พระปัญญาชน-พุทธปัญญาชน

1

-พระปัญญาชน-พุทธปัญญาชน-

เมื่อครั้งที่เราได้เดินทางไปสวนโมกข์ จ.สุราษฎร์ธานี
อันเป็นสถานที่สำคัญของพี่น้องชาวพุทธบางส่วน (แต่ก็ไม่น้อย)
และที่พักพิงหลักของพุทธทาสภิกขุ
พระสงฆ์คนสำคัญของไทยเจ้าของคำพูด “พระพุทธรูป บังพระพุทธเจ้า”
โดยความหมายว่า เจว็ดนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในศาสนาพุทธ…

หลวงพี่ท่านหนึ่งยืนอธิบายพวกเราถึงท่านพุทธทาส
และศิลาหินอ่อนแผ่นหนึ่ง ที่บันทึกบทกวีจากสหายรักชาวมุสลิมของท่าน
ที่ชื่อ หัจญีประยูร วทานยกุล

เป็นเรื่องแปลกใจไม่น้อยในครั้งนั้น
ยิ่งเมื่อนำมาเทียบกับเหตุการณ์การปลุกระดมให้เกลียดมุสลิม
ของพระสงฆ์ในพม่า ที่พยายามบิดเบือนคำสอนของตัวเอง
แล้วผู้คนก็ทำตามพระสงฆ์เหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง

เช่นกันกับสามจังหวัด ที่โต๊ะครูบางคนออกมาปลุกระดมให้ทำร้ายผู้คน
โดยแอบอ้างและบิดเบือนคำสอนในอัลกุรอานอย่างน่าเกลียดที่สุดนั้น
ค่านิยมหรือทัศนะคติผิดๆเช่นนี้ มีอะไรที่คอยหล่อเลี้ยงอยู่
คงไม่ต้องอธิบายให้มากความนัก

ในไทยเองมีพระแบบพม่า และพระแบบพุทธทาสภิกขุ อยู่ไม่น้อย
กลุ่มแรกมักมาจากธรรมกายและมหาเธรสมาคม
(ผู้สนับสนุนหลัก อีกทั้งยังเป็นองค์กรใหญ่ที่ดูแลพุทธในไทยด้วย!!)
เช่น พระธรรมกิตติเมธี, พระธรรมคุณาภรณ์ ที่มีคลิปปลุกระดมชาวพุทธ
ในทำนองพระวิรธุ (แม้ไม่ได้บอกว่าให้ฆ่า) ออกมาให้เห็น

กลุ่มที่สองมีแนวคิดหลักๆมาจากพุทธทาสภิกขุ
และถูกส่งต่อผ่านพระสงฆ์ปัจจุบันที่ ถูกเรียกว่า “พระปัญญาชน”
เช่น พระไพศาล วิสาโล, ว.วชิรเมธี, และท่านอื่นๆที่เป็นคนธรรมดา
แต่เป็นระดับนักปราชญ์ อย่าง ส.ศิวรักษ์ เป็นต้น
พวกเขาจะเคลื่อนไหวอยู่ในองค์กรนอกกระแสต่างๆอย่าง
มูลนิธิโกมล คีมทอง, มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป, มูลนิธิเด็ก เป็นต้น
แต่พวกเขาก็มักไม่มีอิทธิพลต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ-
ที่กำลังบ้าคลั่งกับการแบ่งฝ่าย แบ่งพวกอยู่เท่าไรนัก

ประชาชนทั่วไปก็ปิดหูปิดตา หูหนวกตาบอดต่อ “คุณค่าที่แท้จริง”
พวกเขาเลือกที่จะตามความรุนแรง และสิ่งที่จะทำให้ตนนั้นเหนือกว่าผู้อื่น
เรายังพบว่าคนเหล่านี้คือคนส่วนใหญ่ในประเทศแห่งนี้ด้วย

ค่านิยมหรือทัศนะคติผิดๆเช่นนี้ มีอะไรที่คอยหล่อเลี้ยงอยู่
ในประเทศสารขันฑ์แห่งนี้
…เมื่อการศึกษาเป็นเพียงอะไรสักอย่างที่สำคัญน้อยกว่าความงมงายนั้น
สิ่งเหล่านี้บอกอะไรให้แก่เราทั้งสองศาสนา ผู้กำลังจะตกเป็นเครื่องมือ ??

