“ฝ่าวิกฤติประเทศไทยด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์” ตอนที่ 1

11111

“…ดังนั้นเมื่อมีเหล่าผู้อธรรมแฝงอยู่ในกลุ่มชนเหล่านั้นแต่เราไม่ช่วยหาทางที่จะหยุดยั้งมันเมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าจะลงโทษพระเจ้าจะลงโทษคนทั้งหมด คนที่ไม่ได้ทำอะไรก็จะถูกลงโทษเช่นกัน ตอนนี้เราเห็นว่าโดยภาพรวมของประเทศมีโอกาสที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วทุกแห่ง ก่อนหน้านี้เราอาจจะคิดเพียงว่าความวุ่นวายมันจะเกิดเพียงแค่ที่กรุงเทพฯเท่านั้นแต่ตอนนี้มันบานปลายไปแทบทุกจังหวัดแล้ว เราจึงเกรงว่าประชาชนมุสลิมจะไม่เข้าใจว่าเราควรมีจุดยืนอย่างไรในเรื่องเช่นนี้ ในฐานะของคนคนหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการลงโทษจากพระเจ้าดังกล่าวมา…”

“…ใครก็ตามที่กล่าวร้ายด่าทอให้คนอื่นเสียหายอิสลามจะไม่สนับสนุน ใครก็ตามทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอิสลามไม่สนับสนุน ใครก็ตามที่ยุยงให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนเกิดความวุ่นวายอิสลามไม่สนับสนุน อิสลามสนับสนุนการทำสิ่งที่ดีงามอย่างเดียวเท่านั้น จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ การกระทำที่สะอาดบริสุทธิ์ ภาษาที่บริสุทธิ์ มารยาทที่ดี การใช้ภาษาที่นิ่มนวล นั่นคืออิสลาม ไม่ใช่การไปร่วมกันด่าทอคนโน้นคนนี้ ถึงขั้นคนของศาสนาหรือนักการศาสนาขึ้นไปด่าทอคนโน้นคนนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่อิสลามและอิสลามก็ไม่เกี่ยวข้องใดๆจากสิ่งเหล่านี้…”

“และถ้าเราประสงค์ที่จะทำให้เมืองใดเมืองหนึ่งต้องพินาศเราจะบันดาลให้บรรดาชนชั้นนำของเมืองนั้นที่ได้ปกครองแล้วก็พวกเขาก็จะสร้างความชั่วในเมืองเหล่านั้น แล้วเมื่อพวกเขาสมควรที่จะได้รับการลงโทษ เราก็จะทำลายให้เมืองๆนั้นต้องพินาศย่อยยับ” (อัลกุรอาน บทอัลอิสรออฺ โองการที่ ๑๖)

“และพวกเจ้าจงเฝ้าระวังการลงโทษ ซึ่งมันจะไม่ประสบแก่บรรดาผู้อธรรมในหมู่พวกเจ้าเพียงเท่านั้น และจงรู้เถิดว่าอัลลอฮฺคือผู้ที่รุนแรงในการลงโทษ” (อัลอันฟาล อายะห์ที่ ๒๕)

—————————————————————————

“ฝ่าวิกฤติประเทศไทยด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์”
ส่วนหนึ่งจากบรรยายธรรมประจำสัปดาห์ (มัญลิสอิลมีย์)
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556, ปารามิแต ยะลา

โดย ชัยค์ ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี
Abdulevvel Siddiq ถอดความจากภาษามลายู / หมีมลายู เรียบเรียง

(ตอนที่ 1)

วิถีแห่งการตักเตือนนั้นสวยงามเสมอ

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปราณีผู้ทรงเมตตาเสมอ มวลการสรรเสริญล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติจงมีแด่นบีมูฮัมหมัด ศาสนฑูตของพระเจ้าผู้ได้รับบัญชาจากพระเจ้าที่มีเกียรติ ขอความสันติจงมีแด่วงศ์วานของท่าน และบรรดาสหายของท่านทั้งหมด…

ศาสนาคือการนะศีหะฮฺ (การตักเตือน) นะศีหะฮฺคือหน้าที่ของมุสลิม…ดังนั้นใครก็ตามที่ไม่มีนะศีหะฮฺ เขาคนนั้นไม่มีศาสนา ดังนั้นเมื่อไม่มีศาสนาแน่นอนความหายนะย่อมเกิดขึ้นแก่คนคนนั้น ทั้งความหายนะในโลกนี้และในโลกหน้า เพราะเหตุนี้แหละการนะศีหะฮฺจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิม

