จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น

11

The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น (ปราบดา หยุ่น : แปล)

“อ่านหนังสือเล่มนี้สิ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมผมถึงยิงเขา” นี่คือคำพูดของ มาร์ค เดวิด แชปแมน (Mark David Chapman) ฆาตกรผู้ชักปืนออกมากระหน่ำยิง จอห์น เลนนอน (John Lennon) นักร้องดังชาวอังกฤษแห่งวง The Beatles ที่ด้านหลัง 5 นัดซ้อนด้วยปืน .38 กล่าวในจดหมายที่เขาเขียนส่งไปยังหนังสือพิมพ์ The New York Times ชักชวนให้คนอ่าน The Catcher in the Rye เขียนโดย J.D. Salinger

ไม่ว่าคุณจะเชื่อในคำกล่าวอ้างของฆาตกรนั้นหรือไม่ แต่จนถึงปัจจุบัน The Catcher in the Rye ได้กลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิกสมัยใหม่ของอเมริกาที่ทุกโรงเรียนเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา และอาจกล่าวได้ว่าวัยรุ่นอเมริกันแทบทุกคนจะต้องได้อ่านหรือไม่ก็รู้จักนวนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนไทยแล้วหนังสือเล่มนี้เคยเป็นที่นิยมกันมากจากสำนวนการแปลของ ‘คำรวี-ใบเตย’ ที่มีชื่อว่า ‘ชั่วชีวิตของผม’ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปิยะสาส์น
ล่าสุด นักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2545 ปราบดา หยุ่น ได้นำกลับมาแปลใหม่อีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไลต์เฮาส์ พร้อมกับออกแบบปกเองด้วยสีสันเปรี้ยวสะดุดตา

0 เคยได้อ่านสำนวนแปลฉบับก่อนๆ บ้างไหม?

ไม่เคยครับ…ไม่รู้ว่าเป็นของใครแปล ผมไม่แน่ใจว่าที่เคยแปลมานี้ได้ลิขสิทธิ์หรือเปล่า ตอนนั้นอาจจะยังไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลิขสิทธิ์จากเมืองนอกมาจริงๆ

0 ทำไมถึงตั้งชื่อว่า’จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น’?

ความจริงเป็นชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยยากมาก ผมค่อนข้างหนักใจอยู่เหมือนกัน มันมีสองทางคือพยายามจะแปลให้เข้ากับชื่อจริงมากที่สุด หรือไม่ก็เปลี่ยนไปเลย แต่ส่วนใหญ่ในเมืองไทยที่แปลเขาจะเปลี่ยนไปเลยมากกว่า เพราะคำว่า ‘The Catcher in the Rye’ มันเป็นคำจากเนื้อเพลงที่ตัวละครพูดถึงในเรื่อง โดยความหมายถ้าแปลตรงๆ ตัวแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะฉะนั้นคงถูกแล้วที่หลายๆ คนเปลี่ยน แต่ว่าเนื่องจากคราวนี้ขอลิขสิทธิ์มา ดังนั้นทางโน้นเขาก็ค่อนข้างจะเคร่งครัดกัน และความจริงแล้วเขาพูดเหมือนอยากให้แปลตรงๆ ไปเลยมากกว่า เลยบอกเขาไปว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะแปลตรงๆ เพราะว่าภาษาไทยมันไม่มีและไม่สามารถออกมาสละสลวยได้

ผมเลยพยายามแปลและตั้งชื่อให้เข้ากับความเป็นเนื้อเพลงของมันมากกว่า ‘จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น’ คือในความหมายชื่อมันเป็นอย่างนั้น ตามความเข้าใจของตัวละครพูดถึงว่าถ้าเขาอยากจะทำอาชีพหรืออยากจะเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งเมื่อโตขึ้น เขานึกภาพเหมือนกับเป็นหน้าผาและก็มีทุ่งข้าวไรย์ (Rye) ซึ่งเป็นทุ่งที่มีเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ แต่ว่ามีหน้าผาอยู่ตรงนั้น และเขาก็จะเป็นคนที่คอยยืนคุมอยู่ตรงที่หน้าผา เผื่อมีเด็กคนไหนหลงมาแล้วจะหล่น เขาจะเป็นคนคอยรับเอาไว้

0 ได้อ่านครั้งแรกตอนไหนและติดใจอะไรถึงได้รับแปลนวนิยายเรื่องนี้?

