ตะวันขึ้นที่โรงเรียน

12

ตะวันขึ้นที่โรงเรียน*

ปัญหาเกี่ยวกับเด็กและการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เป็นเรืองที่ทุกคนทุกสาขาอาชีพ สถาบัน หน่วยงาน และองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจ เพราะเด็กเกี่ยวข้องกับทุกๆคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดาหรือไม่ก็ตาม เด็กมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของสังคม ดั่งที่ท่าน ศ.ดร.ฮัมกา นักวิชาการชาวอินโดนีเซียได้กล่าวไว้ว่า “จะดูอนาคตของสังคมๆหนึ่งนั้น ก็จงดูเด็กในวันนี้เถิด เพราะในอนาคตเด็กๆเหล่านี้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในภายภาคหน้า” หรือคำคมของอาหรับที่ว่า เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า

เด็กเป็นหัวใจของสังคม หากสังคมได้ทุ่มเทให้ความสำคัญแก่เด็ก และเด็กได้รับการเลี้ยงดูอบรมที่ดีอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ก็เชื่อได้ว่าสังคมจะมีความมั่นคงและมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ ในทางตรงกันข้าม หากเด็กถูกปล่อยปละละเลยหรือได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ความเสียหายล่มจมก็จะต้องเกิดขึ้นกับสังคมในอนาคต

คำสอนของอิสลามที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานและอัลฮาดิษนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า ไม่ได้แบ่งช่วงอายุต่างๆของเด็กไว้อย่างละเอียดอย่างที่นักวิชาการศึกษาเกี่ยวกับเด็กและนักจิตวิทยาปัจจุบันได้แบ่งเอาไว้ ส่วนการกล่าวถึงอายุบางช่วงของเด็ก เป็นการกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ในการนำมาสู่การเลี้ยงดูอบรมบ่มนิสัยเด็กและชี้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงความสำคัญของช่วงอายุนั้นๆดังที่ผู้เขียนจะได้นำมากล่าวไว้พอสังเขป

1.วัยทารกในครรภ์มารดา เริ่มตั้งแต่การมีปฏิสนธิระหว่างเชื้ออสุจิของเพศชาย (บิดา) กบไข่ของเพศหญิง (มารดา) จนถึงกำหนดคลอดโดยประมาณ 9 เดือน
2.วัยทารกดื่มน้ำนมมารดา ตั้งแต่แรกเกิด – 2 หรือ 2 ปีครึ่ง
3.วัยเด็กที่ต้อกำชับในเรื่องการนมาซและบัญญัติอิสลามอื่นๆ 7 – 10 ปี
4.วัยเด็กที่ต้องมีการทำโทษ (เฆี่ยนตี) เมื่อละเลยหรือละเทมิดบัญญัติอิสลาม และต้องแยกที่นอนของเด็กๆ (ทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศกัน)ออกจากกันเมื่ออายุ 10 ปีขึ้นไป (อนัส แสงอารีย์, 2546:19 )

การลงโทษด้วยการตีนั้นควรเป็นวิธีสุดท้ายและใช้ให้น้อยครั้งที่สุด ไม่ควรทำกับลูกที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ ดังคำกล่าวของท่านรอซูลของอัลลอฮฺ ซบ. ไว้ว่า
 “พวกเจ้าจงใช้ให้ลูกหลานของเจ้าละหมาด เมื่อพวกเขาอายุเจ็ดขวบ และตีเขาเมื่ออายุสิบขวบ และจงแยกพวกเขาจากการนอนด้วยกัน”(รายงานโดยอิหม่ามอัห์หมัดและอิหม่ามอาบูดาวูด) (อามีนะห์ ดำรงผล, 2546 : 18)

