ลอกคราบ Wahabi Punah

12212

+ลอกคราบ Wahabi Punah+
กรณีความเป็นสุนนะฮฺของโรงเรียนธรรมฯ และ ดร.หาญีฮารูน สุหลง
หมีมลายู > เขียน

Note : ข้อเขียนคำชี้แจงต่อไปนี้เคยลงมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากมีความไม่พอใจอย่างรุนแรงของพี่น้องบางส่วน ผู้เขียนจึงได้ลบออกและนำไปปรับให้ดูเหมาะสมต่อสภาพความคิดของคนไทยมากขึ้น (ไม่อยากฟังความจริง พิจารณา ข้อวิจารณ์ ข้อเสียของตัวเอง) กาลครั้งนี้ ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลจาก 2 บทความต่อไปนี้ หนีไม่พ้นที่จะต้องตราไว้ให้สังคมได้รับรู้จริงๆ และการลบออกไปก็เป็นเพียงความกลัวและรั้งแต่จะเลี้ยงฟิตนะฮฺไว้อีกทางหนึ่งเท่านั้นเอง และเพื่อเป็นเครื่องชั่งความจริงความสับสนและประเด็นปัญหาบางอย่างในสังคมมุสลิมปัจจุบัน ทั้งนี้มิได้หวังจะกล่าวร้ายหรือใส่ความครูบาอาจารย์ที่ได้ถึงอะญัลของอัลลอฮฺ หรือหวังจะมุ่งร้ายต่อพี่น้องคนใดไม่ จึงโปรดกล่าวบิสมิลลาห์ก่อนอ่าน และอ่านอย่างตะบัรรุก (ใคร่ครวญ) ประหนึ่งเวลาเราได้อ่านสัจธรรมจากอัลกุรอานด้วยเถิด อินชาอัลลอฮฺ
____
(บทความแรก)

“ผู้เขียน (อ.อับดุลเลาะห์ ลออแมน) รู้จัก (อัลมัรฮูม) อ.ดิเรก พร้อมๆกับรู้จักนายอาลี อีซา (อัลมัรฮูม) คุณณรงค์ ทรงวีระ และรู้จักบ้านของ (อัลมัรฮูม) ครูอิสมาอีล อะหฺมัด ในวันเดียวกัน กล่าวคือวันหนึ่ง (อัลมัรฮูม) ฮาญีฮารูน ฏอฮีร (หะยีฮารูน สุหลง) ครูใหญ่ ผู้จัดการ เจ้าของโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จ.ยะลา ซึ่งเป็นครูของผู้เขียน ท่านไปกรุงเทพฯ และชวนผู้เขียนไปเยี่ยมครูอิสมาอีล ตอนนั้นผู้เขียนยังไม่รู้จักบ้านของครูอิสมาอีล เพียงแต่รู้ว่า บ้านท่านอยู่ใกล้มัสยิดบางกอกน้อย จึงไปถามคนแถวๆนั้น ในที่สุดไปถึงบ้านครูอิสมาอีล วันนั้นจำไม่ได้ว่าวันที่ เดือน ปีใด (คงอยู่ในระหว่าง พ.ศ.2509-2511) แต่รู้ว่าเป็นวันอาทิตย์ ท่านกำลังวุ่นอยู่กับการเขียนบทความ จะไปอ่านอัดเทปรายการวิทยุภาคมุสลิมแห่งหนึ่ง ท่านบอกว่า “ถ้าจะรู้จักพรรคพวก คืนนี้ให้ไปที่ห้องอัดเทปหลังมัสยิดพญาไท” คืนนั้นผู้เขียนไปก็ได้รู้จักบุคคลดังกล่าวพร้อมหน้ากัน”

จากหนังสือ “อิบรอฮีม กุเรชี (นายดิเรก กุลสิริสวัสดิ์) ให้ความหมายอัลกุรอานอย่างไร ถึงได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นก็อดยานี” โดยอับดุลเลาะห์ ลออแมน, พิมพ์ปี 2550 หน้า 10

ข้างต้นนั้นคือ บันทึกการรวมตัวของโต๊ะครูสุนนะฮฺรุ่นแรกๆของสยามประเทศ เมื่อ 40-50 ปีก่อน ภายหลังการนำเข้ามาเผยแพร่ของ ครูอะหฺมัด วะฮาบ มินังกาเบา (พ.ศ.2406-2509) เมื่อปี 2450 เริ่มต้นที่มัสยิด อัสสะลาฟีย์ ถนนตก มัสยิดอัลอะตี๊ก และไปบางกอกน้อยในช่วงสุดท้ายของชีวิต ครูอะฮฺมัด มีลูกศิษย์คนสำคัญคือ อ.ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ และครูอิสมาอีล อะหฺมัด ชาวพัทลุง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศาสนูปถัมป์ ที่พัทลุง และกรุงเทพฯ (โปรดอ่าน เรื่อง “เสาปูนร่ำไห้” ของ อ.มูรีด ทิมะเสน เพิ่มเติมนะครับ) [1]

