“เปิดผนึกความคิด ตกผลึกความเข้าใจ” ผ่านงานศิลปะ

2222222222222

“เปิดผนึกความคิด ตกผลึกความเข้าใจ” ผ่านงานศิลปะ

หลายเดือนก่อน ไปเห็นนิตยสาร Scientific American วางบนหิ้งหนังสือในห้องสมุด สะดุดเข้าอย่างจังกับรูปภาพหนึ่งที่มีสีสีนแปลกตา ลายเส้นละเอียดละออ ชวนให้รู้สึกฉงนสนเท่ห์เป็นอย่างมาก มานั่งนึก เอ่าะ เอ่ะ? รูปวาดของผู้ใดกัน ช่างสร้างสรรค์ถึงเพียงนี้

พออ่านข้อความข้างล่าง พอเข้าใจว่าเป็นโปสการ์ดใบหนึ่งในชุดโปสการ์ดที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยศิลปินชาวฝรั่งเศษนายหนึ่งนามว่า ฌอง-มาร์ค โคเต ( Jean-Marc Côté) เป็นชุดรูปภาพแห่งอนาคตที่วาดตั้งแต่ยุคปลายของศตวรรษที่ 19 นับอายุรวมแล้วเกินกว่า 100 ปี เป็นรูปวาดที่เผยจินตนาการส่วนตนต่อโลกอนาคตในร้อยปีข้างหน้าว่าเป็นเช่นไร โดยใช้ชื่อนิทรรศการว่า France in the year 2000 ในงาน World Exhibition ณ กรุงปารีส ปี 1900

ที่จริงในนิทรรศการจัดแสดงนั้น มีหลายรูปให้ได้เชยชม ส่วนมากแล้วเป็นรูปที่มีหุ่นยนต์ เครื่องกลชนิดต่างๆ เครื่องบิน เรือเหาะ และคนแต่งตัวแปลกประหลาด พอดูแล้วรู้สึกแอบมีอารมณ์ขันกับลูกเล่นและชั้นเชิงของศิลปินคนนี้ที่ร้อยเรียงจินตนาการแห่งโลกอนาคตปล่อยผ่านสู่ปลายพู่กันให้สามัญชนและผู้สนใจทั่วไปได้รับชมกัน

ในชุดโปสการ์ดหลายๆ ใบ มีรูปหนึ่งที่พอจะมาพูดให้เป็นเรื่องเป็นราวได้และเป็นรูปเดียวกันที่มีอยู่ในนิตยสารฉบับดังกล่าว รูปนี้มีชื่อว่า At School ซึ่งเป็นรูปที่มีเด็กนักเรียน 5-6 คนนั่งเรียนในห้องสี่เหลี่ยม และมีครูที่กำลังขวักไขว่เฟ้นหาหนังสือวิชาต่างๆ หยิบใส่ลงเครื่องจักรชนิดหนึ่ง โดยมีผู้ช่วยคอยอยู่ช่วยข้างๆ หมุนเครื่องจักรดังกล่าวให้ทำงาน มันไม่แปลกหรอกหากนี่เป็นคาบสอนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ครูกำลังสาธิตการทำงานของเครื่องกล แต่ที่มันแปลกก็คือ เครื่องจักรดังกล่าวไม่ใช่มีไว้เพื่อสาธิต แต่เป็นเครื่องแปลงความรู้ในหนังสือวิชาเรียนต่างๆ ไปเป็นสัญญานอะไรสักอย่าง แล้วส่งความรู้เหล่านั้น ผ่านกระแสไฟฟ้า ไปยังตัวรับที่คล้ายกับหมวกที่นักเรียนสวมใส่กัน

นัยยะหรือความหมายของภาพนี้สามารถตีความได้หลากหลาย ล้วนขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

เราอาจมองว่า นี่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรือแทบเล็ตที่อยู่ในจินตนาการของโคเตก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้จักสองสิ่งดังกล่าวก็ตาม

หรือเราอาจมองว่านี่คือเสิร์จเอ็นจิน (Search Engine) ที่บรรจุไปด้วยนานาสาระ ความรู้แขนงต่างๆ อย่าง Google, Wikipedia ที่มีให้ใช้อยู่ในปัจจุบัน

หรือเราอาจมองด้วยมุมมองที่กว้างกว่า และเข้าใจว่านี่คือระบบการศึกษาก็เป็นได้

พอจะเห็นอะไรมั้ยครับ?

