แ ผ น ค ร อ บ ค รั ว

aaa

แผนครอบครัว
กระหม่อม เขียน
พิมพ์ครั้งแรก : ความรู้ในมือของความรัก

เป้าหมายในการแต่งงานของคนทีไม่ใช่มุสลิม อาจจะเป็นเพียงเพื่อการมีลูกหรือน้อยกว่านั้นก็คือ เพื่อจะได้อยู่อย่างมีความสุขกับคนที่ตัวเองรักใคร่ เราจะเห็นว่ามีคนต่างศาสนิกเป็นจำนวนมากที่เป็นคนที่มีคุณภาพ ประสบความสำเร็จ แต่เขาก็ไม่ได้แต่งงาน หรือแต่งงานแล้วก็ไม่พร้อมจะมีลูก และบางคนก็คิดว่าลูกคือภาระในการครองชีวิตคู่ ทั้งที่ถ้าคิดโดยเอาประโยชน์ของสังคม คนเหล่านี้ก็ควรที่จะมีลูกเยอะ เพราะพวกเขามีความพร้อมมากกว่าที่จะสร้างลูกหลานที่มีคุณภาพ ทั้งโดยกรรมพันธุ์และการเลี้ยงดู และนี่คือสิ่งที่แตกต่างจากเป้าหมายของอิสลาม การครองคู่ในอิสลามไม่เพียงแค่สร้างความสุขสำราญจากการมีคู่ชีวิต แต่เป้าหมายที่สำคัญคือการสร้างประชาชาติอิสลาม หรือที่เรียกในภาษาอาหรับว่า “อุมมะฮฺ” ที่มีความหมายเชิงลึกว่าผู้ศรัทธาที่มีคุณภาพนั้นเอง

แต่ถึงเป้าหมายจะเป็นอย่างนั้น ก็มีมุสลิมจำนวนไม่มากที่คิดถึงเรื่องนี้ สิ่งที่เราเห็นคือ การแต่งงานเพียงเพื่อความสุขส่วนตัว เราเลยเลือกคู่ครองที่คิดว่าจะสามารถสนองตัณหาความสุขของเราให้มากที่สุด  ยิ่งเราไปดูตามชุมชนชนบท  สิ่งเหล่านี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ลูกหลานถูกเลี้ยงอย่างทิ้งๆขว้างๆ ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ปกครอง ดูมีค่าน้อยกว่านกกรงหัวจุกด้วยซ้ำไป เด็กเหล่านี้เป็นเพียงผลผลิตของอารมณ์ตัณหาเท่านั้นเอง จึงไม่แปลกที่เด็กๆเหล่านี้จะโตมาเป็นปัญหาของสังคมต่อไป

เมื่อเราพูดถึงการวางแผนครอบครัวแล้ว ในความหมายสมัยใหม่ ก็จะหมายถึงการคุมกำเนิดเป็นหลัก แต่ในความหมายที่ควรจะเป็นจริงคือความหมายที่อิสลามได้ให้ไว้ นั้นคือ การวางแผนเพื่อการสร้างอุมมะฮฺที่มีคุณภาพ สำหรับผมแล้วความล้มเหลวของสภาพสังคมมุสลิมปัจจุบัน คือการขาดการวางแผนครอบครัว แต่เรากลับไปเห็นสิ่งเหล่านี้ในคนที่ไม่ใช่มุสลิม

ผมเคยอ่านหนังสือสองเล่มที่ไม่ได้เขียนจากนักเขียนมุสลิม แต่เป็นหนังสือที่แสดงถึงความตั้งใจในการที่จะสร้างลูกที่มีคุณภาพ ผมเลยตั้งใจจะมาเขียนแนะนำให้พวกเรา เพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงดูลูก และอาจจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างความดีในรูปแบบต่างๆต่อไป