เรื่องราวการพบกันของโต๊ะครูเหล่านี้มีอะไรพอจะเป็นบทเรียนกับพวกเราบ้าง
1- ความเป็นปึกแผ่นของโต๊ะครูสุนนะฮฺในอดีต
2- โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ยะลา เป็นโรงเรียนสุนนะฮฺมาก่อน

สิ่งที่ต้องตราไว้ที่นี่คือ คำว่าสุนนะฮฺ ของผู้เขียนในที่นี่ คือกลุ่มคนที่เรียกร้องไปสู่อัลกุรอานและหะดีษอันบริสุทธิ์ ปราศจากบิดอะฮฺหรือตามที่ผู้เกลียดชังเรียกว่า “วะฮาบีย์” นั่นเอง

**ต่อประเด็นแรก คำว่า “พรรคพวก” ที่ครูอิสมาอีลบอกแก่ฮัจยีฮารูนและ อ.อับดุลเลาะห์นั้น หมายถึง อ.ดิเรก, เชค อาลี อีซา, คุณณรงค์ ทรงวีระ 3-4 คนนี้ บางคนก็คือรุ่นลูกศิษย์และหลานศิษย์ของครูอะหฺมัด วะฮาบ ดังกล่าวไว้แต่ต้นนั้นเอง สมัยนั้นพวกเขายังเป็นปึกแผ่น ประชุม พูดคุยและทำงานเผยแพร่สุนนะฮฺอย่างแข็งขัน ไม่นานนัก เชคอาลี อีซา ก็มีปัญหากับ อ.ดิเรก และครูอิสมาอีล ในปัญหาเรื่องกอดยานีย์ (ผู้เขียนไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้) ส่วน ฮัญยีฮารูน ก็กลับไปจัดการเรื่องโรงเรียนธรรมวิทยา โดยมิได้ขัดแย้งกับใครไม่

รุ่นต่อมา สังคมรู้จัก “สี่โต๊ะครูหนุ่ม” หัวขบวนสุนนะฮฺในไทยนั้นก็คือ อ.ฟารีด เฟนดี้ อ.อิสหาก พงศ์มณี อ.มูรีด ทิมะเสน และ อ.อามีน เหมเสริม บุคคลทั้งสี่ ต่างก็เป็นลูกศิษย์ของครูอิสมาอีล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่แล้วสิ่งสำคัญที่เราพึงพิจารณาก็คือ มันมี “กระบวนการ” บางอย่างที่พยายามจะแยกโต๊ะครูเหล่านี้ออกจากกัน จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผู้เขียนจะไม่แตะต้องตรงนี้ แต่บทสรุปก็คือ อ.ฟารีด กับ อ.มุรีด ถูกแยกออกจาก อ.อิสหาก กับ อ.อามีน ในประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องกอดยานีย์ (อีกแล้ว) อ.สองท่านหลัง ไปอยู่กับ เชคอาลี อีซา ส่วน สองท่านแรก ไปอยู่กับ เชค ริฎอ อะหฺมัด สะมะดี ปกป้องผู้ที่ถูกอีกฝ่ายโจมตีว่าเป็นหัวหน้าลัทธิก็อดยานีไทย (อ.ดิเรก) จนถูกพ่วงท้ายโดนว่าเป็นสาวกกอดยานีย์ไปด้วย ต่อมาไม่นาน อ.ฟารีด ก็ถูกแยกออกจาก อ.มุรีด และเชคริฎอ ด้วยกับอีกปัญหาๆหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า มันมีกระบวนการบางอย่างที่มุ่งจะแยกโต๊ะครูสุนนะฮฺเหล่านี้ ที่เคยเป็นสหายร่วมสู้มาด้วยกันมาก่อน การแยกกันนั้น หากเพียงแตกต่างในความคิดก็หาใช่ข้อกังวลไม่ แต่นี้คือการแยกกันอยู่ และพยายามหาทางโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งให้เสื่อมเสียอยู่ตลอดเวลา กระทั้งการกล่าวหาว่าเป็นกาฟีร เป็นฟิรเอาน์แห่งยุคสมัย ก็กระทำการมาแล้วทั้งสิ้น โต๊ะครูทุกคนปัจจุบัน รวมถึงคนเอาวาลธรรมดาอย่างเราๆ ได้บทเรียนอะไรมั้ง รุ่นลูกๆเราจะควรนึกสนุกไปลงเล่นในปัญหาหรืออาสาล้างสิ่งที่ผู้ใหญ่ก่อขึ้นมา หรือเราต้องข้ามปัญหาเหล่านี้ ปล่อยให้มันเน่าและย่อยสลายไปเอง ??

