วิเคราะห์สถานการณ์และความเป็นไปในซีเรียและอียิปต์ปัจจุบัน

รรร

วิเคราะห์สถานการณ์และความเป็นไปในซีเรียและอียิปต์ปัจจุบัน
จากบทสัมภาษณ์ ศ.ดร.อิบราฮีม คาลึน
ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีตุรกีด้านการเมืองระหว่างประเทศ

โดยสำนักข่าว Yeni Şafak
ถอดความจากภาษาตุรกีโดย @Abdulevvel Siddiq

——–

++ เราจะขอเริ่มเกี่ยวกับกรณีซีเรีย การที่ผู้นำของ PYD หรือ Democratic Union Party (Syria)ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ติดอาวุธของชาวเคิร์ดได้ถูกเชิญมาตุรกีเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของตุรกีเกี่ยวกับปัญหาซีเรียหรือไม่?

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้เราจำเป็นจะต้องทำการมองไปที่ซีเรียโดยรวมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โศกนาฏกรรมของมนุษยชาติได้ใช้เวลาผ่านไปสองปีกว่าแล้วในซีเรีย ค่าใช้จ่ายทางด้านการเมืองและมนุษยธรรมจากสงครามกลางเมืองในซีเรียนั้นคือผลจากการที่ระบบนานาชาติได้ประสบกับความล้มเหลว จิตสำนึกและความรู้สึกที่ยุติธรรมได้ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง ความต้องการในชีวิตที่มีเกียรติมีอิสระและมีความสุขของพี่น้องชาวซีเรียได้ถูกเชือดพลีให้กับกลเกมส์การแย่งชิงอำนาจของขั้วอำนาจในระดับภูมิภาคและขั้วอำนาจในระดับโลก เราขอพูดโดยที่นับตัวเราเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ว่า “พวกเราทุกคนทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบกับโศกนาฏกรรมความเป็นมนุษย์ในครั้งนี้ มันคือโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติอย่างแท้จริง…ในขณะที่ผู้คนถูกสังหารหมู่ในซีเรียผมไม่พบถึงความหมายของการถกเถียงกันว่า “การเมืองตุรกีในซีเรียนั้นล้มเหลว ตุรกีถูกโดดเดี่ยวในซีเรีย ตุรกีตกหลุมพราง ฯลฯ” ในขณะนี้ในช่วงเวลานี้ทุกอย่างได้ปรากฏให้เห็นแล้วว่าใครที่เคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมและความถูกต้องใครที่กระทำเพื่อผลประโยชน์ในระยะเวลาสั้นๆของตัวเอง

++ จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของตุรกีที่มีต่อซีเรียหรือไม่?

เมื่อเหตุการณ์ต่างๆได้เกิดขึ้นในซีเรียเราไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนของเราอันนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2011 จนกระทั่งเดือนกันยายนที่เราได้ระงับความสัมพันธ์กับรัฐบาลซีเรียเราได้พยายามทำการแนะนำต่างๆแก่รัฐบาลซีเรียอย่างเป็นมิตรและเป็นพี่น้อง นายกฯของเราได้ทำการพบปะพูดคุยหลายต่อหลายครั้งกับบัชชารฺ อัสสัด รัฐมนตรีต่างประเทศของเราได้เดินทางไปกรุงดามัสกัสหลายต่อหลายครั้ง ผู้มีตำแหน่งระดับสูงคนอื่นๆก็ได้ทำการติดต่อหลายครั้ง เราบอกกับรัฐบาลซีเรียว่า “โปรดอย่าบังคับให้เราต้องเลือกระหว่างประชาชนกับรัฐบาล” ในเดือนกันยายนปี 2011 จำนวนผู้เสียชีวิตในซีเรียมีมากกว่าห้าพันคน เมื่อถึง ณ จุดนี้เราเห็นว่าการพูดคุยกับรัฐบาลอัสสัดไม่ส่งผลประโยชน์ใดๆอีกแล้ว เราจึงทำการระงับความสัมพันธ์กับรัฐบาลซีเรีย หลังจากนั้นเป็นต้นไปกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียได้รวมตัวกันอย่างเป็นระบบมากขึ้นและพวกเขาก็ได้มาเยือนตุรกี ในเวลานั้นเราได้ทำการแนะนำชาวซีเรียที่ต่อต้านรัฐบาลทุกกลุ่มซึ่งรวมถึงชาวเคิร์ดด้วย เราแนะนำสิ่งเดียวกันให้ทุกกลุ่ม คือให้พวกเขาทำการเคลื่อนไหวอย่างเป็นหนึ่งและพร้อมเพรียงกันและให้ทุกฝ่ายที่ต่อสู้นั้นเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องต่อสู้โดยรักษาความเป็นหนึ่งของประเทศซีเรียเอาไว้

++ ในระยะหลังมีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกับพวก PYD มีการอ้างว่าตุรกีนั้นสนับสนุนชาวซุนนีย์อย่างเดียว สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่?

ตุรกีมองประชาชนซีเรียนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาตลอด ตุรกีไม่เคยแยกแยะระหว่างคนซีเรียไม่ว่าจะมาจากกลุ่มใด ในสมัยที่ความสัมพันธ์ของตุรกีนั้นดีกับรัฐบาลบัชชารฺ อัสสัด ตุรกีไม่เคยเลือกปฏิบัติระหว่างชาติพันธุ์และลัทธิเช่นไรปัจจุบันก็ไม่มีการเลือกปฏิบัติเช่นนั้น และหลังจากอัสสัดก็จะไม่มีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นเช่นกัน การกล่าวว่าตุรกีสนับสนุนแต่เพียงชาวซุนนีย์ในซีเรียนั้นคือคำกล่าวหาตื้นๆที่ใช้เป็นการโฆษนาชวนเชื่อของรัฐบาลอัสสัด มันเป็นเรื่องแปลกที่คนบางกลุ่มในตุรกีและยุโรปเชื่อในเรื่องนี้ คนที่นำข้อกล่าวหาเรื่องนี้มาพูดมีความเป็นไปได้อยู่สองคืออันดับแรกเขาไม่รู้ข้อเท็จจริงในสถานที่และเหตุการณ์จริงอันดับต่อมาคือเขากล่าวเพื่อต้องการจะวิจารณ์รัฐบาลตุรกี บางกลุ่มถึงขั้นกล่าวหาไปไกลว่าตุรกีสนับสนุนกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอัลกออิดะห์

++ มีใครบ้าง?

หลักฐานขั้นต้นที่จะใช้อ้างสำหรับคำกล่าวหานี้คือรัฐบาลอัสสัดเองในดามัสกัสและเครื่องจักรโฆษนาชวนเชื่อของเขา กลุ่มคนที่ท่องจำคำกล่าวหาเหล่านี้มาพูดผมคิดว่าพวกเขาน่าจะไม่รับรู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รัฐบาลอัสสัดมีความพยายามที่จะทำให้การปฏิวัติในซีเรียกลายเป็นสงครามระหว่างลัทธิ เขาคิดว่าวิธีนี้จะเป็นการทำให้เขาได้รับความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เขากล่าวกับตะวันตกว่า “ฉันคือผู้รักษาระบบเซ็คคิวลาร์จากพวกอิสลามิสต์” เมื่อพบกับกลุ่มอาหรับเขาก็กล่าวว่า “ฉันคือศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ในการป้องกันภัยคุกคามจากอิสราเอล” เมื่อเจอกับชาวอาลาวีย์ในซีเรียเขากล่าวว่า “พวกซุนนีย์มันโจมตีเราเพียงเพราะเราเป็นอาลาวีย์” ทุกคำพูดเหล่านี้มันจะจริงทั้งหมดในเวลาเดียวกันคงเป็นไปไม่ได้ มันเป็นอะไรที่ออกนอกกฎของตรรกะและสติปัญญา

++ อะไรคือมุมมองของเราที่มี่ต่อกลุ่ม PYD และชาวเคิร์ดในซีเรีย?

