อุมมะตุลวาหิดะฮฺของพวกอิควาน?

33

อุมมะตุลวาหิดะฮฺของพวกอิควาน?

ข้อเขียนนี้ฉันได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางพบเจอผู้คนและจากคำพูดของสมาชิกกลุ่มเยาวชนที่เป็นกระแสโด่งดังในเพลานี้คือ “ริฎอทำงานหวังมวลชน …ทำทุกอย่างเพื่อการเมือง” อันหมายถึงทำงานอ้างศาสนาเพื่อหวังเอามวลชนมาเข้าพวกมากๆโดยเฉพาะมุสลิมสามจังหวัด เพื่อเป็นฐานเสียงให้พรรคการเมืองมุสลิมที่เกิดขึ้น ซึ่งมีนักการเมืองอีกคนที่เป็นมิตรกับรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง ฉันไม่รู้ว่านี้เป็นการอ้างส่วนตัวหรือมาจากกลุ่มเอง แต่สิ้นการเชื่อมโยงอย่างเป็นตุเป็นตะอย่างน่าเกลียดนั้นเเล้ว แทนที่จะคล้อยตามเหมือนชาวบ้าน โตะเจ๊ะ เมาะจิ ชาวบ้านธรรมดาๆที่ไม่รู้จักเฟสบุค ไม่ทันเกมพวกเขาและนั่งจิบชาฟังข้อมูลข้างเดียวจากพวกเขา ฉันกลับมาครุ่นคิดและชั่งข้อมูลทั้งหลาย

กอปรกับอัลลอฮฺได้ให้โอกาสไปฟังเสวนาวิชาการที่โรงเรียนบำรุงอิสลาม จ.ปัตตานี (บราโอ) ในหัวข้อหลักคืออุมมะตุลวาหิดะฮฺ ซึ่งกำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ เพราะอาจารย์ท่านหนึ่งได้เชื่อมโยงและเออออห่อหมกทำนองว่า “นี่คือแนวคิดของพวกอิควาน มีด็อกเตอร์ศาสนาคนหนึ่งเผยแพร่” คือพวกอิควานที่สนับสนุนให้ล้มผู้นำที่ไม่เอาชารีอะฮฺและอิควานพวกนี้ก็คือเคาะวาริจญ์ ฆ่าได้ดั่งที่อุละมาอ์ใหญ่ของพวกเขาที่มิศรฺกล่าวไว้และสาวกพวกเขาในประเทศไทยผู้สัมปทานแนวคิดสุดโต่งเหล่านี้ไว้แนบอกเอามาพูดกันในทุกวันนี้ (แม้พวกเขายังไม่ได้บอกว่าฆ่าได้ก็ตาม)

ฉันได้สัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่งานเสวนา ทั้ง ดร.อิสมาอีล ลุฏฟี จะปะกิยา, ชัยค์ริฎอ อะฮฺมัด เศาะมะดียฺ, อ.มัซลัน มะหะมะ รวมถึง บาบออับดุรเราะฮฺมาน จะปะกิยา บิดาของ ดร.อิสมาอีล ซึ่งเป็นอุละมาอ์อาวุโสแห่งดินแดนนูซันตารอ ที่ยังอยู่กับพวกเราในทุกวันนี้ ท่านได้นั่งฟังอยู่ในแถวของชาวบ้านคนอื่นๆ ทุกอย่างที่เราได้เห็นได้ฟังที่นั่นทำให้ได้เข้าใจว่าทำไม ‘มวลชน’ ของพวกเขาถึงได้เยอะขนาดนี้ พวกเขามีบุคลิกภาพที่งดงาม ทุกคนต่างเข้าไปจับมือสลามและพยายามเข้าใกล้ตัวอุละมาอ์เหล่านี้ แม้จะมีการพยายามสร้างภาพแห่งความเลวใส่งานดะอ์วะฮ์ ขยายความผิดพลาดของพวกเขาจากเยาวชนหยิบมือเดียวเพียงใดก็ตาม แต่ฟิตนะฮฺที่คนเหล่านี้ได้สร้างขึ้นก็มีผลต่อชาวบ้านธรรมดาๆอยู่มากทีเดียว ดร.อิสมาอีล ถึงกับพูดในครั้งหนึ่งว่า “…ฉันเป็นห่วงเหลือเกิน…” เลยทีเดียว

