สนทนาประสาไซไฟกับ วินทร์ เลียววาริณ

Capture

สนทนาประสาไซไฟกับ
วินทร์ เลียววาริณ
>>ธนาคาร จันทิมา เรียบเรียง
(คัดจาก หนังสือออนไลน์ ‘สะกด’)

credit : http://shop.bookmoby.com

>>DOWNLOAD<<

Capture

ผมอ่านไซไฟตั้งแต่เด็ก

สมัยก่อนเมืองไทยไซไฟมีน้อยมาก หนังสือไซไฟยุคแรกคือ วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์ของ อ.จันตรี ศิริบุญรอด ผมเคยอ่านตอนเด็ก ตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องระบบจักรวาลเท่าไหร่ อีกช่วงหนึ่งได้มาอ่านนิยายไซไฟ แปลชุดหนึ่งซึ่งเป็นผลงานคัดสรรของนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯ ที่ผมถือเป็นบุญคุณต่อวงการหนังสือของบ้านเรา หลังจากนั้นพอไปอยู่นิวยอร์ก ผมจะพบว่าตลาดของหนังสือแนวไซไฟใหญ่กว่าบ้าน เรามหาศาลประมาณห้าร้อยเท่า ชีวิตนี้อ่านไม่หมดหรอกครับ แต่ต้องอ่านจากภาษาอังกฤษ

กติกาเพียงข้อเดียว

หลายคนกลัวไซไฟ แต่จริงๆแล้วการเขียนไซไฟ เรื่องสั้นหักมุมจบ หรือนิยายนักสืบต่างมีพื้นฐานเดียวกันหมด

เวลาสร้างบ้าน หากคุณรู้หลักการวางฐานรากการสร้างเสาหรือการหล่อคานเหล่านี้คือหลักการเดียวกัน ส่วนผลจะออกมาเป็นบ้านเดี่ยว บ้านสองชั้น ตึกคอนโด หรือตึกออฟฟิศต่างๆ ได้ตามต้องการเช่นเดียวกับการเขียนหนังสือ หากจะเขียนเป็นนิยายเริงรมย์ นิยายโป๊ นิยาย นักสืบ นิยายไซไฟ หรือนิยายต่างๆ ก็คือแบบบ้านแตกต่างกันที่สร้างออกมา โดยมีหลักการเดียวกัน

การเขียนไซไฟมีกติกาแค่เพียง ข้อเดียวคือเรื่องที่เขียนต้องมีความเป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน คุณอาจสร้างทฤษฎีขึ้นเอง แต่ต้องอธิบายในเชิง วิทยาศาสตร์ให้พอรับได้ ถ้าไม่อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ก็จะกลายเป็นงานแฟนตาซีไป เช่นการบอกว่ามนุษย์สามารถบินได้ในอากาศ ถ้าบอกว่าบินโดยใช้สสาร-ปฏิสสาร เพื่อให้ตัวเองลอยขึ้นมาก็ จะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าบอกว่าแค่บินได้นี่คือแฟนตาซี ท้ายที่สุดแล้วอยู่ ที่ว่าคุณบินทำไมนั่นคือกลับมาที่เนื้อเรื่อง ดังนั้นถ้าเข้าใจเคล็ดลับข้อนี้ อยากเขียนอะไรก็เขียนได้ หลักการคล้ายกันหมด นิยายนักสืบก็จะมีกติกาว่าต้องมีใครเป็นฆาตกร ตอนจบคุณต้องเฉลยมา แล้วเวลาคุณเฉลยมาคนอาจจะต้องคาดไม่ถึงซึ่งก็คือนิยายหักมุมจบนั่นแหละ นิยายกำลังภายในก็มีกติกาของมัน เช่น มีสำนัก มี วิทยายุทธ์ มีการต่อสู้กัน จึงจะเรียกว่าเป็นกำลังภายใน คุณลองอ่านงานของโกวเล้ง เขามีตั้งแต่นิยายรักที่เป็นกำลังภายใน นิยายนักสืบที่เป็นกำลังภายใน นิยายสยองขวัญที่เป็นกำลังภายใน มีหมดทุกแบบเลย ถ้าเข้าใจแล้วไม่ยากเลย ผลที่ออกมาอาจแตกต่างกัน แต่ว่าวิธีการเขียนเหมือนกัน เหมือนกับการสร้างบ้าน เหมือนกับการวาดรูป เหมือนกับการเพ้นท์ติ้ง ผมจึงบอกว่าศิลปะไม่ว่าจะเป็น สายวรรณกรรม เขียน เรื่องอ่านเล่น หรือคุณจะสร้างภาพจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ดนตรี สถาปัตยกรรม นาฏกรรม นาฏศิลป์ ทุกอย่างใช้หลักการเดียวกันหมด คุณสามารถสร้างทุกอย่างได้เลย ส่วนงานจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของแต่ละคน ถ้าคุณใช้ภาษาได้ดีมากคุณก็เป็นนักเขียน ถ้าคุณปั้นดินได้ดีแม่นมาก คุณก็เป็นนักปั้น ถ้าคุณเรียบเรียงโน้ตดนตรีได้ดี คุณก็เป็นนักดนตรีแค่นั้นเอง พอเข้าใจหลักการ ไม่ว่าคุณจะจับอะไรมาคุณก็เขียนได้หมด หลักการเดียวกับคุณเขียน บทความ คุณก็ต้องจับคนอ่านให้อยู่ คุณให้สาระเขาไป อะไรที่เป็นส่วนเกิน คุณก็ตัดทิ้งให้หมด มีหลักการแค่นี้เอง