ตุรกีนั้นจะไม่ทำการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในซีเรีย ตลอดระยะทางยาวเก้าร้อยกิโลเมตรของเขตแดนซีเรีย-ตุรกี มีหมู่บ้านหลายร้อยหมู่บ้านมีครอบครัวหลายร้อยครอบครัวที่มีรากเหง้าและประวัติศาสตร์เดียวกัน บางส่วนอยู่ฝั่งตุรกีอีกบางส่วนอยู่ฝั่งซีเรีย
ชาวอาหรับ ชาวเติร์กเมน ชาวเคิร์ดและชาวซุรยานีย์ที่อาศัยอยู่ในซีเรียทั้งหมดล้วนมีความเกี่ยวข้องที่เก่าแก่กับตุรกี ความเกี่ยวข้องนี้จะอยู่ในศูนย์กลางของวิถีทางการเมืองระหว่างซีเรียและตุรกี การที่ตุรกีได้แสดงจุดยืนทางด้านจริยธรรมและมนุษยธรรมในเรื่องของซีเรียถึงแม้จะต้องแลกด้วยราคาที่แพงนั้นมีสาเหตุหลักมาจากความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่ก้าวข้ามการเมืองรายวันแบบระยะสั้นๆ

++ การเมืองลักษณะนี้จะใช้สำหรับ PYD ด้วยหรือไม่?

ใช่ครับ สำหรับชาวเคิร์ดในซีเรียเราก็มีจุดยืนนี้เช่นกัน ชาวเคิร์ดก็มีสิทธิเหมือนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆในตะวันออกกลางที่ควรจะได้ใช้ชีวิตในระบบที่ให้เสรีภาพ ให้การมีส่วนร่วมในสังคม เป็นประชาธิปไตยและเป็นระบบที่ให้การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน สิทธิและเสรีภาพที่ชาวซีเรียทั้งหมดควรจะได้รับเป็นเช่นใดสำหรับชาวเคิร์ดก็ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุนี้เองที่ท่านนายกฯของเราได้เคยพยายามเกี่ยวกับการที่จะให้ชาวเคิร์ดในซีเรียได้รับการยอมรับเป็นประชาชนของซีเรียและได้รับบัตรประชาชนในสมัยที่ความสัมพันธ์ของตุรกีกับรัฐบาลอัสสัดยังดีอยู่ ในสองปีหลังนี้เราก็ได้ทำการติดต่อกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียจากทุกกลุ่ม ชาวซีเรียเชื้อสายเคิร์ดที่มีชื่อว่าอับดุลบาซิต ไซดาก็ได้ทำการเป็นผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลแห่งชาติซีเรีย พร้อมๆกับเขาก็มีชาวเคิร์ดอีกหลายคนที่ได้ทำงานร่วมกันในฝ่ายบริหารกลุ่มต่อต้านรัฐบาลแห่งชาติซีเรีย

++ ความสำเร็จของชาวเคิร์ดในซีเรียจะทำให้คุณกังวลใจหรือไม่?

เราต้องกลับมาดูที่ความสัมพันธ์ของเรากับ PYD โดยที่เรานั้นจะต้องไม่ลืมภูมิหลังนี้ ในความเป็นปึกแผ่นของประเทศซีเรียนั้นความสำเร็จของชาวเคิร์ดจะไม่ทำให้ตุรกีไม่สบายใจอย่างแน่นอน รัฐบาลของเราได้เข้าสู่กระบวนการเจรจาแก้ปัญหากับชาวเคิร์ดในตุรกี รัฐบาลพยายามที่จะโอบกอดประชาชนทั้งหมดซึ่งรวมถึงชาวเคิร์ด แน่นอนรัฐบาลตุรกีนี้จะไม่กังวลใจกับการมีตัวตนของชาวเคิร์ดในซีเรีย แต่ทว่าจำเป็นจะต้องมีการรักษาความเป็นหนึ่งและเป็นปึกแผ่นของประเทศซีเรียโดยจะต้องไม่มีการให้อันตรายใดๆกับสิ่งนี้และใส่ใจอย่างละเอียด จะต้องระวังสิ่งใดก็ตามที่จะให้อันตรายแก่ความเป็นปึกแผ่นของประเทศซีเรีย ถ้าหากว่าซีเรียสูญเสียความเป็นหนึ่งเป็นปึกแผ่นทุกคนในซีเรียไม่ว่าจะเป็นอาหรับหรือเคิร์ด จะเป็นมุสลิมหรือคริสต์ทั้งหมดจะได้รับการสูญเสีย เพื่อให้ทุกฝ่ายที่รวมถึงชาวเคิร์ดได้รับความสำเร็จจำเป็นที่จะต้องให้ซีเรียทั้งหมดที่เป็นหนึ่งได้รับความสำเร็จและก้าวผ่านปัญหาให้ได้ การพบปะของกับ PYD ในช่วงไม่กี่วันให้หลังมีจุดประสงค์หลักๆคือสิ่งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีการพบปะกับ PYDแล้วในหลายระดับ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องตกใจในเรื่องนี้ สิ่งหลักๆคือ PYDจะต้องไม่ทำให้เกิดสภาพการณ์ที่จะให้อันตรายแก่ความเป็นปึกแผ่นของประเทศซีเรียและจะต้องไม่ให้อันตรายแก่การต่อต้านรัฐบาลอัสสัดและจะต้องหลีกห่างจากปฏิบัติการที่จะนำไปสู่สิ่งที่กล่าวมา การพบปะเจรจากับ PYDในกรณีนี้มีผลที่เป็นไปในเชิงบวก