รูปภาพ: http://www.paleofuture.com/blog/2007/9/10/french-prints-show-the-year-2000-1910.html

>>>จากเฟซบุ๊คของ Lahhama M Hafiz

ต่อไปนี้เป็นข้อคิดเห็นต่องานเขียนข้างต้น-คัดมาบางความเห็น

รุ่งอรุณ เเห่งอิสลาม /เป็น เปาโล แฟร์ จะอธิบายภาพข้างบนว่าเป็นการศึกษาแบบ ‘ฝากธนาคาร’ คือครูให้ความรู้ (ฝาก) ในลักษณะการพรรณา-เล่าเรื่อง หรือสอนตามหนังสือ ส่วนนักเรียนฟัง ไม่ต้องถาม ไม่ต้องแย้ง ไม่ต้องเห็นต่าง นักเรียนจะได้ความรู้ร้อยต่อร้อย นักเรียนจะเป็นทั้งนักสะสมความรู้ในหัวสมองและเป็นถังขยะใส่ความรู้ สามารถเอาไปบอกคนอื่นต่อ (ถอน) เช่นที่ครูสอนได้อย่างเป๊ะๆ ขาดความคิดริเริ่มและวิจารณญาณในการคิดด้วยตัวเองเป็น เป็นลักษณะการให้การศึกษาในสังคมที่มีการกดขี่ทางชนชั้นหรือสังคมที่ผู้ปกครองต้องการให้ผู้คนนั้นรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลย และครูคือผู้ที่เหนือกว่าที่ถูกส่งมาจากรัฐผู้หวังดีต่อประชาชน ดังนั้นต้องเชื่องและเชื่อฟังอย่างว่านอนสอนง่าย แฟร์อธิบายเรื่องนี้ยาวเป็นสิบๆหน้าในบทที่สองของ ‘Pedagogy of the Oppressed’ ท่านลองไปหาอ่านกันได้

Muslimbcn Dokho /ดีใจที่ปัญญาชนเราตระหนักกันในเรื่องนี้และสามารถวิเคราะห์ มองระะบบการศึกษาที่ไร้ประสิทธิภาพกันมากขึ้น การศึกษาที่เปรียบเสมือน (Spoon Feeder) หรือเป็นเพียงระบบการป้อนข้อมูลชั้นดีนี่เอง

เพือน ชาวประมง /มีข้อน่าสังเกตว่า โรงเรียนเกิดขึ้นพร้อมกับสังคมอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการแรงงานของพ่อแม่เข้าไปทำงาน ดังนั้นสังคมจึงแก้ปัญหาเรื่องการเลิียงดูเด็กๆด้วยการตั้งโรงเรียน และต้นแบบของโรงเรียนก็อาศัยแบบอย่างโรงงาน ลองนึกภาพโรงงานปลากระป๋องดู เด็กคือกระป๋องเปล่าที่เดินเรียงแถวเข้าห้องค่อยรับปลาปรรจุเข้าไป ซึ่งคือหลักสูตรที่เหมือนๆกัน โดยไม่สนใจเรื่องความแตกต่างทางบุคลิกที่แตกต่างของเด็กแต่ละคน >> วิศิษฐ์ วังวิญญู ( Home made school)

Lahhama M Hafiz /ผมขอเลี่ยงประเด็นเกี่ยวกับภาพนิดนึงน่ะคับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณเพื่อน ชาวประมง ที่หยิบยกข้อความหนึ่งขึ้นมา