สิ่งนี้ ฉันได้เขียนอธิบายไว้แล้วในหนังสือ “การนะศีหะฮฺคือจิตวิญญาณของการเป็นอุมมะฮฺวาหิดะฮฺ (ประชาชาติเดียวกัน)” เป้าหมายของอุมมะฮฺวาหิดะฮฺนั้น คือการที่จะเผยแผ่ความเมตตาสู่โลกทั้งผอง เป้าหมายของการเป็นประชาชาติเดียวกันในอิสลามนั้นไม่ใช่เพื่อที่จะรวมตัวพวกเราเอาไว้ไปรังแกคนอื่น หาใช่เช่นนั้นไม่ การเป็นอุมมะฮฺวาหิ ดะฮฺคือการสร้างพลังของพวกเราเพื่อที่จะสามารถเผยแผ่ความเมตตาสู่โลกทั้งผอง นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ขอให้พวกเราอย่าได้ลืมในสิ่งนี้ การรวมตัวของเรานั้นคือการรวมตัวบนหลักการแห่งความเมตตาของพระเจ้า ไม่ใช่การรวมตัวเพื่อที่จะเบียดเบียนรังแกผู้อื่น ดังนั้นในเวลานี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราจะทำการนะศีหะฮฺแก่บรรดาผู้นำมุสลิมและบรรดาผู้นำที่ไม่ใช่มุสลิม เพื่อให้เกิดการสอดคล้องตามคำสอนของท่านนบี (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) คำสอนท่านที่ว่า “การนะศีหะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ เราะซูลของพระองค์ แด่บรรดาผู้นำมุสลิม และประชาชนมุสลิมทั้งหมด”

ตามทัศนะของท่านอิหม่ามอิบนุฮะญัร อัลอัซกอลานีย์ ท่านกล่าวว่า “ถึงแม้หะดีษนี้จะระบุเจาะจงแก่คนมุสลิมเท่านั้น แต่ก็มีความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มคนอื่นๆที่ไม่ใช่มุสลิมทั้งหมด” ด้วยเหตุนี้เองการนะศีหะฮฺต่อคนที่ไม่ใช่มุสลิมก็เป็นสิ่งที่ถูกสั่งใช้ ดังนั้นในนามที่เราเป็นมุสลิม เราจึงจำเป็นต้องนะศีหะฮฺคนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วยเช่นกัน เราจำเป็นจะต้องนะศีหะฮฺพี่น้องร่วมประเทศของเราเช่นกันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างกันและกัน เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนชาวไทยด้วยกัน เพื่อให้เกิดทางออกสู่ความสงบสุข ความสันติ ให้เกิดสันติภาพในประเทศของเรา

“ความสันติคือสิ่งที่ดีเลิศที่สุด” (ตามที่อัลกุรอ่านได้บอกไว้) ‘อัศศุลห์’ คือ ความสันติ มาเถิดเรามาคิดด้วยวิธีการที่ดี จงอย่าได้เป็นคนที่ก้าวร้าวถึงแม้ว่าสิ่งที่เราคิดจะถูกต้องก็ตาม เราในฐานะมุสลิมเราต้องมีจุดยืนในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเรา และกำลังเริ่มลุกลามถึงจังหวัดต่างๆของเรา ถ้าหากเราไม่ช่วยกันยับยั้งช่วยกันหาทางออก แน่นอนการลงโทษจากพระเจ้าจะทำให้เราได้ลิ้มรสสิ่งที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับกลุ่มคนที่ถูกลงโทษ ความโกลาหลวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้วว่ามันคือมุศีบะห์ (บททดสอบ) ที่จะเป็นผลให้เกิดการลงโทษของพระเจ้าต่างๆนานา ดังที่อัลลอฮฺได้ดำรัสไว้ในอัลกุรอ่านความว่า “และพวกเจ้าจงเฝ้าระวังการลงโทษ ซึ่งมันจะไม่ประสบแก่บรรดาผู้อธรรมในหมู่พวกเจ้าเพียงเท่านั้น และจงรู้เถิดว่าอัลลอฮฺคือผู้ที่รุนแรงในการลงโทษ” (อัลอันฟาล อายะห์ที่ ๒๕)