++ การปฏิวัติต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกอาหรับกำลังหมุนกลับด้านหรือเปล่า?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสองปีให้หลังที่ซีเรียและเกิดขึ้นในหนึ่งเดือนให้หลังที่อียิปต์ได้สอนให้เรารู้ว่าการที่จะนำการเมืองใหม่และมุมมองใหม่ทางด้านอารยธรรมมาสู่ชีวิตในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ในระหว่างสงครามกลางเมืองในซีเรียที่กำลังนองเลือดบัญชีผลประโยชน์ของอำนาจระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ถูกนำมาอยู่ข้างหน้าเกียรติ เสรีภาพของมนุษย์และทัศนคติของอารยธรรม นักวิจัยของตะวันตกได้กล่าวเป็นเวลาหลายปีว่าชาวอาหรับนั้นไม่มีความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาธิปไตย ระบบเผด็จการเป็นระบบที่ดีและเหมาะสมสำหรับชาวอาหรับ ฯลฯ หลังจากที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในตูนีเซียและอียิปต์ ผมได้ถามคำถามนี้ ชาวอาหรับได้ประกาศแสดงความสามารถแล้วว่าพวกเขาพร้อมกับประชาธิปไตยจากความสามารถในการปฏิวัติและการเลือกตั้งที่พวกเขาได้ทำขึ้น คำถามที่ควรจะถามมากกว่าคือ ตะวันตกต่างหากที่พร้อมหรือเปล่ากับประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นในโลกอาหรับ?

++ แล้วตะวันตกพร้อมหรือเปล่ากับประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นในโลกอาหรับและโลกอิสลาม?

เราได้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่พร้อมกับประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นในโลกมุสลิมและพวกเขาไม่มีความต้องการในสิ่งนี้จากการเลือกตั้งที่ปาเลสไตน์ในปี 2006 และครั้งล่าสุดคือในการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ ในปี 2006 เมื่อฮามาสได้เป็นรัฐบาลพวกเขาก็ผินหลังให้ยกเลิกประชาธิปไตย พวกประชาธิปไตยในตะวันตกที่ไม่ยอมเรียกการรัฐประหารของทหารในอียิปต์ว่าเป็นการรัฐประหารล้มประชาธิปไตยได้ทำการขัดแย้งกับอุดมการณ์ของตัวเองและพวกเขาได้เป็นผู้สนับสนุนกระบวนการที่จะทำให้ความสำเร็จที่ได้รับในครั้งปฏิวัติวันที่ 25 มกราคม 2011ต้องสูญเปล่า ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตามเพียงอย่าให้พรรคต่างๆของพวกอิสลามิสต์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล อย่าให้พวกอิสลามิสต์ได้รับความชอบธรรมตามประชาธิปไตย อย่าให้อิสลามิสต์ประสบความสำเร็จ ในอียิปต์พวกเขาให้ล้มมูรซีย์ในเวลาเพียงแค่หนึ่งปี

++ แล้วผลของการรัฐประหารครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง?