แอดมิ้น
2/4/56

——

ความเห็นพระไพศาล วิสาโล ฉบับเต็มจาก :
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151511257491624&set=a.396563781623.177003.819251623&type=1&relevant_count=1

ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมในพม่า ซึ่งลุกลามกลายเป็นความรุนแรงจนมีคนตายกว่า ๔๐ คนขณะที่อีก ๑๒,๐๐๐ คนต้องอพยพหนีภัยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งน่าเศร้าและน่าหวั่นวิตกมาก เพราะไม่เพียงเกิดจากความเคียดแค้นชิงชังที่สั่งสมกันมานานเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นจากการปลุกระดมในนามของการปกป้องพุทธศาสนา
พุทธศาสนานั้นปฏิเสธความรุนแรงในทุกกรณี ยิ่งการฆ่าสังหารผู้คนแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ถือเป็นบาปทั้งสิ้น แต่กลับมีพระภิกษุจำนวนไม่น้อยเป็นแกนนำในการกระตุ้นให้เกิดความโกรธเกลียดชาวมุสลิม ถึงกับเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงกับคนเหล่านั้น องค์กรที่เป็นแกนหลักในเรื่องนี้เรียกตัวเองว่า “๙๖๙” ซึ่งมีที่มาจากพุทธคุณ ๙ ประการ ธรรมคุณ ๖ ประการ และสังฆคุณ ๙ ประการ แต่ผู้นำขององค์กรนี้คือ สยาดอ วีระธู กลับเรียกตนเองว่า “บินลาดินแห่งพุทธศาสนา”

ผู้นำของ ๙๖๙ โจมตีว่าชาวมุสลิมเป็นชาวต่างชาติ (ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอินเดียจีนและบังกลาเทศ) ที่ครอบงำพม่าในทางเศรษฐกิจ และมีแผนที่จะครอบงำในทางวัฒนธรรมและการเมือง รวมทั้งมีแผนเอาศาสนาอิสลามมาแทนที่พุทธศาสนา หากชาวพุทธไม่ลุกขึ้นต่อต้านและจัดการกับชาวมุสลิม พม่าก็จะ “สิ้นชาติ” และพุทธศาสนาก็จะดับสูญ นอกจากการพิมพ์หนังสือ ผลิตวีดีโอ และซีดีปลุกระดมแล้ว พระภิกษุหลายรูปยังเดินสายปลุกระดมญาติโยม รวมทั้งรณรงค์ให้ไม่ซื้อสินค้าหรือทำการค้าขายกับชาวมุสลิมทั่วประเทศ โดยมีการนำป้าย ๙๖๙ มาติดตามร้านค้าต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนให้ชาวพุทธซื้อสินค้าจากร้านเหล่านี้เท่านั้น ตามคำขวัญที่ว่า “เชื้อชาติเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน” ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยมีเสียงคัดค้านหรือทักท้วงจากผู้นำชาวพุทธในพม่าน้อยมาก

พุทธศาสนานอกจากปฏิเสธความรุนแรงแล้ว ยังไม่สนับสนุนการแบ่งเขาแบ่งเรา จนเห็นคนอื่นเป็นศัตรูที่สมควรจงเกลียดจงชัง ยิ่งการมองเห็นผู้คนเป็นตัวเลวร้ายเพียงเพราะเขามีเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาต่างจากเรา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะเราไม่พึงตัดสินคนโดยดูที่“สมมุติ” หรือ “ยี่ห้อ”ของเขาเท่านั้น ถึงที่สุดแล้วทุกคนต่างเป็นมนุษย์และเพื่อนร่วมทุกข์กันทั้งนั้น จึงควรมีเมตตาต่อกัน (ดังเวลาแผ่เมตตา เราก็แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ไม่เลือกว่าเป็นคนหรือสัตว์ด้วยซ้ำ จะกล่าวไปไยถึงการแบ่งแยกว่าเป็นพุทธ มุสลิม คริสต์ ไทย จีน พม่า)

