ปรัชญาการศึกษาที่หายไป

Capture

ปรัชญาการศึกษาที่หายไป
ครูอับดุลมาลิก มูเก็ม : เขียน
พิมพ์ครั้งแรก : ความรู้ในมือของความรัก

นานมาแล้วที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะสนทนาเรื่องการศึกษาและปรัชญาบางอย่างของมันที่ควรจะเป็นในมุมมองของข้าพเจ้าตลอดเวลายี่สิบกว่าปีที่ข้าพเจ้าเดินอยู่ในดินแดนของสังคมการเรียนรู้ (ทั้งศาสนาและสามัญ) โดยไม่มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นอะไรออกไปให้คนอื่นรับรู้มากนัก แต่ด้วยเพราะว่าการเติบโตของเด็กคนหนึ่งนั้น ต่างก็ถูกเสี้ยมสอนว่าการเป็นคนดีนั้นต้องเป็นคนที่เชื่อฟังครูให้มาก อย่าริบังอาจถกเถียงหรือมีปัญหากับคุณครูให้น่าปวดหัวขณะเรียนเป็นอันขาด

การเดินทางไปเรียนต่างประเทศ (อินเดีย) เสี้ยวหนึ่งของชีวิตอันเป็นเวลาสั้นๆ การอ่านหนังสือของนักการศึกษาหลายคนที่คร่ำหวอดอยู่กับการศึกษาหลายชิ้น มีทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม การนั่งในวงสนทนาแบบธรรมชาติริมถนน การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักปรัชญาที่สนใจการเปลี่ยนความคิดผู้คนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว เหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมสนใจมากพอๆกับแนวคิดการตัรบิยะฮฺ (กระบวนการขัดเกลาความคิดจิตวิญญาณและการหล่อหลอมบุคลิกภาพแบบอิสลาม) ที่กำลังเป็นประเด็นสนใจของหนุ่มสาวมุสลิมรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ข้าพเจ้าเห็นว่าการศึกษาเป็นนวัตกรรมไร้รูปที่มีอิทธิพลต่อความคิดอุดมคติ และเป็นตัวกำหนดรูปแบบของอุดมการณ์ของมนุษย์ที่ซ่อนลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของคนเราได้มากกว่าสิ่งอื่นมากมาย และโดยเฉพาะอิสลามแล้ว มันเป็นเสมือนสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความโดดเด่น มีพลังและมีศักยภาพทางอารยธรรมทั้งแนวดิ่งและแนวลึกต่างจากสิ่งถูกสร้างอื่นๆ อย่างไม่มีอะไรจะเทียบได้เลย วันเวลาที่ผ่านมาข้าพเจ้าพยายามที่จะบันทึกขีดเขียนทัศนคติ ว่าความคิดปรัชญาการศึกษาที่ควรจะเป็นไปในทิศทางที่ศาสนาและแบบอย่างของท่านเราะสูล(ศ็อลฯ) ได้เคย แสดงแบบเอาไว้ โดยได้คำนึงถึงสารัตถะหรือแก่นสารของชีวิตบรรพชนยุคก่อนเป็นบรรทัดฐาน และเราสามารถรับรู้ได้โดยลัดเลาะมองย้อนไปตามยุคของประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของแนวความคิดที่ได้กลั่นออกมา และบางชิ้นก็มาจากการที่เคยบันทึกเอาไว้เมื่อหลายปีที่ผ่านมาและน้องๆ นักศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ ได้ขอให้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่ปรากฏออกมาในมือของพี่น้องผู้อ่านในวันนี้

•ในห้องเรียนทุกวันนี้ เรามีครูที่สอนหนังสือ แต่มีครูที่สอนชีวิตน้อยมาก เราไม่ได้หมายความว่าหนังสือไม่สำคัญ แต่เรากำลังหมายถึงการที่เด็กถูกสอนให้เคารพความฉลาด ความเก่ง ความสามารถในวิชาการมากกว่าการที่เขาจะต้องเป็นคนดีในสังคม การเป็นคนดีของพระเจ้านั้นสำคัญกับอนาคตของเขามากกว่าความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาด้านอื่นๆ