รัฐประหารครั้งนี้จะสร้างแผลลึกระยะยาวในประเทศอียิปต์ เป็นที่น่าเสียใจที่เราต้องเห็นโฉมหน้าอันเปื้อนเลือดและสกปรกของรัฐประหารครั้งนี้ในเวลาสามสัปดาห์ที่ผ่านมา คนหลายร้อยคนต้องตายในเดือนรอมฎอนอันประเสิรฐนี้ หลายพันคนต้องบาดเจ็บ ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ไม่ว่าเขาจะสนับสนุนหรือต่อต้านมูร์ซีย์ ทุกคนในอียิปต์ต้องกลายเป็นฝ่ายสูญเสียในการรัฐประหารครั้งนี้ ถูกต้องว่าการรัฐประหารนั้นถูกทำขึ้นต่อมูร์ซีย์และกลุ่มภราดรภาพมุสลิมแต่ในความจริงนั้นมันถูกทำขึ้นต่อต้นกล้าของ กระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยในอียิปต์ ผมคิดว่านี่คงเป็นการล้มล้างสิ่งที่สำคัญที่สุด

สิ่งที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ระบบที่ฝังรากในอียิปต์นั้นมีความพยายามที่จะทำให้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมกลายเป็นกลุ่มที่ตกขอบและหัวรุนแรง พวกเขาพยายามยั่วยุต่างๆนานาเพื่อให้ภราดรภาพมุสลิมหันมาใช้ความรุนแรงตอบโต้ หลักฐานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและเจ็บปวดคือหลังจากที่นายพลซีซีย์ได้ทำการประกาศสิ่งที่เหนือความคิดในเช้าวันที่ 27 กรกฎาคมการสังหารหมู่ก็เกิดขึ้น พวกก่อรัฐประหารคิดว่าเมื่อใดที่ภราดรภาพมุสลิมใช้ความรุนแรงในการตอบโต้พวกเขาก็จะได้รับความชอบธรรมในการกระทำของพวกเขา พวกเขาคงไม่คาดคิดมาก่อนว่าฝ่ายที่ต่อต้านรัฐประหารจะยังคงบืนกรานในจุดยืนเป็นเวลาถึงสามสัปดาห์มาแล้วในระหว่างนี้มีจุดหนึ่งที่ต้องแจ้งให้ทราบนั่นก็คือกลุ่มที่ต่อต้านรัฐประหารทั้งหมดนั้นไม่ใช่กลุ่มภราดรภาพมุสลิม มีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยและวิจารณ์แนวทางๆการเมืองของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมแต่พวกเขาเชื่อว่าการก่อรัฐประหารจะไม่นำประชาธิปไตยและความมั่นคงและสงบสุขมาสู่อียิปต์ได้

++ มุมมองของตุรกีที่มีต่ออียิปต์เป็นอย่างไร?

ผมขอเน้นย้ำถึงสิ่งหนึ่งว่า ตุรกีไม่ได้เข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งในอียิปต์ ตุรกีนั้นมองเห็นอียิปต์เป็นหนึ่งเดียวและจะโอบกอดทุกส่วนของอียิปต์ ในสองปีให้หลังการสนับสนุนที่เราได้กระทำต่ออียิปต์นั้นมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของชาวอียิปต์ทั้งหมด มีบางคนกล่าวหาตุรกีว่าเป็นพวกนิยมอิควาน(ภราดรภาพมุสลิม)เพราะการที่ตุรกีอยู่ตรงข้ามกับรัฐประหาร คำวิจารณ์นี้เป็นคำวิจารณ์ที่ไร้จิตสำนึกและไร้ความหมายสิ้นดี การที่เราอยู่ตรงข้ามรัฐประหารไม่ใช่เพราะเราปกป้องอิควานหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มันคือการสนับสนุนการปฏิวัติวันที่ 25 มกราคมและสนับสนุนการสร้างกระบวนการสู่ประชาธิปไตย

++ ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่ต้องกระทำ?