จริงๆ ไม่ได้ติดใจอยากแปลเพราะค่อนข้างหนักใจด้วยซ้ำตอนที่จะแปล แต่ว่ามีความผูกพันกับมันพอสมควรเพราะว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่อ่านจบและก็เป็นหนังสือที่คุณพ่อแนะนำให้อ่านตอนเด็ก คือก่อนที่จะไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมเคยเรียนภาษาอังกฤษอาทิตย์ละวัน แต่ว่าเรียนกับคุณพ่อ (หัวเราะ) ไม่ได้อ่านตอนอยู่เมืองไทย แต่ว่าตอนเรียนภาษาอังกฤษที่คุณพ่อสอนเนี่ย คุณพ่อก็มักจะแนะนำว่า ‘เนี่ยให้อ่าน The Catcher in the Rye’ แต่ตอนนั้นเราเป็นวัยรุ่นก็ขี้เกียจ เหมือนกับผัดวันประกันพรุ่งมาตลอด ไม่อยากจะไปอ่านเลย (จริงๆ แอบอ่านอยู่) และอะไรที่เป็นคำสั่งจากพ่อแม่ก็ไม่อยากทำ

แต่พอไปเรียนต่ออเมริกา รู้สึกว่าจะอ่านช่วงปลายๆ มัธยมปลายเพราะว่ามันเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเรียนของทุกโรงเรียนที่อเมริกา แต่ว่าที่อ่านเองจริงๆ เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองรู้ภาษาพอที่จะอ่านวรรณกรรมจริงจังเข้าใจ เลยลองอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรก เพราะว่าจำได้ว่าคุณพ่อเคยแนะนำให้อ่าน

0 อ่านครั้งแรกรู้สึกว่าไม่เข้าใจหรือว่ายากเกินไปไหม?

มันไม่ยากเพราะว่ามันเป็นการเขียนแบบแทนตัวละครซึ่งตัวละครก็เป็นวัยรุ่น เข้ากับเราและภาษาก็ง่าย อ่านจนจบภายในหนึ่งคืน ยังจำได้ว่าตอนที่อ่านจบรู้สึกว่าจะตีห้าหรือหกโมงคือเริ่มสว่างแล้ว และก็เป็นหนังสือประเภทนั้น ประเภทที่อ่านจบแล้วรู้สึกว่ามันยังทำให้เราตื่นอยู่และประทับใจกับมัน พอปิดหนังสือลงแล้วยังรู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่น่าประทับใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราเยอะพอสมควร

ประทับใจความเป็นคนขวางโลกของตัวละครชื่อ ‘โฮลเดน’ เพราะว่าเป็นเด็กที่อาจจะเรียกว่าเป็นเด็กมีปัญหา คือ ถูกโรงเรียนไล่ออก เข้ากับใครไม่ค่อยได้และก็มีมุมมองหรือทัศนคติที่ค่อนข้างไปในแง่ลบกับสังคมกับคนทั่วไปซึ่งในบ้านเราผมคิดว่าเพิ่งจะมีปรากฏการณ์แบบนี้ในหมู่วัยรุ่นเมื่อไม่นาน ถึงแม้ว่าอาจจะเคยมีมาแล้ว แต่เราไม่เคยพูดถึงมันอย่างชัดเจน คือความต่อต้านสังคมหรือว่าต่อต้านผู้ใหญ่หรือว่าต่อต้านระบบอะไรต่างๆ แต่ว่าที่อเมริกาหรือตะวันตกมันมีวัฒนธรรมแบบนี้ทั้งในวรรณกรรมและศิลปะมาค่อนข้างนาน การต่อต้านอะไรที่เรารู้สึกว่ามันไม่จริงหรือว่าอะไรที่มันครอบคลุมครอบครองชีวิตเราอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นวัยรุ่นของอเมริกาส่วนใหญ่เขาจะมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ เพราะฉะนั้นเวลาอ่านจะรู้สึกว่าเข้าใจสิ่งที่ตัวละครพูด

0 แสดงว่าวัยรุ่นอเมริกาต้องเคยอ่านหนังสือเล่มนี้กันแทบทุกคน?