•ถ้าคุณครูสอนเด็กเพียงเพราะอาชีพเงินเดือนและค่าตอบแทน เด็กจะสัมผัสใจเราได้ว่า เราไม่ได้รักในความเป็นคนของเขา แต่เป็นครูที่ทำมาหากินบนแปลงเพาะปลูกที่มีนักเรียนเป็นพืชผักสวนครัวมากกว่า

•การสอนที่มุ่งเน้นแต่การสอบไล่และการเก็บคะแนน จะพาเราไปสู่การเป็นเครื่องจักรมากกว่าการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ • คุณไม่อาจเป็นครูที่ดีได้เลย หากคุณไม่มีความรักและความเมตตาต่อเด็กเป็นตำราหลักในการสอน

•หากเด็กๆหมดความท้าทายในงานสอนของครู เขาควรสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ด้วยการถามและการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเรียกความสนใจจากนักเรียนกลับคืนมา

•ครูทดสอบเด็กด้วยข้อสอบ แต่เด็กจะให้คะแนนครูในสิ่งที่ครูสามารถสื่อสิ่งที่ยากให้เข้าใจง่าย และการที่ครูเข้าถึงชีวิตในโลกของความเป็นเด็กของเขา

•งานสอนแต่ละคาบ เราควรแบ่งเวลาออกเป็นการสอนชีวิตจริง การเข้าบทเรียน การทำแบบฝึกหัด การทดลอง และการสรุปวิชานั้นๆ ด้วยทักษะของเด็กเอง

•โรงเรียนที่เด็กๆ ของเราไม่ปรารถนาที่จะมาเรียนด้วยตนเอง เป็นการสะท้อนว่าโรงเรียนแห่งนั้นไร้คุณค่าทางจิตวิญญาณ แห้งแล้งในความงดงาม ขาดบรรยากาศความเป็นมิตรภาพ และเป็นแปลงเพาะปลูกที่ไร้อินทรียสารทางภูมิปัญญา (ทักษะในการคิดเองเป็น)

•โลกเปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงของมันทำให้เราถูก ทิ้งห่างออกไปจากสิ่งที่โลกเปลี่ยนไปด้วย การเตรียมการเพื่อให้เยาวชนของเราสามารถที่จะชี้นำโลกได้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถผู้ศรัทธาอย่างเราๆ เหลือเกิน

•การที่จะกำหนดมาตรฐานทางวิชาการที่สูงขึ้น การกระจุกของความรู้ที่หนักและมีความถี่ในการแข่งขันกันมากขึ้น จะยิ่งเป็นอุปสรรค์แก่เราในการที่จะพัฒนาอีมาน จริยธรรม มโนธรรม และจิตวิญญาณภายในเยาวชนของเรา และบ่อยครั้งที่มันกลายเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการที่จะพาพวกเขากลับไปสู่คุณค่าในศาสนาที่บรรพบุรุษของเราได้สอนไว้

•ภารกิจหนึ่งที่สำคัญในงานสอนที่จะขาดไม่ได้คือ ครูจะต้องค้นหาโลกส่วนตัวของเด็กและครอบครัวของเขาให้ละเอียดก่อนที่จะเริ่มสอน (ทั้งอาชีพของพ่อแม่ เหล่าญาติพี่น้อง ความยากลำบากของทุกคนในครอบครัว ชีวิตส่วนตัวของเด็ก ฯลฯ) และครูคนนั้นจะทำหน้าที่ในการเป็นครูที่ดีไม่ได้เลยหากละเลยความจริงข้อนี้ไป ดังนั้นการสนทนาการพูดคุย การแลกเปลี่ยนกับเด็กๆในชั้นเรียนของเขา ในบรรยากาศธรรมชาติ ภายใต้ประวัติของเด็กแต่ละคนคือสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุดในคู่มือประกอบการสอนของครูแห่งชีวิตของเด็กนักเรียน

