เหตุการณ์แห่งเมเนเมนในประวัติศาสตร์สาธารณรัฐตุรกี

พะั

เหตุการณ์แห่งเมเนเมนในประวัติศาสตร์สาธารณรัฐตุรกี ความขมขื่นของมุสลิมในตุรกีและความเปื้อนเลือดของระบอบเผด็จการอะตาเติร์ก
(รูปภาพ เชค อัรบิลลี มูฮัมหมัด อัสอัด เอฟเฟนดีย์ขณะถูกจับกุมโดยทหาร)

Abdulevvel Siddiq > เขียน
เหตุการณ์เมเนเมนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่สามสิบเดือนธันวาคมค.ศ.1930 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นการเริ่มต้นกวาดล้างศาสนาอิสลามของเผด็จการระบอบมุสตาฟา เกมาล อตาเติร์ก หลังการได้รับเอกราชตั้งสาธารณรัฐตุรกี

ก่อนอื่นเราต้องรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์คร่าวๆหลังจากสงครามไล่ต่างชาติจนได้แผ่นดินตั้งตุรกีเป็นรัฐเอกราชโดยใช้ระบอบสาธารณรัฐด้วยการร่วมมือของประชาชนและบรรดาอุลามาอฺแล้ว มุสตาฟา เคมาล ก็พยายามรวมอำนาจทั้งหมดไว้ที่กลุ่มเขาฝ่ายเดียว สิ่งที่เขาทำสิ่งแรกๆในการเริ่มต้นกวาดล้างอิสลามคือการยกเลิกสถาบันคิลาฟะห์แห่งจักรวรรดิออตโตมันที่แทบจะไม่เหลือเขี้ยวเล็บอะไรไว้ต่อกรทางการเมืองกับฝ่ายเขาแล้ว การยกเลิกคิลาฟะห์นั้นมาพร้อมกับการดึงคำว่า “สาธารณรัฐตุรกีคือรัฐอิสลาม”ออกจากรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ร่วมกันออกกับแกนนำประชาชนผู้ก่อตั้งรัฐ ซึ่งชาวตุรกีนับว่าเป็นการตบหน้าประชาชนอย่างร้ายแรงของรัฐบาลทหารอะตาเติร์ก ในเวลาไล่เลี่ยกันกระทรวงกิจการชารีอะห์และศาสนสมบัติก็ถูกยุบจากการเป็นกระทรวงและถูกแยกให้เป็นกรมศาสนาและกรมวากัฟ(กิจการสมบัติส่วนรวม) การกระทำเหล่านี้ทำโดยใช้อำนาจรัฐที่กุมกำลังทหารที่ข่มขู่ประชาชนของฝ่ายมุสตาฟา เคมาล จากนี้ไปประมาณเกือบสามสิบปีตุรกีก็เข้าสู่ยุคพรรคเดียวทางการเมืองนั่นคือพรรคสาธารณรัฐและประชาชนหรือพรรค CHP ที่เป็นฝ่ายค้านและแกนนำในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในปัจจุบัน

กลับมาที่เหตุการณ์เมเนเมนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการว่าจ้างกลุ่มคนที่ติดยาเสพติดจำนวนหนึ่งให้เรียกชาวบ้านมารวมตัวกันเพื่อที่จะต่อต้านอำนาจรัฐของอะตาเติร์กและประกาศใช้ชารีอะห์ เหตุการณ์รุนแรงได้เกิดขึ้นเมื่อคนที่ถูกว่าจ้างให้ปราศรัยได้ทำร้ายนายทหารผู้บังคับบัญชากองร้อยนายหนึ่งที่เข้าไปตบหน้าบุคคลที่กำลังปราศรัยอยู่เพียงลำพังต่อหน้าชาวบ้านที่กำลังมุงดูด้วยความฉงน เมื่อถูกตบหน้าคนคนนั้นจึงลุกขึ้นสู้แทงนายทหารและตัดหัวของทหารคนนั้นท่ามกลางการไม่เข้าไปช่วยของกองทหารที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ เมื่อเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นประชาชนจึงพากันวิ่งหนี ทหารจึงเริ่มระดมยิงทำให้กลุ่มคนที่ก่อเหตุจำนวนสามคนตายในเหตุการณ์พร้อมกับประชาชนอีกสองคนที่ไม่รู้เรื่อง เมเนเมนเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเหตุการณ์จึงสงบโดยที่รัฐบาลไม่ต้องจัดการอะไรมาก อย่างไรก็ตามรัฐบาลอะตาเติร์กได้อ้างเหตุการณ์ครั้งนี้ว่ากลุ่มผู้นำศาสนาอยู่เบื้องหลังจึงเริ่มการระดมจับโดยออกหมายจับ อุลามาอฺที่ถูกจับและถูกกล่าวหาว่าบงการเหตุการณ์ครั้งนั้นคนสำคัญคือท่าน อัรบิลลี มูฮัมหมัด อัสอัด เอเฟนดีย์ หัวหน้าอาจารย์ประจำมัสยิดสุลต่าน มูฮัมหมัด อัลฟาติหฺ กรุงอิสตันบูล ซึ่งท่านมีอายุเกือบจะเก้าสิบปีแล้วในขณะนั้น ท่านถูกจับพร้อมกับบรรดาอุลามาอฺนับร้อยคนซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของท่านอยู่ด้วย

