รายงานผลการเรียน ลูกหลานชาวมลายูในปัจจุบัน

111

รายงานผลการเรียน ลูกหลานชาวมลายูในปัจจุบัน
จากใจ…คุณครูอิบรอเฮม ณรงค์รักษาเขต
เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการ
วารสารสมิอฺนา วะอะเฏาะนา เล่ม 11 ฉบับ ปอเนาะของเราน่าอยู่

นานทีเดียวที่พวกเราไม่ได้มาเยี่ยมเยียนที่แห่งนี้ ม.อ.ปัตตานี ว่ากันว่าในปัจจุบัน สถาบันแห่งนี้มีนักศึกษามุสลิมเข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก ในความมากนี้เป็นเด็กที่จบจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซะส่วนใหญ่ พวกเขามาจากหลายๆโรงเรียน ที่พวกเราเรียกรวมๆกันว่าปอเนาะ(แม้ไม่ใช่ปอเนาะแบบดั้งเดิมจริงๆ) เป็นบรรยากาศของการรวมตัวนักเรียนที่ถูกอบรมสั่งสอนผ่านวิชาศาสนาที่ต้องเรียนอย่างหนักอึ้งในวัยมัธยม และการเกลาพฤติกรรมมาอย่างดีจาก อุสตาซ อุสตาซะฮฺ ในรั้วปอเนาะ เป็นบรรดาปัญญาชนที่สังคมคาดหวังเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะในด้านการนำศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันและสังคมโดยรวมในขณะที่ตนเองนั้นอาจไม่ได้เรียนศาสนามาโดยตรงก็ตาม

กระนั้นก็ตาม หากจะกล่าวว่าสิ่งนั้นเป็นอุดมคติก็เป็นอะไรที่มองในแง่ลบมากไป เพราะสิ่งดังกล่าวใช่ว่าไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ของอิสลาม ซ้ำยังบ่งบอกชัดเจนว่าสังคมที่เจริญและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมจริยธรรมนั้นของอิสลามในอดีตนั้น ล้วนมาจากการที่ผู้คนไม่ลืม ไม่ทิ้ง และไม่ทำร้ายศาสนาอิสลามของตนเอง

แต่กับปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาบนชื่อเสียงของเด็กปอเนาะในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำกระท่อมที่มีอยู่ดาษดื่นตามหอพักทั้งในและนอกโรงเรียน การคบกันของนักเรียนชายและนักเรียนหญิง การซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ การมอบดอกกุหลาบให้แก่กันของนักเรียนชั้นระดับซานาวีย์ของปอเนาะแห่งหนึ่ง ตลอดจนข่าวอื้อฉาวที่สุดนั่นคือมีการซินาหรือผิดประเวณีกันของนักเรียนเหล่านี้แล้วนั้น พลอยให้ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า เราเดินทางมาแบบไหน ลืมหรือทิ้งอะไรไว้เบื้องหลังหรือเปล่า นักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปัจจุบันถึงได้เป็นเช่นนี้ แน่นอนว่ายังไม่นับกระแสสมัยนิยมเกาหลี หรือ คลั่งไคล้ดารงดารา หันมาแต่งเกาหลี เลียนแบบดารา โดยที่ยังไม่ถอดผ้าคลุม จนเป็นภาพการแต่งกายของมุสลิมะฮฺที่แปลกตามากมายตามห้าง โรงเรียนและแม้แต่ในระดับอุดมศึกษา!! ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความเจ็บปวดและเป็นความจริงที่เราต้องพูด เป็นเรื่องที่เกิดกับเด็กที่ถูกขึ้นชื่อว่า “เด็กเรียนศาสนา”

ในความเป็นจริง วันนี้ เราควรจะได้เวลานานแล้วที่จะหันกลับมาดูตัวเอง เสื้อผ้า หน้าตา และบุคลิกตัวเองเสียที ว่าเป็นไปตามที่อิสลามต้องการแน่แล้วหรือ? วันนี้พวกเราจึงได้นัดแนะเดินทางมาเยี่ยม อาจารย์อิบรอเฮม ณรงค์รักษาเขต หัวหน้าภาควิชาอิสลามศึกษา วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อาจารย์ผู้ที่คร่ำวอดอยู่กับแวดวงการศึกษาของมุสลิมในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เรานั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนกับอาจารย์ ความเรียบง่ายและการไม่ถือตนของอาจารย์เลยแม้แต่น้อยนั้น ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า การศึกษาแบบไหนที่จะผลิตคนเช่นนี้ขึ้นมา

สภาพโดยรวมของระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร ?