ดังนั้นเมื่อมีเหล่าผู้อธรรมแฝงอยู่ในกลุ่มชนเหล่านั้นแต่เราไม่ช่วยหาทางที่จะหยุดยั้งมันเมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าจะลงโทษพระเจ้าจะลงโทษคนทั้งหมด คนที่ไม่ได้ทำอะไรก็จะถูกลงโทษเช่นกัน ตอนนี้เราเห็นว่าโดยภาพรวมของประเทศมีโอกาสที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วทุกแห่ง ก่อนหน้านี้เราอาจจะคิดเพียงว่าความวุ่นวายมันจะเกิดเพียงแค่ที่กรุงเทพฯเท่านั้น แต่ตอนนี้มันบานปลายไปแทบทุกจังหวัดแล้ว เราจึงเกรงว่าประชาชนมุสลิมจะไม่เข้าใจว่าเราควรมีจุดยืนอย่างไรในเรื่องเช่นนี้ ในฐานะของคนคนหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการลงโทษจากพระเจ้าดังกล่าวมา (ขออัลลอฮฺคุ้มครองเราจากสิ่งดังกล่าวด้วยเทอญ)

ผมจึงใคร่ขอกล่าวให้เราทุกคนได้รำลึกแก่ตัวผมเอง ต่อพี่น้องทุกคน ต่อครูบาอาจารย์ นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษา ผู้นำมุสลิมทุกคนให้เฝ้าระวังการกำเนิดของความโกลาหลวุ่นวายในขณะนี้ ไม่มีข้อสงสัยใดๆว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือฟิตนะฮฺ (ความโกลาหลวุ่นวาย) ที่จะนำพาการลงโทษของพระเจ้าตามมา ถ้าเราไม่ร่วมกันหยุดยั้งถ้าเราไม่ร่วมกันทำจำกัดการเจริญเติบโตของมัน มันจะค่อยๆเติบโตลุกลามเผาผลาญเป็นไฟไหม้ทั้งประเทศได้ ในความคิดเห็นของผมในเวลานี้ผู้ที่จะทำการตักเตือนสติของผู้คนให้เข้าใจถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดคือมุสลิม พี่น้องมุสลิมทั้งหลายเอ๋ย เรามาร่วมกันเจรจา มาร่วมกันตักเตือนพูดคุยหาทางออกด้วยกันเถิด มาช่วยกันหาทางออก อย่าให้เกิดทางตันที่นำไปสู่สภาพที่จนตรอกจนทำให้ฟิตนะฮฺ ปะทุขึ้นมาที่ใครก็ไม่อาจจะหลีกหนีได้ เพราะว่าการลงโทษของพระเจ้าที่จะตามมานั้นมันจะไม่โดนเฉพาะเพียงแค่กลุ่มคนที่เดินออกไปเท่านั้น แต่มันจะโดนทุกคนทั้งหมดจำนวนหกสิบเจ็ดล้านคนในประเทศไทย ทุกคนจะลำบากไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีใดก็ตาม