แม้โต๊ะเจะ เมาะจิ จะไม่สามารถมาอ่านข้อเขียนนี้ได้ ฉันก็คงต้องบอกว่า วิกฤตการณ์ในห้วงเวลานี้ เคยเกิดขึ้นมานานแล้วในโลกอาหรับ เป็นอุดมการณ์แอบอ้างสะลัฟอันบริสุทธิ์ หวังทำลาย (ทั้งรู้ตัวไม่รู้ตัว) ทุกสิ่งอย่างที่นักทำงานในอดีตเขาสร้างกันมา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สมาคม ปอเนาะ สถาบันทางสังคมต่างๆ เหล่านี้ถูกทำให้เป็นสิ่งที่เลวร้ายหมดทั้งสิ้นเพียงพวกเขานำคำว่า ‘อิควาน’ ในนิยามของพวกเขามาแปะไว้ สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ถูกหยุดและทำลายไปหมดสิ้นด้วยอุละมาอ์ที่มีอากีดะฮฺที่ถูกต้องและมีอัคลาก ชัคสิยะฮฺหรือบุคลิกภาพที่งดงามมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งเราเรียกอุละมาอ์เหล่านี้ว่า ‘วะเราะซะตุนอัมบิยาอ์’ หรือทายาทของบรรดานบี และสิ่งนี้เช่นกันที่ ดร.อิสมาอีล ได้ตอกย้ำหลายครั้งหลายคราในการบรรยายในวันนี้ว่า เราจำเป็นต้องมีอุละมาอ์เช่นนี้ ต้องมีอย่างเดียวไม่พอต้องลงมาทำงานด้วย ท่านได้เน้นตลอดว่า

1-อัลอุละมาอ์ วะเราะซะตุนอัมบิยาอ์
2-อัลกุรอานวัซซุนนะฮฺ
3-อัลญะมาอะฮฺ

ด้วยกับการมีและการทำความเข้าใจสามสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งทั้งแนวราบและแนวดิ่งเท่านั้นแหละ จะทำให้เราตระหนักและเข้าใกล้อุดมการณ์ ‘อุมมะตุลวาหิดะฮฺ’ ได้ แหละนี้คือสิ่งที่เราจะต้องสู้เพื่อให้ได้มา นี้ไม่ใช่เวลาของการผลักไสพี่น้องของเขา ไม่ใช่เวลาของการแบ่งแยกกลุ่มนั้นกลุ่มนี้อีกต่อไป หากเพียงเราคือ ‘อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ’ พวกเราก็คือพวกเดียวกัน ศาสนาคือการตักเตือน เมื่อใครได้ทำผิด ไม่ใช่เอาแต่ผลักไสและจาบจ้วงพี่น้องของเขาจนต้องระเห็นเร่ร่อนออกไปจากกรอบกุรอานและสุนนะฮฺมากยิ่งไปอีก

นี่คือข้อเขียนสั้นๆที่ฉันได้ตกผลึกจากการสัมผัสและฟังพวกเขาที่บราโอ มันออกจะดูน้อยนิดเท่าที่ว่างจะมาเขียนได้ แต่มันเป็นสิ่งที่น้อยนิดมหาศาลต่างหาก ขอแค่เราตัดสินปัญหาด้วยการทิ้งอารมณ์และอคติ แน่นอนมิใช่แค่พูดแต่ต้องทำให้จริง… เราจะเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเราในขณะนี้

วิวัฒนาการของผู้สัมปทานความสุดโต่งในโลกนี้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในนามใดก็ตาม มันจะไม่มีทางอยู่ด้วยกันและเข้ากันได้กับสัจธรรมอันบริสุทธิ์ เหมือนน้ำกับน้ำมัน หัวกับก้อย ขั้วบวกกับขั้วลบ ยังไงก็ยังงั้น พวกเขาจะค่อยๆหายไปจากสังคมและหน้าประวัติศาสตร์ ภาพที่ฉันเห็นว่าพวกเขาได้หายไปจากวงพูดคุยปกติในมัสญิดและไปหลบมุมคุยแต่เรื่องพวกเขาเองไม่กี่คนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เหนือไปจากการคาดการณ์ พวกเขาจะกลัวคนอื่นไปหมดเพราะการถือว่าถ้าไม่ใช่พวกเขาก็ต้องเป็นอิควานผู้เลวทรามหมดเสียสิ้น พวกเขาจะไม่มีเพื่อน ไม่มีกัลยาณมิตรเหมือนครั้งอดีตที่พวกเขาเคยมี ขอให้พวกเราโปรดเฝ้ามองดูเถิด วัลลอฮุอะลัม

14/9/2556
หมีมลายู,
บรรณาธิการวารสารสมิอฺนา วะอะเฏาะอฺนา

6 thoughts on “อุมมะตุลวาหิดะฮฺของพวกอิควาน?