เมื่อจะพูดถึงโดยภาพรวมของประเทศไทยให้เห็นภาพชัดๆต้องเปรียบเทียบกับประเทศแถบอาเซียน ถ้าไม่มีข้อเปรียบเทียบก็ไม่สามารถบอกได้ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ไทยเรายอมรับว่าสิงคโปร์มาเป็นอันดับหนึ่ง ยังไม่ได้อยู่ในระดับต้นๆ แต่ไม่ยอมรับว่าด้อยว่ามาเลเซีย ทว่านักวิชาการด้านการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้ เขามองว่าโดยภาพรวมแล้ว ไทยยังตามหลังมาเลเซียอยู่ นี้ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ดี ไม่เก่งนะ แต่คนของเขามีระเบียบวินัยมากกว่า เลยทำให้การศึกษาของเขาไปได้เร็วกว่า

ถ้าดูในระดับบุคคล ดูในเรื่องวิชาเฉพาะอย่างระบาดวิทยา เป็นต้น อันนี้ไทยเราดีกว่า แต่ระดับการศึกษาขึ้นพื้นฐานนั้น เราต้องยอมรับว่ายังต้องศึกษาประเทศเพื่อนบ้านอยู่อีกมาก   แต่ถ้าย้อนมาดูสามจังหวัดชายแดนใต้ ยังไม่เป็นที่พอใจมากนัก เพราะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ยังอยู่ท้ายๆ

แล้วเหตุที่การศึกษาของสามจังหวัดอยู่อันดับท้ายๆ มีปัญหาหรือข้อบกพร่องตรงไหน ?

มีหลายประการ อย่างเช่น ปัญหาความไม่สงบที่เป็นข้ออ้างทำให้ผู้บริหารไม่อยู่ติดโรงเรียน  ผู้บริหารหลายคนมีชื่อแต่ตัวไม่อยู่ เท่ากับว่าโรงเรียนไม่มีผู้บริหาร เป็นธรรมดาเมื่อไม่มีผู้บริหาร ความเป็นระเบียบในโรงเรียนก็ขาดหายไป และครูเองก็กล้าๆกลัวๆที่จะไปทำงาน แปดครึ่งยังไม่ไปเก้าครึ่งเพิ่งถึง ขาดไปแล้วหนึ่งชั่วโมง พอตอนบ่ายก็กลับมาขาดอีกหนึ่งชั่วโมง วันหนึ่งรวมเป็นสองชั่วโมง ส่งผลให้เด็กเรียนไม่ครบหลักสูตร อีกปัญหาหนึ่งคือ มีการประชุมบ่อยทำให้ครูไม่มีเวลาสอน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ต่ำมาก ถ้าเรียน ป.1 ไม่ครบหลักสูตร พอขึ้น ป. 2 ก็ไม่ครบอีก ปัญหาจะสะสมเรื่อยๆ จนกระทั่ง “ดินพอกหางหมู” แก้ยาก

กระบวนการก็ทำให้เด็กสามจังหวัดไม่สามารถขยับให้สูงตามมาตรฐานของจังหวัดอื่นๆ บางคนโอกาสดีหน่อยได้เรียนพิเศษ แล้วได้เข้ามหาวิทยาลัยในคณะดีๆ แต่ถ้าไม่ผ่านกระบวนการพิเศษมาเนี่ยยาก พวกเราที่ผ่านเข้ามหาลัยได้บางครั้งไม่ได้เกิดจากกระบวน แต่เกิดจากไอคิวที่สูงมากของเด็ก ความเป็นอัจฉริยะของเด็กมีเยอะ แต่เรียนไม่ครบหลักสูตร มีปัญหาสารพัด แต่ติดแพทย์ เภสัช ลองเช็คไอคิวดูบางครั้งอาจเป็นเด็กอัจฉริยะก็ได้ ถ้าเขาถูกกระบวนการที่ดี เด็กเหล่านี้อาจจะไม่ใช่แค่แพทย์ ไม่ใช่แค่เภสัช อาจจะสูงกว่านั้น แต่เสียดายปัญหาที่สะสมมากเกินไป สุดท้ายความเป็นอัจฉริยะก็เป็นได้แค่คนฉลาดมากเท่านั้นเอง