**ต่อประเด็นที่สอง หาญีฮารูน สุหลง เจ้าของโรงเรียนที่เขาร่ำลือกันว่าเป็นหัวขบวนคณะเก่า ไปยุ่งอะไรด้วยกับกลุ่มสุนนะฮฺ (คณะใหม่) ?? ผู้เขียนอยากจะบอกผู้อ่านตรงนี้เลยว่า โรงเรียนนี้โดยเนื้อแท้ของการก่อตั้งนั้น มีความเป็นสุนนะฮฺ 100% และว่า การปฏิบัติบางอย่างเช่น พิธีกรรมเมาลิดที่จัดขบวนพาเหรดมุสลิมะฮฺแต่งตัวระยิบระยับเดินทั่วตลาดเก่านั้น ก็ถูกจัดในปีที่ 50 ของโรงเรียนแล้วด้วยซ้ำไป อันเป็นช่วงเวลาที่หาญีฮารูนนั้น ชราภาพมากแล้วและกำลังป่วย อำนาจทุกอย่างของโรงเรียนอยู่ที่ อุสตาซสะแปอิง บาซอ และบรรดาโต๊ะครูหนุ่มใหม่ยกชุด ที่มาพร้อมเสื้อมาเล และรองเท้าหนัง ซึ่งส่วนใหญ่จบมาจากอัลอัซฮัร อียิปต์ ส่วนโต๊ะครูชุดหาญีฮารูนนั้น ต่างก็ออกไปที่อื่นหมด เพราะมีแนวคิดการทำงานที่ต่างกัน

ตัวหาญีฮารูนเองนั้น มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับโต๊ะครูสุนนะฮฺไม่ว่าจะที่กรุงเทพหรือในสามจังหวัด เช่นอุสตาสอับดุลเลาะฮฺ อินเดีย แห่งปอเนาะอามัน เป็นต้น ท่านเองเรียนกับโต๊ะครูสุนนะฮฺที่มาเลเซีย มักกะฮฺ และขยันขันแข็งเสมอที่จะทำให้โรงเรียนของตนเป็นต้นแบบของปอเนาะสุนนะฮฺในภาคใต้ ดังที่เราสามารถถามรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราที่เคยร่ำเรียนมากับท่านและมีใจเป็นธรรมได้

ความสัมพันธ์เหล่านี้ ให้บทเรียนแก่เราว่า เราอาจจะต้อง “รื้อข้อมูล” ทั้งหมดที่มีอยู่ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรงเรียนแห่งนี้ ผู้เขียนเองรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้ง เมื่อลูกศิษย์โรงเรียนธรรมฯในรุ่นหลังซึ่งได้กระทำอุตริกรรมทางศาสนาหรือแม้กระทั่งมีแนวคิดปัตตานีดารุลสลามที่เที่ยวก่อเหตุความรุนแรงทั้งหลายนั้น มักจะแอบอ้างว่าตนนั้นเป็น “บูเดาะญีรง” (มาจากคำว่าบูเดาะ ที่แปลว่าเด็ก และ ญีรงคือเพี้ยนมาจากชื่อหาญีฮารูน ซึ่งในภาษาไทยจะเข้าใจว่าหมายถึงเด็กโรงเรียนธรรม) —แต่ในภาษามลายูดังกล่าวจะเข้าใจและเรียกชื่อโรงเรียนเป็นชื่อโต๊ะครูผู้ก่อตั้ง การแอบอ้างชื่อเช่นนี้ ก่อเกิดความเสื่อมเสียแก่ผลงานของท่านได้ ความจริงแล้ว ดร.หาญีฮารูน ไม่รู้เห็นต่อพฤติกรรมผิดๆที่พวกเขาทำแต่อย่างใดไม่

เรื่องเช่นนี้ มีไว้สำหรับคนที่ใจกว้างและรักความจริงเท่านั้นแล อันจะยอมพาตัวเองกลับไปมองอดีตอีกครั้ง มองความถูกต้องและย้อนมองสิ่งที่ตนเป็นอยู่ จะเป็นบทเรียนให้เราได้ทบทวนชีวิต ตลอดจนสังคมในปัจจุบัน ว่ามาถูกทาง ยังป่วยไข้เพราะกินยาผิดขวดหรืออ้างว่าถูกขวดแล้วหรือไม่

