมเราถึงไม่กล้าทำบ้างในไทย…นี่ ถ้านักการเมืองพูด..เสร็จเลยนะคับ โดนแน่ แต่นี่พระพูดจึงไม่มีใครว่าอะไรได้ พูดง่ายๆก็คือพระคนนี้ก็ไม่ต่างจากนักการเมืองคนหนึ่ง เพราะพฤติกรรมที่เขาส่งเสริมนั้นมันเป็นแบบรัฐไม่ใช่ของศาสนา ศาสนาไม่สอนแบบนั้น แต่แกก็เอาศาสนา(คือตัวแก)มารับใช้รัฐ คือมาช่วยพูดสิ่งที่รัฐพูดออกมาไม่ได้(เพราะต้องแสร้งตัวให้ดูดีไว้) ทั้งสองนี้จึงเอื้อต่อกันอย่างเป็นมายาคตินั่นเอง อยู่ที่ว่าคนฟังจะตีแตกหรือไม่

โดยที่เราชาวมุสลิมเชื่อว่า ในความเป็นจริง..รัฐกับระบอบศีลธรรมแบบศาสนานั้น ไม่ขัดกันหรอก แต่เพราะไม่หนึ่งก็ทั้งสองระบอบนี้ ที่มีความเพี้ยนจำเดิมอยู่แล้ว คือกระดุมเม็ดแรกใส่ผิดรูแล้ว กระดุมต่อมาจึงไม่แปลกเลยที่จะบิดเบี้ยว วัลลอฮุอะลัม.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s