น่าสนใจน่ะคับ สำหรับข้อสังเกตที่ว่า “โรงเรียนเกิดพร้อมสังคมอุตสาหกรรม” เป็นที่รู้กันว่าสังคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นหลังจากปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มขึ้นในยุโรป ทำให้เกิดเมือง เกิดโรงงาน การจ้างงาน แรงงาน และเกิดโรงเรียนตามที่ได้กล่าวอ้างในคอมเมนท์ข้างต้น

เท่าที่ผมพอจะค้นได้ในหนังสือประวัติศาสตร์น่ะคับ ระบบที่นำเด็กมารวมไว้ในศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่าโรงเรียนเนี่ยะ จริงๆแล้วเริ่มมีขึ้นมานมนานมากแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยอารยธรรมโบราณ อย่างกรีก โรมัน แล้วก็มีเรื่อยๆ จนถึงยุค “มัดรอซะฮฺ” ของโลกอิสลาม

อาจด่วนสรุปเกินไปหากกล่าวว่า “ระบบโรงเรียนอาศัยต้นแบบโรงงาน” มันอาจจริงอยู่ แต่ไม่ทั้งหมด ผมคิดว่ามันสื่อให้เห็นระบบในช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่ใช้กันอย่างสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เอาเข้าจริงแล้วยังมีระบบการจัดการศึกษาอีกมากที่เคยใช้ในอดีต

จึงเกิดคำถามใหม่ที่น่าสนใจว่า
-ระบบการจัดการศึกษาในอดีตมีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบมีลักษณะเป็นอย่างไร? นักการศึกษาท่านใดพอจะให้คำตอบได้มั้ยครับ

รุ่งอรุณ เเห่งอิสลาม /ผมว่าจริงมิใช่น้อยตามข้อเขียนของ อ.วิศิษฐ์ คือท่านหมายถึงเฉพาะระบบโรงเรียนแบบสมัยใหม่ที่เรียกๆกันว่า School หรือแบบที่เห็นๆกันตอนนี้น่ะนะ อ.บอกว่า มันมีความสอดประสานในหลายๆแง่กับระบบโรงงาน ที่เห็นชัดๆก็คือ ‘การป้อน’ วัตถุดิบที่หลากหลาย (เด็กที่ความคิดความเป็นอยู่หลายแบบ) และได้ผลิตภัณท์ที่เหมือนๆกันหมดออกมาที่ปลายสายพาน (เรียกผลิตภัณท์ในชื่อเดียวคือนักเรียน) พูดกันภาษาการศึกษาก็คือการเรียนการสอนแบบ One-way นั่นเอง ซึ่งตรงข้ามกันกับ Two-way ที่มีการ Interactive ระหว่างครู-นร. บนพื้นฐานที่ว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเหนือกว่ากัน ซึ่งระบบนี้จะทำให้ผู้เรียนคิดเองได้มากขึ้น

เคยมีการตั้งข้อสังเกตนะคับ ว่าสมัยนี้เราชอบใช้ ‘คำ’ ที่ดูดี เพิ่มดีกรีแสดงตน เพราะมันง่ายกว่าการปฏิบัติ แต่จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้ดีตามคำๆนั้นแม้แต่น้อย ยกตัวอย่างเช่นคำว่า School บางทัศนะบอกว่ามาจาก Sholar ที่หมายถึงปราชญ์หรือพหูสูตร ความหมายนี้หมายถึงผู้ที่รู้อะไรรอบด้าน มีความรอบรู้ อย่างอริสโตเติล ที่มีความรู้ตั้งแต่เรื่องนิเวศวิทยา จนถึงรัฐศาสตร์ หรือสมัยใหม่หน่อยก็อย่าง เบอร์ทรันท์ รัซเซลล์ ที่เป็นนักคณิตศาสตร์ นักปรัชญา นักการศึกษา ฯลฯ มุสลิมเราก็เยอะอย่าง อิบนุคอลดูน อิบนุซินา อัลคินดี คือมีความรู้ในหลายสาขา เราเรียกว่าปราชญ์ ไม่เรียกว่า นักวิชาการ

แต่โรงเรียนไม่ได้สอนให้เด็กมีความรู้รอบด้าน ตรงกันข้ามกลับบีบความคิดความอ่านเด็กให้แคบตันเพียงไม่กี่วิชาและกำหนดทางสายเดียวว่าจะไปไหนต่อเพื่อสุดท้ายจะเป็นนักวิชาการ…คือเป็นได้แค่แหล่งอนุบาลนักวิชาการนั่นเอง แต่ชื่อสถาบันเรากลับตั้งว่า สถาบันปราชญ์!