มีบางคนใช้พื้นที่เป็นแค่บันไดเพื่อที่จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะว่าการทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะนับอายุราชการสองเท่า ทำงานหนึ่งปีนับสองปี ทีนี้คน ทีนี้คนที่จะขยับเป็นผู้บริหารชั้นสูงอะไรเนี่ยเค้าก็ต้องอายุราชการ เขาก็มาชุบที่นี่สักสิบปีก็เท่ากับยี่สิบปี กลับไปก็เท่ากับว่าอายุราชการยี่สิบปี การก้าวกระโดดมันก็จะทำได้ แต่ว่าที่เราตำหนินี่คือ คุณมาคุณไม่ได้อยู่ทำงาน มาเอาแต่ชื่อ ในขณะที่คนที่เขาพร้อมจะเป็นผู้บริหารจะอยู่โรงเรียนนี้มีมาก ทำไมไม่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้แก้ปัญหา สะสางปัญหา ถ้าเรานับปัญหาก็จะมีมากกว่าในภาคอื่นๆในจังหวัดอื่นๆ จึงไม่แปลกที่เราจะอยู่ท้ายๆ

เมื่อก่อนเราจะมีจังหวัดอื่นที่อยู่ท้ายๆ บางทีก็สลับ เขาท้ายบ้าง เราท้ายบ้าง แต่ตอนหลังๆ เราจะท้ายตลอด ด้วยระบบด้วยปัญหาหลายๆอย่างมันคาราคาซัง แต่ถ้าตัวบุคคลเราก็ยอมรับว่าในสภาวะที่เราอยู่ท้ายๆ เนี่ยเราก็ยังติดแพทย์อยู่นะครับ เราก็ยังติดคณะที่ดีๆ นั่นเป็นตัวบุคคลมันไปโดยไม่ใช่ระบบสร้างคน

2

แล้วโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาละ

ถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ก็เจอปัญหาสองหลักสูตรในโรงเรียนเดียวกัน เลยต้องเจียดเวลาให้ได้เรียนทั้งสองหลักสูตร ทำให้มีเวลาเรียนแต่ละหลักสูตรน้อยเข้าไปอีก แม้จะไม่มีปัญหาเรื่องครู เรื่องผู้บริหาร แต่ปัญหาอยู่ที่คาบเรียนมากเกินไป เวลาเรียนแต่ละวิชาก็ขาดหายไป สุดท้ายก็เจอปัญหาเรียนไม่ครบหลักสูตรเช่นเดียวกัน

โรงเรียนเอกชนสอนศาสนามีปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ ครูจะไม่คงที่ เมื่อครูมีโอกาสเข้าบรรจุเป็นพนักงานของรัฐก็จะไปทันที จำนวนครูจึงขยับไปขยับมา มีสอนไม่ตรงเอกบ้าง หากจะหาคนสอนตรงเอกก็ยากเพราะเงินเดือนบางโรงเรียนไม่สามารถให้ตามวุฒิได้

ผู้บริหารเองก็สืบทอดทางมรดกซะส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยมีความสามารถพอที่จะบริหารโรงเรียน ผู้บริหารไม่ใช่มืออาชีพ ปัญหามันก็สะสม ผลที่ตามมาคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ

เรียนไม่ครบหลักสูตรส่งผลอย่างไรบ้าง ?

ที่ไหนก็ตามที่เรียนไม่ครบหลักสูตรก็จะมีปัญหา อย่างเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆ เขาจะเอาหลักสูตรเป็นที่ตั้ง 

เด็กมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้จำเป็นต้องเรียนสองหลักสูตรศาสนากับสามัญ แล้วประเทศมาเลเซียเขาก็ต้องเรียนศาสนาเช่นเดียวกัน ไม่ทราบว่าการศึกษาของเขาเป็นอย่างไร ?

ของมาเลเซียเขาใช้หลักสูตรบูรณาการศาสนาผนวกเข้ากับสามัญ มาเลเซียจะมีหลักสูตร KDSM เป็นหลักสูตรบูรณาการแค่หลักสูตรเดียว เรียนสังคมก็มีอัลกุรอาน มีอัลหะดีษ เรียนหะดีษก็มีเรื่องของสังคมมารวมกัน อิสลามไม่เคยแยก นบีไม่เคยบอกว่านี้คือศาสนานั่นไม่ใช่ศาสนา สิ่งที่เรามาแยกนั้นมันเป็นอิทธิพลของเซคคิวลาริซึมที่เกิดขึ้นในซีกโลกตะวันตก ทำให้เราก็เข้าใจผิดมาตลอดว่าหากเรียนสามัญ ก็เพิ่มวิชาสามัญ หากเรียนศาสนา ก็เพิ่มวิชาศาสนา แต่บ้านเรามันยังมีปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจในเรื่องการบูรณาการ เลยต้องใช้สองหลักสูตร เอกชนจำเป็นต้องเรียนศาสนาเพราะว่านั่นคือวิถีดำเนินชีวิต ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนฟัรฎูกีฟายะฮ์เพื่อการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