อันดับแรก–รัฐบาลชั่วคราวจะต้องให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนทุกคนไม่แบ่งแยก ตอนนี้มีการสร้างบรรยากาศที่ว่าถ้าหากคนตายเป็นคนที่อยู่ตรงข้ามรัฐประหารหรือเป็นภราดรภาพมุสลิมก็ไม่มีความสำคัญอะไร (บรรยากาศตอนนี้มันอย่างนั้น) อันดับที่สอง–คือมูฮัมหมัด มูร์ซีย์และนักการเมืองที่อยู่พร้อมกับเขาที่ถูกควบคุมตัวจะต้องถูกปล่อยให้เป็นอิสระอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าหากว่าไม่มีการปล่อยตัวพวกเขาแล้วกลุ่มคนที่ประท้วงตามท้องถนนก็จะไม่กลับบ้านของพวกเขา
อันดับที่สามคือ–ต้องมีอะไรที่จะประกันว่าในระหว่างที่จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องไม่มีการจับกุมและกวาดล้างตามอำเภอใจเกิดขึ้น เกี่ยวกับกับเรื่องนี้สันนิบาตอาหรับและองกรค์อื่นๆจะต้องเข้ามาเป็นตัวกลาง อันดับที่สี่คือกำหนดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นที่ถูกประกาศจะต้องไม่มีการแทรกแซงใดๆโดยจะต้องสร้างหลักประกันในเรื่องนี้ให้กับฝ่ายการเมืองต่างๆ

++ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างในภูมิภาคของเราและในโลก?

เมื่อ paradigm (กระบวนทัศน์) ของกระบวนการเปลี่ยนแปลงโมเดิร์นแบบเดิมได้ถูกแทนที่ด้วยโลกาภิวัฒน์จึงทำให้เกิดศูนย์กลางอำนาจใหม่ๆ เกิดระบบความร่วมมือใหม่ๆ และรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆก็ได้เกิดขึ้น tradition (ประเพณีหรือค่านิยมเดิมๆ)ต่างๆที่ได้ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่อยู่ตรงขอบในยุคเปลี่ยนสู่โมเดิร์น ประเทศต่างๆภูมิภาคต่างๆได้ค้นพบกับพื้นที่ที่ให้โอกาสใหม่ๆแก่ตัวเองในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ได้พบหนทางในการอธิบายตัวตนครั้งใหม่ ทัศนคติของเราที่มีต่ออดีตและอนาคตได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ในอีกมุมหนึ่งมนุษย์นั้นพยายามที่จะรักษารากเหง้าและtraditionของตัวเองในขณะที่อีกมุมหนึ่งมนุษย์ก็เริ่มมองเห็นว่าเขาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างและหลากหลาย ในวันนี้ไม่มีความขัดแย้งที่จำเป็นสำหรับการเป็นคนที่มีรากเหง้าของตัวเองและการเป็นประชาชนคนหนึ่งของโลก หมายความว่า…

ผมเรียกสิ่งนี้ว่า “การปรับสู่สภาพปรกติของประวัติศาสตร์” เพราะว่าในประวัติศาสตร์นั้นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดมีสององค์ประกอบนั่น 1) คือการมีรากเหง้าของตัวเอง 2) การมีมุมมองความคิดที่เปิดกว้าง –อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่นั้นประสบความสำเร็จในการสร้างความสมดุลระหว่างองค์ประกอบทั้งสองนี้ การอ้างอิงไปยังรากเหง้าต่างๆและการมีขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเองไปพร้อมกับการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับสังคมอื่นๆและวัฒนธรรมอื่นๆ การมีอิทธิพลต่อผู้อื่นและได้รับอิทธิพลจากผู้อื่น อันที่จริงมันคือการที่เรานั้นมีส่วนร่วมในการสร้างมรดกของมนุษยชาติ ในที่นี่มีคำถามหลักๆคือว่าโมเดลจากทฤษฎี “สังคมที่เปี่ยมล้นด้วยคุณค่า” ของปราชญ์อัลฟารอบีย์นั้น เราจะสามารถนำมันมาสู่ชีวิตในระดับชาติหรือระดับโลกได้หรือไม่? หรือว่าจะเป็นทฤษฎีของ Kant ที่เขากล่าวว่า “ระบบโลกที่เป็นcosmopolite” ที่จะนำพื้นฐานความยุติธรรมที่เป็นสากลมาเป็นคุณค่าและสร้างเป็นระบบขึ้นมา เราจะทำสิ่งนี้ได้หรือไม่?