จะเรียกว่าเป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็ว่าได้ ถึงจะไม่เคยอ่านก็ต้องรู้จักเพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเขา สังคมเขาที่มีการพูดถึงทั้งในภาพยนตร์ ในเพลง คือมันเป็นส่วนหนึ่งในสังคมเหมือนกับที่คนไทยรู้จัก ‘ศรีธนญชัย’ ทำนองนี้ พูดถึงชื่อขึ้นมาทุกคนก็ต้องรู้ แต่เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมอมตะสมัยใหม่ของอเมริกา ผมทราบในความเป็นที่นิยมของหนังสือเล่มนี้เพราะว่าอยู่ที่อเมริกาคือได้ยินคนพูดถึงบ่อยๆ และมันมีความเชื่อมโยงไปถึงรายละเอียดอื่นๆ ในวัฒนธรรมของเขา เช่น คนมักจะพูดถึงว่าฆาตกรที่ฆ่า ‘จอห์น เลนนอน’ อ่านก่อนที่จะไปฆ่า จอห์น เลนนอน อะไรทำนองนี้

แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตัวหนังสือเท่าไหร่ คือถ้าคนที่สติไม่ค่อยปกติอ่านอะไรก็ไม่ควรที่จะไปให้ความสำคัญกับมันมาก แต่ว่านั่นแหละก็เป็นเหตุผลที่ถ้าเราอยู่ในสังคมอเมริกันยังไงก็ต้องเคยได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้

0 การต่อต้านสังคมของตัวละคร’โฮลเดน’สำหรับสังคมไทยยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่อยู่?

น่าจะค่อนข้างใหม่ เพราะว่าอย่างเช่นคำหนึ่งที่เขาใช้บ่อยมากในหนังสือเล่มนี้ ตัวละครใช้บ่อยมากคือคำว่า ‘phonies’ ของฝรั่งซึ่งมันเป็นสแลง เดี๋ยวนี้เขาไม่ใช้กันแล้ว เป็นสแลงที่ค่อนข้างจะเก่าในยุคนั้น ในยุค ’50 ซึ่งมันแปลว่า ‘การเสแสร้ง’ หรือ ‘ความไม่จริง’ ซึ่งเวลาที่เขาใช้เป็นสแลงก็ยากที่จะหาคำไทยแปล ยิ่งถ้าเป็นก่อนหน้านี้ยิ่งยากกว่านี้อีก แต่ว่าปัจจุบันนี้เรามีคำว่า ‘เฟก’ (fake) ซึ่งผมก็ใช้คำว่า ‘เฟก’ แทนคำว่า ‘phonies’ มันก็มีความหมายว่าปัจจุบันนี้สังคมของเราก็มีความเข้าใจในปรากฏการณ์นี้อยู่เหมือนกัน เวลาที่เราบอกว่าคนนี้เฟก คนนั้นแอ๊บ คนนั้นตอแหล คือเราเริ่มที่จะสามารถมีคำศัพท์ที่จะใช้กับปรากฏการณ์นี้แล้ว ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องดีนะ (หัวเราะ) มันมีสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่เมื่อก่อนนี้อาจจะยากกว่าที่จะหาคำศัพท์มาอธิบายปรากฏการณ์นี้

0 ก่อนแปลได้กลับไปศึกษาประวัติผู้เขียนบ้างไหม?

ศึกษาพอสมควรเพราะว่าพอหลังจากที่ได้อ่านแล้วก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ผมชอบมาก เล่มอื่นของเขาผมก็ชอบ เขาเขียนหนังสือที่พิมพ์ออกมาไม่กี่เล่ม ทุกวันนี้เขายังมีชีวิตอยู่อายุ 90 ปี พอหลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับเรื่องนี้ เขาตัดตัวเองออกไปจากสังคมและไปซื้อบ้านอยู่ ไม่ได้อยู่ในป่า แต่ว่าไปอยู่แบบเงียบๆ โดยที่ไม่ได้ติดต่อกับสื่อหรือว่าไม่ออกสื่อไม่อะไรเลย ไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่เขียนอะไรอีกแล้ว เพราะว่าตอนที่เขาบอกก็คือเขารักการเขียนแต่ว่าเขาเขียนเพื่อตัวเอง ทีนี้พอความที่หนังสือประสบความสำเร็จมากและขายได้อยู่เสมอ เขาก็มีรายได้เพียงพอไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนเพื่อพิมพ์อีก เขาเลยเก็บตัว