•การสอนที่มุ่งพัฒนาอีมาน สร้างบุคลิกภาพอิสลาม จริยธรรม และบ่มเพาะจิตวิญญาณทางศาสนาให้เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยความรักต่ออัลลอฮฺที่ลึกซึ้งนั้น เป็นงานสอนที่ยากกว่าการสอนวิชาการอื่นๆ มันเป็นงานสอนที่ต้องใช้ความรู้ความจริงใจ ความสามารถเฉพาะตัว อันเป็นมิตรภาพที่บริสุทธิ์ใจต่อนักเรียนมากกว่าองค์ความรู้ที่แม่นยำด้านต่างๆ ที่สำคัญเป็นงานสอนที่ต้องเข้าใจอุดมการณ์ทางศาสนาที่ถูกต้องและสามารถที่จะถ่ายทอดภารกิจของบรรพชนในอดีตออกมาให้เด็กได้สัมผัสด้วยภาษาที่สนุกและมีชีวิตชีวา

•ในทัศนะของข้าพเจ้าแล้ว มีสามอย่างที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกและสังคม นั่นคือ การศึกษา การดะอฺวะฮฺ และการตัรบิยะฮฺ ซึ่งแต่ละอย่างนั้นแม้ดูผิวเผินน่าจะเป็นสิ่งเดียวกัน แต่อันที่จริงแล้วมันมีกระบวนการทางปรัชญาและเป้าประสงค์ที่แตกต่างกันอยู่มาก และหากเราไม่เข้าใจความแตกต่างทั้งสามประการที่กล่าวมา เราก็อาจจะยังคงเจอแต่ทางตันอีกนานกว่าที่เราจะสามารถผลิตคนรุ่นใหม่ที่มีคุณธรรม อย่างที่ท่านเราะสูล(ศ็อลฯ) เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต

•ข้าพเจ้าคิดว่าสำหรับอิสลามแล้ว การศึกษาวิชาความรู้กับการตัรบิยะฮฺ เป็นสิ่งที่คู่กันอย่างไม่อาจที่จะมองข้ามหรือละเลยอันหนึ่งอันใดออกจากกันได้ หากไม่เป็นเช่นนั้นเราจะพบว่าอิสลามที่แท้จริงก็ไม่อาจที่จะฉายแสงของมันแก่มวลมนุษยชาติดังเจตนารมณ์ที่แท้จริงของมันได้เลย

•เราควรทำให้โรงเรียนเป็นมากกว่าสถานที่เรียนหนังสือและสนามแข่งขันทางการศึกษาที่จบสิ้นด้วยการสอบและการปิดเทอม เราควรทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่นักเรียนจะเข้าใจชีวิตจริงของสังคมนอกห้องเรียน เป็นสถานที่ที่ปลูกฝังจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์การขัดเกลาบุคลิกภาพทางศาสนาและการมีทักษะในการเป็นคนดีตามแบบอย่างวีรชนในอดีต สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ โรงเรียนที่ดีจะต้องมาจากคณะครูที่มีอุดมการณ์ร่วมกันในการก่อสร้างชนรุ่นใหม่ที่ประวัติศาสตร์ของบรรพชนได้เป็นมาก่อน

•การศึกษาเน้นการใช้ตำราในการสอนโดยวัดผลกันที่คะแนนจากการสอบ แต่การตัรบิยะฮเน้นที่การพัฒนาแนวความคิดที่สมบูรณ์ จิตใจที่สะอาด บุคลิกภาพที่สะท้อนความศรัทธาภายในออกมาได้อย่างลงตัวระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ ความเข้าใจกับการแสดงออกการเป็นคนดีกับการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม

•สิ่งแรกของการศึกษาคือการพัฒนาอีมานและจิตวิญญาณ ต่อมาคือบุคลิกภาพ ต่อมาคือการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างเหมาะสมกับความถนัดของเขา

•การที่เด็กไปโรงเรียนแสดงถึงการที่เขามีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน แต่สิ่งที่สำคัญในการศึกษาและการเรียนรู้คือตัวคุณครู หากครูไม่สามารถที่จะแสดงตัวให้เป็นที่น่าประทับใจแก่เด็กๆได้แล้ว  ผลเสียหายทั้งทางทักษะและทางเจตคติไม่เฉพาะแก่ครูคนเดียวเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อวิชานั้นๆ ไปตลอดชีวิตของเด็กคนหนึ่งเลยทีเดียว

