นี่คืออุมมะตุนวาหิดะฮฺ

111

“นี่คืออุมมะตุนวาหิดะฮฺ”
ฟะดีละตุลอุสตาซ อิสมาอีล ลุฏฟี อัลฟะฏอนี
=====
อุมมะตุนวาหิดะฮฺคือการรวมชีอะฮฺ เคาะวาริจญ์ พวกอะกีดะฮฺผิดจากอิสลาม หรืออื่นๆทั้งหมดที่อ้างว่าเป็นอิสลาม เข้ามาอยู่ด้วยกันใช่หรือไม่? คำตอบต่อประเด็นที่แพร่หลายข้างต้น ณ ขณะนี้ อยู่ที่เราสมควรที่จะกลับมาทำความเข้าใจกับ ‘นิยาม’ ของมันให้ถ่องแท้เสียก่อนที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเทสาดเทเสีย สมควรที่จะได้ฟัง ได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดให้เข้าใจเสียก่อนที่จะเอามาอ้างอย่างลวกๆตามหน้าเฟสบุคและหน้าจอทีวี ..ควรจะถามตัวเอง ว่าอุมมะตุนวาฮิดะฮฺที่ท่านเอามาพูดกันสนุกปากนั้น เป็นอุมมตุนวาหิดะฮฺตามที่ ดร.อิสมาอีล เข้าใจ หรือเป็นอุมมะตุนวาหิดะฮฺแบบที่ตัวเอง (อยาก) เข้าใจ มันไม่คุ้มครับ ถ้าจะเอาความสะใจมาใช้ในงานศาสนา…

ขออัลลอฮฺทรงปกป้องอุสตาซอิสมาอีลจากฟิตนะฮฺที่ถูกกระหน่ำอยู่ในขณะนี้ และขอพระองค์ทรงตอบแทนการงานของอุสตาซตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นงานดะฮฺวะฮฺ งานโรงเรียน งานบรรยาย กระทั่งงานวิทยาลัย มหาวิทยาลัย และอีก ฯลฯ สุดท้ายนี้ การปกป้องผู้ที่ถูกอธรรมนั้นเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน ขอให้พี่น้องทุกคนรักษาอามานะฮฺนี้ไว้ อธิบายให้ครอบครัวตัวเองรู้ เพื่อนข้างๆ และคนข้างๆที่พร้อมจะรับฟัง ทำทุกอย่างเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อที่จะได้มีคำตอบต่อหน้าอัลลอฮฺในวันกิยามัต อินชาอัลลอฮฺ

อ่าน ‘ประชาชาติเดียวกัน คือหลักการของอะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ ‘
http://IslamHouse.com/329675

ฟัง ‘อุมมะตุนวาหิดะฮฺ’
http://youtu.be/YAq8kj0vPWE

Advertisements

7 thoughts on “นี่คืออุมมะตุนวาหิดะฮฺ

  1. bismillah เรามิได้พูดกันสนุกปากนะคับเรื่องนี้ และการบ่งพร่องย่อมมีในผู้รู้ครูอาจารย์ก็ชี้แจงกันเพราะเรามิใช่นบีซอฮาบะฮที่ ชัดเจนในเรื่องศาสนา เพียงแต่เมื่อมีการชี้แจงอย่าเข้าใจผิดแปลว่า ถูกฟิตนะ เพราะพูดถึงตัวบทหลักฐาน พึงรู้เถิดว่าผลบุญนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับความยากลำบากของงาน
    และพึงรู้เถิดว่า การสั่งใช้ในความดีและห้ามปรามความชั่วนั้น
    ต้องไม่ถูกละเว้นเเพียงเพราะความเป็นเพื่อน ความใกล้ชิดสนิดสนม
    หรือเพราะต้องการเป็นที่ยอมรับ หรือคงไว้ซึ่งการยอมรับ เพราะความเป็นเพื่อนและใกล้ชิดกันนั้นมีหน้าที่และสิทธิอยู่ และหนึ่งในสิทธินั้นก็คือการให้คำตักเตือน และมอบสิ่งที่ดีในอาคิเราะฮฺแก่เขา ปกป้องเขาให้พ้นจากภัยอันตรายในอาคิเราะฮฺ เพื่อนและคนรักที่แท้จริงนั้นคือผู้ที่พยายามมอบความเจริญในอาคิเราะฮฺให้ แม้จะต้องแลกกับทำให้เกิดความบกพร่องในเรื่องดุนยาของเขาก็ตาม”
    (จากหนังสือ ชัรหฺ เศาะฮีหฺ อิมาม มุสลิม ของท่านอิมาม อัน-นะวะวีย์ 1/24)