  1. คำว่า “อุมมะห์วาฮิดะห์” หรือที่เรียกกันติดปากว่า ประชาชาติหนึ่งเดียว เป็นถ้อยคำที่ถูกระบุอยู่ในอัลกุรอานตามที่ท่านได้แสดงในบทความว่า

    وَمَا كَانَ النَّاسُ إلاَّ أُمَّةً وَاحِدَةً فَاخْتَلَفُوا وَلَوْلاَ كَلِمَةٌ سَبَقَتْ مِن رَّبِّكَ لَقُضِيَ بَيْنَهُمْ فِيْمَا فِيْهِ يَخْتَلِفُوْنَ

    ความว่า “และมนุษย์นั้นมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นประชาชาติเดียวกัน แล้วพวกเขาก็แตกแยกกัน และหากมิใช่เพราะลิขิตซึ่งได้บันทึกไว้ที่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าแล้วไซร้ แน่นอนก็คงเกิดการตัดสินแล้วระหว่างพวกเขาในเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกัน” ซูเราะห์ยูนุส อายะห์ที่ 19

    อิบนุกะษีร ได้อธิบายอายะห์นี้สืบเนื่องจากข้อความท้ายอายะห์ก่อนนี้ที่ว่า (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ผู้ทรงสูงส่งในสิ่งที่พวกเขาได้เอามาเป็นภาคี) ดังนี้

    ثم أخبر تعالى أن هذا الشرك حادث في الناس كائن بعد أن لم يكن وأن الناس كلهم كانوا على دين واحد وهو الإسلام قال ابن عباس : كان بين آدم ونوح عشرة قرون كلهم على اللإسلام ثم وقع الاختلاف بين الناس وعبدت الأصنام والأنداد والأوثان فبعث الله الرسل بآياته وبيناته وحججه البالغة وبراهينه الدامغة

    “หลังจากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ทรงบอกให้ทราบว่า การตั้งภาคีเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ทั้งๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะมนุษย์ทั้งหมดทุกคนต่างก็อยู่บนศาสนาเดียวกันก็คือ อิสลาม อิบนุอับบาส ได้กล่าวว่า : ช่วงระหว่างนบีอาดัมถึงนบีนัวฮ์นั้นสิบศตวรรษ มนุษย์ทุกคนอยู่บนอิสลาม หลังจากนั้นก็เกิดการขัดแย้งระหว่างผู้คน เกิดการสักการะรูปปั้น, สิ่งเทียบเคียงพระเจ้า และเจว็ดต่างๆ ดังนั้นพระองค์อัลลอฮ์จึงได้ส่งบรรดารอซูลมาพร้อมกับสัญญาณต่างๆของพระองค์, ข้ออ้างอิงที่ชัดเจน และหลักฐานที่มิอาจปฏิเสธได้” ตัฟซีร อิบนิกะษีร เล่มที่ 2 หน้าที่ 541

    ฉะนั้นคำว่า “อุมมะตันวาฮิดะห์” ณ ที่นี้จึงหมายถึงประชาชาติยุคต้น ตั้งแต่นบีอาดัมเรื่อยมาจนกระทั่งมาชนยุคของนบีนัวฮ์ ซึ่งผู้คนในยุคนี้อยู่บนศาสนาเดียวกันทั้งหมดคือ อัลอิสลาม
    และหากเราต้องการจะทำให้ผู้คนบนโลกใบนี้เป็นดั่งประชาชาติยุคต้นคือ ถือศาสนาเดียวกันทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงยืนยันในข้อความอายะห์เดียวกันนี้ว่า

    وَلَوْلاَ كَلِمَةٌ سَبَقَتْ مِن رَّبِّكَ لَقُضِيَ بَيْنَهُمْ فِيْمَا فِيْهِ يَخْتَلِفُوْنَ

