ชัยค์ อะฮ์มัด ดีดาต ชีอะฮฺ

—-
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1985 ในวัย 80 ปี ชายชราคนหนึ่งในอินเดียหรืออีกด้านหนึ่งคือผู้ป่วยความดันโลหิตสูงคนหนึ่ง ลุกขึ้นมานั่งอ่านหนังสือที่เคยเป็นความลับกว่าพันๆหน้า ค้นคว้าถึงสิ่งที่ผู้คนในขณะนั้นกำลังกล่าวขานกัน สิ่งที่เรียกกันว่า ‘ชีอะฮฺ’

ชายชราบอกว่า “เราอ่านมาพันๆหน้าแล้ว รู้สึกว่ายังรู้ไม่ถึง 1 ใน 4 ของเนื้อหาเลย”

เมาลานา มุฮัมมัด มันซูร นุอฺมานี (เราะหิมะหุลลอฮฺ) คือชายชราคนนั้น ท่านคืออุละมาอ์ท่านแรกในอินเดีย (และของโลกมุสลิมเลยด้วยก็ว่าได้) ที่ได้ทำการศึกษาถึงความอันตรายของลัทธิชีอะฮฺอย่างเป็นระบบระเบียบผ่านงานเขียนของอุละมาอ์ในอดีตที่พยายามค้นคว้าถึงลัทธินี้แต่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนมากนัก เมาลานานุอฺมานีได้กล่าวไว้ในหนังสือ ‘การปฏิวัติของอิหร่าน ท่านอิมามโคมัยนีย์และนิกายชีอะฮฺ’ แปลโดย อ.ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ (พิมพ์ปี 1988) อันเป็นหนังสือที่อธิบายและเปิดโปงความร้ายกาจของลัทธิชีอะฮฺเล่มแรกๆในเมืองไทย ท่านได้เล่าถึงความรู้อันน้อยนิดของอุละมาอฺสุนนีหรือของโลกอิสลามต่อขบวนการชีอะฮฺที่ได้เริ่มปั่นคลื่นใต้น้ำมาอย่างเงียบเชียบมาเป็นเวลานานจนก่อตัวเป็นคลื่นมหึมาบนผิวน้ำในนามของ ‘การปฏิวัติอิสลาม’ เพื่อสถาปณา ‘รัฐบาลอิสลาม’ โดย ‘อิมามอัลโคมัยนี’ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “ไม่มีชีอะฮฺ ไม่มีสุนนี มีแต่อิสลาม”

ในสมัยก่อน อุละมาอฺในโลกอิสลาม ยังไม่มีความรู้ที่ลึกซึ้งในเรื่องของชีอะฮฺ ลัทธิที่อ้างตนว่าเป็นอิสลามเลย แม้กระทั่ง ชาฮฺ วะลียุลลอฮฺ อัดดะฮฺลาวี (1703-1762) อุละมาอ์นักฟื้นฟูอิสลามในชมพูทวีปผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชีิวิตและเกิดในปีเดียวกันกับ อิมาม มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ (1703-1792) นักฟื้นฟูอิสลามอีกคนในดินแดนอาหรับ ทั้งสองก็แทบจะไม่มีความรู้ที่เป็นระบบต่อขบวนการชีอะฮฺเหมือนกัน วิชาการอำพรางและปกปิดคำสอนของตนเองที่เรียกกันว่า ‘ตะกียะฮฺ’ หรือ ‘กิตมาน’ ในภาษาวิชาการของชีอะฮฺนั้นถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัดตลอดเสมอมา

ต่อเมื่อหลังการปฏิวัติที่อิหร่านนั่นละ ขณะที่มุสลิมทั่วโลกต่างเดินทางไปอิหร่าน ผู้คนต่างยกย่องสรรเสริญโคมัยนี ตลอดจนเรียกตัวเองว่าชีอะฮฺอย่างภาคภูมิใจ บรรดาอุละมาอฺจึงเริ่มหันกลับมาค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจังถึงลัทธินี้

ปี 1985 ซึ่งเป็นปีที่เมาลานานุอฺมานี อาจารย์และผู้อวุโสสำหรับ ซัยยิด อบุลหะสัน อะลี อันนัดวี ได้เริ่มสังเกตเห็นยอดคลื่นและกลิ่นเหม็นเน่าที่เริ่มพัดโชยเข้ายังฝากฝั่ง ท่านได้ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือตอบโต้และเปิดโปงแผนการณ์ของลัทธิชีอะฮฺ ในปีเดียวกันนี่เองที่ ชัยค์ อะฮฺมัด ดีดาต ดาอีย์และนักโต้ศาสนาชื่อดังของโลกมุสลิมก็ได้พบโคมัยนี ในห้วงเวลานั้นโลกมุสลิมโดยเฉพาะคนทั่วไปที่ยังไร้เดียงสาต่อคำสอนอันน่ากลัวที่ปรากฏใน ‘อูสูลุลกะฮฺฟี’ตำราหลักของลัทธินี้นั้น ทุกคนต่างก็เชื่อว่าชีอะอฺคืออิสลาม แต่บรรดาอุละมาอ์ก็เริ่มที่จะเคลื่อนไหวตอบโต้และประณามสิ่งที่ลัทธินี้กระทำ จนทำให้โลกมุสลิมเริ่มที่จะตระหนักและตื่นตัวจากความเขลาของตัวเอง