ทั้งๆที่คนที่จะเป็นแพทย์ควรที่จะเรียนฟัรฎูกีฟายะฮ์ให้มากๆ คนที่จะเป็นอุลามาอฺก็ควรที่จะเรียนวิชาศาสนาให้มันเยอะ มันอยู่ที่ว่าเราจะไปทางไหนมากกว่า เราจะเอาคนหนึ่งให้เก่งทุกอย่างเหมือนอิมามฆอซาลีนี่มันยาก ในโลกนี้อิมามฆอซาลีมีเพียงคนเดียว

ความเข้าใจต่อมโนทัศน์ทางการศึกษานี้ ผู้บริหารหลายคนไม่เข้าใจ ทั้งระดับประเทศลงมาจนถึงระดับโรงเรียน เพราะฉะนั้นเรื่องของการศึกษาแบบบูรณาการ ยังสองจิตสองใจว่า รัฐจะรับหรือไม่รับ หากรับแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไร

การเรียนแบบบูรณาการเป็นหลักสูตรที่ดี แล้วทำไมรัฐบาลยังสองจิตสองใจ

รัฐกลัวว่าถ้าเรียนแบบบูรณาการ วิชาสามัญจะหายไป ส่วนโรงเรียนก็กลัวว่าถ้าบูรณาการ วิชาศาสนาก็จะหายไป ทั้งที่จริงสำหรับมุสลิมแล้ว จะเรียนสามัญหรือศาสนาก็คือศาสนาทั้งนั้น ไม่มีใครปฏิเสธว่าคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศาสนา สมัยก่อนแพทย์ที่ผ่าตัดต้อกระจกก็เป็นมุสลิม สมัยนั้นฝรั่งยังอยู่ในยุคมืดอยู่เลย เราเรียนอัลญิบรา เรียนอัลคอวาริสมีนี่เป็นของมุสลิมทั้งนั้น แต่ระยะหลังมานี้ผู้ค้นพบความรู้ดังกล่าวถูกเปลี่ยนมือ ทำให้มุสลิมเองก็เข้าใจเช่นนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ ทัศนคติของเราจึงกลายเป็นว่า คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นของตะวันตก ที่จริงไม่ใช่ นั่นคือวิชาของเรา 

แล้วไม่ทราบว่าตอนนี้โรงเรียนที่สอนหลักสูตรบูรณาการเกิดขึ้นหรือยัง ?

มีความพยายามอยู่นะครับ เรื่องของการรับคอนเซ็ปการบูรณาการนี้มีเยอะ แต่ว่าโรงเรียนที่เริ่มใช้หลักสูตรบูรณาการที่เป็นกิจจะลักษณะก็พอมีอยู่บ้างแล้ว ที่นครบ้าง สงขลาบ้าง ยะลาบ้าง แต่ว่าไม่มากเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์

 3

ติดตรงที่คนที่จะมาร่างเนื้อหาหลักสูตรหรือเปล่า ?

คือถ้าเราบูรณาการให้ไปเรียนแพทย์เรียนอะไรเนี่ย ยึดและถือหลักสูตรแกนกลาง อันนี้ทำได้อยู่แล้ว เพราะว่ารัฐบาลเขาก็เห็นด้วย แต่ถ้าจะบูรณาการเพื่อที่จะสร้างนักปราชญ์ อุลามาอฺอย่างนี้ ยังเป็นข้อกังขาเพราะจะต้องลดวิชาฟัรฎูกิฟายะฮฺ หมายความว่าเราต้องลดวิชาสามัญบางวิชา สาระบางสาระ ชั่วโมงบางชั่วโมงของบางสาระในหลักสูตรแกนกลาง ซึ่งมันทำไม่ได้ในระเบียบของเรา โดยกติกาว่าหลักสูตรแกนกลางเท่านั้นเนี่ย เราจะไปลดไม่ได้ ถ้าเราเพิ่มไม่เป็นไร แต่ทีนี่ถ้าจะเป็นอุลามาอฺต้องลด แต่ถ้าจะเป็นแพทย์ไม่เป็นไร ทีนี้พออุลามาอฺลดวิชาสามัญไม่ได้ แต่แพทย์ลดศาสนาได้ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอาจมองว่าตัวเองเสียเปรียบ พอรู้สึกว่าเสียเปรียบเขาไม่เอา ก็เลยคาราคาซังขึ้นมา