3

ไซไฟกับวิทยาศาสตร์

สำหรับคนที่สนใจไซไฟ เขาต้องมี ความชอบวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว หมายถึง ชอบเทคโนโลยี ชอบศาสตร์ใหม่ๆ และมี ความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มากเป็นพิเศษ ถ้ารู้ก็จะหาเรื่องมา เขียนได้ ยกตัวอย่าง ถ้าศึกษาเรื่องยีนส์ เรื่องพันธุกรรมจะเข้าใจว่ามนุษย์ถูก กำหนดมาจากยีนส์ สมองส่วนหนึ่งเป็น ตัวกำหนดตัวเรา ถ้ารู้อย่างนี้ก็สามารถ สร้างพลอตเรื่องที่สัมพันธ์กับความรู้ได้ แต่ถ้าไม่รู้เลย ไม่มีทางที่จะสร้างพลอต ประเภทนี้ออกมาได้ คนที่จะเขียนนิยาย ไซไฟจะต้องศึกษาหาความรู้ เติมข้อมูล อยู่ตลอดเวลา เช่น ตอนนี้มีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ที่สามพันปีแสง จากจุดนี้และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีน้ำหรือมีการค้นพบเนบิวลาใหม่ที่ตรง จุดนั้นเราจำเป็นต้องตามข่าวตลอดว่า มีเทคโนโลยีใหม่อะไรบ้าง ความรู้เหล่านี้ ทำให้เกิดเชื้อในการสร้างเรื่องขึ้นมาได้ หากมองกลับกัน วิธีทำงานอีกแบบหนึ่ง คือ การสร้างแนวคิดบางอย่างขึ้นมาแล้ว ค่อยไปหารายละเอียดมาใส่ แปลว่าต้องไปค้นข้อมูล เช่น สมมติบอกว่ามนุษย์ มีที่มาจากมนุษย์ต่างดาวที่ดาวดวงนั้น ดวงนี้แล้วเดินทางมาอย่างไร ลองรีเสิร์ช หาวิธีการดูว่าจะทำได้หรือไม่ได้

การวางโครงเรื่องที่เคยทำจะมีสองแบบ คือ แบบแรกการมีข้อมูลบางอย่าง ที่กระตุ้นให้อยากจะสร้างเป็นพลอตขึ้นมา เช่น คุณอ่านข่าวพระเดินธุดงค์แล้วเกิด ความคิดบางอย่างจะสร้างเป็นพลอตขึ้น มานั่นแปลว่าคุณมีวัตถุดิบ แล้ววัตถุดิบทำให้เกิดพลอตเรื่อง แบบที่สอง คือ การมีแค่แนวคิดอยู่ในหัว เช่น คุณคิดว่าจะเกิด อะไรขึ้นถ้ามนุษย์เราบินได้ อันนี้เป็นแค่ คำถามที่สร้างขึ้นมาเฉยๆ ก่อนจะร่างเป็นพลอตขึ้นมา แบบนี้เป็นการสร้างพล็อต เรื่องจากอากาศ คือเริ่มจากศูนย์ แบบเดียว กับที่ผมเขียนอยู่เสมอๆ ในนิยายชุดของอะเดย์ เนื่องจากเป็นงานที่ได้รับโจทย์มาก่อนเขียน เช่น บรรณาธิการบอกว่าฉบับนี้ จะเป็นโจทย์เกี่ยวกับถนนข้าวสาร นั่นแปลว่าผมต้องสร้างเรื่องที่เกี่ยวกับถนน ข้าวสารโดยที่ไม่เคยมีไอเดียเกี่ยวกับ ถนนข้าวสารมาก่อน เป็นต้น นี่คือสองวิธีที่ผมมักเลือกใช้วิทยาศาสตร์เป็นแค่ฉาก หรือโครงเรื่องเท่านั้นเอง วิทยาศาสตร์เป็นแค่ฉากหรือโครง เรื่องเท่านั้น สมมติว่าคุณเขียนนิยาย นักสืบอยู่แล้วคิดว่าลักษณะโครงเรื่อง แบบนี้น่าจะทำเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ ได้ คุณอาจจะใส่องค์ประกอบที่เป็น วิทยาศาสตร์เข้าไปในเรื่อง ตัวอย่างเช่น ผมเอาเรื่อง นักสืบพุ่มรัก พานสิงห์ มาเปลี่ยนเป็นฉากในอนาคตแล้วพอใส่ ฉากวิทยาศาสตร์เข้าไปมันก็กลายเป็น ฉากวิทยาศาสตร์แล้ว เพราะความเป็น นิยายวิทยาศาสตร์อยู่ที่องค์ประกอบ ของเรื่องไม่ได้อยู่ที่แนวคิด องค์ประกอบมีความเป็น วิทยาศาสตร์แต่แนวคิดอาจ จะเป็นการประชดสังคม ในพ.ศ.นี้ คุณจะเขียนนิยาย นักสืบ นิยายไซไฟ นิยายรัก นิยายอิงประวัติศาสตร์เมื่อสมัยสุโขทัย สาระอาจจะเป็นไปเพื่อ สะท้อนสภาพสังคมใน พ.ศ.นี้ก็ได้ สิ่งที่ แตกต่างระหว่างนิยายอิงประวัติศาสตร์กับนิยายวิทยาศาสตร์จึงอยู่ที่องค์ประกอบ ของมัน คือฉากเป็นสุโขทัยมันก็คืออิง ประวัติศาสตร์