จงออกมาคุ้มครองความดีงามอันสูงสุด

เรานั้นไม่มีความต้องการที่จะเลือกข้างใดข้างหนึ่งแต่เราต้องการที่จะคุ้มครองความดีงาม ที่ตรงไหนมีความดีงามเราก็ต้องคุ้มครองรักษาความดีงามนั้นไว้ อะไรที่ไม่ดีเราก็อย่าไปยึดติดกับมัน สิ่งที่ดีเราก็ต้องรักษาให้มันดำรงอยู่ไว้ แต่การคุ้มครองของเรานั้นต้องไม่ใช้วิธีการที่ให้เกิดการนองเลือด การรักษาสิ่งที่ดีงามต้องไม่ให้เกิดการนองเลือด ดังเช่นเราทำการห้ามปรามความชั่ว ท่านนบีฯกล่าวว่า “ใครก็ตามในหมู่พวกเจ้าเห็นสิ่งที่มิชอบก็จงเปลี่ยนแปลงมันด้วยมือ (อำนาจ) ของเขา ถ้าหากเขาไม่สามารถทำมันได้ก็จงเปลี่ยนแปลงมันด้วยลิ้นของเขา ถ้าหากเขาไม่สามารถก็จงเปลี่ยนแปลงมันด้วยใจของเขา และสิ่งสุดท้ายคือระดับที่อ่อนแอที่สุดของศรัทธา” ดังนั้นในการเผชิญหน้ากับความชั่ว อย่างน้อยที่สุดคือการที่เราเปลี่ยนมันด้วยใจของเรา ถ้าไม่มีอะไรเลยก็หมายความว่าไม่มีความศรัทธา อาจจะมีคนบางคนกล่าวได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น (ออกไปร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด) ก็เพราะพวกเขามีเป้าหมายจะปฏิเสธความชั่ว ณ จุดนี้ขอให้เราทุกคนระมัดระวัง วิธีการที่จะปฏิเสธความชั่วผมได้อธิบายไว้แล้วในหนังสือที่กล่าวมาข้างต้นว่าด้วยเงื่อนไขของการนะศีหะฮฺ ก็เพราะไม่มีการนะศีหะฮฺนั่นแหละสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จึงเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นะศีหะฮฺในที่นี้มีอีกความหมายหนึ่งคือความบริสุทธิ์ใจ ก็เพราะไร้ความบริสุทธิ์ใจสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ วิธีการที่ดีงามจึงไม่ปรากฏให้เห็น เห็นแต่การด่ามึงด่ากูกันไปมาเท่านั้น ฝ่ายหนึ่งก็ด่าอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเสียหาย อีกฝ่ายหนึ่งก็ด่าอีกฝ่ายหนึ่งให้เสียหาย อิสลามปฏิเสธพฤติกรรมหรือการกระทำเช่นนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตามใครไปด่าทอใคร อิสลามไม่สนับสนุนการกระทำประเภทนนั้น ใครก็ตามที่กล่าวร้ายด่าทอให้คนอื่นเสียหายอิสลามจะไม่สนับสนุน ใครก็ตามทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอิสลามไม่สนับสนุน ใครก็ตามที่ยุยงให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนเกิดความวุ่นวายอิสลามไม่สนับสนุน อิสลามสนับสนุนการทำสิ่งที่ดีงามอย่างเดียวเท่านั้น จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ การกระทำที่สะอาดบริสุทธิ์ ภาษาที่บริสุทธิ์ มารยาทที่ดี การใช้ภาษาที่นิ่มนวล นั่นคืออิสลาม ไม่ใช่การไปร่วมกันด่าทอคนโน้นคนนี้ ถึงขั้นคนของศาสนาหรือนักการศาสนาขึ้นไปด่าทอคนโน้นคนนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่อิสลามและอิสลามก็ไม่เกี่ยวข้องใดๆจากสิ่งเหล่านี้

ดังนั้นเราจึงขอเรียกร้องประชาชนมุสลิมที่เข้าร่วมการชุมนุมทุกท่านจงระวังรักษาความดีงามเอาไว้ ถ้าเกิดต้องการที่จะเข้าร่วมการชุมนุมก็ขอให้ชุมนุมบนพื้นฐานของการนะศีหะฮฺ จงอย่าได้ไปว่าด่าทอเหมารวมอีกฝ่าย เพราะพระเจ้าของเราทรงห้ามเราไม่ให้เราด่าทอเหมารวมฝ่ายตรงข้าม ถึงแม้เขาจะเป็นคนไม่ดีไม่เรียบร้อยเราก็จะไปด่าทอเขาไม่ได้ จงดูอัลกุรอานเถิด ฟิรเอาน์ (ฟาโรห์) ทรราชเป็นคนดีหรือเปล่า? ฟิรเอาน์ไม่ใช่คนดี แต่อัลลอฮฺตรัสบัญชาแก่มูซา (โมเสส) และฮารูน (อารอน) มูซาและฮารูนคือใคร? คือคนดีที่ดีเลิศ คือศาสนทูตทั้งสองของอัลลอฮฺ แต่อัลลอฮฺบัญชาว่า “และเจ้าทั้งสองจงไปหาฟิรเอาน์แท้จริงแล้วเขาคือผู้ละเมิดขอบเขต และจงพูดกับเขาด้วยถ้อยคำที่สภาพอ่อนโยน หวังว่าเขานั้นจะได้รำลึกและเกรงกลัว” (ฏอฮา อายะห์ที่ ๔๓-๔๔) ฟิรเอาน์นั้นโกรธและอาละวาดต่อมูซา แต่มูซาในฐานะศาสนทูต เราในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธา จงอย่าได้ไปร่วมกิจกรรมการด่าทอผู้คนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นสตรีจำนวนมาก สตรีจำนวนมากที่เข้าข้างนู้นเข้าข้างนี้ แล้วก็ช่วยกันด่าทอว่าร้ายระหว่างกัน พากันโห่ร้องเต้นรำ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่อิสลามไม่อนุญาติ ถ้าจะเข้าไปเพื่อไกล่เกลี่ย ถ้าจะเข้าไปด้วยความบริสุทธิ์ใจในการตักเตือน บอกว่าเราอย่าทะเลาะกัน เรามาพูดคุยเจรจากันดีๆ มาคุยกันว่าเราต้องการอะไรกัน อันนั้นทำได้ นี่คือสิ่งที่อิสลามสอน เพราะด้วยการเจรจาด้วยคำพูดที่นิ่มนวลในการตักเตือนจะให้เกิดความหวังให้อีกฝ่ายเกิดจิตสำนึกและคิดใคร่ครวญหรืออาจจะทำให้เขายำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ลองดูสิสิ่งที่อัลลอฮฺสอนเราทั้งที่อัลลอฮฺก็รู้อยู่อย่างแจ่มแจ้งว่าฟิรเอาน์นั้นจะไม่ยอมก้มหัวให้พระองค์ แต่อัลลอฮฺนั้นประสงค์ที่จะสอนให้เราะซูลและผู้ศรัทธาทั้งหลายเวลาที่จะเผชิญหน้ากับความชั่วให้เผชิญหน้าด้วยความสุภาพ ต้องเผชิญหน้าด้วยความนิ่มนวล พบปะผู้คนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เราไม่ต้องการที่จะให้เห็นภาพของความแข็งกระด้างของจิตใจ ด้วยเหตุเช่นนี้ขอให้ทุกคนระวังรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้