รัฐเองต้องใจกว้าง สำหรับคนที่จะเป็นอุลามาอฺ เป็นนักปราชญ์คุณก็เรียนวิชาเดียว คุณไม่ต้องเรียนคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ให้ถึงขั้นสุดยอดหรอก คุณเรียนคณิตศาสตร์ให้บวกลบคูณได้ก็พอ คุณก็ต้องเรียนวิทยาศาสตร์เหมือนกันเพราะต้องรู้ว่าจักรวาล โลกเป็นอย่างไร สามารถคุยกับลูกศิษย์ได้ เวลาศึกษาอัลกุรอานจะเข้าใจได้ดี แต่ไม่ต้องลึกซึ้งเหมือนคนที่จะเป็นแพทย์ เป็นนักฟิสิกส์

ในขณะเดียวกันคนที่จะเป็นแพทย์ก็คงไม่ต้องไปเรียนตัฟซีร ฮะดิษ กอวาอิด เรียนประเภทที่ว่าจบแล้วสามารถเป็นได้ทั้งปราชญ์เป็นทั้งแพทย์ มันเป็นไปได้แต่ว่าต้องอัจฉริยะจริงๆ ในอดีตอาจใช่ เรามีแพทย์ เรามีโต๊ะครู โต๊ะกอฎีในคนเดียวกัน ถ้าเราดูในประวัติศาสตร์คนเหล่านี้มีไม่ค่อยมากนะครับ เราจะนำมาเป็นต้นแบบให้กับคนทั่วไปคงไม่ได้ 

แล้วโรงเรียนที่เปิดหลักสูตรบูรณาการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างไรบ้าง ?

ผลสัมฤทธิ์นี้ถือว่าอยู่ในระดับที่พอใจ ในสายสามัญก็สามารถศึกษาต่อได้ในระดับที่สูง สายศาสนาก็สามารถที่จะไปเรียนต่อในระดับที่สูงได้เช่นกัน ทว่ายังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ การบูรณาการจะต้องทำให้ครบวงจร ทำหลักสูตรอย่างเดียวยังใช้ไม่ได้ ครูจะเอาหลักสูตรมาเป็นแผนอะไรเนี่ยยังทำไม่ได้ เพราะครูยังไม่ผ่านตามขั้นตอน ฉะนั้นถ้าต้องการเปิดหลักสูตรบูรณาการ จะต้องมีหลักสูตรบูรณาการพร้อมกับคู่มืออบรมการใช้ด้วย จึงจะครบสมบูรณ์ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลพอสมควร แค่ล้านสองล้านเนียไม่ได้ สิบยี่สิบล้านก็ยังไม่มั่นใจว่าจะพอมั้ย แต่มาเลเซียรัฐบาลเขาทุ่มเต็มที่ มันเลยเกิดขึ้นมา

เมื่อสักครู่ พูดถึงเรื่องระบบ เรื่องหลักสูตรไปแล้ว ไม่ทราบเกี่ยวกับตัวเด็กด้วยหรือไม่ เหมือนตัวเด็กเองติดอยู่กับวัฒนธรรมอะไรสักอย่าง อย่างวัฒนธรรมขี้เกียจ เป็นต้น

ก็เป็นส่วนหนึ่ง เด็กอ่านหนังสือน้อยนะครับ นั่นเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนไม่ค่อยทันเพื่อน ทีนี้บังเอิญว่าเด็กอาจขี้เกียจแต่ไอคิวสูง จึงดูเหมือนไม่ค่อยมีปัญหา ถ้าเด็กมีวัฒนธรรมไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบทุ่มเทให้แก่การเรียนเนีย ถ้าเป็นคนไอคิวปกติ จะเห็นชัดเลยว่าตามเพื่อนไม่ทันแน่นอน ถ้าเราดูในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเนี่ย จำนวนเด็กที่ถูกไทร์นี้เยอะ แล้วก็เป็นเด็กสามจังหวัดด้วย ที่ผ่านมาก็หลายพันคนที่ถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเกิดจากเรื่องระบบบวกกับวัฒนธรรมที่ไม่ทุ่มเท ไม่ชอบอ่านหนังสือ

หากเด็กมีฐานดี เรียนเข้าใจ เรียนรู้เรื่อง เด็กก็จะชอบ และนำไปสู่การทุ่มเท แต่ถ้ามาฐานไม่ดี ทำให้ตามเพื่อนไม่ทัน เรียนไม่รู้เรื่อง สุดท้ายไม่รู้จะอ่านตรงไหน ไม่รู้จะทุ่มเททำอะไร ก็สะสมเรื่อยๆ ฉะนั้นปัญหาบ้านเราจึงมีเยอะ 