ประวัติศาสตร์ได้ไหลไปในทิศทางนี้สภาพของเราจึงอยู่ในการทุ่มเทความพยายามไปในทิศทางนี้ การที่จะเป็นเสียงของจิตสำนึกและจิตวิญญาณสากลนั้นถือเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ การไม่นิ่งเฉยกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น การพยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในความสามารถของเรา การพยายามเพิ่มขีดความสามารถด้วยการใช้ทุนจากทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ให้เคลื่อนไหว เช่น การกระทำของเราในกรณีโซมาเลีย ปาเลสไตน์ และซีเรีย เป็นต้น

ผมคิดว่าการปรับเปลี่ยนสู่โมเดิร์นโดยมียุโรปเป็นศูนย์กลางยังคงไม่ถูกก้าวข้ามให้ผ่าน… โมเดลของความโมเดิร์นที่นิยมยุโรปเป็นศูนย์กลางได้เป็นความพยายามที่จะสร้างให้ตัวตนของมนุษยชาติ มุมมองของประวัติศาสตร์เป็นรูปแบบของโมเดลอันเดียว และมีความเหมือนกัน เป็นการพยายามให้โลกอยู่ในเส้นตรงทื่อๆอันเดียว เราสามารถกล่าวได้ว่าความหลากหลาย ความสากล และความแตกต่างที่ถูกยอมรับและเป็นที่แพร่หลายในวันนี้เบื้องหลังของมันคือปฏิกิริยาโต้ตอบต่อกระบวนการของความโมเดิร์นที่จะสร้างรูปแบบและโมเดลอันเดียว การเจริญขึ้นของความโมเดิร์นนั้นเป็นการเจริญเติบโตที่มียุโรปเป็นศูนย์กลางและเป็นผลของความพยายามที่จะสร้างโลกใหม่ที่มียุโรปเป็นศูนย์กลางเดียว แต่หากว่าความพยายามในโปรเจ็คนี้ได้นำมาซึ่งความไม่ยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกันที่ฝังรากลึกสู่ระบบโลก มันถึงขนาดที่ว่าแม้กระทั่งภายในยุโรปเอง (อย่างเช่นเยอรมนีและประเทศยุโรปอื่นๆที่อยู่ตรงข้ามประเทศนี้) ก็ไม่สามารถที่จะยอมรับการถ่วงดุลอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้นและในที่สุดก็เกิดสงครามโลกถึงสองครั้ง

ในอีกด้านหนึ่งก็มีการถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นโมเดิร์นของกลุ่มนอกจากชาติตะวันตก… ความพยายามที่จะก้าวข้ามความนิยมในความเป็นศูนย์กลางของยุโรปได้เดินมาในระยะทางที่อยู่ในระดับที่สำคัญ ในวันนี้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อารยธรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม เศรษฐกิจ และ soft power เมื่อเรากล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันเราไม่ได้นึกถึงเพียงแค่อารยธรรมตะวันตก นักคิดชาวตะวันตกอย่างเช่น Heidegger, Foucault, Derrida, Taylor เป็นต้น ได้ทำการวิจารณ์ความเป็น eurocentrism อย่างลงลึกถึงรากเหง้า นี่คือสัญญาณของระยะเวลาที่ดี แต่ทว่าถ้าจะกล่าวว่ามุมมองแบบ Eurocentric นั้นหมดไปแล้วคงเป็นไปไม่ได้ ทัศนคติที่มีต่อโลกและความเข้าใจในการเมืองระดับโลกผ่านมุมมองนี้ที่มีการแบ่งชั้นวรรณะและมีความคิดที่ฉาบฉวยในสิ่งที่ซับซ้อน (reductionist) ยังคงเป็นตัวกำหนดระบบโลกที่เป็นไปอยู่ในปัจจุบัน แม้กระทั่งตัวเราเองในตุรกีเรายังคงหนีไม่รอดจากการเป็น eurocentrist ในความเข้าใจประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรายังไม่สามารถที่จะผลิตแนวคิดทฤษฎีของเราเองได้ เรายังคงไม่สามารถคิดด้วยถ้อยคำของเราเองได้

++ ไม่ทราบว่ามีความพยายามในเรื่องนี้หรือไม่?