เขาเป็นคนที่น่าสนใจ มีความคิดอะไรแปลกๆ มีมุมมองและทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาตะวันออกเยอะ รู้สึกว่าจะนำปรัชญาเหล่านี้มาทดลองกับชีวิตจริงๆ ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ชีวิตจริงของเขาก็คล้ายๆ ตัวละคร และจริงๆ แล้วสาเหตุที่ยังมีคนพูดถึงหนังสือเล่มนี้อยู่เสมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าตัวคนเขียนด้วย คือการที่เขาแยกตัวออกไปตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเห็นเขาหรือว่าเขายังไม่เคยให้สัมภาษณ์ที่ไหนเลย มันเลยกลายเป็นตำนานที่ทำให้มันบวกผสมเข้าไปกับความเป็นที่นิยมของหนังสือด้วย เขาเลยกลายเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ของศิลปินที่ปฏิเสธสังคมและศิลปินที่แยกตัวออกไปอยู่อย่างสันโดษ และยิ่งทำให้น่าสนใจด้วย เลยทำให้มันกลายเป็นอมตะที่คนยังพูดถึงอยู่เสมอ

0 ได้อ่านผลงานเล่มอื่นๆ ของเขาบ้างหรือเปล่า? 

อ่านหมดทุกเล่ม เพราะมีอยู่ไม่กี่เล่ม 4-5 เล่มเท่านั้นเอง เล่มที่ชอบที่สุดชื่อ ‘Franny and Zooey’ เป็นเรื่องของพี่น้องสองคน อีกเล่มหนึ่งที่ชอบมากคือรวมเรื่องสั้นชื่อ ‘Nine Stories’ รวมเรื่องสั้น 9 เรื่อง ซึ่งเป็นอิทธิพลเหมือนกันที่ทำให้ผมสนใจจะเขียนเรื่องสั้น คิดว่าคงได้อิทธิพลมาเยอะกับการเขียนเรื่องสั้นของเขา แต่ว่า ‘The Catcher in the Rye’ เป็นเรื่องแรกที่อ่านและเป็นเล่มแรกที่ทำให้ชอบสำนวนของซาลินเจอร์และชื่นชมเขา

มันมีอยู่ตอนหนึ่งที่โฮลเดนพูดถึงหนังสือที่เขาชอบว่า ‘เขารู้สึกว่าหนังสือที่ดีคือเมื่อคุณอ่านจบแล้วคุณจะรู้สึกว่าคนเขียนเป็นเพื่อนที่สามารถโทรไปหาได้ โทรไปปรึกษาได้’ ตอนที่อ่านเล่มนี้จบเราก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ รู้สึกว่าทำไมเขาถึงได้เข้าใจวัยรุ่น ทำไมเขาถึงเข้าใจสิ่งที่เรารู้สึก สิ่งที่เราคิด แล้วก็โมเมไปเองว่าต้องคุยกันรู้เรื่องแน่เลย แต่ว่าพอได้อ่านเล่มอื่นคือมันไม่ใช่ว่าเล่มนี้ดีกว่าหรือเล่มไหนดีกว่า มันเป็นจริตที่บังเอิญว่าผมเป็นคนที่ชอบอ่านเรื่องครอบครัวแล้วตัวเองก็มีน้องสาวจริงๆ พอได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพี่กับน้องมันก็อาจจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันใกล้ตัวและมันน่าประทับใจ เรื่องนั้นค่อนข้างแรงกว่านี้ด้วย อ่านแล้วได้มองโลกในมุมใหม่

เล่มนี้อ่านแล้วรู้สึกว่าสะใจเหมือนเพื่อนเหมือนกับได้ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วก็คิดเหมือนกันทำอะไรเหมือนกัน แต่ว่าเล่มที่ชอบมากเป็นเล่มที่อ่านจบแล้วรู้สึกว่า เออ..เราไม่ได้คิดเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เหมือนเขาได้สอนอะไรอีกอย่างหนึ่งให้กับเรา

0 วัยรุ่นยุคนี้ควรอ่านหรือไม่เพราะสังคมไทยไม่ได้เป็นเหมือนสังคมอเมริกัน?