ปัญหานี้ควรแก้อย่างไรดีครับ

การแก้ปัญหาต้องทำให้เป็นระบบ ต้องทำให้ครอบคลุม จะเอาจุดใดจุดหนึ่งมาแก้ก็คงไม่ได้ ต้องดูว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วก็แก้ทั้งระบบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าเด็กก็ใช่ วัฒนธรรมไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ ส่วนคนไทยทั้งประเทศก็ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน ทีนี้ถ้าเราดูตัวต่อตัว คนต่อคน ในหลายๆภาคหลายๆจังหวัด เราก็ไม่ได้แพ้นะครับ เรื่องไอคิววัดได้เลยยอมรับว่าเราไม่แพ้ ด้วยระบบตะกี้แหละ แม้ของเขาจะแย่แต่ว่าเขาครบหลักสูตร แต่เราไม่ครบ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาครบกับไม่ครบ คนที่ครบย่อมจะเหนือกว่า และมาบวกกับไม่สอนบ้าง อะไรบ้าง 

อาจารย์คิดว่าเราจะยังติดอยู่ในวังวนปัญหานี้อีกนานมั้ย

คือไม่สามารถบอกได้ว่านานหรือไม่นาน  ต้องถามว่าเมื่อไหร่คุณจะออก  ถ้าจะรีบออกมันก็ไม่นานหรอก  แต่ถ้าเอยู่สบายเรื่อยๆไม่รีบออก ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้มันจะวนอยู่ในอ่างอย่างนี้แหละ  แต่ถ้าบอกว่าถึงเวลาที่เต้องออกจากวังวนนี้ มันก็ไปได้  เพราะทางมีเยอะให้เราไป ทางมันมี แต่โดยปกติแล้วแนวโน้มน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ  แต่อาจช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง  เราก็ต้องพยายาม

ส่วนโรงเรียนเอกชนนั้นมีอยู่ประมาณ 75-80% เมื่อก่อนผู้บริหารไม่ใช่มืออาชีพ แต่ก็มีการผลักดันให้ทายาทผู้บริหารไปเรียนบริหาร การบริหารโรงเรียนก็จะดีขึ้นตามมา ครูเมื่อก่อนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ครูที่สอนไม่เป็น หลังๆ คนที่จะสอน ก็มีใบประกอบวิชาชีพครูมากขึ้น แล้วการที่รู้ตัวเองว่าอยู่ลำดับท้ายสุดของประเทศ ยิ่งต้องพยายามที่จะดีดตัวเองขึ้นมา

อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับเด็กที่เรียนปอเนาะมาแล้ว รู้หลักคำสอนศาสนา แต่เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยกลับไปได้นำในสิ่งที่เรียนรู้มาไปปฏิบัติ อย่างนี้พอจะอนุมานได้ไหมว่า การเรียนการสอนของปอเนาะล้มเหลว

การเรียนศาสนากับสามัญคู่กันนั้นถูกต้องแล้ว เราต้องเรียนทั้งฟัรฎูอีนและฟัรฎูกิฟายะฮฺ แต่ไม่ได้เรียนเพื่อรู้เพียงอย่างเดียว ความรู้คือหนึ่ง เราจำเป็นต้องศึกษาให้รู้ สอง เราจะต้องปฏิบัติตามความรู้ที่เรียนมา ศาสนาเป็นวิถีชีวิตเมื่อเรียนก็ต้องทำให้เป็นวิถีชีวิต แต่เมื่อมาอยู่ในอีกบริบทหนึ่ง ทำให้เกิดการปรับตัวขึ้นมา

หนึ่ง โรงเรียนเดิมเขาสอนศาสนาจริง แต่ไม่ได้สอน social assessment คือการเข้าสังคม ว่าอิสลามเข้าสังคมอย่างไร แต่สอนอิสลามประเภทที่สอนความรู้ ไม่สอนให้เป็นลักษณะนิสัย เขาเรียนการละหมาดเขารู้แต่กลับมาออกมาเขาก็ไม่ละหมาด เพราะไม่ได้สอนว่าการละหมาดต้องเป็นนิสัย จะอยู่ไหนหรือไปไหนคุณก็ต้องทำ

ถ้าหากว่าสถาบันเดิมไม่ได้สอนแค่เฉพาะความรู้ แต่สอนให้ปฏิบัติจริงนะครับ แล้วสอนว่าชีวิตจริงที่จะต้องพบเจอนั้น เราจะทำตัวอย่างไร ก็ต้องสร้างกิจกรรมเสริมหลักสูตร ให้เขาได้รู้ว่าชีวิตจริงต้องทำอย่างไร พอเข้าศึกษาต่อในหมาวิทยาลัย แต่เราเคยเรียนเฉพาะผู้ชาย พอมีผู้หญิงเข้ามาเราจะปรับตัวอย่างไร