ท่านอัรบิลลี มูฮัมหมัด อัสอัด เอเฟนดีย์นั้นสืบเชื้อสายทางพ่อและแม่ของท่านจากตะกูลของท่านฮาซันหลานของนบีมูฮัมหมัด(ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นเชคอาวุโสของตะเซาวุฟสำนักนักชบันดีย์ สายเมาลานา คอลิด อัลบัฆดาดีย์ ที่มีอิทธิพลในจักรวรรดิออตโตมัน สำนักนักชบันดีย์ในออตโตมันนั้นเป็นสำนักที่มีความเป็นซุนนีย์สูงโดยจะให้ความสำคัญกับการเรียนชารีอะห์และต่อต้านตะเซาวุฟที่ทำในสิ่งที่ไม่ตรงกับหลักการอิสลาม โดยเฉพาะการต่อต้านศัตรูชาวตะวันตกและลัทธิชีอะห์ในพื้นที่ สำนักนักชบันดีย์ สายเมาลานาคอลิด บัฆดาดีย์ มีบทบาทสูงมาก

เหตุการณ์เมเนเมนจึงเป็นเหตุการณ์ที่พยายามจะกวาดล้างอำนาจบารมีของบรรดาผู้นำศาสนาโดยการกล่าวหาและกุเรื่องต่างๆนานาที่ไร้ซึ่งหลักฐานจากฝ่ายเผด็จการอะตาเติร์ก เชค มูฮัมหมัด อัสอัดจึงตกเป็นเหยื่อเป้าหมายหลักในครั้งนี้ อุลามาอฺกว่าร้อยคนพร้อมกับลูกศิษย์ถูกจับขึ้นศาลทหารโดยไม่ทันตั้งตัว เชคมูฮัมหมัด อัสอัด และลูกชายพร้อมอุลามาอฺจำนวนทั้งหมดสามสิบคนถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ เนื่องจากเชคอัสอัดนั้นมีอายุมากแล้วเวลาเดินก็ไม่สามารถที่จะพยุงตัวได้จึงถูกลดโทษให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต ส่วนลูกชายของท่านและคนที่เหลือนั้นถูกแขวนคอทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นานเชคก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลทหารอย่างน่าสงสัยและถูกฝังศพทันใดในเขตโรงพยาบาลแห่งนั้นโดยไม่อนุญาติให้ทำพิธีละหมาดศพ จากการค้นพบศพของผู้ที่จำและรู้จักสถานที่มีการชันสูตรศพโดยสรุปอย่างไม่เป็นทางการว่าเชคนั้นตายจากการฉีดยาพิษของหมอเข้าในเส้นเลือด

เชคอัสอัดนั้นเป็นคนที่มีความเคร่งครัดในจริยธรรมของตะเซาวุฟ เมื่อลูกชายของท่านนำข่าวมาบอกกับท่านว่า “เราต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้วล่ะ เหตุการณ์มันดูท่าทางจะไม่ดี” ท่านตอบกับลูกชายของท่านว่า “ลูกเอ๋ยมันสายไปแล้วล่ะจากที่พ่อเข้าใจเราคงทำอะไรไม่ทันแล้วในตอนนี้ มันคือกำหนดการของอัลลอฮฺที่เราต้องอดทนเผชิญหน้ากับมันแล้วล่ะ”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s