จากการแบ่งช่วงอายุของบรรดานักวิชาการและในทัศนะของอิสลามดังกล่าว เราสังเกตเห็นได้ว่าเด็กที่มีอายุระหว่าง 7 – 10 ปี เป็นวัยที่ควรจะเรียนรู้หน้าที่ของมุสลิมและหัดปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจริงจัง ผู้ใหญ่ควรดูแลให้เด็กมีชุดละหมาดที่สะอาดอยู่เสมอ หัดให้ถือศิลอด หัดให้เด็กรู้จักการบริจาคทานเป็นต้น แต่สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเสมอว่าเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของการนมาซและเรื่องอื่นๆนั้นต้องมีมาการออกคำสั่งบังคับเด็กให้ปฏิบัติในเรื่องนั้นๆด้วยวิธีการที่สอดคล้องและเหมาะสมกับวัยของเขา และวิธีการที่ดีที่สุดก่อนจะมีการบังคับ คือการสร้างแบบอย่างที่ดีให้เด็กได้เห็นและปฏิบัติตาม

ปัจจุบันเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไปพ่อแม่ก็จะพาเด็กไปเข้าเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ดังนั้นเมื่อเด็กอยู่ในการดูแลและการอบรมของครูที่โรงเรียนจึงจะเกิดปัญหาขึ้นมาว่าการที่ครูตีเด็กนั้นสมควรหรือไม่? การลงโทษเด็กด้วนการตีนั้น มีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว เพื่อที่จะอบรมสั่งสอนเด็กในบ้านและโรงเรียน ศาสนาอิสลามได้ผ่อนปรนให้มีการตีภรรยาที่ดื้อรั้นและให้แยกที่นอน หากนางไม่เชื่อคำฟังคำตักเตือนที่ดี แต่ทว่าการตีนั้นจะต้องไม่ตีรุนแรงเกินไป และควรคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพื่อลงโทษ

สมัยก่อนท่านอุมัรอิบนุค็อฏฏอบได้รายงานว่า ได้มีเด็กชายคนหนึ่งเข้ามาหาท่าน และเด็กคนนั้นก็ได้แต่งผม และสวมเสื้อผ้าสวยงาม ท่านอุมัรได้ตีเด็กคนนั้นด้วยแซ่จนร้องไห้ นางฮับเสาะก็ได้ถามท่านว่า “ท่านตีเขาทำไม” ท่านอุมัรจึงตอบว่า “เพราะการแต่งตัวเช่นนั้นมันทำให้เขาหยิ่งยโส ดังนั้นฉันจึงทำให้เขาถ่อมตัวลง” (จากหนังสือประวัติศาสตร์คุลาฟะฮฺ ของท่านอิมามซูยูฏีย์) และบรรดาอามีรุ้ลมุมีนีนก็ได้อนุญาตให้ทำการอบรมเด็กๆและทำโทษด้วยการตีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และการตีนั้นก็ต้องเพื่อการอบรมสั่งสอน ไม่ใช่เพราะเหตุผลส่วนตัว

ท่านอิมามอาลีกล่าวไว้ว่า “เจ้าจงสั่งสอนให้ลูกๆของพวกเจ้าทำการละหมาดและรักษาความสะอาด หากลูกๆของเจ้าไม่ปฏิบัติตาม ในขณะที่อายุครบ 7 ขวบ เจ้าจงลงโทษ (ตี) แต่ไม่เกินสามที”

ท่านอิบนุฮาญัร อัลไฮตามีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.974) กล่าวว่า การตีนักเรียนจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อน และจะต้องคาดหมายว่าการตีนั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์ และไม่หนักมือจนถึงขนาดเลือดตกยางออก หากคาดว่าไม่มีประโยชน์ เว้นแต่จะต้องตีรุนแรงเท่านั้นก็ไม่เป็นที่อนุญาตโดยหลักอิจมาอฺของปวงปราชญ์ เพราะการลงโทษนั้น เป็นที่อนุญาตให้ทำได้ก็ต่อเมื่อคิดว่ามีประโยชน์ แต่หากการลงโทษที่นำไปสู่ภยันตรายถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสก็ไม่เป็นที่อนุญาต

ได้มีคนถามชีคอัลดุลอาซิซบินบาซ(เราะฮิมะฮุลลอฮฺ)ว่า ..