ผู้เขียนไม่ต้องการยาวความมากกว่านี้ แต่พึงสังวรณ์ใจและพิจารณาประวัติศาสตร์ในเรื่องต่างๆเถอะ จงมองและวิเคราะห์ทุกอย่างแบบ “องค์รวม” ว่าทุกอย่างมันเกี่ยวพันและมีความหมายอยู่ในตัว จริงๆแล้วด้วยกับการกระทำเช่นนี้แหละ จะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ที่กำลังเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างดี ไม่หลงกลหรือไหลตามคนอื่น เป็นคนโง่คนเขลา ทั้งที่อัลลอฮฺได้ให้สติปัญญาไว้คิดแล้วเสร็จสรรพในหัวกลมๆนั้น
จึงเขียนมาเล่นๆ เพื่อให้พวกเราร่วมกัน “คิด” และเล่าต่อๆกันไป เพื่อมิให้ลูกหลานได้ลืมเรื่องดีๆของปู่ย่าตายายเรา มิใช่เลือกจะจดจำเฉพาะสิ่งที่เป็นประเพณีงมงายผิดหลักศาสนา แล้วอ้างว่าปู่ย่าตายายเราทำมาแบบนี้ เราก็ต้องทำบ้าง นรกจะกินหัวกบาลเอาซะเปล่าๆนะครับ –วัลลอฮุอะลัม

(บทความที่สอง)

เขียนขึ้นเพื่อชี้แจงข้อโต้แย้งของ Wahabi Punah :
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=541027805940452&set=a.453400791369821.101187.100000997134767&type=1&relevant_count=1

จากประเด็นที่ 2 ในบทความแรก มีการถกเถียงกันระหว่างพี่น้องสองฝ่าย ระหว่างผู้เขียน (หมีมลายู) กับ ศิษย์เก่า ร.ร.ธรรม “บางส่วน” นั้น ผู้เขียนไม่ได้ลบเพราะสำนึกผิดว่ากำลังโกหกคำโตต่อ ดร.หาญีฮารูน หรือหลอกลวงว่าโรงเรียนธรรมเป็นสุนนะฮฺมาก่อน (โดยนัยยะของพี่น้องอีกฝ่ายจะตีความว่า ผู้เขียนบอกว่ามูเดเป็นวะฮาบีมาก่อน จึงเท่ากับว่าใส่ร้ายมูเด)

แต่ผู้เขียนลบไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดฟิตนะฮฺอันมาจากพี่น้องอีกฝ่าย ที่ได้ใช้แต่วาจาไม่มีเหตุและผล ไม่โต้แย้งข้อมูล ไม่บอกว่าแล้วของจริงยังไง ได้แต่ขับไล่ไสส่งและตามหาผู้เขียนให้ไปอิซติฆฟาร ซ้ำยังมี “บางส่วน” ที่ได้ขู่ทำร้ายร่างกายผู้เขียน ประหนึ่งกำลังอยู่ในยุคมืดหรือยุคกลางของยุโรป และผู้เขียนคือแม่มดนั้น

วันนี้ “Wahabi Punah” นักวิจัยชื่อดังเรื่องวะฮาบีย์ จึงได้โต้แย้งข้อมูลผู้เขียน บอกตรงๆ ดีใจมากนะครับ ที่เริ่มโต้แย้งแบบมีอะไรให้อ่านบ้างเสียที แต่ผู้เขียนคงจะไม่โต้ตอบอะไรมาก เพราะยังไม่เห็นสาระสำคัญใดๆปรากฏในเนื้อหาเลยแม้แต่น้อย แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตให้ท่านผู้อ่านได้ไปคิดต่อยอดก็แล้วกันนะครับ

**แกนหลักของเรื่องทั้งหมดที่คุณวาฮาบีปู ได้เสนอนั้น อยู่ที่แนวคิดของมูเด โดยต้องการชี้ว่า มูเดมีแนวคิดตามมัซฮับชาฟีอี หาใช่วาฮาบีไม่ เพราะท่านได้รับรองหนังสืออรรถาธิบายตำราของชัยคฺดาวูด บิน อับดุลลอฮฺ อัลฟะฎอนีย์ (พ.ศ.2263-2422) อุละมาอ์ใหญ่ของฟาตอนีย์ในอดีต ที่เขียนในหนังสือตัวเองว่า “ฟาฏอนีย์คือบ้านเกิดฉัน และมัซฮับชาฟีอีย์คือแนวทางของฉัน…..” ดังนั้นแล้วจึงหมายความได้ว่า ดร.หาญีฮารูน ก็น้อมรับมัซฮับชาฟีอี ก็ขอตอบรับความเห็นข้างตนอย่างนอบน้อมว่า “ถูกต้องแล้วครับ” ไม่ผิดที่จะตามแนวทางอิมามชาฟีอี อิมามมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ ก็ตามมัซฮับหรือสำนักคิดอิมามอะหฺมัด บิน ฮัมบัล แต่การจะเหมาเอาว่าเมื่อยึดมัซฮับชาฟีอีก็เท่ากับยึดคณะเก่านั้น ดูจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลนัก ผู้เขียนจึงมีข้อสังเกตอยากกระตุกให้คิดนิดหน่อยแด่ท่านผู้อ่าน ดังนี้ครับ