หากบอกว่าคุณกำลังเขียนนิยาย วิทยาศาสตร์ แล้วไม่สามารถเขียนนิยาย อิงประวัติศาสตร์ได้ นั่นแปลว่า คุณกำลัง สร้างกรอบมาล้อมตัวเอง คุณไม่ควรยึดติด กับการจัดประเภทมากเกินไป เพราะจะ ทำให้ดิ้นไม่หลุดและไม่สามารถสร้างสรรค์ งานใหม่ๆ ได้มากมาย คุณจะสร้างนิยาย วิทยาศาสตร์ผสมกับนิยายอิงประวัติ ศาสตร์ นิยายวิทยาศาสตร์ผสมกับเรื่องผี นิยายวิทยาศาสตร์ผสมกับเรื่องรัก นิยายโป๊ผสมกับเรื่องอะไรก็เป็นไปได้ รวมถึงการสร้างเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวหนังสือ คุณอาจสร้างเรื่องที่มีตัวหนังสือผสมรูป ตัวหนังสือผสมกลิ่น ตัวหนังสือ ผสมชนิดกระดาษ หรือตัว หนังสือผสมเสียงได้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เราควรจะให้ ความสำคัญในการเขียน แต่ละครั้งคือต้องการจะเล่า เรื่องอะไรและจะเล่าให้ดีที่สุดได้อย่างไรจึงจะทรงพลังมากพอ

1

ที่นั่นอาจไม่มีความรัก

งานเขียนแนววิทยาศาสตร์ไม่จำเป็น ต้องเกี่ยวกับคน ความรักหรือแสดงความ รู้สึกเสมอไป เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ว่าสิ่ง ที่เกิดขึ้นอยู่นอกโลกหรือว่าไกลออกไป อีกสักสามพันปีแสงจะเป็นอย่างไร ผม อาจจะเขียนถึงก้อนอะตอมสักก้อนหนึ่ง ในจักรวาลห่างออกไปอีกสักห้าพันปีแสง ให้เป็นเรื่องราวขึ้นมา แต่เป็นเรื่องที่เขียน ยากมาก จินตนาการได้อย่างเดียว เพราะ ผมไม่มีพื้นฐานความรู้เลย สิ่งมีชีวิตที่นั่น อาจไม่มีความรัก ไม่มีคนแต่มีเรื่องราว ก็ได้ เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่จินตนาการยาก เนื่องจากสัญชาตญาณของมนุษย์ไม่ว่าจะ เขียนเรื่องอะไรก็มักจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับ ลักษณะของคนเสมอ หากลองสังเกตจะ พบว่าเวลาคนเราเขียนเรื่องเกี่ยวกับการ ผจญภัยในอวกาศ มนุษย์ต่างดาวมักจะ มีลักษณะเหมือนคน เรามักจะเขียนให้คิด และพูดได้เหมือนคน ทำไมมนุษย์ต่างดาว ต้องพูดได้เหมือนคน ทำไมมนุษย์ต่างดาว ต้องมีสมองเป็นไปได้ไหมที่มนุษย์ต่างดาว จะคิดได้ด้วยอวัยวะหรือโครงสร้างอย่างอื่นที่ไม่ใช่สมอง หรือเป็นไปได้ไหมที่มนุษย์ต่างดาวไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบ ชีวิตหรือโครงสร้างร่างกายที่ประกอบ ด้วยธาตุคาร์บอนอย่างคน กรอบเหล่านี้ต้องทิ้งให้หมดอย่าถูก จำกัดด้วยเงื่อนไขต่างๆ การเขียนนิยาย วิทยาศาสตร์ต้องไม่ถูกจำกัดอยู่แค่กรอบของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