ค่อนข้างต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการอ่านเพราะว่าความที่เขาพยายามจำลองความความรู้สึกที่แท้จริงของตัวละครนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันยุยงหรือชี้นำให้วัยรุ่นทำอะไร หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องของตัวละครที่เล่าให้คนอ่านฟังในขณะที่ตัวเขาเองรับการบำบัดทางจิตอยู่ในสถานบำบัด เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เป็นหนังสือที่เชิดชูความคิดแบบนี้หรือว่าพฤติกรรมแบบนี้ เพียงแต่ว่าสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของการเป็นวัยรุ่นลักษณะนี้เท่านั้นเอง แต่ว่าส่วนดีอย่างที่ผมได้คือการตั้งคำถามว่าความที่ตัวละครโฮลเดนนั้นมีปัญหาแทบจะทุกๆ เรื่อง หนังก็ไม่ชอบ โรงเรียนก็ไม่ชอบ คือไม่ชอบอะไรเลย

ผมมีรู้สึกว่าตัวคนเขียนเขาไม่ได้บอกว่าตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่ดีหรือตัวละครที่น่ายกย่องสรรเสริญ เพราะในขณะเดียวกันก็มีเรื่องของน้องสาว ‘ฟีบี’ ซึ่งโฮลเดนมีความผูกพันและรักน้องสาวคนนี้มาก และน้องสาวคนนี้เป็นเด็กที่ฉลาดมาก สิ่งที่น้องสาวพูดมักจะสะกิดใจตัวโฮลเดนเสมอ เช่น น้องสาวพูดขึ้นมาเองว่า ‘พี่ไม่เคยชอบอะไรเลย ไม่มีอะไรหรอกที่พี่จะชอบ เพราะฉะนั้นพี่จะพูดไปทำไมว่าพี่ไม่ชอบโน่นไม่ชอบนี่’ คือมันเหมือนกับโฮลเดนได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและได้สอนตัวเอง ผมคิดว่าเขารู้ว่าตัวเขามีข้อผิดพลาดอะไร เพราะฉะนั้นมันดีสำหรับวัยรุ่นตรงที่ว่าได้อ่านแล้วอาจจะได้ทบทวนตัวเองและทบทวนสังคมรอบข้างมากขึ้น ไม่ใช่อ่านแล้วรู้สึกว่าการทำตัวขวางโลกหรือว่าต่อต้านทุกอย่างมันเจ๋งมันเท่ แต่บางช่วงมันเจ๋งและเท่จริงๆ (หัวเราะ)

0 แต่ธรรมชาติของวัยรุ่นช่วงนี้มักจะรู้สึกต่อต้านกฎเกณฑ์บางอย่างเสมอ?

ผมไม่แน่ใจว่าเป็นปกติหรือเปล่า เพราะว่าตอนที่ผมเป็นผมเห็นว่าคนอื่นเขาก็ไม่เห็นเป็น ในทางกลับกันตามกระแสกันง่าย หรืออย่างตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นอยู่ในเมืองไทยสมัยเรียนมัธยมต้น ผมก็ไม่รู้สึกว่าวัยรุ่นจะชอบต่อต้านหรือว่าชอบขวางโลก ผมรู้สึกว่าเขาก็ไปเตะบอลกันไปอะไรกัน คือเหมือนเราเป็นอยู่คนเดียวมากกว่า และตัวละครโฮลเดนเขาก็รู้สึกว่าเขาเป็นอยู่คนเดียวเหมือนกัน แต่ผมไม่ค่อยจะแน่ใจว่าทำไมในอเมริกาถึงได้กลายเป็นหนังสือที่วัยรุ่นนิยมมากเพราะว่าในอเมริกาเองไม่ได้แปลว่าการเป็นวัยรุ่นที่อเมริกาจะต้องต่อต้านสังคมทุกคน เพียงแต่ว่าอาจจะเป็นเพราะว่าวัฒนธรรมเขามันมีอะไรซับซ้อนเยอะ มันมีทั้งเรื่องเหยียดผิว มันมีทั้งเรื่องประชาธิปไตย มีทั้งเรื่องการต่อสู้อะไรต่างๆ ที่ผ่านมา มันอาจจะทำให้เขามีปมเยอะกว่าประเทศอย่างเราก็ได้

0 ถ้ามองจากพื้นฐานของโฮลเดนทำไมเขาถึงมองสังคมว่าเป็นความเสแสร้งหรือเฟก?

ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจเพราะว่าพอได้กลับมาอ่านอีกครั้งหนึ่งคือตอนได้อ่านตอนเด็กแค่คิดว่าได้อ่านเรื่องของวัยรุ่นคนหนึ่งที่เหมือนกับเป็นเพื่อนเรา แต่ว่าพอกลับมาอ่านในวัยที่โตขึ้นแล้ว (อ่านหลายรอบ) แต่ว่าตอนแปลต้องอ่านใหม่ ทำให้รู้สึกว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ จริงๆ เขาเป็นคนที่มาจากสังคมดี หมายความว่าเป็นชนชั้นกลางค่อนข้างสูง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอธิบายไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของบ้านเขาหรือว่าบาร์ที่เขาไปหรือว่าสถานที่ที่เขาคุ้นเคย

ถ้าสมัยนี้เขาใช้ศัพท์ว่าเป็น ‘ไฮโซ’ ของอเมริกา บ้านอยู่ติดเซ็นทรัล ปาร์ก อย่างนี้ ถ้าเป็นปัจจุบันไม่สามารถที่จะอยู่ได้ ไปโรงเรียนเอกชน ไปโรงเรียนที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอะไรทำนองนี้ ผมเลยรู้สึกว่าจริงๆ มันเป็นปัญหาที่เกิดจากการเป็นคนชนชั้นกลาง คือการที่โตขึ้นมาแล้วเกิดมาในครอบครัวคนชั้นกลางค่อนข้างสูง มันจะมีเหมือนกับถ้าเป็นคนที่สนใจสังคมหน่อย เป็นคนที่ช่างคิดอะไรมากกว่าคนอื่นหน่อย เราจะเห็นความไม่ยุติธรรมมากมาย จะรู้สึกว่าทำไมเราถึงรวยกว่าคนอื่น หรือว่าทำไมครอบครัวเราถึงได้อยู่ในอพาร์ตเมนต์แบบนี้

0 เขามองเห็นความเหลื่อมล้ำหรือความไม่ทัดเทียมกันในสังคม?

ประเด็นเยอะมากที่โฮลเดนพูดถึงคือการเปรียบเทียบตัวเขากับคนอื่น คนที่อาจจะไม่ได้มีกินหรือไม่ได้อยู่ดีเท่าเขา หรือว่าเพื่อนนักเรียนที่โรงเรียนที่อาจจะไม่ได้มีฐานะดีเท่ากัน อย่างเช่นการเปรียบเทียบระหว่างกระเป๋าที่มีอยู่ในเรื่องนี้ เพื่อนคนหนึ่งมีกระเป๋าที่ถูกๆ ในขณะที่เขาใช้กระเป๋าราคาแพง แล้วเพื่อนก็มักจะเอากระเป๋าตัวเองไปแอบไว้ใต้เตียง ซึ่งผมว่าปัญหาของวัยรุ่นอเมริกันจำนวนมากมักจะมีที่มาคล้ายๆ กัน คือเขาเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ในขณะเดียวกันอเมริกาก็บอกว่าทุกคนเท่าเทียมกัน และเราก็รู้สึกว่าเท่าเทียม

อย่างเวลาผมใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก ผมก็รู้สึกว่าทุกคนทัดเทียมกัน สามารถเข้าร้านอาหารเดียวกันได้ ถึงจะเป็นคนมีเงินหรือมีฐานะไม่เหมือนกันก็ตาม ทุกคนใช้รถไฟใต้ดิน คนที่รวยมากๆ ผมก็เคยเจอใช้รถไฟใต้ดินเหมือนกัน ดาราฮอลลีวูดผมก็เคยเจอในรถไฟใต้ดิน เพราะฉะนั้นจะรู้สึกว่าชีวิตในอเมริกามันทัดเทียมนะ แต่ในขณะเดียวกันจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะว่าพอเปรียบเทียบจำนวนตัวเลขในบัญชีหรืออะไรหรือการใช้ชีวิต มันไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคนที่คิดถึงประเด็นเหล่านี้ต้องมีความซับซ้อนสับสนในตัวเองพอสมควร และโฮลเดนก็เป็นอย่างนั้น โฮลเดนจะเป็นคนที่เป็นคุณหนูมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็มีคำถามกับสังคมที่ทำให้เขาเป็นคนแบบนั้น

ผมว่าอันนี้น่าสนใจมากและมันก็เป็นที่มาของการที่เขามองว่าทุกคนเฟกเพราะว่าทุกคนที่เขามองว่าเฟกส่วนใหญ่คือคนที่อยู่ในระดับชั้นเดียวกับเขาหรือว่าใกล้เคียงกัน หรือโลกมายาแบบโลกของฮอลลีวู้ดที่เขาเกลียดชังมากมันก็สะท้อนอะไรแบบนั้นอยู่

0 ยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องโสเภณีอีก?