เล่มแรกนั้น เป็นหนังสือที่เขียนจากเจ้าของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังรายใหญ่ของโลก “บริษัทโซนี่”  ผู้เขียนมีชื่อว่า มาซารุ อิบูกะ ผู้เขียนมีลูกชายที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา แต่เนื่องด้วยเขาเกิดมาในช่วงหลังสงครามโลก ผู้เป็นพ่อเลยไม่มีเวลาที่จะดูแลลูก เขาต้องตรากตรำทำงานหนักเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ จนกระทั่งประสบความสำเร็จในเรื่องการงานสามารถสร้างบริษัทขึ้นมาได้ ระหว่างนั้นผู้เขียนได้พบกับครูสอนดนตรีท่านหนึ่งที่ชื่อว่า ซูซูกิ ซึ่งครูคนนี้เป็นครูดนตรีที่ประสบความสำเร็จในการเอาเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญามาเรียนดนตรี และปรากฏว่าเด็กๆเหล่านี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น สามารถดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติได้ ทำให้คุณอิบูกะ รู้สึกผิดมากที่ตัวเองไม่ได้ดูแลลูกชายอย่างเต็มความสามารถ แต่ในความรู้สึกเศร้านั้น เขากลับเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างอะไรซักอย่างเพื่อเด็กๆ ต่อมาเขาก็ได้ตั้งสถาบันเพื่อการวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก และเขาได้รวบรวมความรู้ต่างๆ ที่ได้มาจากการค้นคว้าวิจัย เอามาเขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” 1 ซึ่งว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ปฏิวัติการเลี้ยงลูกของคนญี่ปุ่นกันเลย

โดยสรุปหนังสือเล่มนี้พยายามจะเรียกร้องให้ผู้ปกครองของเด็กๆ หันมาสนใจเด็กๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงห้าขวบแรกของชีวิต เพราะว่าช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะกำหนดความคิดและลักษณะนิสัยของเด็กในอนาคต ผู้เขียนถึงขนาดเรียกร้องให้แม่ชาวญี่ปุ่นอยู่กับบ้านเพื่อดูแลลูก และวิธีการเลี้ยงดูหลักๆ ที่ผู้เขียนพยายามจะนำเสนอคือ การเลี้ยงดูที่กระตุ้นให้เด็กกล้าที่จะคิดอย่างเป็นอิสระให้มากที่สุด เช่น เมื่อซื้อของเล่นให้ลูก เราก็ควรจะซื้อของเล่นที่ยังไม่ได้ประกอบเสร็จ  เพื่อจะให้ลูกฝึกวาดรูป และควรจะให้เด็กวาดบนกระดาษที่ใหญ่พอ เพื่อจะให้เด็กได้คลานเล่นไปมาบนนั้นได้ด้วย (คล้ายกับการสอนของครูโคบายาชิ ครูใหญ่ของโต๊ะโตะจัง)

อีกเล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่เพิ่งวางแผงเมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา หนังสือเล่มนี้เกิดจากคำถามที่ว่าทำไมคนเชื้อสายจีนที่อยู่อเมริกาถึงประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในเรื่องการเรียน บางปีมีตัวแทนไปแข่งขันโอลิมปิกคณิตศาสตร์ประจำประเทศอเมริกาเป็นนักเรียนเชื้อชาติจีนมากกว่าอเมริกันด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้ได้เขย่าวิธีคิดและวิธีการเลี้ยงลูกแบบฝรั่งจนสั่นคลอน ด้วยวิธีการเลี้ยงแบบจีนที่ ผู้เขียนเรียกว่า “แม่เสือ” และเขียนหนังสือซึ่งมีชื่อไทยว่า ”แม่เสือสอนลูก” 2 ผู้เขียนได้รับการยกย่องโดยนิตยสาร TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก หนังสือเล่มนี้นำเสนอวิธีการเลี้ยงดูแบบคนจีน