บัญญัติ(ฮุกุม)การตีเด็กนักเรียนเพื่อการเรียนการสอน และให้เขาเน้นถึงแบบฝึกหัดและการบ้านที่ให้แก่เขาและเพื่อนเขาไม่ละเลยในแบบฝึกหัดนั้นเป็นเช่นใด? :
ท่านชีคอัลดุลอาซิซบินบาซ(เราะฮิมะฮุลลอฮฺ) ได้ตอบว่า การตีในลักษณะนี้ไม่ถือว่ามีความผิดอะไร ครูไม่ว่าชายหรือหญิงและบิดามารดา ทุกคนจะต้องดูแลเด็กๆ และอบรมสั่งสอนเด็กๆให้ห่างจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์และกระทำในพฤติกรรมที่ดีที่พึ่งประสงค์(ศอลิฮฺ) เด็กไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ให้ตีเมื่อเขาไม่ละหมาดและมีอายุครบสิบปีแล้ว เป็นการสั่งสอนให้เขามั่นคงในการละหมาด หรืองานอื่นๆที่เขาควรกระทำ อย่างการเรียนหรืองานบ้าน ผู้ปกครองของเด็กชายหรือเด็กหญิงจะต้องอบรมสั่งสอนเขา ถ้าต้องตีก็ให้ตีอย่างเบาๆไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆแก่เขา เพื่อให้เขาปฏิบัติตนตามที่คาดหวังไว้ (ฟาตาวา ชีคบินบาซ เล่มที่ 6 หน้า 403 )

สิ่งที่ครูควรระวัง คือ ในการตีเด็กแต่ละครั้งควรจะนับจำนวนที่ตีด้วย โดยการตีไม่ควรเกินสิบทีหรือสิบไม้ เว้นแต่ในกรณีการลงเทศทางอาญา(ฮุดูด)

ท่านอิบนุก็อยยิม-เราะฮิมาฮุลลอฮฺ-ได้กล่าวว่า .. การที่ท่านนบี (ศ็อล) ได้กล่าวว่า “ อย่าลงโทษเกินกว่าตีสิบไม้ เว้นแต่ในเรื่องที่อัลลอฮฺได้กำหนด”มีคนถามว่า ตีสิบครั้งตรงไหน(เรื่องอะไร) และที่ไม่ใช่คือเรื่องอะไร บางคนตอบว่า ผู้ชายตีภรรยาของตน บ่าวทาส ลูก หรือลูกจ้าง เพื่อเป็นการสั่งสอน จะตีเกินกว่าสิบไม้ไม่ได้ และนี้เป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่ฮาดิษได้กำหนดมา จริงแล้วการตี(หรือการลงโทษ)ไม่ใช่วิธีการเดียวที่จะกระตุ้นให้เด็กขยันในการอ่านหนังสือ ครูควรจะผสมผสานกันระหว่างวิธีการเสริมแรงและการลงโทษเพื่อให้ได้สิ่งที่พึงประสงค์ เช่น ชมเชยนักเรียนเรียนดีและสนับสนุนเขาด้วยการให้รางวัลหรือให้คะแนนที่สูง ส่วนนักเรียนที่ยังไม่เป็นตามที่พึงประสงค์ให้ลงโทษเขาด้วยการให้คะแนนน้อยกว่าที่คนทำดี และพูดว่ากล่าวเป็นการคาดโทษ เป็นต้น

ครูจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กนักเรียนไม่ใช่ทำไปเพื่อการลงโทษเท่านั้น ท่านนบี (ศ็อล)ได้เน้นในตลอดชีวิตของการเป็นนบีของท่านด้วยการอบรมสั่งสอน โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆและเยาวชน เพราะเด็กและเยาวชนคือผู้ที่จะอยู่ในสังคมผู้ใหญ่ต่อไป พวกเขาคือผู้เลือกแนวทางในสังคมให้เป็นไปอย่างสงบสุขหรือความปั่นป่วน ในฮาดิษไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการกระทำของท่าน มีหลายบทหลายตอนที่แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษานี้มาก อย่างเช่นมีฮาดิษหนึ่งว่า การศึกษาหาความรู้นั้น เป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่จะต้องศึกษา โดยเฉพาะวิชาความรู้ที่เป็นพื้นฐานของชีวิต (ฟัรฎูอีน) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทางด้านศาสนาหรือการศึกษาด้านวิชาการสามัญหรือการศึกษาประสบการณ์ชีวิตด้านอื่นๆ