ด้วยความหวังที่ว่าจะให้เกิดจิตสำนึกในบุคคลที่เราตักเตือน เพื่อให้เขานั้นรำลึกในตัวตนและให้เขาได้ใช้สติปัญญาที่ดี เมื่อเขารำลึกถึงตัวตนของเขาได้เขาก็จะใช้สติปัญญาได้ในทางที่ดี และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นก็จะนำพาทั้งหมดสู่จุดจบที่ลงเอยด้วยดี แต่ถ้าเป็นการใช้วิธีการที่อิงกับอารมณ์อย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ ขอให้เข้าใจว่ามันกำลังถึงจุดอันตรายมากๆ ความอันตรายของมันนั้นใหญ่หลวง ถ้าหากว่าเราเป็นคนมุสลิมด้วยกันเราต้องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับสู่แนวทางของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ อัลลอฮฺตรัสว่า “ถ้าหากผู้ศรัทธาสองกลุ่มเกิดการทะเลาะวิวาทกัน จงไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองให้เกิดความสันติระหว่างกัน แต่ถ้าหากว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดต่ออีกฝ่ายหนึ่งก็จงบีบบังคับฝ่ายที่ละเมิดจนกระทั่งกลับเข้าสู่การยอมจำนนต่อพระบัญชาของอัลลอฮฺ และถ้าหากยอมจำนนแล้วก็จงไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองด้วยความยุติธรรม และจงผดุงความยุติธรรมไว้เพราะอัลลอฮฺนั้นรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรม” (อัลฮูญุรอต อายะห์ที่ ๙) ความหมายก็คือการสู้รบกันระหว่างผู้ศรัทธานั้นอาจจะเกิดขึ้น ถ้าหากเกิดขึ้น (ดังเช่นที่เกิดขึ้นที่อียิปต์หรือที่อื่นๆ) การต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิมด้วยกันถ้าเกิดขึ้นแล้วเราไม่ได้ถูกสั่งใช้ให้พากันกรูเข้าฝั่งโน้นเข้าฝั่งนี้ ต้องไม่ใช่เช่นนั้น อิสลามสั่งใช้ให้เรานั้นสันติต่อกันเจรจาต่อกัน อิสลามสั่งใช้ให้เรามาร่วมกันหาทางออก ไม่ใช่มาเผาให้ไฟมันยิ่งใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ช่วยกันใส่ฟืนเชื้อเพลิงในไฟที่เผาผลาญระหว่างทั้งสองฝ่าย โอ้มุสลิมทั้งหลายจงอย่าได้ไปเพิ่มเชื้อเพลิงให้ไฟทางโน้นให้ไฟทางนี้ยิ่งเผาไหม้รุนแรง อย่าเถิดอย่าได้ทำเลย โอ้คนที่ไม่ใช่มุสลิม พวกคุณก็เช่นกันจงอย่าได้ไปเพิ่มเติมเชื้อเพลิงให้ไฟที่กำลังจะเผาผลาญทั้งสองฝ่าย จงห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด อิสลามห้ามสิ่งเหล่านี้ อิสลามเรียกร้องให้กลับสู่หลักการที่เป็นบัญญัติของอัลลอฮฺ ถ้ากรณีคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายเป็นมุสลิมด้วยกันก็ต้องให้เกิดการไกล่เกลี่ยเพื่อเกิดความสันติ และถ้าหากอีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธการเจรจาอัลลอฮฺก็สั่งใช้ให้เราผลักดันบีบจนฝ่ายที่ปฏิเสธยอมเจรจาบนหลักการที่อัลลอฮฺบัญญัติ นี่คือในกรณีของมุสลิมด้วยกัน (ที่เรายกเป็นตัวอย่าง) ดังนั้นถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ละเมิดขอบเขตไม่ยอมเจรจาก็ต้องช่วยกันบีบผลักดันให้เขายอมที่จะเจรจาเพื่อที่จะให้ได้กลับไปสู่หลักการที่อัลลอฮฺบัญญัติไว้ นี่คือถ้าเราเป็นมุสลิมเราก็ต้องกลับไปที่หลักการที่อัลลอฮฺบัญญัติไว้ และถ้าเป็นคนที่ไม่ใช่มุสลิมเราก็กลับไปดูสิว่าเขาต้องการอะไร?