  2. عن أبي هريرة قال قال رسول الله صلى الله عليه وسلم مَنْ سُئِلَ عَنْ عِلْمٍ فَكَتَمَهُ أَلْجَمَهُ اللَّهُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ بِلِجَامٍ مِنْ نَارٍ

    จาก ท่านอบูฮุร็อยเราะห์ กล่าวว่า ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอาลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ถูกถามในเรื่องของความรู้แล้วเขาก็ซ่อนปกปิดความรู้นั้นไว้ แน่แท้ ในวันกียามะห์อัลลอฮฺจะทรงผูกปากของเขาด้วยสายบังเหียน(ที่ผูกปากม้า)จากไฟ นรก” [บันทึกโดย อบูดาวุด อัตติรมีซียฺ อิบนุอบีซัยบาน อะห์หมัด อิบนุมาญะห์ อิบนุฮิบบาน อัลฮากิม และอื่นๆ เชคอัลบานียฺใน ซอหี๊ยหฺสุนันอบีดาวุด 2/411

  3. คำว่า “อุมมะห์วาฮิดะห์” หรือที่เรียกกันติดปากว่า ประชาชาติหนึ่งเดียว เป็นถ้อยคำที่ถูกระบุอยู่ในอัลกุรอานตามที่ท่านได้แสดงในบทความว่า

    وَمَا كَانَ النَّاسُ إلاَّ أُمَّةً وَاحِدَةً فَاخْتَلَفُوا وَلَوْلاَ كَلِمَةٌ سَبَقَتْ مِن رَّبِّكَ لَقُضِيَ بَيْنَهُمْ فِيْمَا فِيْهِ يَخْتَلِفُوْنَ

    ความว่า “และมนุษย์นั้นมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นประชาชาติเดียวกัน แล้วพวกเขาก็แตกแยกกัน และหากมิใช่เพราะลิขิตซึ่งได้บันทึกไว้ที่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าแล้วไซร้ แน่นอนก็คงเกิดการตัดสินแล้วระหว่างพวกเขาในเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกัน” ซูเราะห์ยูนุส อายะห์ที่ 19

    อิบนุกะษีร ได้อธิบายอายะห์นี้สืบเนื่องจากข้อความท้ายอายะห์ก่อนนี้ที่ว่า (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ผู้ทรงสูงส่งในสิ่งที่พวกเขาได้เอามาเป็นภาคี) ดังนี้

    ثم أخبر تعالى أن هذا الشرك حادث في الناس كائن بعد أن لم يكن وأن الناس كلهم كانوا على دين واحد وهو الإسلام قال ابن عباس : كان بين آدم ونوح عشرة قرون كلهم على اللإسلام ثم وقع الاختلاف بين الناس وعبدت الأصنام والأنداد والأوثان فبعث الله الرسل بآياته وبيناته وحججه البالغة وبراهينه الدامغة

    “หลังจากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ทรงบอกให้ทราบว่า การตั้งภาคีเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ทั้งๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะมนุษย์ทั้งหมดทุกคนต่างก็อยู่บนศาสนาเดียวกันก็คือ อิสลาม อิบนุอับบาส ได้กล่าวว่า : ช่วงระหว่างนบีอาดัมถึงนบีนัวฮ์นั้นสิบศตวรรษ มนุษย์ทุกคนอยู่บนอิสลาม หลังจากนั้นก็เกิดการขัดแย้งระหว่างผู้คน เกิดการสักการะรูปปั้น, สิ่งเทียบเคียงพระเจ้า และเจว็ดต่างๆ ดังนั้นพระองค์อัลลอฮ์จึงได้ส่งบรรดารอซูลมาพร้อมกับสัญญาณต่างๆของพระองค์, ข้ออ้างอิงที่ชัดเจน และหลักฐานที่มิอาจปฏิเสธได้” ตัฟซีร อิบนิกะษีร เล่มที่ 2 หน้าที่ 541

    ฉะนั้นคำว่า “อุมมะตันวาฮิดะห์” ณ ที่นี้จึงหมายถึงประชาชาติยุคต้น ตั้งแต่นบีอาดัมเรื่อยมาจนกระทั่งมาชนยุคของนบีนัวฮ์ ซึ่งผู้คนในยุคนี้อยู่บนศาสนาเดียวกันทั้งหมดคือ อัลอิสลาม
    และหากเราต้องการจะทำให้ผู้คนบนโลกใบนี้เป็นดั่งประชาชาติยุคต้นคือ ถือศาสนาเดียวกันทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงยืนยันในข้อความอายะห์เดียวกันนี้ว่า

    وَلَوْلاَ كَلِمَةٌ سَبَقَتْ مِن رَّبِّكَ لَقُضِيَ بَيْنَهُمْ فِيْمَا فِيْهِ يَخْتَلِفُوْنَ