แต่ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น

เราต้องมีกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์คือการตีความทุกอย่างที่เป็นเหตุเป็นผลจากการทดลอง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ พูดในปัจจุบันเป็นเรื่องจริงหรือถูกต้องเสมอไป ยกตัวอย่าง เรามักจะกล่าวกัน เสมอว่าถ้าดาวเคราะห์ดวงใดไม่มีน้ำจะไม่มีสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพูดอย่างนี้ตลอดเลย แต่ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมคนจึงคิดว่าน้ำเท่านั้นที่จะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต เป็นไปได้ไหมที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดวงอาทิตย์ คุณต้องตั้งคำถามแบบนี้ถึงจะสร้างพลอตเรื่องที่ฉีกออกไปได้ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้ เราต้องพยายามหลุดจากกรอบต่างๆ เราต้องตั้งคำถามทั้งกับกรอบทางวิทยาศาสตร์หรือกรอบทางตรรกะทั้งหลายที่ถูกสั่งสอนหรือได้รับความรู้มา วิธีคิดแบบนี้เท่านั้นจึงจะทำให้คุณได้โครงเรื่องหรือไอเดียใหม่อยู่เสมอ

เรื่องสั้นที่มีตัวละคร 500 ตัว

สมัยที่ผมเขียนเรื่องสั้นเชิงกราฟฟิก เช่น อาเพศกำสรวล ผมก็โดนด่าพอสมควรว่าวรรณกรรมต้องบริสุทธิ์ คือ มีแต่ตัวหนังสือ เขาก็เถียงกันตลอดว่าสมัยก่อนที่โยฮัน กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg) ผลิตตัวหนังสือ มันมีแต่ตัวหนังสือตรงๆ ไม่มีอิทาลิค (italic) ถ้าเราใช้อิทาลิคหรือตัวเอนผิดก็คง ผิดตัวหนาก็ผิด เพราะว่าตัวหนังสือควรมีแบบเดียวอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเราอยู่ในกรอบพวกนี้เมื่อไหร่ เราก็มีข้อถกเถียงตลอดคือมีข้อให้ด่าตลอด มันควรจะหลุดไปจากจุดนั้น แล้วหลังจากนั้นจะพบว่าคุณมีอิสระมาก คุณจะเขียนอะไรก็ได้เหมือนที่ยกตัวอย่างว่า ผมเขียนเรื่องผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ ครั้งที่ 85 ชื่อยาวหน่อย โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องสั้นประเภทไหน อาจจะเป็น ไซไฟก็ได้ วรรณกรรมก็ได้ อิงประวัติศาสตร์ก็ได้ อะไรก็ได้หมดเลย คุณจะบอกว่าผมผิดเหรอ ถ้าโดยหลักการก็ผิด เพราะไม่รู้จะจัดตระกูลอย่างไรอีก เรื่องที่ตั้งข้อสังเกตคือ สมัยผมเป็นเด็กน่าจะเป็นอาจารย์เจือสตะเวทินที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้นว่า เรื่องสั้นจะมีสูตรต่างๆ เช่น สูตรต้นร้ายปลายดี สูตรต้นดีปลายร้าย สูตรต่างๆ เหล่านี้เขาไปศึกษามาจากงานเรื่องสั้นที่ฝรั่งเขียนจำนวนมากแล้วพยายามรวบรวมมาเพื่อให้เป็นประโยชน์กับนักเขียน นักอ่าน เพื่อจะได้รู้ว่าเรา กำลังเขียนแบบไหนซึ่งอันนั้นก็จะเป็นสูตร แต่ว่าสูตรเหล่านั้นผมก็คิดว่าค่อนข้างจำกัดจนเกินไป เพราะผมไม่ เห็นความจำเป็นต้องเขียนเป็นสูตร ขณะเดียวกันก็จะมีตำราการเขียนเรื่องสั้นที่ออกมามากมายที่จะบอกว่า เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งความยาวไม่เกิน 4-5 หน้า ตัวละครต้องสัก 2-3 คน ฉากควรจะมีแค่ 1-2 ฉาก กลายเป็นสูตรว่าเรื่องสั้นที่ดีต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งก็จริงเพราะเรื่องสั้น ส่วนใหญ่ในโลกที่ดีๆ มักจะหนา 3-4 หน้า ตัวละคร 1-2 ตัว แล้วก็ฉากฉากเดียว แต่ว่ามันผิดหรือเปล่าถ้าผมจะเขียนเรื่องสั้นที่มี ตัวละคร 500 ตัว มีฉาก 500 ฉาก ไม่มี สูตรสำเร็จ ไม่มีกฎที่ไหนที่จะทำไม่ได้

ผมกำลังจะพูดว่ามันเป็นไปได้ที่จะสวนทางสูตร การเขียนเรื่องสั้นก็เหมือนกับการปั้นรูป การเขียนจิตรกรรม คือ เขียนให้น้อยที่สุด เรียบง่ายที่สุด ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ด้วยตัวละคร 500 ตัว เพราะว่าคุณสามารถที่จะจัดกลุ่มองค์ ประกอบในเรื่อง บางทีเวลาคุณเขียนเรื่องสั้นมักจะพบว่าเรื่องสั้นของคุณรุ่มร่ามไป เพราะว่ามีหลายองค์ประกอบจนล้นเกิน ถ้าคุณจัดกลุ่มองค์ประกอบให้รวมเข้า ด้วยกันได้ ตัวละคร 500 ตัวนั้นอาจจะเป็นกลุ่มก้อนที่ทำให้เรื่องสั้นของคุณยังคงความเรียบง่ายได้ ทั้งๆ ที่มีตัวละครอยู่ 500 ตัวและมีฉากอยู่ 500 ฉาก ประเด็น ของผมคือ อย่าไปถูกจำกัดด้วยกติกาใดๆ ที่ใครก็ตามเขียนขึ้นมา คุณทำได้ทุกอย่าง