อีกคำหนึ่งคือ ‘การศึกษา’ อันนี้ เรามักใช่กับเด็กโตๆในมหาวิทยาลัย เด็กเล็กๆเราจะเรียกว่า ‘การเรียน’ มากกว่า (มาจากคำว่าเปรียญ–สมัยก่อนวัดเป็นสถานที่เรียนแบบแรกและแข็งแกร่งด้วยในสังคมไทย ผู้คนเลยนิยมส่งลูกบวชเป็นภิกษุสามเณรผู้เล่าเรียน มีคำเรียกเฉพาะเช่นนั้น) มาถึงคำว่า ‘การศึกษา’ นะคับ อันนี้เท่าที่จำได้จากที่เคยอ่านข้อเขียนของ อาจารย์ สุลักษ์ ศิวรักษ์ ท่านบอกว่า เราเอาคำนี้มาจากคำในภาษาบาลีที่ว่า ‘สิกขา’ ที่หมายถึงข้อศิล หรือบัญญัตอะไรสักอย่าง สำหรับสิกขาซึ่งเป็นที่มาของคำว่าศึกษานั้น คำเต็มของมันคือ ‘ไตรสิกขา’ หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้คือไม่ได้เกี่ยวกับพิธีกรรมศาสนานะ มันเป็นหลักในการฝึกตนของผู้เรียนคือ ต้องมีศีลมาเป็นที่หนึ่ง (ต้องฝึกตนให้อยู่ในความดี) สมาธิมาเป็นที่สอง (ต้องฝึกตนให้มีอารมณ์-บุคลิกที่นิ่ง สุภาพและสุขุมรอบคอบ) และปัญญามาเป็นที่สาม ซึ่งก็คือความรู้ที่เรารับมานั้นเอง

อาจารย์สุลักษ์ บอกว่าปัญหาการศึกษาทุกวันนี้อยู่ตรงนี้แหละ คือเราเรียกตัวเองว่ามีการศึกษา (หรือเรามีไตรสิกขา) แต่ดูดีๆเเล้วเรามีแค่ปัญญา แต่ไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ โลกจึงเต็มไปด้วยคนที่เอาความรู้มาใช้อย่างผิดๆ คนที่สร้างนิวเคลียร์ คนที่เป็นนักการเมือง ล้วนเป็นคนที่จบจากมหาวิทยาลัยแทบทั้งสิ้น..คุณปู่เมาดูดี เคยพูดให้นักศึกษาว่า ระบบการศึกษาของเราทุกวันนี้มันมีปัญหา มันบกพร่อง ให้เราเอานักการเมืองมาดูได้เลย ชาวบ้านที่ถุกตีตราว่าไร้การศึกษา เขาโกงเป็นเสียเมื่อไร..

เป็นข้อสังเกตและความเห็นเล็กๆน้อยๆนะคับ วัลลอฮุอะลัม อัลลอฮฺรู้ดีที่สุด

รุ่งอรุณ เเห่งอิสลาม /เท่าที่ผมพอจะค้นได้ในหนังสือประวัติศาสตร์น่ะคับ ระบบที่นำเด็กมารวมไว้ในศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่าโรงเรียนเนี่ยะ จริงๆแล้วเริ่มมีขึ้นมานมนานมากแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยอารยธรรมโบราณ อย่างกรีก โรมัน แล้วก็มีเรื่อยๆ จนถึงยุค “มัดรอซะฮฺ” ของโลกอิสลาม…