(1). ข้อแรก การไม่เข้าใจนิยามจริงๆของปรากฏการณ์ของคำต่างๆนั้น อันตรายมากนะครับ ผู้เขียนคงไม่ต้องบอกว่า คุณวาฮาบีปู นักวิจัยเรื่องวะฮาบีย์คนนี้ มีความอคติ ความรังเกียจเดียดฉันท์ และเข้าใจผิดต่อคำว่า “วาฮาบี” แค่ไหน เพียงคุณไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของคำนี้จริง ก็ประหนึ่งคุณได้ใส่กระดุมเม็ดแรกผิดรูเสียแล้ว นั้นหมายความว่าการตีความอื่นๆที่ผ่านมา รวมถึงกราฟิกหรือ Quote ต่างๆที่ทำมานั้น ก็ผิดเพี้ยนไปด้วยอย่างไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมากมายนัก

คุณวาฮาบีปู มีกระบวนทัศน์ (Paradigm) หรือแม่บทในการมองคำว่าวาฮาบี มาจากมุมมองของ ยิว ชีอะฮฺ และซูฟี สามเกลอเพื่อนรักระดับตำนาน ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมเขาถึงไม่สนใจหรือพิจารณาบทความเรื่องวาฮาบีอีกด้าน เช่น “วะฮาบียะฮ เป็นลัทธิใหม่ในอิสลามจริงหรือ?” [2] เขียนโดย ศ.ดร.อับดุลเลาะ หน่มสุข ซึ่งเป็นเรื่องวาฮาบีอีกแง่มุมหนึ่งที่ตรงกันข้ามอย่างหน้ามือกับหลังมือ เมื่อเทียบกับเนื้อหาที่คุณวาฮาบีปูเข้าใจ ซึ่งเป็นอันเดียวกันกับที่ปรากฏตามเวบต่างๆของลัทธิชีอะฮฺ

ดังนั้น ในสมองของคุณวาฮาบีปู จึงคิดเสมอว่าวาฮาบีคือปีศาจดีๆนี่เอง การที่เขาเชื่อว่าผู้เขียนคือวาฮาบี และบอกว่า ดร.หาญีฮารูนก็สุนนะฮฺนั้น จึงเท่ากับว่า ผู้เขียนได้ใส่ร้าย ดร.ว่าเป็นวาฮาบี จึงยอมผู้เขียนไม่ได้

ในข้อแรกจึงอยากให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ ต่อคำว่าวาฮาบี ว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร และถูกต้องแล้วหรือที่อยู่ดีๆก็กล่าวหาผู้เขียนไปบอกว่ามูเดนั้นเป็นวาฮาบี ทั้งที่ผู้เขียนเขียนชัดๆว่า “มูเดนั้นสุนนะฮฺ” สิ่งนี้คือความอคตินั้นเอง เลยเชื่อมโยงวะฮาบีที่ชั่วร้ายตามที่ตนเข้าใจนั้น คือคำว่าสุนนะฮฺดังที่ผู้เขียนบอก

(2.) ผู้เขียนขอชื่นชมที่ทำให้ได้รู้เรื่องการที่ ดร.หาญีฮารูน เป็นหนึ่งในผู้รับรองหนังสือที่อรรถาธิบายข้อเขียนของ ชัยค์ดาวุด แน่นอนว่านี่คืออีกประเด็นที่เราต้องรื้อข้อมูล ทำความเข้าใจว่าชัยค์ดาวุดนั้นคือใคร ซึ่งผู้เขียนจะไม่พูดตรงนี้ เด่วประเด็นจะฟั่นเฝือไปเปล่า
แต่เมื่อคุณวาฮาบีปู ได้สร้างตรรกะใหม่ขึ้นมาให้เข้าใจว่า “อิมามชาฟีอีคือคณะเก่า ชัยค์ดาวุดคือพวกตนไม่ใช่คณะใหม่ (หรือสุนนะฮฺในความเข้าใจของผู้เขียน) และเมื่อมูเดรับรองหนังสือที่มีแนวคิดอิมามชาฟีอีด้วยแล้วละก็ จึงเท่ากับว่ามูเดนั้นเป็นคณะเก่าไม่ใช่วาฮาบี”