2

เครื่องปรุงเรื่อง

งานเขียนไซไฟ เป็นงานประเภท ที่มีอรรถรสหลากหลายมาก สำหรับคนที่เคยอ่านงานไซไฟของไอแซค อสิมอฟจะพบว่าเป็นงานเขียนไซไฟที่มีหลายตระกูล หมายถึงมีตั้งแต่วิทยาศาสตร์แท้ๆ เช่น เรื่องดวงดาว เรื่องยานอวกาศ รวมทั้ง งานเขียนเชิงสืบสวนด้วย ยกตัวอย่างตัวละครนักสืบเป็นหุ่นยนต์ที่มาทำคดี สืบสวนต่างๆ เขาสามารถใช้องค์ประกอบงานแนวไซไฟเล่าเรื่องต่างๆ ได้ทั้งหมด เนื่องจากเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงมีรายละเอียดที่แม่นยำมาก

การใช้ฉากหรือเหตุการณ์แบบงานแนวไซไฟมาเป็นเครื่องปรุงเรื่องก็อาจช่วยสะท้อนสังคมปัจจุบันได้ เช่น ผม สามารถเขียนเรื่องของมนุษย์ต่างดาวไป ยึดครองดวงดาวอีกดวงหนึ่งแล้วทำให้ระบบดวงดาวหนึ่งเสียหาย เพื่อสะท้อน การเข้ามายึดครองพื้นที่ร้านโชห่วยของเซเว่นอีเลฟเว่นในเมืองไทย ผมเขียนประชาธิปไตยบนเส้นขนาน แล้วมีจานบินจากต่างดาวมา คุณจะรับไม่ได้เชียวเหรอ คุณจะบอกว่า เอ๊ะ นิยายวรรณกรรมจะต้องไม่มีความเป็นไซไฟเข้ามาใครเป็นคนเขียนสูตรนี้ล่ะ ไม่มีใครเขียนสูตรนี้ สูตรเขียนโดยมนุษย์ทั้งนั้น ผมจะสร้างสูตรใหม่ว่าเป็นอย่างนี้ได้ไหม ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะอ่านออกแล้วนำเสนอเรื่องได้ถึงประเด็นหรือไม่ ดังนั้นอย่าให้กรอบหรือกฎเกณฑ์ใดๆ มาบังคับทิศทางของการเขียน

ถ้าคุณตอบโจทย์นี้ไม่ได้ คุณล้มเหลวอยู่แล้ว

ข้อสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณเขียนเรื่องสั้นกี่หน้า เขียนตัวละครกี่คน ฉากกี่ฉาก ข้อสำคัญคือคุณเขียนได้ดีหรือเปล่า อ่าน แล้วโดนหรือเปล่า เพราะถ้าคุณเขียนตัวละคร 1 ฉาก ตัวละคร 2-3 คน ความยาว 3 หน้า แล้วคุณเขียนมาน่าเบื่อมากก็ แสดงว่าคุณล้มเหลว คุณสามารถเขียนเรื่องสั้นที่มีประเด็นเดียว ฉากเดียว ตัวละครตัวเดียว แต่หนา 500 หน้าได้ไหม แต่คงจะเรียกว่าเรื่องสั้นลำบากนิดนึงแต่จริงๆ มันก็คือเรื่องสั้น เพราะว่ามีแค่ฉากเดียวอะ แต่บังเอิญมันหนา 500 หน้า ถ้าเราไม่ถูกจำกัดด้วยจุดนี้ ก็แทบไม่ต้องไปสนใจเลยว่ากำลังเขียนอะไร เรื่องสั้น เรื่องยาว เรื่องยาวขนาดสั้น หรือเรื่องสั้นขนาดยาว สนใจอย่างเดียวคือ เขียนแล้วดีหรือเปล่า โดนหรือเปล่า สะเทือนใจไหม ผมคิดว่าจุดนี้น่าจะเป็นเป้าหมายของการ เขียนหนังสือมากกว่า ท้ายสุดแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณตอบโจทย์นี้ไม่ได้ คุณล้มเหลวอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะเขียนกี่หน้าก็ตาม