    “และหากมิใช่เพราะลิขิตซึ่งได้บันทึกไว้ที่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าแล้วไซร้ แน่นอนก็คงเกิดการตัดสินแล้วระหว่างพวกเขาในเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกัน”

    อิบนุกะษีร อธิบายว่า

    أي لولا ما تقدم من الله تعالى أنه لا يعذب أحدا إلا بعد قيام الحجة عليه وأنه قد أجل الخلق إلى أجل معدود لقضي بينهم فيما اختلفوا فيه فأسعد المؤمنين وعنت الكافرين

    “หมายถึงหากอัลลอฮ์มิได้ทรงบัญญัติไว้ก่อนแล้วว่า พระองค์จะไม่ลงโทษผู้ใดนอกจากจะแสดงหลักฐานแก่เขา และแน่นอนว่าพระองค์ได้ทอดระยะเวลาออกไปให้แก่มนุษย์ตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว พระองค์ก็จะทรงตัดสินในระหว่างพวกเขา ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน แล้วก็จะทำให้บรรดาผู้ศรัทธาได้รับความผาสุก และก็จะทำให้เกิดความวิบัติแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา” ตัฟซีรอิบนุกะษีร เล่มที่ 2

  4. นอกจากนั้นแล้ว พระองค์อัลลอฮ์ยังแจ้งว่า พระองค์มิทรงประสงค์ที่จะทำให้พวกเขาเป็นประชาติเดียวกัน, บนศาสนาเดียวกัน ทั้งๆที่พระองค์สามารถกระทำได้ แต่พระองค์ต้องการที่จะทดสอบพวกเขา ดังที่พระองค์ทรงกล่าวว่า

    وَلَوْ شَاءَ اللهُ لَجَعَلَكُمْ أُمَّةً وَاحِدَةً وَلَكِن لِيَبْلُوَكُمْ فِيْمَا آتَاكُمْ

    “และหากอัลลอฮ์ประสงค์ พระองค์ก็จะทรงทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกัน แต่ทว่าเพื่อที่พระองค์จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่ทรงประทานมาให้แก่พวกเจ้า” ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ที่ 48

    อิบนุกะษีร ได้อธิบายข้อความอายะห์นี้ว่า

    هذا خطاب لجميع الأمم وإخبارعن قدرته تعالى العظيمة التى لوشاء لجمع الناس كلهم على دين واحد وشريعة واحدة لا ينسخ شيء منها ولكنه تعالى شرع لكل رسول شريعة على حدة ثم نسخها أو بعضها برسالة الآخر الذي بعده حتى نسخ الجميع بما بعث يه عبده ورسوله محمدا صلى الله عليه وسلم الذي ابتعثه إلى أهل الأرض قاطبة وجعله خاتم الأنبياء كلهم ولهذا قال تعالى

    “ข้อความนี้บ่งถึงประชาชาติทั้งหมด และเป็นการแจ้งให้ทราบถึงเดชานุภาพของอัลลอฮ์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งหากพระองค์ประสงค์ พระองค์ก็จะทรงรวมมนุษย์ทั้งหมดไว้บนศาสนาเดียวกันและบทบัญญัติเดียวกันโดย ที่ไม่ต้องยกเลิกข้อบัญญัติใดๆ แต่ทว่าพระองค์ทรงวางบัญญัติให้แต่ละรอซูลที่แตกต่างกันไป แล้วพระองค์ก็ทรงยกเลิกข้อบัญญัตินั้นหรือยกเลิกบางส่วนด้วยสาสน์ของพระองค์ ที่ประทานลงมาหลังจากนั้น จนกระทั่งได้ยกเลิกข้อบัญญัติทั้งหมดด้วยสิ่งที่ได้ส่งมากับบ่าวและศาสนทูต ของพระองค์คือมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งพระองค์ได้ทรงแต่งตั้งเขาสู่ชาวโลกทั้งมวล และทรงทำให้เขาเป็นนบีท่านสุดท้าย” ตัฟซีรอิบนิกะษีร เล่มที่ 2 หน้าที่93

  5. كَانَ النَّاسُ أُمَّةً وَاحِدَةً فَبَعَثَ اللهُ النَبِيِيْنَ مُبَشِّرِيْنَ وَمُنْذِرِيْنَ وَأنْزَلَ مَعَهُمُ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ لِيَحْكُمَ بَيْنَ النَّاسِ فِيْمَا اخْتَلَفُوا فِيْهِ وَمَا اخْتَلَفَ فِيْهِ إلاَّ الَّذِيْنَ أُوتُوْهُ مِنْ بَعْدِ مَا جَاءَتْهُمُ البَيِّنَاتِ بَغْياً بَيْنَهُمْ فَهَدَى اللهُ الَّذِيْنَ آمَنُوا لِمَا اخْتَلَفُوا فِيْهِ مِنَ الْحَقِ بِإذْنِهِ وَاللهُ يَهْدِي مَنْ يَشَاءُ إلَى صِرَاطٍ مُسْتَقِيْمٍ