    “และหากมิใช่เพราะลิขิตซึ่งได้บันทึกไว้ที่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าแล้วไซร้ แน่นอนก็คงเกิดการตัดสินแล้วระหว่างพวกเขาในเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกัน”

    อิบนุกะษีร อธิบายว่า

    أي لولا ما تقدم من الله تعالى أنه لا يعذب أحدا إلا بعد قيام الحجة عليه وأنه قد أجل الخلق إلى أجل معدود لقضي بينهم فيما اختلفوا فيه فأسعد المؤمنين وعنت الكافرين

    “หมายถึงหากอัลลอฮ์มิได้ทรงบัญญัติไว้ก่อนแล้วว่า พระองค์จะไม่ลงโทษผู้ใดนอกจากจะแสดงหลักฐานแก่เขา และแน่นอนว่าพระองค์ได้ทอดระยะเวลาออกไปให้แก่มนุษย์ตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว พระองค์ก็จะทรงตัดสินในระหว่างพวกเขา ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน แล้วก็จะทำให้บรรดาผู้ศรัทธาได้รับความผาสุก และก็จะทำให้เกิดความวิบัติแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา” ตัฟซีรอิบนุกะษีร เล่มที่ 2

    นอกจากนั้นแล้ว พระองค์อัลลอฮ์ยังแจ้งว่า พระองค์มิทรงประสงค์ที่จะทำให้พวกเขาเป็นประชาติเดียวกัน, บนศาสนาเดียวกัน ทั้งๆที่พระองค์สามารถกระทำได้ แต่พระองค์ต้องการที่จะทดสอบพวกเขา ดังที่พระองค์ทรงกล่าวว่า

    وَلَوْ شَاءَ اللهُ لَجَعَلَكُمْ أُمَّةً وَاحِدَةً وَلَكِن لِيَبْلُوَكُمْ فِيْمَا آتَاكُمْ

    “และหากอัลลอฮ์ประสงค์ พระองค์ก็จะทรงทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกัน แต่ทว่าเพื่อที่พระองค์จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่ทรงประทานมาให้แก่พวกเจ้า” ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ที่ 48

    อิบนุกะษีร ได้อธิบายข้อความอายะห์นี้ว่า

    هذا خطاب لجميع الأمم وإخبارعن قدرته تعالى العظيمة التى لوشاء لجمع الناس كلهم على دين واحد وشريعة واحدة لا ينسخ شيء منها ولكنه تعالى شرع لكل رسول شريعة على حدة ثم نسخها أو بعضها برسالة الآخر الذي بعده حتى نسخ الجميع بما بعث يه عبده ورسوله محمدا صلى الله عليه وسلم الذي ابتعثه إلى أهل الأرض قاطبة وجعله خاتم الأنبياء كلهم ولهذا قال تعالى

    “ข้อความนี้บ่งถึงประชาชาติทั้งหมด และเป็นการแจ้งให้ทราบถึงเดชานุภาพของอัลลอฮ์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งหากพระองค์ประสงค์ พระองค์ก็จะทรงรวมมนุษย์ทั้งหมดไว้บนศาสนาเดียวกันและบทบัญญัติเดียวกันโดย ที่ไม่ต้องยกเลิกข้อบัญญัติใดๆ แต่ทว่าพระองค์ทรงวางบัญญัติให้แต่ละรอซูลที่แตกต่างกันไป แล้วพระองค์ก็ทรงยกเลิกข้อบัญญัตินั้นหรือยกเลิกบางส่วนด้วยสาสน์ของพระองค์ ที่ประทานลงมาหลังจากนั้น จนกระทั่งได้ยกเลิกข้อบัญญัติทั้งหมดด้วยสิ่งที่ได้ส่งมากับบ่าวและศาสนทูต ของพระองค์คือมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งพระองค์ได้ทรงแต่งตั้งเขาสู่ชาวโลกทั้งมวล และทรงทำให้เขาเป็นนบีท่านสุดท้าย” ตัฟซีรอิบนิกะษีร เล่มที่ 2 หน้าที่93

    ฉะนั้นการสร้าง “อุมมะตันวาฮิดะห์” ตามนัยยะที่กล่าวข้างต้นนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้นและเป็นไปไม่ได้ ด้วยพระองค์อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า พระองค์มิประสงค์กระทำเช่นนั้น แต่หลังจากที่มนุษย์เกิดการขัดแย้งกัน พระองค์อัลลอฮ์ก็ส่งบรรดารอซูลของพระองค์มาเพื่อชี้แนะแก่พวกเขาถึงทางที่ปลอดภัย ดังที่ท่านได้นำอัลกุรอานมาแสดงว่า