จึงอยากตั้งข้อสังเกตให้ผู้อ่านได้เอะใจหน่อยว่า นอกจาก ดร.ฮัจยีฮารูน มูเดของเรา ได้ตั้งโรงเรียนชื่อธรรมวิทยามูลนิธิ ตั้งโรงเรียนอนุบาลชื่อศานติธรรมแล้ว ท่านยังก่อตั้งวิทยาลัยชื่อชัยค์ดาวุด อัลฟาตานีย์ (สมัยผู้เขียนยังเรียนธรรมนั้น เปิดสอนแค่ระดับชั้นอนุปริญญาหรือ Diploma) ด้วยนะครับ แล้วยังไงละ? ผู้เขียนอยากจะบอกว่า ชื่อของอุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ยังถูกนำไปตั้งชื่อห้องประชุมในวิทยาลัยอิสลาม ม.อ.ปัตตานี ด้วยน่ะซี ยังไม่พอครับ มีห้องประชุมอีกห้องชื่อ ชัยค์อะหฺมัด อัลฟาตอนียฺ (พ.ศ.2399-2451) อุละมาอ์ใหญ่อีกท่านด้วย ซึ่งทั้งสองท่านนี้ล้วนแต่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นของตน (คณะเก่า) ตลอดเสมอมา แล้วไฉนชื่อจึงไปปรากฏในสถาบันการศึกษาที่ถูกตราหน้าว่าเป็นวาฮาบีเช่นกันเล่า

ดีไม่ดีถ้าผู้อ่านได้ไปเปิดตำราที่ชื่อ “บุฆยะฮฺ อัฏฏุลลาบ” ของชัยค์ดาวุด ว่าด้วยการละหมาดและการจัดการมัยยัตตามมัซฮับชาฟีอี ที่เขียนมากว่าร้อยๆปีเเล้วนั้น ผู้อ่านจะพบว่า ชัยค์ดาวุดบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่งในการนำเสนอความรู้เท่าที่หลักฐาน ณ ขณะนั้นมีอยู่ เราจึงเห็นว่าท่านส่งเสริมให้อ่านกุลวัลลอฮฺ อ่านตัลกีน ที่กุโบรฺ (ซึ่งหลักฐานปัจจุบันได้แย้งไปแล้วว่าไม่มีในสุนนะฮฺ) ขณะเดียวชัยค์ดาวุด ก็เขียนไว้ว่าหะรอมในการสร้างสิ่งปลูกสร้างบนกุโบร์ โดยเรื่องนี้คณะเก่าหรือบรรดาเพื่อนๆคุณวาฮาบีปู ก็โจมตี ชัยคฺมุหัมมัด บินอับดุลวะฮาบ ที่ทำลายสิ่งปลูกสร้างบนกุโบรของอะฮฺลุลบัยต์และเศาะฮาบะฮฺนบีที่กุโบร์บาเกี๊ยะ โดยไม่ได้รู้เลยว่าอุละมาอ์ที่ตนชอบอ้างอย่างชัยค์ดาวุดนั้น เห็นด้วยอย่างไรกับประเด็นนี้ อีกทั้งยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าตนนั้นหลงไปกับวาทกรรมของลัทธิชีอะฮฺ เพราะพื้นเพของเรื่องนี้ ก็มาจากการที่พวกเขาโกรธที่กุบบะฮฺ หรืออาคารคล้ายมัสยิดที่สร้างอยู่บนอะฮฺลุลบัยต์นั้น ถูกทำลายเสียหมด ตามคำสั่งของนบี ที่ไม่ให้สร้างสิ่งเหล่านี้

ยังไม่นับเรื่องทำบุญบ้านคนตาย 7 วัน 40 วัน ซึ่งชัยค์ดาวุด กล่าวว่าหะรอมและบิดอะฮฺเสียทั้งสิ้น เรื่องเหล่านี้ไม่ถูกมาบอกกัน ???? สิ่งที่บอกก็เป็นเพียงการยกย่อง การอ้างท่านชัยค์ อ้างอิมามชาฟีอี แต่ไม่อ่านหนังสือที่ท่านเหล่านี้เขียน ??? ดังว่าข้างต้น จึงเป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณาให้ดี

(3.) การแอบอ้างและเข้าใจไปเองอย่างเป็นตุเป็นตะว่า เมื่อชัยค์ดาวุดเขียนว่าตนมีแนวทางเช่นอิมามชาฟีอี และ ดร.ฮัจยีฮารูนก็รับรอง จึงเท่ากับว่าทั้งหมดเป็นคณะเก่านั้น เป็นตรรกะที่แปลกประหลาดทีเดียวนะครับ อิมามชาฟีอีนั้น ไม่เคยทำบุญบ้านคนตาย ไม่เคยทำตัลกีน(การสอนคนตาย) หรือปฏิบัติพิธีกรรมงมงายต่างๆอย่างพวกท่านเลย ดังตัวอย่างในหนังสืออัลอุม ของท่าน ดังนี้