เด็กปอเนาะแทนที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี กลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่เด็กจบสามัญสามารถปรับตัวได้ดีกว่า เพราะเขามีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน เขาสามารถรักษาวัฒนธรรมที่ดีในโรงเรียนเดิมได้ พอเข้ามาในมหาวิทยาลัย วัฒนธรรมมันคล้ายกัน ยังพอที่จะปรับตัวได้ ทว่าโรงเรียนเอกชนเด็กต้องมาเจออีกวัฒนธรรมหนึ่ง โรงเรียนที่ไม่เคยเรียนกับผู้หญิงแล้วอยู่ๆมามีผู้หญิงผู้ชาย โรงเรียนที่เคยห้ามทุกอย่างแล้วมาฟรีทุกอย่าง มันก็เลยเกิด cultural shock ขึ้นมา

ประเด็นที่สอง ความล้มเหลวของการบริหารจัดการ เด็กปฏิบัติตัวไม่ดีนั้นไม่ใช่เกิดในมหาวิทยาลัย เพียงแต่เราเห็นว่าอาการมันเกิดในมหาวิทยาลัย จริงๆแล้วมันเกิดจากตอนที่อยู่ปอเนาะ หนีไปเที่ยวบ้าง ติดยาเสพติดบ้าง แต่ตอนนั้นเรามองไม่เห็น เพราะว่าเราไม่ได้สังเกตไง จะเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เรียนจบศาสนาชั้นสิบยังเป็นได้นี่ เราเข้าใจผิดนะครับว่าชั้นสิบนี่สูง ชั้นสิบก็คือมัธยมปลายนะครับ การที่จะบอกจบชั้นสิบแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ไม่ใช่สิ่งที่ถูกนัก

แต่เนื่องจากว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ดี แม้คนเรียนจบแค่ชั้นสิบก็ป้องกันเราได้ แต่ว่าบางคนที่ป้องกันไม่ได้ถึงจะจบชั้นสิบก็ตาม แต่ก็ส่วนน้อย ส่วนน้อยนี่แหละที่จะทำให้ภาพรวมดูแย่ ดูไม่ดี ไม่คาดคิดว่าโรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนาจะเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงก็คือความจริง พอเข้ามหาวิทยาลัยไอนี่ก็มาไอนั่นก็มา สิ่งล่อลวงต่างๆ นานา บางคนมาแล้วก็เป็นหนักขึ้น บางคนไม่เคยเป็นแล้วมาเป็นก็มี มีหลายสาเหตุ มันมีหลายโรคนะครับในมหาวิทยาลัย

 4

อาจารย์จะฝากอะไรให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องบ้าง  ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหารโรงเรียนในสามจังหวัด ครูผู้สอน แล้วก็ตัวนักเรียนเอง ตัวนักเรียนก่อนก็ได้ครับ

สำหรับผู้เรียนนั้น ไม่มีอะไรจะฝากมากไปกว่า เราต้องพยายาม และให้เรารู้ตัวว่าเรานี้แย่แล้วนะ เราจะได้ปรับตัว จะได้ทุ่มเท มิฉะนั้นแล้วเราอาจถูกทิ้งได้ สมมุติว่าประเทศไทยมี 77 จังหวัด เราอยู่ลำดับที่ 77 ไม่ได้หมายความว่าเป็นตัวเลข 77 จริงๆ อาจอยู่ที่หนึ่งพันก็ได้ ถ้าประเทศไทยมีพันประเทศ เพราะที่โหล่ไม่ได้หมายถึงแค่ลำดับที่เท่านั้น

สมมุติว่าห้องเรามี 30 คน แล้วเราสอบได้ลำดับที่ 30 การอยู่ท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่ 30 ก็ได้ ของเรานั้นมันไม่ได้ แต่เราอยู่อันดับสุดท้ายแบบไม่มีอันดับจะให้แล้วก็เป็นได้ เรารู้ว่าเราแย่เราจะต้องปรับปรุง เราทำได้เพราะเรามีศักยภาพ

 

แล้วครูผู้สอนละครับ

ครูที่ไม่สอนก็อยากจะให้เต็มที่ ไอนี้เราไม่จะเป็นต้องไปที่อื่นนะ เพราะว่าความไม่สงบก็อาจจะทำให้เค้ากลัว ขอให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ มองคนที่นี่เป็นลูกหลานไม่ใช่ว่าไม่ใช่ลูกหลานฉันไม่เป็นไรไม่ได้ ต้องทุ่มเทเต็มที่