ไม่มีใครบอกได้ว่ามันผิด

การเตรียมข้อมูลก่อนลงมือเขียน ผมจะแบ่งออกเป็นแฟ้มๆ ในคอมพิวเตอร์ กำหนดให้แฟ้มหนึ่งเป็นงานประเภทหนึ่ง เช่นแฟ้มนี้เป็นเรื่องสั้น แฟ้มนี้เป็นบทความกำลังใจแฟ้มนี้เป็นไซไฟแฟ้มนี้เป็นสืบสวนสอบสวน ซึ่งรวมแล้วมีอยู่ หลายสิบแฟ้ม บางแฟ้มผ่านไป 20 ปียัง ไม่เคยทำเสร็จก็มี ถ้าผมได้ข้อมูลที่น่าจะเชื่อมโยงกับหัวข้อแฟ้มไหน ผมก็จะโยน เข้าไปในแฟ้มนั้น วันดีคืนดีผมอาจจะไปเปิดดูการทำงานเป็นแฟ้มช่วยให้มีระบบ ถ้ามีข้อมูลน่าสนใจผมก็จะทำเป็นแฟ้มขึ้นมา เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับเกร็ดวิทยาศาสตร์น่าสนใจ ผมก็จะคัดลอกเข้ามาเก็บไว้เป็นข้อมูลดิบในคอมพิวเตอร์ วันดีคืนดีก็อาจจะเอามาใช้

การหาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ก็น่าจะใช้ได้อยู่ แต่ผมต้องตรวจสอบมากกว่าหนึ่งแหล่งเสมออย่างวิกิพีเดีย (wikipedia) ภาษาอังกฤษค่อนข้างใช้ได้ แต่ผมยังไม่ค่อยเชื่อใจภาษาไทยเท่าไหร่ บางทีผมอ่านจากหนังสือแล้วก็ค่อยตรวจสอบจากอินเตอร์เน็ตอีกที เพื่อความถูกต้องที่สุด ยกตัวอย่างเรื่องที่ผมไม่มีความรู้เลยอย่างการยิงปืน ผมจะอ่านจากหนังสือหรือคอมพิวเตอร์แล้วไป สอบถามบรรณาธิการนิตยสารปืนหรือ คนที่ชำนาญเรื่องปืนอีกที ถามให้แน่ใจเลยว่าถ้าผมบากกระสุนแบบนี้แล้วมันจะระเบิดยังไง สำหรับนิยายวิทยาศาสตร์ เสน่ห์อย่างหนึ่งคือคุณสามารถมั่วได้ พอสมควร เพราะไม่มีใครบอกได้ว่ามันผิด คุณสามารถตั้งทฤษฎีใหม่ๆ คุณจะดีไซน์ยานอวกาศพิสดารยังไงก็ได้ ขออย่างเดียวคือคุณอธิบายด้วยหลักการบางอย่างที่พอฟังขึ้น พอรองรับด้วยวิทยาศาสตร์ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครยิงคุณตกได้ เวลานักวิจารณ์เขียนถึงนิยายวิทยาศาสตร์ไม่มีใครวิจารณ์ลงในรายละเอียด มันเลยอิสระและสนุกตรงที่เขียน ผิดก็ไม่มีใครว่า

เรื่องสั้นเรื่องแรก

เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ผมส่งไปแล้วได้ ตีพิมพ์เป็นแนวหักมุมจบชื่อเรื่องว่า ไฟ สมัยนั้นผมอ่านข่าวไฟไหม้โรงแรมแห่ง หนึ่งในหนังสือพิมพ์แล้วก็จุดประกายเอามาสร้างเป็นโครงเรื่องที่ว่าด้วยการเผาโรงแรม เผาซ่องเพื่อต่อต้านสังคม จากนั้นก็ลองจบแบบหักมุม เจตนาตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะหักมุมจบ การฝึกเขียนด้วยเรื่องสั้นจบแบบหักมุมถือว่าเป็นการฝึกที่ดี ผมอยากแนะนำให้นักเขียนใหม่ลองเขียนเรื่องแนวนี้ คือเน้นที่โครงเรื่อง การจัดลำดับของเรื่อง บทสนทนาลงตัว การใช้ภาษาสละสลวย การเรียงเนื้อเรื่องกระชับ สมมติเรื่องคุณยาวขนาดนี้ ประโยคแรกของเรื่องคุณจะเริ่มจากท่อนไหน คุณจะจับส่วนไหนของเรื่องมานำเรื่อง พอทำได้อย่างชำนาญดีแล้วค่อยไปเขียนเรื่องที่เป็นวรรณกรรมจ๋า หมายถึงเรื่องที่ยาก และใช้ความคิดสูงขึ้นกว่านี้ คุณต้องทำให้คนอ่านในพารากราฟ แรกแล้วช็อคต้องอ่านต่อให้จบ ซึ่งผมถือเป็นสูตรเสมอในการเขียนเรื่องสั้น ถ้าย่อหน้าแรกของคุณไม่สามารถจับคนอ่าน ได้ถือว่าคุณล้มเหลว เรื่องสั้นที่เปิดฉากมาบอกว่า สายลมเย็นพัดแผ่วมาจากทิศตะวันออกอะไรแบบนี้ โอกาสที่คนจะอ่านต่อจนจบค่อนข้างยาก ไม่ได้รังเกียจการบรรยายฉากธรรมชาติแบบนี้ แต่สำหรับเรื่องสั้น ผมชอบให้ย่อหน้าแรกเป็น ประเภทที่คนอ่านปุ๊บ ไม่อ่านย่อหน้าต่อไปไม่ได้ คืนนั้นคุณไม่หลับ ต้องอ่านต่อให้ได้ แล้วถ้าอ่านหน้าแรกจบแล้ว คุณต้องอ่านหน้าที่สองต่อไปไม่หยุ ด ถ้าคุณเขียนแบบนี้ไม่ได้ คุณอย่าส่งให้ใครอ่าน นี่คือมาตรฐานเรื่องสั้นของผม เวลามีคนส่งเรื่องสั้นมาให้ผมอ่าน ถ้าย่อหน้าแรกไม่ผ่าน ผมก็ไม่อ่าน ต่อแล้ว เสียเวลาชีวิต เพราะมีหนังสืออีกมากมายให้อ่าน