– อิมามชาฟีอี (เราะหิมะหุลลอฮฺ) กล่าวว่า “และสมควรอย่างยิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนบ้านและบ้านใกล้เรือนเคียงจะเป็นผู้ทำอาหารให้แก่บ้านของผู้ตายในวันที่เสียชีวิต เพื่อให้พวกเขาได้อิ่มเอม และนั่นคือแบบฉบับของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และมันเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมจากชนยุคก่อนเราและในยุคต่อๆไป” (อัลอุม 3/416-417)

หรือทัศนะของอิมามชาฟีอีต่อการตัลกีน ดังนี้
– อิมาม อิบนุตัยมิยะฮฺ (เราะหิมะหุลลอฮฺ) กล่าวว่า “ส่วนการตัลกีนคนตายนั้น ได้มีชาวคุรอซานจากมัซฮับชาฟีอี ได้กล่าวเอาไว้ และบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน ท่านกอดีหุเสน อัลมุตะวัลลีและรอฟีอีและคนอื่นๆได้กล่าวเช่นนั้น ส่วนท่านอิมามชาฟีอี ตัวของท่านเองนั้น ไม่มีใครรายงานอะไรจากท่านเลยในเรื่องนี้” (ชัยคฺ อุซัยมีน, มัจมูอฺ ฟะตาวา 24/299)

อันนี้แถม – อิมามอะหฺมัด อิบนุ หันบัล (เราะหิมะหุลลอฮฺ) กล่าวว่า “ฉันไม่เคยรู้ว่ามีใครปฏิบัติเช่นนี้เลย นอกจากชาวเมืองชาม ทั้งๆที่ (พวกเขาบอก) ว่ามีประโยชน์กับผู้ตายมาก เมื่อมีประโยชน์กับผู้ตายมาก แล้วประชาชาติของท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) รุ่นแรกๆ จะไม่รู้ได้อย่างไร” (ดร.มูฮัมมัด นูร เอี๊ยะซาน, มัซฮับชาฟีอี กับปัญหาเรื่องคนตาย หน้า 26)

การแอบอ้างและคิดไปเองของคุณวาฮาบีปูนั้น ทำให้ผู้เขียนนึกถึงข้อเขียนของ หาญีสิรอญุดดีน อับบาส (ผู้เขียนหนังสือ “มัสอะละอาฆามา” หรือ นักศาสนาสมัยใหม่ ตามชื่อที่เอาเนื้อหาบางส่วนมาแปลไทย) ท่านผู้นี้เป็นโปรชาฟีอียะฮฺ (ผู้ชอบอ้างว่าตนนั้นตามอิมามชาฟีอี) และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ครูอะหฺมัด วะฮาบ มินังกาเบา โต๊ะครูคนแรกๆที่เอาสุนนะฮฺมาเผยแพร่ในไทย ดังที่เราได้รู้มาแล้วว่าท่านคือครูของ ครูอิสมาอีล อะหฺมัด พัทลุง และ อ.ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์

หาญีสิรอญุดดีน พยายามชี้แจงว่าก่อนพวกสุนนะฮฺ (หรือที่พวกเขาเรียกวาฮาบี) จะเข้ามาในอินโดเนเซียนั้น อินโดเนเซียเป็นคณะเก่ามาก่อน โดยยกข้อเขียนของ ดร.ฮัมกา ที่พูดถึงอินโดเนเซียในช่วงนั้น ซึ่ง ดร.ฮัมกา เพียงยก “ปรากฏการณ์” (appearance) เท่านั้นมาเขียน (ไม่ได้วิเคราะห์ในเชิงลึกจนได้ “ความเป็นจริง” (reality) ซึ่งลึกกว่าปรากฏการณ์) ว่าตอนนั้นที่เห็นๆ สังคมเป็นยังไง ไม่ได้สรุปอะไรเลยว่ามัซฮับอิมามชาฟีอีคือคณะเก่า แนวคิดคณะเก่านี้ (ที่จริงก็ไม่ใช่แนวทางอิมามชาฟีอีหรอก) คือแนวคิดที่ถูกแล้ว