ผู้เขียนชื่อว่า เอมี่ ฉั่ว เป็นลูกหลานของชาวจีนโพ้นทะเล ที่ประสบความสำเร็จในประเทศอเมริกา เธอเป็นศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยกฎหมายเยล เขาเติบโตและได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวจีน เมื่อให้กำเนิดลูกสาวเธอตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูลูกแบบวัฒนธรรมจีน โดยการกำหนดทางเดินทุกอย่างให้ ลูกของเธอต้องเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน ต้องเรียนภาษาจีน ต้องได้เกรด A ทุกวิชา ขณะที่ทักษะด้านดนตรีต้องนำหน้าเพื่อนร่วมชั้น

เธอเชื่อว่านอกจากพรสวรรค์แล้วคนเราต้องมีพรแสวง โดยการฝึกซ้อมอย่างหนักวันละหลายชั่วโมงหลังกลับจากโรงเรียน ซึ่งวิธีการเลี้ยงดูแบบเข้มงวดนี้แหละที่ไปทำลายวิธีคิดของฝรั่ง ซึ่งมีแนวคิดวิธีเลี้ยงแบบอิสระ แต่เขาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดสุด ทำให้ลูกประสบความสำเร็จมากกว่าการเลี้ยงแบบอิสระ ทั้งนี้เมื่อวัดกันด้วยผลการเรียนและความสามารถทางด้านดนตรี

หนังสือสองเล่มที่ผมได้ยกมา ได้นำเสนอวิธีการเลี้ยงที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงแม้ว่าจะเขียนโดยผู้เขียนเชื้อสายเอเชีย เล่มแรกให้เลี้ยงแบบอิสระ แต่เล่มที่สองให้เลี้ยงแบบเข้มงวด แต่วิธีการทั้งสองวิธีก็พิสูจน์มาแล้วว่า มันสามารถที่จะสร้างเด็กที่มีคุณภาพ มีความคิดความอ่านที่ดี มีระเบียบวินัยที่ดีได้เหมือนๆ กัน นั่นแปลว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างเด็กที่มีคุณภาพไม่ใช่วิธีการเลี้ยงแบบใด แต่มันอยู่ที่ว่าเรามีวิธีคิดในการเลี้ยงหรือเปล่า เราคิดจะเอาใจใส่ลูกหรือเปล่า” นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าผู้เขียนทั้งสองจะไม่ใช่มุสลิม แต่โดยเนื้อหามันคือสิ่งที่มุสลิมควรปลูกฝัง

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดูลูกคนหนึ่งมันก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาว่าถ้าพ่อแม่ที่เอาใจใส่เลี้ยงดูลูกอย่างดี จะได้ลูกที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะเห็นพ่อแม่ที่ดีหลายคนมีลูกที่สวนทางกับเขา แต่สำหรับมุสลิมนั้นคือบททดสอบของเขา ถ้าหากเขาได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่แล้ว เขาก็ย่อมรอดพ้นจากการลงโทษ และได้รับผลตอบแทนจากความพยายามของเขา และเราอย่าคิดว่าพ่อแม่ที่มีลูกที่ดีจะไม่มีบททดสอบ พวกเขาก็มีบททดสอบเช่นเดียวกัน และบางทีอาจจะหนักว่าด้วยซ้ำ เมื่อผมเห็นพ่อแม่หลายคนที่มีลูกประสบความสำเร็จต่างๆ มักจะพูดถึงลูกตัวเองให้คนอื่นฟัง เสมือนว่านั่นคือผลงานของตัวเองทั้งหมด ทั้งที่จริงเราควรยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ (ซบ.) และอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าริยาอ์ (การโอ้อวด) ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสลามย้ำนักย้ำหนาว่าให้ห่างไกล เพราะมันคือรูปแบบหนึ่งของการตั้งภาคีต่อพระเจ้า (นะอูซูบิลลาฮิมินซาลิก)

และเหนืออื่นใด ผมคิดว่าสำหรับมุสลิมทุกคนแล้วนั้น เราจะต้องคิดเสมือนว่าตัวเราเป็นพ่อแม่ของเด็กๆมุสลิมทุกคน แม้ว่าไม่มีความเชื่อมโยงทางสายเลือดก็ตาม_

****

1 “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว”, สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน

2 “แม่เสือสอนลูก”, สำนักพิมพ์ Post Books

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s