    ความว่า “มนุษย์นั้นเคยเป็นประชาชาติเดียวกัน แล้วอัลลอฮฺจึงได้ส่งบรรดานบีมา (หลังจากที่เกิดความขัดแย้งขึ้น) ในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน และได้ประทานคัมภีร์ที่เปี่ยมด้วยสัจธรรมมาพร้อมกับพวกเขา เพื่อตัดสินระหว่างมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน และไม่มีผู้ใดขัดแย้ง (เกี่ยวกับสัจธรรมของ) คัมภีร์เล่มนั้นนอกจากบรรดาผู้ที่รับคัมภีร์นั้นหลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้ปรากฏแก่พวกเขาแล้ว สาเหตุอันเนื่องจากความอิจฉาริษยาในระหว่างพวกเขา แล้วอัลลอฮฺก็ทรงชี้นำบรรดาผู้ศรัทธาสู่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันด้วยอนุมัติของพระองค์ และอัลลอฮฺจะทรงชี้นำแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ไปสู่ทางอันเที่ยงตรงเสมอ” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 213

    อิบุกะษีรได้อธิบายคำว่า “อุมมะตันวาฮิดะห์” ในอายะห์นี้ไม่ต่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้คือ

    قال ابن جرير : حدثنا محمد بشار حدثنا أبو داود أخبرنا همام عن قتادة عن عكرمة عن ابن عباس قال : كان بين نوح وآدم عشرة قرون كلهم علي شريعة من الحق فاختلفوا فبعث الله النبين مبشرين ومنذرين

    “อิบนุญะรีร กล่าวว่า มูฮัมหมัด บิน บัชชาร เล่าให้เราฟังว่า อบูดาวู๊ด เล่าให้เราฟังว่า ฮัมมาม บอกกับเราโดยนำมาจาก กอตาดะห์ จาก อิกริมะห์ จาก อิบนิอับบาส กล่าวว่า : ระหว่างยุคของนบีนัวฮ์กับนบีอาดัมนั้นเป็นช่วงระยะเวลาสิบศตวรรษ ทั้งหมดทุกคนอยู่บนบทบัญญัติที่เป็นสัจธรรม แต่พวกเขาก็ขัดแย้งกัน ฉะนั้นพระองค์อัลลอฮ์จึงได้ส่งบรรดานบีมาเป็นผู้ที่แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ที่ตักเตือนถึงข่าวร้าย”

    وقال عبد الرزاق : أخبرنا معمر عن قتادة في قوله ( كان الناس أمة واحدة) قال : كانوا على الهدى جميعا ( فاختلفوا فبعث الله النبيين) فكان أول من بعث نوحا وهكذا قال مجاهد كما قال ابن عباس اولا

    “และอับดุรรอซาก กล่าวว่า : มุอัมมัร บอกกับเราจาก ก่อตาดะห์ในถ้อยคำที่ว่า (มนุษย์เคยเป็นประชาชาติเดียวกัน) เขากล่าวว่า : มนุษย์เคยอยู่บนทางนำเดียวกันทั้งหมด (แต่พวกเขาขัดแย้งกัน พระองค์อัลลอฮ์จึงได้ส่งบรรดานบีมา) โดยผู้แรกที่พระองค์อัลลอฮ์ส่งมานั้นคือ นบีนัวฮ์ และมุญาฮิดก็กล่าวไว้เช่นเดียวกันนี้ดังที่ อิบนิอับบาส ได้กล่าวไว้แต่แรก” ตัฟซีรอิบนิกะษีร เล่มที่ 1 หน้าที่ 337 – 338

  6. “พวกเจ้า (เหล่าศอฮาบะห์) เป็นประชาชาติที่ดีเลิศ ซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นแก่มนุษยชาติ โดยพวกเจ้ากำชับใช้กันในเรื่องความดีงาม และห้ามปรามกันในสิ่งที่เป็นความผิด และพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์” ซูเราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 110
    อะไรอยู่เบื้องหลังสโลแกน “อุมมะตันวาฮิดะตัน” หากประชาชาติหนึ่งเดียวที่โปรโมทกันอยู่นี้ คือการเรียกร้องไปสู่แนวทางของศอฮาบะห์และบรรพชนในยุคต้นที่ดำรงอยู่ ก็ขอให้ท่านบอกกับประชาชนว่ามันคือแนวทางสะลัฟและด้วยวิถีทางของชาวสะลัฟ

  7. “รวมกันบนอากีดะฮเดียวกัน รวมกันด้วยเตาฮีด ไม่รวมกันกับแนวทางที่หลงผิดทั้งหลาย”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s