หาญีสิรอญุดดีนอ้างคำพูดของ ดร.ฮัมกา เช่นนี้ ไม่อาจทราบได้ว่าหวังอะไร อาจเพราะ ดร.ฮัมกา คืออุละมาอ์ดังในอินโดกระมัง เผื่อว่าคนจะหลงเชื่อตามคำขยาย(เอง) ต่อคำพูด ดร.ฮัมกา ของตนบ้าง แต่ใครๆก็รู้ว่า ดร.ฮัมกา นั้น ถูกโจมตีเรื่องวาฮาบีมากแค่ไหน ท่านถูกโจมตีมาตั้งแต่สมัยบิดา และยืนหยัดจะปกป้องแนวคิดบริสุทธิ์ นี่คือตัวอย่างการแอบอ้างคำพูดคนดัง หวังเครดิตเพิ่มขึ้นในตัวเอง ไม่ต่างจากพฤติกรรมของคุณวาฮาบีปู ที่ชอบอ้างอิมามชาฟีอี อ้างชัยค์ดาวุด และสุดท้ายอ้าง ดร.ฮัจยีฮารูน เพื่อให้คำแก้ตัวของตนนั้นฟังลื่นหูมากขึ้น ทั้งที่จริงแล้ว อุละมาอ์เหล่านี้ มีแนวคิดที่บริสุทธิ์ ผิดอย่างบริสุทธิ์ เป็นสุนนะฮฺนบีอย่างแท้จริง มิใช่เป็นสุนนะฮฺแอบอ้างอย่างที่คุณวาฮาบีปู และคณะนักวิจัยเรื่องวาฮาบีคนอื่นๆเป็นกันอยู่

3 ข้อสังเกตนี้
1-กระบวนทัศน์ในการมองคำว่า “วะฮาบี” ที่มาจากสามเกลอ ยิว ชีอะฮฺ ซูฟี
2-การอ้างชื่อ ชัยค์ดาวุด อัลฟาตอนี และเออออห่อหมกไปเองว่าเหมือนตน
3-การเชื่อมโยงตรรกะแปลกๆของคุณวาฮาบีปู

เป็นข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆแด่ท่านผู้อ่านที่รักความจริงและรังเกียจการแอบอ้าง ให้ได้เอาไปพิจารณาประกอบการโต้แย้งของคุณวาฮาบีปูต่อผู้เขียน พี่น้องอาจจะแย้งผู้เขียนได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ขอให้มีเหตุและผลไม่ใช้อารมณ์ หรือโจมตีตัวบุคคลนะครับ จะดีใจอย่างยิ่ง

ก็จักขอยืนยันเช่นเดิมครับว่า อิมามชาฟีอี ชัยค์ดาวุด อัลฟาตอนีย์ และดร.ฮัจยีฮารูน อุละมาอ์ทั้งสามท่านนี้ คืออะฮฺลุสสุนนะอฺ วัลญะมาอะฮฺ ที่แท้จริง และการโต้แย้งของคุณวาฮาบีปูในครั้งนี้ ก่อความตื่นเต้นแก่ผู้เขียนอยู่บ้างในแง่ที่ว่าได้อ่านอะไรๆจากเขาบ้าง แม้ว่าที่เขียนมานั้น ไม่ได้เป็นการยืนยันว่า ดร.ฮัจยีฮารูน มีแนวคิดแบบคณะเก่าแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย

กระนั้นผู้เขียนก็ขอชื่นชมคุณวาฮาบีปู ที่อุตส่าห์นำหนังสือเก่าๆหายากอย่าง “ปาตี มุนยะฮฺ อัลมุศอลลีย์” มาถ่ายรูปให้พี่น้องได้ดูกันนะครับ เป็นหนังสือที่ดีนะครับ ก็ขอให้อ่านและนำมาปฏิบัติ มิเช่นนั้น จะเหมือนกับ “อัลอุม” ของท่านอิมามชาฟีอี ที่สักแต่ชอบเอาชื่ออิมามมาอ้าง แต่ไม่เคยอ่านสิ่งที่ท่านเขียนไว้เลย บ้านเมืองเลยเต็มไปด้วยบิดอะฮฺงมงายกันทั่วหัวระแหง

ผู้อ่านที่รัก อุดมการณ์ของ ดร.หาญีฮารูน ที่แท้จริงนั้น จักต้องได้ขึ้นมาหายใจอีกครั้งในสังคมมุสลิมไทย ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ผู้เขียนมั่นใจ ขอให้พวกเรา รวมถึงศิษย์ปัจจุบัน-ศิษย์เก่าโรงเรียนธรรมที่รักในสัจธรรมทุกคน ช่วยกันดุอาอ์นะครับ —อินชาอัลลอฮฺ

[1]
เสาปูนร่ำไห้ : เรื่องสั้นว่าด้วยประวัติ ครูอะหฺมัด วะฮาบ / อ.มูรีด ทิมะเสน
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=12C184BFBC5TUVX5RL1C1U3XG8XMTF

สุนนะฮฺในไทยเริ่มขึ้นเมื่อใด? / เพจวารสารสมิอฺนาฯ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=534073149982707&set=a.146169422106417.30210.134915139898512&type=1&relevant_count=1

[2]
วะฮาบียะฮ เป็นลัทธิใหม่ในอิสลามจริงหรือ?” / ศ.ดร.อับดุลเลาะ หน่มสุข
http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=54&id=252

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s