ประเทศชาติจะล่มจมก็เพราะคนชั่วและคนที่ไม่ห้ามปรามความชั่ว

วันนี้เราได้ยินว่ามีเสียงเรียกร้องสู่ประชาธิปไตย ก็เอาประชาธิปไตยมาเป็นตัวตั้งสิ จะตีความอย่างไรก็ค่อยว่ากันไปได้ ถ้าคนเหล่านั้นไม่ใช่มุสลิมก็ให้พวกเขาเคารพต่อหลักการประชาธิปไตยที่เขายึดถือกัน เราในฐานะมุสลิม เราต้องนำไปสู่การยอมจำนนต่อหลักการที่อัลลอฮฺได้บัญญัติไว้ อัลกุรอานว่าอย่างไร ท่านนบีฯว่าอย่างไร อันนั้นคือสิ่งที่เรายึดถือ กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือการเจรจาและการพูดคุย มาพูดคุยมานั่งใช้สติปัญญา จงอย่าได้ใช้อารมณ์ อารมณ์คือชัยฏอน (มารร้าย) แน่นอน ทั้งสองฝ่ายถ้าใช้อารมณ์แน่นอนไฟต้องลุกเผาผลาญลูกเดียวไม่มีทางอื่นที่จะเป็นทางออกได้ และไฟนี้มันอาจจะบานปลายเผาผลาญทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินนี้ ในประเทศของเรานี้ เจ็ดสิบเจ็ดจังหวัดจะได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้า เพราะถ้าไฟมันลุกลามมันก็จะไปบังคับให้ทุกคนนั้นต้องเลือกข้างทำให้ผู้คนพากันทะเลาะพาฟาดฟันซึ่งกันและกัน และไม่นานมันก็อาจจะถึงที่ที่เราอยู่ที่ตรงนี้ได้ด้วยสาเหตุที่พวกเรานั้นไม่ได้ทำการให้นะศีหะฮฺหรือตักเตือนแก่พวกเขา เพราะฉะนั้นการนะศีหะฮฺถือเป็นสิ่งวาญิบ (จำเป็นต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้) โอ้สื่อมวลชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ ฯลฯ จงตื่นเถิด ตื่นเพื่อการนะศีหะฮฺ (การตักเตือน) เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถหาทางออกได้ อย่าให้มันถึงทางตันจนไม่มีทางออก เพราะว่าถ้าหากไฟมันลุกลามเผาผลาญมันไม่ใช่คนเสื้อนั้นคนเสื้อนี้อย่างเดียว คนที่ใส่ทุกเสื้อจะถูกเผาผลาญไปพร้อมๆกันทั้งหมด นี่คือฟิตนะฮฺที่เราเกรงว่ามันจะเกิดขึ้น ถ้าหากการลงโทษของพระเจ้ามาถึงเมื่อไหร่พึงระวังเถิด อัลลอฮฺตรัสในอัลกุรอานความว่า “และถ้าเราประสงค์ที่จะทำให้เมืองใดเมืองหนึ่งต้องพินาศเราจะบันดาลให้บรรดาชนชั้นนำของเมืองนั้นที่ได้ปกครองแล้วก็พวกเขาก็จะสร้างความชั่วในเมืองเหล่านั้น แล้วเมื่อพวกเขาสมควรที่จะได้รับการลงโทษ เราก็จะทำลายให้เมืองๆนั้นต้องพินาศย่อยยับ” (อัลอิสรออฺ อายะห์ที่ ๑๖)