มันเคยเป็นประเด็นที่แม้แต่อเมริกาเองก็รับไม่ได้ในช่วงแรกๆ ที่หนังสือเล่มนี้ออกมา ถูกแบนในหลายโรงเรียนเหมือนกัน จริงๆ ไม่ได้มีเซ็กซ์ด้วยนะ แต่ว่าเหมือนกับใช้บริการโสเภณีก็เป็นประเด็นนั้น หรือว่าการใช้คำหยาบคาย มีช่วงที่อเมริกาค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟเหมือนกัน โดยเฉพาะยุค’50 แต่พอเปลี่ยนเป็นยุคฮิปปี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด และหนังสือเล่มนี้ผมว่ามีอิทธิพลมากที่ทำให้เปลี่ยนได้เหมือนกัน และช่วยให้การแสดงออกทางความคิดหรือว่าการแสดงออกด้านศิลปะมีความเปิดกว้างมากขึ้น ทุกวันนี้เลยเป็นประเด็นใหญ่มากถ้าจะมีการตรึงโซ่หรือมีอะไรในอเมริกา มันจะถูกต่อต้านอย่างมากจากคนทั่วๆ ไป เพราะว่าเขาให้ความสำคัญกับความอิสระทางความคิดมาก

จริงๆ เรื่องนี้จะเรียกว่ามีพล็อตไม่ค่อยได้ เรื่องมันไหลไปเรื่อยๆ ไหลไปตามเวลา กินเวลาจริงๆ ไม่กี่วันเอง สองวันทำนองนี้ คือจากวันที่เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนไปถึงตอนที่เขาจะกลับบ้านแค่นั้นเอง ยังไม่ถึงบ้านด้วยซ้ำ ก่อนที่เขาจะกลับบ้านแค่ประมาณสองวัน เสาร์อาทิตย์อย่างนี้ แล้วเรื่องจบคร่าวๆ ตรงที่ว่าเขาตัดสินใจที่จะไม่หนีไป คือโฮลเดนคิดว่าตัวเองจะไม่กลับบ้านเลย ทีแรกหนีไปนิวยอร์กเพื่อรอเวลาจะกลับบ้านโดยที่ไม่ให้แม่รู้ว่าตัวเองถูกไล่ออก แต่ว่าพอคิดไปคิดมามีความคิดว่าจะหนีไปเลย จะโบกรถหนีไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของอเมริกา ไปปลีกวิเวกอยู่จากสังคมเพราะความที่ตัวเองเกลียดสังคมมาก

แต่ในที่สุดได้แรงบันดาลใจจากน้องสาวที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจและตัดสินใจที่จะไม่หนีไป และผมคิดว่าเขาทิ้งไว้เป็นนัยคือจบตรงที่ยอมเข้าไปในสถานบำบัดจิตแล้วใช้เวลาอยู่ที่นั่นสักพักหนึ่ง เพราะว่าตลอดเวลาที่เขาเล่าให้ฟังนี้เขาอยู่ที่นั่น คือ อเมริกาทำอย่างนี้เยอะ พอเด็กมีปัญหาอะไรก็ส่งไปหาจิตแพทย์ ผมยังเคยถูกส่งไปหาจิตแพทย์เลย (หัวเราะ) นั่งขำๆ มองหน้าจิตแพทย์แล้วไม่รู้จะพูดอะไร แต่ว่าเป็นปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ที่มีต่อวัยรุ่นที่ปกติมากในอเมริกา

0 คิดว่าตัวเองได้ซึมซับหรือรับอิทธิพลอะไรมาจากหนังสือเล่มนี้บ้าง?

แน่นอนคือการมองแล้วเห็นว่าคนนี้เฟกหรือการกระทำแบบนี้เฟก ผมคิดว่ามันได้มาเหมือนกัน ทำให้ตั้งคำถามแบบนี้กับคนหรือกับสังคมค่อนข้างเยอะ กลายเป็นว่าเราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความตรงไปตรงมาหรือว่าความซื่อสัตย์หรือว่าความจริงใจของคนมากขึ้น คือเวลาให้ค่ากับเพื่อนๆ จะให้ค่ากับคนที่จริงใจกับเรา ไม่ได้มาเพื่อหวังอะไรมากขึ้น หรือเวลาดูใครในสังคมก็จะตัดสินด้วยคุณสมบัตินี้เหมือนกัน จะรู้สึกว่าคนนี้จริงใจนะ คนนี้ดูจริงใจดี แม้แต่คนไม่รู้จัก ดาราคนนี้ให้สัมภาษณ์ตรงดีนะ อะไรทำนองนี้ หรือว่าทำไมคนนี้ต้องโกหกด้วย รู้ว่ามันไม่จริง เลยให้ความสำคัญกับความรู้สึกแบบนี้มาก

0 ชอบฉากไหนมากที่สุดในเรื่องนี้?