…ระบบที่เอาเด็กมารวมไว้ในศูนย์กลางการเรียนรู้ อาจมีมานานแล้วก็จริง หมายถึงในแง่ของการเอาเด็กมาไว้ในที่ๆหนึ่งร่วมกัน ก็คงไม่ต่างกับสมัยนี้ แต่ที่ต่างน่าจะเป็นวิธีการในการให้ความรู้ของผู้ที่เอาเด็กมาอยู่ร่วมกันนั้นเองคับ ซึ่งรูปแบบลักษณะเช่นปัจจุบันนั้น มีแนวคิดพื้นฐานในการควบคุมคนมาจากแบบระบบการทำงานของโรงงาน เคยอ่านเหมือนกันทำนองนี้ แต่จำไม่ได้อยู่ในหนังสือไหน เหอๆ _*_

-ระบบการจัดการศึกษาในอดีตมีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบมีลักษณะเป็นอย่างไร? นักการศึกษาท่านใดพอจะให้คำตอบได้มั้ยครับ…

อาจารย์ ส. บอกว่า ถ้าไทยสมัยก่อน เขาเรียนแบบภิกสุสามเณคับ คือจะมีความรู้ได้ต้องเป้นคนดีและบุกคลิกภาพงดงามก่อน

เพือน ชาวประมง /”โรงเรียนเกิดพร้อมสังคมอุตสาหกรรม หมายถึง โรงเรียนที่สนใจแต่ด้านวิชาการของเด็กๆ ไม่ได้มองเรื่อง สุขภาพกายและจิตวิญญาน ฉะนั้น คนที่ดีที่สุดของระบบนี้คือคนที่ได้เกีนรตินิยม ( ไม่ได้หมายความว่าเกียรตินิยมมันไม่ดี ) แต่มนุษย์จะต้องมีตัววัดที่มากกว่าเกรด จะต้องมองแบบองค์รวม และสิ่งที่ระบบการศึกษาควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือ เรื่องจิตใจ จะทำยังไงให้เด็กที่ออกมาจากระบบโรงเรียน มีจิตใจดี เหมือนฮาดิษนบีที่บอกว่า หากหัวใจดี อย่างอื่นก็จะดีไปด้วย ถ้าโรงเรียนสามารถผลิตเด็กที่มีจิตใจดีได้ ก็จะไม่ถูกเรียกว่าโรงเรียนระบบอุตสาหกรรมครับ เชิญท่านต่อไป

Lahhama M Hafiz /ขอสรุปจากคอมเมนท์ก่อนๆ น่ะคับ แจกแจงตามแนวคิดการจัดระบบการเรียนการสอน
– การศึกษาแบบ ‘ฝากธนาคาร’ – เปาโล แฟร์
– การศึกษาแบบ spoon feeder – muslim
– การศึกษาแบบสังคมอุตสาหกรรม – อ.วิศิษฐ์
– การศึกษาแบบไตรสิกขา – แนวพุทธ
– การศึกษาแบบภิกสุสามเณร – ไทยสมัยอดีต

รุ่งอรุณ เเห่งอิสลาม /…
ขอแก้ข้อสรุปขั้นต้นของพี่ฟินิดหนึ่ง
การศึกษาแบบไตรสิกขา ไม่ใช่การศึกษาที่ ‘เป็นแนวพุทธ’ คับ แต่เป็นการศึกษาที่ ‘ฝ่ายพุทธได้นำเสนอ’ มากกว่า ซึ่งโดยตัวมันเองก็เป็นสากลดีนะคับ และการศึกษาของภิกษุสามเณรในอดีตก็โดยการใช้หลักไตรสิกขานี่ละ โดยเราจะเรียกผู้สิกขาเหล่านี้ว่า ‘เปรียญ’ (อ่านว่า ปะ-เรียน) เวลาผ่านไปเมื่อชาวสยามเริ่มไกลห่างจากบาลี ทุกอย่างเป็นสากลมากขึ้น คำว่าเปรียญก็เพี้ยนมาเป็นเรียน ‘เป็นผู้เรียน’ ในที่สุดคับ