ในอีกด้านหนึ่ง ชัยค์ อะฮฺมัด ดีดาต นั้น กลับมองลึกเข้าไปในกลางใจของศัตรู ท่านมองเห็นความอ่อนเปลี้ยและน่าสมเพจของโลกสุนนี (หรือโลกอิสลาม) ผู้อ้างตนว่าเป็นเจ้าของอิสลาม ความอ่อนแอที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยเมื่ออุมะฮฺถูกตะวันตกขยี้และเหยียบหัวซ้ำ และที่ท่านมองเห็นได้นี้ก็ด้วยกับการเอากระจกที่เราเรียกกันว่า ‘ชีอะฮฺ’ นั่นแหละมาส่องดู ความเข้มแข็งของชีอะฮฺ บุคลิกของผู้นำอย่างอิมามโคมัยนี สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในชื่อตำแหน่งที่พวกเขาวางหน้าชื่อผู้รู้ของพวกเขาอย่างคำว่า ‘อิมาม’ ‘อะยาตุลลอฮฺ’ หรือแม้กระทั่งชื่ออย่าง ‘รูหุลลอฮฺ’ ล้วนมีความหมายและตั้งขึ้นภายใต้อุดมการณ์ที่เข้มแข็งของพวกเขา

สิ่งที่น่าคิดก็คือ… ลัทธิชีอะฮฺนั้น พวกเขาอยู่บนโลกนี้เพื่อปูพรมและทำความสะอาด (ในความเข้าใจของเขา) ทุกอย่างเพื่อต้อนรับและรอการกลับมาอีกครั้งของอิมามมะฮฺดีผู้หายตัวไป และจะกลับมาปลุกท่านหญิงอาอีชะฮฺ และเศาะหาบะฮฺอีกบางส่วนขึ้นมาประหารชีวิต พวกเขามีระบบ ‘อิมาม’ อันศักดิ์ศิทธิ์ที่จะคอยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่เตรียมงานเหล่านี้… แต่ในโลกของชาวสุนนีหรือโลกมุสลิมละ อิมาม คืออะไรสำหรับเรา คืออิมามประจำมัสยิดใช่มั้ย แค่นั้นเอง?

ชาวลัทธิชีอะฮฺนั้น เขาปูพรม รินน้ำชาใส่จอก ปิ้งลูกเกาลัดและเอาออกมาวางไว้บนจานเสร็จสรรพ รออิมามมะอฺดีของเขากลับมาและนั่งทานอย่างสบายใจ แต่ชาวสุนนีนั้น ขี้เกียจ.. พวกเขาไม่ยอมทำงาน ไม่ยอมรับใช้ศาสนานี้ พวกเขาอ่อนแอร้องไห้ขี้แย ชอบถกและทะเลาะในเรื่องศาสนา และหลงคิดไปด้วยว่านั่นแหละทำงานศาสนาแล้ว พวกเขาเอาแต่ร้องไห้และรออิมามมะฮฺดีเกิด เติบโต แล้วมาเอาลูกเกาลัดขึ้นปิ้ง แกะเปลือกออกแล้วป้อนให้พวกเขายังกะเด็กทารกที่เพิ่งคลอด ทั้งๆที่ตนเองมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ยาวนานกว่าชีอะฮฺเป็นไหนๆ

อิมามมะฮฺดีของลัทธิชีอะฮฺกับของชาวมุสลิมนั้น คงจะเป็นคนละคนกันแน่นอน ท่านถูกกำหนดโดยอัลลอฮฺมาแล้วว่าต้องเป็นเช่นไร.. แต่เรานี่สิ เราต้องเลือกทางเดินของเราเอง ในช่วงใกล้วันกียามะฮฺ อิมามมะฮฺดีจะเป็นแม่ทัพของกองทหารมุสลิมสู้รับกับยิว ท่านจะมีชาวมุสลิมมากมายเป็นนายทหารและลูกทัพ ที่สำคัญนายทหารเหล่านี้ล้วนถูกฝึกมาอย่างดีเยี่ยม พวกเขามีความเข้มแข็งในศาสนา และความหล้าหาญในการเผชิญหน้ากับศัตรู ไม่ขี้เกียจ…เหมือนพวกเราตอนนี้

ในปี 1985 ชายชราผู้วายชนม์อย่างเมาลานานุอฺมานี และบรรดานักต่อสู้นักดาอีย์ในอดีตผู้จากไปทุกคนนั้น ได้พยายามแล้วในส่วนที่ท่านเหล่านั้นจะทำได้ ในการปกป้อง ดูแล และเผยแพร่ศาสนาอิสลามนี้

น่าคิดว่าถ้าเราอยู่รอดจนถึงเวลาที่อิมามมะฮฺดีปรากฏ เรา..โดยเฉพาะคนหนุ่ม ที่ไม่มีสำนึกในงานศาสนาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังขี้เกียจ อ่อนแอนั้น จะยืนอยู่ตรงไหนในสมรภูมิรบในวันนั้น ทหารของอิมามมะฮ์ดีก็ไม่ใช่แน่ แล้วจะอยู่ตรงไหนดี…

หมีมลายู
3/1/2556

ต้นฉบับคลิป : http://youtu.be/rL4JbmBu2TQ

—-

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s