 

ห้า มนุษย์ต่างดาว บินเข้ามา, หก นักการเมืองโผล่เข้ามา

กรณีที่เป็นนักเขียนหน้าใหม่ ผมไม่แนะนำให้เขียนแบบไปตายเอาดาบหน้าเป็นอันขาด เขียนแบบอิมโพรไวส์ แล้วด้นไปเรื่อยๆ ประเภทชอบฉากที่พระเอกนางเอกเจอกัน ในสวนสาธารณะ แต่จากนั้นไม่รู้จะทำอะไรต่อ อย่าเขียนเรื่องแบบนี้เด็ดขาด คนฝึกเขียนมือใหม่ควรรู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร เมื่อเห็นภาพชัดแล้วว่าคุณจะสร้างบ้านทรงสเปน ทรงจีน ทรงญี่ปุ่น จากนั้น ค่อยไปเติมรายละเอียดจากประสบการณ์สมัยที่ผมเขียนเรื่องสั้นแนวหักมุม ผมก็เขียนเรื่อยๆ ไป เช่น ตำรวจเจอโจร พอเขียนไป 3 ใน 4 ส่วนแล้ว ไปยังไงต่อดีล่ะ ปวดหัวมาก คือ คิดไม่ออกโดยสิ้นเชิง

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ คุณต้องรู้ก่อนว่าจะเขียนอะไร ถ้าคุณเขียนเรื่องสั้นแนวหักมุม คุณเขียนตอนจบก่อนจะสะดวกที่สุด แล้วค่อยมาเขียนตอนเริ่มต้นทีหลัง ถ้าคุณเขียนนิยายนักสืบ เขียนตอนจบก่อน แล้วค่อยมาเติมรายละเอียดทีหลัง ยกตัวอย่าง เวลาคุณปั้นรูป คุณปั้นทั้งโครงก่อน อย่าปั้นเฉพาะหัว ปั้นไปปั้นมาแล้วสัดส่วนไม่ลงตัวกัน เพราะฉะนั้น คุณปั้นทั้งหมดแล้วค่อยใส่รายละเอียดทีละจุด วิธีเขียนเฉพาะตัวของผมคือว่าผมจะเขียนโครงร่างก่อนเลยว่านี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เช่น เรื่องนี้เกี่ยวกับผู้ชายผิดหวังกับความรัก คิดจะฆ่าตัวตายแล้วไปเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง คุณต้องเขียนโครงสร้างทั้งเรื่องที่คุณพอใจก่อน โดยจัดลำดับว่าเริ่มต้นอย่างไร จบลงอย่างไรจนพอใจ เขียนร่างไว้ประมาณ 5-10 บรรทัด แล้วผมก็เติมเนื้อหาเข้าไป จาก 10 บรรทัดเป็น 20 บรรทัด จาก 20 เป็น 30 หรือ 50 บรรทัด บางบรรทัดในโครงร่างอาจเป็นแค่เหตุการณ์ เช่น พระเอกเจอนางเอกในสวน แต่แค่ท่อนนี้ อาจเขียนขยายเป็นย่อหน้าหรือสองย่อหน้าได้ในอนาคต วิธีนี้ช่วยคุณเขียนเรื่องได้ตรงกำหนดเวลาและมีโอกาสหลงทางน้อยมาก ถ้าคุณไม่ชอบโครงเรื่องนั้นแต่แรก คุณทิ้งไปเลยไม่ต้องมาเสียเวลาปั้นรายละเอียด