อาจสรุปสองข้อนี้เป็นข้อเดียวกันใหม่ว่าเป็น ‘การสิกขา’ หรือระบบการศึกษาที่ถูกเสนอโดยฝ่ายพุทธซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นสากลนั่นเอง

สำหรับแนวคิดอิสลามนั่น คำว่า ‘ฮะลาเกาะฮฺ’ เป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญมากนะคับ สมัยอับบาสิยะฮฺหรือสมัยที่วิทยาการอิสลามเฟื่องฟู การศึกษาในลักษณะที่เด็กๆ ‘นั่งพื้น’ รอบครูเป็นที่แพร่หลายมากตามหมู่บ้านและครอบครัว พูดง่ายๆคือเป็นความนิยมที่ใครๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น อันนี้ก็ควรจะขยายการค้นคว้าอีกทอดหนึ่ง แต่ในระดับมหาลัย อย่างมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง อัลคอรอวิยูน (สร้างปี 859) อัลอัซฮัร (970) นิซอมิยะฮฺ (1065) ซึ่งเป็นมหาลัยมุสลิมทั้งสามนั้น มีรูปแบบการเรียนการสอนทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่แลระบบการสอน ยังไง อันนี้ยิ่งน่าสนใจไปกันใหญ่ (ที่ว่ามานั้นจำได้ว่ามีทีสิสแล้ว เด่วค่อยไปหาอีกที)


Note : 
-มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งในโลกตะวันตกแห่งแรกคือ มหาวิทยาลัยโบโลญญา อิตาลี ก่อตั้งในปี 1631 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปได้ผ่านพ้นยุคมืดของตัวเองมาแล้ว (หลังโรมันล่มสลายประมาณศตวรรษที่ 5-15) เคยมีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆว่า สมัยที่มุสลิมมีมหาลัย มีถนนหนทางในเมืองแล้วนั้น ชาวยุโรปยังนอนโดยใช้กองฟางข้าวหนุนหัวอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่พูดก็พูดเถอะ มันจะสลักสำคัญอะไรในเมื่อปัจจุบันมุสลิมถึงจะไม่ได้ถึงขนาดต้องใช้ฟางข้าวหนุนหัว แต่ก็โดนครอบงำด้วยอะไรหลายๆอย่างจากตะวันตกเสียจนไม่ต่างจากการเป็นทาสในเรือนเบี้ยยังไงยังงั้นเลย ไม่มีโอกาสงอหัวขึ้นมาได้เลย ตราบใดที่ยังกอดขาแนวคิดอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเอง ปู่เมาดูดี หรือปู่อบุลหะสัน จำไม่ได้ละ ที่เคยบอกว่า “ประชาชาตมุสลิมไม่มีวันเจริญขึ้นมาได้อีก เว้นเสียแต่ว่าเราจะนำศิลธรรมแห่งอิสลามมาใช้” พร้อมๆกับการศึกษาในลักษณะที่เข้าใจคำว่า อิลม์ ในอัลกุรอาน คือประสานวิทยาการศาสนาและสามัญเข้าด้วยกัน เหมือนสมัยก่อนที่เราจะเรียกอุละมาอ์สำหรับผู้รู้ที่เข้าใจเช่นนี้ แต่สมัยนี้มีความรู้ศาสนา ไม่มีความสามารถในการเชื่อมโยงวิทยาการสามัญหรือทางโลกเข้าด้วยกัน เราก็เรียกว่าอุละมาอฺแล้ว ..คือก็ไม่ผิดและเลวร้ายอะไรหรอกนะคับ แค่อยากเล่ามุมมองอีกด้านของประวัติศาสตร์ เนาะ 

-ข้อมูลที่เป็นช่วงปี เปิดดู Wiki ได้นะคับ

|10 อันดับมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ที่ยังสอนถึงทุกวันนี้|
http://www.dek-d.com/studyabroad/29780/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s