ขออัลลอฮฺคุ้มครองเราทุกคนจากการลงโทษนี้ด้วย อัลลอฮฺจะทำการลงโทษโดยที่ให้ประเทศทั้งประเทศนั้นพินาศทั้งหมด ดังนั้นเราจึงรู้สึกกังวลจากการลงโทษของอัลลอฮฺที่อาจจะใกล้เข้ามา ถ้าหากว่าไม่มีใครช่วยกันห้าม เพราะการลงโทษนั้นจะมาในเมื่อไม่มีใครคอยห้ามปรามยับยั้งไว้ แต่ถ้าหากมีคนห้ามปรามแล้วก็ยังเกิดการลงโทษก็ยังพอทุเลาได้ เพราะอัลลอฮฺได้ตรัสไว้อีกว่า “และจงรำลึกเมื่อคนกลุ่มหนึ่งได้กล่าวว่า ‘พวกท่านจะไปตักเตือนพวกกลุ่มชนนั้นทำไมกัน? ในเมื่ออัลลอฮฺจะลงโทษให้พวกเขาพินาศหรือพระองค์ก็จะตอบแทนพวกเขาด้วยการลงโทษอย่างรุนแรง’ คนเหล่านั้น (ที่ถูกถาม) จึงกล่าวว่า ‘เราตักเตือนพวกนั้นเพื่อเป็นการขออภัยโทษจากพระเจ้าของพวกท่านและเพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ยำเกรงต่อพระองค์’ หลังจากนั้น เมื่อพวกเขาหลงลืมในสิ่งที่ถูกเตือนสติแก่พวกเขา (คือดื้อดึงไม่ยอมฟัง) เราก็ช่วยให้กลุ่มคนที่ช่วยกันยับยั้งความชั่วรอดพ้น (คือพวกที่เมื่อได้รับคำตักเตือนก็รับฟัง) และเราก็ลงโทษกลุ่มคนที่อยุติธรรมด้วยการลงโทษที่รุนแรงดังที่พวกเขาที่ฝ่าฝืนเอาไว้” (อัลอะอฺรอฟ อายะห์ที่ ๑๖๔-๑๖๕)

อาจจะมีคนกล่าวแก่เราได้ว่าจะไปสอนทำไมกับชนเหล่านั้นที่อัลลอฮฺประสงค์จะให้พวกเขาถึงจุดจบ? จะไปพยายามทำไมพระเจ้าจะลงโทษพวกเขาแล้ว? คุณไม่ต้องไปบอกอะไรเขาหรอกเขาจะไม่ฟังคุณหรอก.. นี่คือคำถามที่อาจจะออกมาจากคนหลายคน.. ไม่ต้องไปบอกอะไรยังเขาก็ไม่ฟังเราหรอก.. ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ เราต้องตอบเหมือนกับเหล่าผู้ตักเตือนที่อัลลอฮฺได้บอกในอายะห์ที่ผ่านมา คือตอบว่า “เพื่อขออภัยโทษจากพระเจ้าของพวกคุณนั่นแหละและหวังว่าคนผิดเหล่านั้นจะสำนึกยำเกรง” ผมมาบอก ผมมาขอยับยั้งเพื่อที่จะได้ช่วยกันหาทางออก เพื่อการเป็นอยู่ด้วยกันในประเทศของเรา นี่คือหมายถึงเราต้องการที่จะขออภัยโทษจากพระเจ้าของพวกท่านทั้งหลายบางทีพวกเขาอาจจะยำเกรงอัลลอฮฺขึ้นมาก็ได้ คือเราต้องการให้อัลลอฮฺนั้นเห็นว่าเรานั้นทำหน้าที่ของเรา…

One thought on ““ฝ่าวิกฤติประเทศไทยด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์” ตอนที่ 1

  1. Pingback: “ฝ่าวิกฤติประเทศไทยด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์” ตอนที่ 2 | [สมิอฺนา]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s