    كَانَ النَّاسُ أُمَّةً وَاحِدَةً فَبَعَثَ اللهُ النَبِيِيْنَ مُبَشِّرِيْنَ وَمُنْذِرِيْنَ وَأنْزَلَ مَعَهُمُ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ لِيَحْكُمَ بَيْنَ النَّاسِ فِيْمَا اخْتَلَفُوا فِيْهِ وَمَا اخْتَلَفَ فِيْهِ إلاَّ الَّذِيْنَ أُوتُوْهُ مِنْ بَعْدِ مَا جَاءَتْهُمُ البَيِّنَاتِ بَغْياً بَيْنَهُمْ فَهَدَى اللهُ الَّذِيْنَ آمَنُوا لِمَا اخْتَلَفُوا فِيْهِ مِنَ الْحَقِ بِإذْنِهِ وَاللهُ يَهْدِي مَنْ يَشَاءُ إلَى صِرَاطٍ مُسْتَقِيْمٍ

    ความว่า “มนุษย์นั้นเคยเป็นประชาชาติเดียวกัน แล้วอัลลอฮฺจึงได้ส่งบรรดานบีมา (หลังจากที่เกิดความขัดแย้งขึ้น) ในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน และได้ประทานคัมภีร์ที่เปี่ยมด้วยสัจธรรมมาพร้อมกับพวกเขา เพื่อตัดสินระหว่างมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน และไม่มีผู้ใดขัดแย้ง (เกี่ยวกับสัจธรรมของ) คัมภีร์เล่มนั้นนอกจากบรรดาผู้ที่รับคัมภีร์นั้นหลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้ปรากฏแก่พวกเขาแล้ว สาเหตุอันเนื่องจากความอิจฉาริษยาในระหว่างพวกเขา แล้วอัลลอฮฺก็ทรงชี้นำบรรดาผู้ศรัทธาสู่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันด้วยอนุมัติของพระองค์ และอัลลอฮฺจะทรงชี้นำแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ไปสู่ทางอันเที่ยงตรงเสมอ” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 213

    อิบุกะษีรได้อธิบายคำว่า “อุมมะตันวาฮิดะห์” ในอายะห์นี้ไม่ต่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้คือ

    قال ابن جرير : حدثنا محمد بشار حدثنا أبو داود أخبرنا همام عن قتادة عن عكرمة عن ابن عباس قال : كان بين نوح وآدم عشرة قرون كلهم علي شريعة من الحق فاختلفوا فبعث الله النبين مبشرين ومنذرين

    “อิบนุญะรีร กล่าวว่า มูฮัมหมัด บิน บัชชาร เล่าให้เราฟังว่า อบูดาวู๊ด เล่าให้เราฟังว่า ฮัมมาม บอกกับเราโดยนำมาจาก กอตาดะห์ จาก อิกริมะห์ จาก อิบนิอับบาส กล่าวว่า : ระหว่างยุคของนบีนัวฮ์กับนบีอาดัมนั้นเป็นช่วงระยะเวลาสิบศตวรรษ ทั้งหมดทุกคนอยู่บนบทบัญญัติที่เป็นสัจธรรม แต่พวกเขาก็ขัดแย้งกัน ฉะนั้นพระองค์อัลลอฮ์จึงได้ส่งบรรดานบีมาเป็นผู้ที่แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ที่ตักเตือนถึงข่าวร้าย”

    وقال عبد الرزاق : أخبرنا معمر عن قتادة في قوله ( كان الناس أمة واحدة) قال : كانوا على الهدى جميعا ( فاختلفوا فبعث الله النبيين) فكان أول من بعث نوحا وهكذا قال مجاهد كما قال ابن عباس اولا