•“ห้องเรียนที่ยังคงมีการปะปนกันอยู่ระหว่างนักเรียนชายและนักเรียนหญิงนั้น มีภาวะความเสี่ยงทางการล่มสลายทางจิตวิญญาณและถดถอยของอีมาน ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม การล่อแหลมต่อปัญหา การชู้สาว และอื่นๆ อีกมากมาย และหากเราไม่อาจที่จะปลูกฝังเมล็ดแห่งความตักวา(ความยำเกรง) เข้าสู่หัวใจของเขาเสียแต่วันนี้ แน่เหลือเกินว่าการเติบโตของเขาจะมุ่งหน้าไปสู่ความว่างเปล่าทางศาสนา ซึ่งในที่สุดพวกเขาจะเป็นอะไหล่ของสินค้าทุนนิยมและการตลาดมากกว่าเป้าหมายของสัจธรรม”

•การมีกฎและฝ่ายปกครองที่ทำงานหนักและมีงานล้นมือ แสดงว่า ณ ที่นั่นนักเรียนกลายเป็นนักโทษทางการศึกษามากกว่าวิถีสู่การเป็นปัญญาชนที่ดีและนักเรียนของเขาไม่เข้าใจปรัชญาการศึกษาที่แท้จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนถึงความสับสนและการไร้ทิศทางที่ชัดเจนในการที่จะนำพาคนรุ่นใหม่สู่ครรลองแห่งอิสลาม

•กระแสทุนนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม การตลาด การท่องเที่ยว และสังคมนิยมได้เข้าไปแทรกซึมอยู่ในกระบวนทัศน์ทางการศึกษาของทุกระดับ ทุกสถาบัน จนเราไม่อาจที่จะปลดแอกเพื่อรับใช้เป้าหมายการศึกษาสูงสุดให้เป็นอิสระได้ สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เราสับสนระหว่างความต้องการที่แท้จริงของศาสนากับความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ที่เกิดมาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่พวกเขาต้องได้รับผลกระทบทั้งต่อชีวิต จิตวิญญาณ และความอยู่รอดในแต่ละวัน

•การสอบไล่เป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงในกระบวนการหาเด็กนักเรียนที่มีคุณภาพทางวิชาการแต่เราก็ไม่ควรที่จะลืมว่ามันอาจเป็นอันตรายต่อการพัฒนาจิตวิญญาณของเขาด้วย หากเราไม่สามารถที่จะปลูกฝังความคิดที่ว่าการเรียนรู้เพื่อการปฏิบัตินั้น เป็นสารัตถะหลักของอิสลามสู่สามัญสำนึกของเด็กๆได้อีก ไม่นานเราจะพบว่าเด็กที่ออกมาจากสถาบันแบบนี้ มีความละม้ายคล้ายคลึงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แม่นยำในความจำแต่ไร้ซึ่งคุณธรรมและแห้งแล้งด้านจิตวิญญาณ

•จะมีสักวันไหม… ที่โรงเรียนของเราพยายามที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นชุมชนที่เด็กนักเรียนมีความเป็นพี่น้องต่อกันอย่างแท้จริง พวกเขามีความเท่าเทียมกันกับผู้บริหารและครูในวิชาต่างๆ พวกเขามีสิทธิที่จะเสนอแนะความคิดเห็น อุดมการณ์ จินตนาการและวางแผนในการฝึกฝนทักษะชีวิตตามที่พวกเขาเข้าใจ มีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ รักษาความสะอาด กำจัดขยะ ควบคุมเวลาเข้าเรียนกันเอง จัดการประชุมวางแผนในการบริหาร (บางอย่าง) ด้วยความสามารถของพวกเขา ภายใต้การควบคุมของครูที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหลาย ข้าพเจ้าเชื่อว่าหากมีวันนั้น โรงเรียนแบบนี้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างคนรุ่นใหม่ และเชื่อว่าด้วยบรรยากาศแบบนี้ เราจะเห็นความหมายของวาทกรรมที่ว่า “การศึกษาคือการสร้างคน” เสียที_

One thought on “ปรัชญาการศึกษาที่หายไป

  1. Pingback: ความรู้ในมือของความรัก | [สมิอฺนา]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s