นอกจากตัวบุคคลเองแล้วที่เป็นผู้ต้องศึกษา ผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย โดยจะต้องจัดการศึกษาให้แก่ทุกคนอย่างพอเพียงกับความต้องการของสังคม ท่านนบี ศ็อลฯ ได้สั่งให้แก่พ่อแม่ของเด็กว่า “ พวกเจ้าจงให้เกียรติลูกๆของพวกเจ้า และจงให้การอบรมสั่งสอนที่ดี”
เป็นเรื่องสำคัญสำหรับพ่อแม่หรือครูผู้สอนที่จะใช้วินัยพร้อมกับการใช้ปัญญาในการสั่งสอนเด็ก ไม่ตำหนิหรือลงโทษอยู่ตลอดเวลา โดยการชมเชยยกย่องเด็กแทนการดุด่าถือโทษตลอดเวลา เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีการยกย่องชมเชยจะเติบโตอย่างมีความสุขสร้างสรรค์และเชื่อฟังพ่อแม่มากกว่าเด็กที่ถูกตำหนิอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่หรือครูควรควบคุมอารมณ์เมื่อโกรธเด็ก และควรสอนให้เด็กควบคุมอารมณ์เช่นกัน คนเราสามารถเกิดอารมณ์โกรธได้ง่ายแม้แต่เรื่องเล็กน้อยๆ อย่างไรก็ตาม การยับยั้งความโกรธเป็นเรื่องของความเข้มแข็งและการควบคุมตนเอง นอกจากนี้ หากจะลงโทษเด็กทางร่างกาย ก็ควรกระทำด้วยความนุ่มนวล ท่านศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลฯ ห้ามไม่ให้ตบหน้าผู้อื่นและหากจำเป็นก็ควรใช้วิธีตีก้นเป็นวิธีสุดท้ายแต่ต้องไม่สร้างความเสียหายใดๆ (ฟารามาซ, 2541 : 56)

บทสรุปทางการศึกษา
1.การลงโทษนักเรียนนั้นครูผู้สอนสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล
2.การลงโทษนักเรียนด้วยการตี จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครอง หรือครูผู้สอนได้ทำความเข้าใจและตกลงกับผู้ปกครองนักเรียน ไม่ใช่ทำไปโดยพละการหรือตามอารมณ์ของตนเอง
3.การลงโทษด้วยการตี เป็นวิธีสุดท้าย ดังนั้นครูผู้สอนควรหาวิธีการลงโทษแบบอื่นโดยการใช้เทคนิคการเสริมแรงและการถอดถอนในสิ่งที่พึงพอใจ
4.การตีไม่ควรเกินกว่าสามที โดยที่นักเรียนต้องไม่ได้รับอันตรายใดๆ

หนังสืออ้างอิง

-ฟารามาซ บิน มุฮัมมัด เราะห์บัร (ปาริตฉัตต์ ผู้แปล), 2541, เลี้ยงลูกให้ถูกทางตามคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ, กรุงเทพ:นัทชา พับลิชชิ่ง
-สากีนะห์ บอสู , 2543, คุณธรรมของลูก, กรุงเทพ: มุสลิมนิวส์
-อามีนะห์ ดำรงผล,2546, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีแบบอิสลาม, กรุงเทพมหานคร : เอดีสันเพรสโพรดักส์
-อนัส แสงอารีย์, 2546, เด็กในทัศนะอิสลาม, กรุงเทพมหานคร: ศูรนย์ภาษาธรรม
-a.Mohm Azwar, 2006, Petua Membentuk Anak Pintar dan Kreatif, Kuala Lumpor: Jasmin Enterprice

credit : http://abimirza.blogspot.com/

*หมายเหตุ : เดิมบทความนี้ชื่อว่า การลงโทษนักเรียน
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s