    “และอับดุรรอซาก กล่าวว่า : มุอัมมัร บอกกับเราจาก ก่อตาดะห์ในถ้อยคำที่ว่า (มนุษย์เคยเป็นประชาชาติเดียวกัน) เขากล่าวว่า : มนุษย์เคยอยู่บนทางนำเดียวกันทั้งหมด (แต่พวกเขาขัดแย้งกัน พระองค์อัลลอฮ์จึงได้ส่งบรรดานบีมา) โดยผู้แรกที่พระองค์อัลลอฮ์ส่งมานั้นคือ นบีนัวฮ์ และมุญาฮิดก็กล่าวไว้เช่นเดียวกันนี้ดังที่ อิบนิอับบาส ได้กล่าวไว้แต่แรก” ตัฟซีรอิบนิกะษีร เล่มที่ 1 หน้าที่ 337 – 338

  2. ถ้าไม่ใช่นัยยะทั้งสองตามที่กล่าวแล้ว อะไรคืออุมมะตันวาฮิดะห์ในประชาชาติอิสลาม

    หากคำว่า “อุมมะตันวาฮิดะห์” ที่กำลังกล่าวขานกันอย่างครึกโครมอยู่ขณะนี้ จะถูกขีดกรอบเฉพาะคนที่เป็นมุสลิมเพียงอย่างเดียวก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้

    ประการที่หนึ่ง หมายถึงการรวมมุสลิมทุกหมู่เหล่าเข้าไว้ด้วยกัน ให้เป็นประชาชาติเดียวกัน แม้พวกเขาจะมีความเชื่อและการปฏิบัติที่ต่างกันก็ตาม เช่นดังที่ท่านกล่าวในคำบรรยายว่า “อิสลามไม่ต้องการชื่ออื่น อิสลามพอแล้ว ไม่ต้องเอาสะละฟีย์ ไม่ต้องเอาอิควาน ไม่ต้องเอาอะไรสักอย่าง ไม่ต้องเอาโกมมุดอ โกมตุวา” ถ้าเป็นดังที่ท่านกล่าวนี้มิเท่ากับเอาถูกและผิดปนกันหรือ และมิใช่เป็นการสมยอมความไม่ถูกต้องหรอกหรือ วัตถุประสงค์ของการสมานฉันท์กับทุกกลุ่มที่มีความเชื่อและแนวทางที่แตกต่างกันนี้เพื่ออะไร
    ทั้งๆที่คำสอนของอิสลามนั้นมุ่งหวังที่จะขจัดความเท็จออกจากความจริง

    لِيُحِقَّ الحَقَّ وَيُبْطِلَ البَاطِلَ وَلَوْ كَرِهَ المُجْرِمُوْنَ

    “เพื่อพระองค์จะทรงทำให้ความจริงได้ประจักษ์เป็นความจริง และให้สิ่งเท็จได้ประจักษ์เป็นสิ่งเท็จ ถึงแม้ว่าบรรดาผู้ฉ้อฉลจะรังเกียจก็ตาม” ซูเราะห์อัลอัมฟาล อายะห์ที่ 8

    อย่างไรก็ตาม ขอเรียนว่า การรวมถูกและผิดเข้าไว้ด้วยกันโดยมิได้ชี้แจงว่าถูกและผิดอย่างไรนั้น มิใช่วิถีทางที่ท่านนบีและศอฮาบะห์ได้ดำรงอยู่ และมิอาจกล่าวได้ว่า วิธีการเช่นนี้เป็นรากฐานของอะห์ลิสซุนนะห์ ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นพฤติกรรมเฉกเช่นเดียวกับพวกยะฮูดที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงประณามพวกเขาไว้ในอัลกุรอ่าน ตัวอย่างเช่น พระองค์อัลลอฮ์กล่าวว่า

    وَلاَ تَلْبِسُوا الحَقَّ بِالبَاطِلِ وَتَكْتُمُوا الحَقَّ وَأنْتُمْ تَعْلَمُوْنَ

    “และพวกเจ้าอย่าได้เอาความเท็จปนกับความจริง และปกปิดความจริงไว้ทั้งๆที่พวกเจ้าก็รู้ดี” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 42

    อิสลามไม่ยินยอมและไม่สมยอมในการเอาถูกและผิดปนกัน หรือมีส่วนร่วมใดๆกับความไม่ถูกต้อง พระองค์อัลลอฮ์กล่าวว่า

    وَلاَ تَرْكَنُوا إلَى الَّذِيْنَ ظَلَمُوا فَتَمَسَّكُمُ النَّارُ

    “และพวกเจ้าอย่าได้เห็นชอบกับบรรดาผู้อธรรม ไฟนรกจะสัมผัสพวกท่าน” ซูเราะฮ์ฮูด อายะห์ที่ 113

    ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

    مَنْ رَآي مِنْكُمْ مُنْكَراً فَلْيُغَيِّرْهُ بِيَدِهِ فَإنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِلِسَانِهِ فَإنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِقَلْبِهِ وَذَلِكَ أضْعَفُ الإيْمَانِ

    “ผู้ใดเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็จงเปลี่ยนแปลงมันด้วยมือของเขา หากไม่สามารถก็ด้วยลิ้นของเขา และหากไม่สามารถก็ด้วยใจของเขา ดังกล่าวนี้คืออ่อนสุดของการศรัทธา” ศอเฮียะห์มุสลิม ฮะดีษเลขที่ 70

  3. รายงานโดยท่าน อิรบาด อัล-ซาริยะฮฺ ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ﷺ ได้กล่าวว่า

    “จงยึดซุนนะฮของฉัน และซุนนะฮฺของคอลีฟะฮฺ ผู้ทรงธรรม หลังจากฉัน จงหลีกห่างจากบิดอะฮฺ เพราะ บิดอะฮฺทุกอย่างนั้น ฎอลาละฮฺ(หลงผิด)”

    จาก หะดีษนี้ จะเห็นได้ว่าท่านรอซูลลุลลอฮฺ ﷺ ไม่ได้กล่าวสั่งแก่อุมมะฮฺของท่านว่า ให้ยึดแค่ซุนนะฮฺของท่านเท่านั้น แต่ท่านยังกล่าวเพิ่มอีกว่า ให้ยึดคอลีฟะฮฺ ผู้ทรงธรรม หลังจากท่านอีกด้วย ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงกลับไปสู่แนวทางสะลัฟเถิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยข้อขัดแย้งอุดมการณ์ต่างๆ ความคลั่งใคล้ในมัสฮับ กลุ่ม และแนวคิดบิดเบือนต่างๆมากมาย

    พื้นฐานที่สำคัญที่สุด 3 ประการ ในการเรียกร้องผู้คนให้กลับมาสู่แนวทางที่ถูกต้อง ได้แก่
    1.อัล-กุรอาน
    2.อัซ-ซุนนะฮฺ
    3.การดำเนินตามวิถีของ อัส-สะลาฟุศศอลิหฺ

    “และผู้ใดที่ฝ่า ฝืนร่อซูล หลังจากที่คำแนะนำอันถูกต้องได้ประจักษ์แก่เขาแล้ว และเขายังปฏิบัติตามที่มิใช่ทางของบรรดาผู้ศรัทธา นั้น เราก็จะให้เขาหันไปตามที่เขาได้หันไป และเราจะให้เขาเข้านรกญะฮันนัม และมันเป็นกลับอันชั่วร้าย”
    อัล-กุรอาน ซูเราะหฺ อันนิสาอฺ อายะฮฺที่ 115

  4. ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้สั่งใช้อุมมะฮฺของท่านให้ปฏิบัติตามสุนนะฮฺของท่านและสุนนะฮฺของบรรดา เคาะลีฟะฮฺหลังจากท่าน ท่านกล่าวว่า

    عليكُم بسنَّتي وسُنَّة الخُلفاء المَهديين الرَّاشدين مِن بعدي، عَضُّوا عليها بالنَّواجذ، وإيَّاكم ومُحدثاتِ الأمور، فإنَّ كلَّ مُحدثةٍ بِدعةٌ، وكلَّ بدعةٍ ضلالةٌ

    “พวกท่านจง ยึดตามสุนนะฮฺของฉัน และสุนนะฮฺของบรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ได้รับทางนำหลังจากฉัน พวกท่านจงยึดมั่นและกัดมันด้วยฟันกราม(ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด) พวกท่านจงระวังการอุตริกรรมสิ่งใหม่ในศาสนา แท้จริง ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่นั่นคืออุตริกรรม และทุกๆอุตริกรรมนั้น คือความหลงผิด”
    (บันทึกโดย อะหฺมัด และอบูดาวูด)

    “กลุ่มชนที่ดีที่สุดคือกลุ่มชนของชน(เศาะหาบะฮฺ) หลังจากนั้นคือกลุ่มชนต่อมา(ตาบิอีน)หลังจากนั้นคือกลุ่มชนต่อมา(ตาบิอิตตาบิอีน)”
    (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s