แต่ว่าในตอนนี้มีพลวัตใหม่อื่นๆที่จะให้ทิศทางแก่ประวัติศาสตร์ พลวัตใหม่เหล่านี้ไม่ได้มาจากศูนย์กลางแต่มาจากองค์ประกอบแวดล้อมต่างๆ ในตุรกีแวดล้อมได้ทำให้ศูนย์กลาง ระบบที่ก่อตัวอยู่แล้ว และตุรกีเก่าได้เปลี่ยนไปเช่นใด ในระดับภูมิภาคและระดับโลกก็เช่นกันแวดล้อมที่ถูกกันให้อยู่ขอบและพลวัตต่างๆที่ถูกพยายามให้อยู่ภายใต้การควบคุม องค์ประกอบต่างๆ และตัวละครต่างๆได้เริ่มต้นแล้วในการกำหนดความเป็นไปและทิศทางหลักของศูนย์กลาง ความคิดใหม่ๆจะมาจากที่เหล่านี้ ในตัวละครที่ทำการสอบสวนตั้งคำถามแก่ศูนย์กลางมีพลังงานและความมั่นใจที่แตกต่างในการตั้งค่านิยามใหม่และการพยายามให้มันเกิดความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมมากกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือสิ่งที่ให้ความหมายว่าความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกับแวดล้อมกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่

++ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางคือส่วนหนึ่งของสิ่งนี้หรือไม่?

ใช่ครับ ประชาชนชาวอาหรับทั้งหลายได้ผ่านจากยุคแห่งการหยุดนิ่งไปสู่การพยายามที่จะกำหนดประวัติศาสตร์และอนาคตของตัวเอง พวกเขาเรียกร้องความยุติธรรมและการให้เกียรติจากตะวันตกและจากระบบโลกทั้งหลาย พวกเขาถามตัวเองว่าทำไมพวกเขาจึงถูกปกครองจากพวกเผด็จการเพียงหยิบมือเดียวเป็นเวลายาวนานหลายปี พวกเขาต้องการที่จะยึดมั่นในรากเหง้าของพวกเขาโดยการสร้างระบอบการเมืองใหม่ที่ให้เกียรติกับสิทธิมนุษยชน มีความเป็นประชาธิปไตย มีอิสระเสรีภาพ และมีการอำนวยความสะดวกแก่ชีวิต พวกเขาต้องการตัวเลือกที่สามนอกเหนือจากตัวเลือกที่เป็นท้องถิ่นนิยมที่ปิดเก็บตัวภายในกับตัวเลือกที่เป็นตะวันตกนิยมที่ปราศจากซึ่งรากเหง้า พวกเขากำลังค้นหาทางเลือกที่สามนอกจากทางเลือกที่มีอยู่

++ การประชุมเจนิวาที่จะมีขึ้นจะมีความหวังหรือไม่?

การที่ซีเรียจะประสบกับความสำเร็จและเข้าสูความมั่นคงและสงบสุขได้จำต้องมีระบบที่มีความชอบธรรม มีความหลากหลาย และโอบกอดคนทั้งหมดมาแทนที่ระบบอัสสัดที่มือเปื้อนคราบเลือด เป้าหมายของการประชุมเจนิวาครั้งที่สองคือสิ่งนี้และเพราะเหตุนี้ที่ตุรกีสนับสนุนให้มีการประชุมนี้เกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าการประชุมครั้งนี้ยังคงเหมือนการประชุมอื่นๆที่ไม่มีผลอะไรนอกจากจะเป็นเหตุผลในการยืดเวลาให้แก่ระบอบอัสสัดมันก็เป็นการประชุมที่ไร้ความหมายใดๆ ประเทศซีเรียก็เหมือนกับประเทศอิรักตรงที่เป็นโมเสกชิ้นหนึ่งที่โดดเด่นและมั่งคั่งของภูมิภาคตะวันออกกลางและเป็นตะวันออกกลางฉบับดั้งเดิม
มุสลิม คริสต์ ซุนนีย์ อาลาวีย์ อาหรับ เคิร์ด เติร์ก ดุรซีย์และอื่นๆ คือกลุ่มอัตลักษณ์ที่ทำให้ซีเรียเป็นสิ่งที่มีความต่อเนื่องกับประเพณีเมโสโปเตเมียอันเก่าแก่ในอดีตที่เปี่ยมไปด้วยความหลากหลาย พลังของซีเรียนั้นมาจากความมั่งคั่งในความหลากหลายเหล่านี้ การแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างยั่งยืนที่มองข้ามความหลากหลายเหล่านี้ของซีเรียเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s