มีอีกวิธีเป็นการเขียนแบบมืออาชีพ หน่อย คือวิธีสร้างสรรค์ทางเลือกแบบต่างๆ ขึ้นมา คุณคิดทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องขึ้นมา แล้วเขียนออกมาเลย 50 ทางเลือก เช่น หนึ่ง พระเอกเจอนางเอกแล้วได้แต่งงาน กัน สองพระเอกเจอนางเอกแล้วไม่ได้ แต่งงานกัน สาม เพื่อนพระเอกมาเจอ นางเอก ไล่ไปเรื่อยๆ สี่ สุนัขตัวหนึ่งวิ่ง เข้ามาแล้วเจออะไร ห้า มนุษย์ต่างดาว บินเข้ามา หก นักการเมืองโผล่เข้ามา เจ็ด แปด ไล่แบบนี้ไปเรื่อยๆ อะไรก็ตาม ที่อยู่ในหัวคุณไล่ออกมาให้หมด แล้วดู ว่าทางเลือกแบบไหนพัฒนาไปสู่ตอนจบ ได้อย่างที่ต้องการ ถ้ายังหาไม่ได้ คุณ อาจจะเอาเบอร์หนึ่งมาบวกกับเบอร์เจ็ด หรือเบอร์หนึ่งบวกเบอร์เจ็ดบวกเบอร์ แปด นี่คือกระบวนการคิดแบบครีเอทีฟ หลังจากนั้นคุณก็เริ่มจะเห็นรูปธรรมมาก ขึ้นว่าควรจะจบเรื่องอย่างไร ถ้าคุณคิด กระบวนการมา 50 ทางเลือกแล้วยังไม่ เจอ คุณก็ทิ้งเรื่องนั้นไปเถอะ หรือไม่ก็อาจ เก็บเรื่องนั้นไว้ เผื่อเรื่องนั้นอาจจะนำไป ใช้กับเรื่องใหม่ในอีกสัก 5 ปีข้างหน้าแล้วลงตัวพอดี ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นจริง บางเรื่อง คิดมาเป็น 10 ปี ไม่ไปไหนเลย วันดีคืนดี ผมเจอเรื่องที่คิดขึ้นใหม่แล้วโยงเข้ากับ เรื่องที่ค้างไว้ได้พอดี ผมอาจมีเรื่องที่ใช้ ฉากปัจจุบัน แต่เอาไปใช้กับเรื่องที่มีเป็น ฉากวิทยาศาสตร์ได้พอดี

บัตท่อมไลน์

การเขียนหนังสือนี่สนุกมาก หากคุณ ควบคุมการเขียนได้ คุณจะรู้สึกเหมือน พระเจ้า คุมชีวิตตัวละคร สร้างทุกอย่าง ได้เอง นี่เป็นความสุขของการสร้างสรรค์ แต่ละคนที่เข้ามาในวงการนี้คงรู้ตัวเอง ดีว่าชอบรสชาติของการเขียน แต่ทุก อย่างก็มีราคาของมัน ถ้าคุณทำงานไม่ ลงตัวก็ทรมานเหมือนลงนรกเช่นกัน แต่ ความสุขจากการเขียนนี้มีราคามากกว่า ตัวเงิน เช่น เวลามีคนอ่านงานคุณแล้ว บอกว่าชอบ หรือบางครั้งถ้ามันจะเปลี่ยน ชีวิตหรือมุมมองของบางคนในทางที่ดีขึ้น เราก็รู้สึกดีว่าสิ่งที่เราทำไปมีประโยชน์ มีบางคนที่บอกว่าอ่านเรื่องสั้นแล้ว ล้มเลิก ความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ผมได้ยินประโยคนี้ แล้วรู้สึกดีกว่าการได้รางวัลเสียอีก ขอให้ กำลังใจกับทุกคนที่หลงทางทั้งหลาย

ถ้าคุณทำงานเต็มที่ ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าคุณเกิดได้แน่นอนอยู่แล้ว ส่วน ใหญ่ร้อยละร้อยที่เป็นได้แค่นักอยาก เขียน ไม่ได้เป็นนักเขียนก็เพราะว่าไม่อึด พอเท่านั้นเอง เวลาโดนวิจารณ์นิดหน่อย ก็หยุดแล้ว หรือว่าเขียนไป 1 เรื่อง ส่งให้ บรรณาธิการแล้วโทรตาม บรรณาธิการ ไม่ตอบก็โมโหน้อยใจจนไม่ยอมเขียน ต่อ ผมคิดว่าการเขียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ย่อมต้องดีขึ้นอยู่แล้ว ช่วงแรกที่ผมเขียน หนังสือ ถึงจะอ่านหนังสือมาเยอะ ผมก็ เขียนไม่ออกคือไม่รู้จะบรรยายอย่างไร มีภาพอยู่ในหัวแต่บรรยายออกมาไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องใช้วิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป ระยะแรกอาจบรรยายสั้นๆ เช่น ท้องฟ้า เป็นสีฟ้า พัฒนาขึ้นมาอาจบรรยายก้อน เมฆเป็นเหลือบสีอะไรก็ว่ากันไป การ คัดลอกวิธีการเขียนแบบนักเขียนรุ่นเก่า เพื่อที่จะเรียนรู้ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าละอาย นักเขียนรุ่นเก่าเขาจะใช้ ภาษาได้ สวยงาม นุ่มนวล สั้นกระชับได้ ใจความ สิ่งเหล่านี้ เรียนรู้กันได้ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งคุณก็จะ ดีขึ้นเอง บัตท่อมไลน์ ก็คือว่า ทำงานหนัก ทำงานต่อเนื่อง ไม่หยุด รับรองได้เกิด แน่นอน

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s