 

สุดท้ายผู้บริหารครับ

ครับ.. ถ้าเป็นผู้บริหาร อยากจะให้เปิดใจให้กว้าง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เราอย่ามองว่า ตัวเองดีที่สุดนะครับเพราะว่าสังคมนี้มันเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนกล้องเซลูลอยนี่ เป็นกล้องที่ทันสมัยมาก ถ่ายปุ๊ปรูปออกปั๊ปเลย ใครมีกล้องนี้ทันสมัยมากนะครับในสมัยนั้น  แต่สมัยนี้ใครมีกล้องนี้นะ แค่เอาออกมาคนก็หัวเราะแล้ว  มันล้าสมัยแล้ว

เพราะฉะนั้นรูปแบบการบริหารเมื่อยี่สิบปีก่อน อาจจะเด่น แต่ว่าวันนี้มันต้องเปลี่ยนแปลงนะครับ  ถ้าเรามัวแต่ชื่นชมกับอดีต โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนปอเนาะที่เด่นในสมัยสามสิบปีที่แล้ว มันคงไม่ได้ กัมพูชามีนครวัด ถ้าเราดูนครวัด แสดงว่าสมัยเมื่อพันปีก่อนเนีย เค้าต้องเจริญมาก แต่พอดูวันนี้..เป็นไงเมื่อเทียบกับประเทศเรา  เพราะฉะนั้นมันคืออดีต ก็ปล่อยให้เป็นอดีตไป เราภูมิใจได้ แต่วันวันนี้เราต้องอยู่กับปัจจุบัน เราต้องอยู่กับอนาคตที่กำลังจะมาถึง  ผู้บริหารต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะวันนี้เค้าเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนกันแล้ว

ส่วนที่อยากจะให้ไปที่อื่นก็คือผู้บริหารที่จะใช้ตรงนี้เป็นบันได มีชื่อแต่ไม่ยอมอยู่ ควรที่จะไปที่อื่นซะ ให้คนอื่นที่พร้อมจะทำงานดีกว่า เมื่อมีผู้บริหาร มีครู มันก็ดีกว่าโรงเรียนที่ไม่มีครูไม่มีผู้บริหาร

ปัญหาวันนี้คือครูไม่ได้สอน ผู้บริหารไมได้บริหาร เด็กเองถ้าเค้าฉลาด เขาดี เขาคงเป็นอาจารย์ไปนานแล้ว เราจะต้องเข้าใจว่าตัวเด็กนั้นยังคิดอ่านไม่เต็มที่ คนที่คิดอ่านได้คือผู้บริหารและครูนี่แหละ ที่จะต้องทุ่มเทเพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจใฝ่รู้ให้แก่เด็กเพื่อที่จะให้อนาคตดีขึ้น

ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนเองเราบริหารอยู่แล้วเราก็จะต้องรับผิดชอบนะครับ ไม่ใช่ว่าเช้าชามเย็นชามเอาแต่ค่าหัว นี่ไม่ใช่ทุกโรงแต่เป็นบางโรง พอโรงเรียนไม่ไหวก็ยังคงลากไป แทนที่จะหามืออาชีพมาบริหาร

ถ้าเราดูบริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่นบิ๊กซีไม่ใช่เจ้าของเป็นผู้บริหารเอง เค้าจะจ้างมืออาชีพมาบริหารแทน ร้านแบบไหนที่เจ้าของร้านบริหารเอง โชว์ห่วยเล็กไง เอาเงินใส่กระเป๋าซ้ายเอาออกทางกระเป๋าขวา มันก็ไม่มีทางเติบโตขึ้นมาได้ ถ้าเราจะให้โรงเรียนเราใหญ่ต้องคิดถึงมืออาชีพ แต่ถ้าจะเป็นเหมือนโชว์ห่วยก็ให้ห่วยอยู่แบบนั้นไป อัลลอฮ์ก็ยังพูดว่าอัลลอฮ์จะไม่เปลี่ยนแปลงประชาชาติเว้นแต่ว่าประชาชาตินั้นจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

โรงเรียนของเรานี้อัลลอฮ์ไม่เปลี่ยนหรอก เว้นแต่เราเองที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่อัลลอฮ์ทำ เราเองเป็นคนทำฉะนั้นถ้าเราอยากให้เปลี่ยนเราก็ต้องเป็นคนเปลี่ยน แต่อย่าลืมขอดุอาต่ออัลลอฮ์ก็แล้วกันเพราะไม่มีผู้ช่วยเหลือไหนดีเท่าพระองค์ การช่วยเหลือของพระองค์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s