การปกป้องพุทธศาสนานั้นเป็นจุดมุ่งหมายที่ดี แต่วิธีการก็ต้องสอดคล้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาด้วย จึงจะเป็นการปกป้องพุทธศาสนาอย่างแท้จริง หากใช้วิธีการที่ตรงข้ามกับหลักธรรมในพุทธศาสนา หรือวิธีการที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นการปกป้องพุทธศาสนาได้อย่างไร มันกลับกลายเป็นการบ่อนทำลายพุทธศาสนาด้วยซ้ำ มองในมุมของพุทธศาสนา ชาวมุสลิมในพม่าจะมีพฤติกรรมอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่าเราชาวพุทธปฏิบัติอย่างไรต่อเขา ถึงแม้เขาจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เรามีสิทธิทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างเดียวกันหรือยิ่งกว่านั้น ไม่มีคำสอนของพุทธศาสนาหรือแบบอย่างจากพุทธจริยาที่สนับสนุนการกระทำดังกล่าวได้ มิใช่พระพุทธองค์ดอกหรือที่ตรัสว่า “พึงเอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงเอาชนะความชั่วด้วยความดี พึงเอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้ พึงเอาชนะความเท็จด้วยคำสัตย์”

ชาวมุสลิมนั้นเป็นชนส่วนน้อยมาก ๆ ในพม่า มีสัดส่วนแค่ ๔% ของประชากร เป็นไปได้อย่างไรที่คนจำนวนน้อยนิดดังกล่าวจะมาทำลายพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ หากพุทธศาสนาจะเสื่อมโทรมถดถอย ก็มิใช่เป็นเพราะคนอื่น แต่เป็นเพราะชาวพุทธด้วยกันเอง ข้อนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้นานแล้วว่าหากพระสัทธรรมจะเสื่อมสูญก็เพราะพุทธบริษัททั้ง ๔ ไม่ใส่ใจในการศึกษาและปฏิบัติพระสัทธรรม

“เรือล่มเพราะต้นหน” (หาใช่เพราะลมพายุไม่) เป็นอุปมาของพระพุทธองค์ที่ชี้ว่า ความเสื่อมโทรมของพระศาสนานั้นเกิดจากปัจจัยภายในมากกว่าปัจจัยภายนอก หากผู้คนจะนับถือศาสนาพุทธน้อยลงเพราะไปนับถือศาสนาอิสลามมากขึ้น ก็ไม่ควรโทษชาวมุสลิมว่ามาแย่งชิงชาวพุทธไป แต่ควรกลับมามองตนเองเราชาวพุทธได้ทำหน้าที่ของตนเองดีแล้วหรือ การมัวแต่โทษคนอื่น จนถึงกับลงไม้ลงมือทำร้ายเขา ฆ่าเขา เผาบ้านเรือนและศาสนสถานของเขา เท่ากับประจานตนเองว่าไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนในศาสนาของตนเองเลย และยิ่งทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาในพุทธศาสนามากขึ้น ซึ่งก็คือการผลักไสให้เขาไปหาศาสนาอื่น หรือไม่มีศาสนาเสียเลย

นี้ไม่ใช่ความรุนแรงครั้งแรกที่เกิดขึ้น ปลายปีที่แล้วก็มีเหตุจลาจลที่รัฐยะไข่ จนมีคนตายร่วม ๑๘๐ คน ผู้คนนับแสนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ความรุนแรงดังกล่าวลุกลามเพราะมีการจัดตั้งอย่างเป็นขบวนการเช่นเดียวกับความรุนแรงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผู้รู้ในพม่าบอกว่า กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นแกนนำในการก่อความรุนแรงดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากพระภิกษุในศรีลังกาซึ่งใช้วิธีการเดียวกันกับชาวมุสลิมที่นั่น เชื้อแห่งความเกลียดชังนั้นแพร่หลายได้ง่าย หวังว่าชาวพุทธไทยจะมีภูมิต้านทานเชื้อดังกล่าวมากพอ จนไม่ถึงกับทำร้ายใครในนามของการปกป้องพุทธศาสนา และหากสามารถชักชวนพี่น้องชาวพุทธในพม่าให้กลับมามีสติและยุติความรุนแรงที่กระทำต่อพี่น้องชาวมุสลิม ก็ควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s