คงเป็นฉากที่โฮลเดนกับน้องสาวเพราะว่าคือตัวน้องสาวเป็นเหมือนกับตัวละครที่มาทำให้เขายังปกติอยู่ได้ คือแทนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปไหน เขายังระงับตัวเองไว้เพื่อน้องสาว และผมชอบฉากที่ไม่ได้เขียนเพื่อเค้นให้คนรู้สึกมาก ไม่ได้บังบีบให้ร้องไห้อะไรอย่างนี้ แต่ชอบฉากที่ทิ้งไว้เฉยๆ เช่น เขาไปซื้อแผ่นเสียงให้กับน้องสาวเพราะคิดว่าต้องชอบแน่ๆ แล้วในระหว่างที่เขาเจอปัญหาจวนตัวอะไรมากมาย เข้าบาร์โน้นออกมาบาร์นี้ เมาต่างๆ แล้วเขาทำแผ่นเสียงแตก ความจริงแล้วดูเหมือนว่าตามเนื้อเรื่องมันสำคัญมากจนคนเขียนน่าจะให้ความสำคัญกับมันมากกว่านั้น น่าจะพูดว่าเขารู้สึกแย่ขนาดไหนที่ทำแผ่นเสียงที่เขาตั้งใจซื้อให้น้องแตกไป

แต่เขาไม่ เขาเขียนง่ายๆ ว่ามันแตก (เน้นเสียง) แล้วเขาแค่เก็บแผ่นเสียงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อจะเอาชิ้นส่วนพวกนี้ไปให้น้อง มันประทับใจแบบนี้ เห็นภาพแล้วรู้สึกตาม จะรู้สึกได้เลยว่าเขาต้องเจ็บปวดมากที่ทำความผิดอันนี้อีกแล้ว เขาจะเห็นว่าตัวเองทำความผิดตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการได้ไปหาน้องสาว แม้เป็นสิ่งเดียวที่เขาตั้งใจจะไปทำให้น้องแต่ก็ทำไม่ได้ เราก็รู้สึกเจ็บแทนเขาเหมือนกัน ในขณะที่ตอนจบพาไปเล่นม้าหมุนแล้วมันฝนตก ผมรู้สึกว่ามันเริ่มที่จะเกาหลีแล้ว (หัวเราะ) ร้องไห้ในสายฝนอะไรอย่างนี้ แต่ฉากที่เงียบๆ เขาทำได้ดี

0 ส่วนตัวไม่เชื่อแน่นอนว่าคนคนหนึ่งอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะทำให้กลายเป็นฆาตกรได้?

เป็นไปไม่ได้ ใครจะเป็นฆาตกรโรคจิตก็คงเป็นโรคจิตอยู่แล้ว (หัวเราะ) ผมไม่คิดว่าหนังสือเล่มมีส่วนไปผลักดันให้เขาเป็น ถ้าผลักดันให้เป็นจริงก็แสดงว่าอ่านผิด เข้าใจผิดแน่ๆ อาจจะอ่านแค่ประโยคที่โฮลเดนด่าคนโน้นคนนี้ว่าเฟกอย่างนั้นเฟกอย่างนี้ ทำไมสังคมถึงมีแต่คนชั่วอะไรอย่างนั้น คืออาจจะอ่านแค่นั้นโดยที่ไม่เข้าใจว่าในขณะเดียวกันเขา

วิพากษ์วิจารณ์วิเคราะห์ตัวเองไปด้วยเหมือนกัน คือเขาไม่ได้ชอบตัวเองเลยเท่าที่อ่าน รู้เลยว่าเขาไม่ได้ชอบ และเขารู้ปัญหาของตัวเองด้วย

แต่ในขณะเดียวกันวัยของเขาหรือว่าความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นปฏิกิริยาต่อสังคมแรงจนเขาต้องระบายมันออกมา แต่เขาไม่ใช่คนไม่ดี เขาเป็นคนดีที่พยายามจะทำให้ตัวเองดีขึ้น เขาเป็นเด็กไม่ปกติ มีปัญหาอยู่เหมือนกัน แต่ปัญหาของเขามันไม่ใช่ปัญหาแบบคนเลว คนโรคจิต มันเป็นปัญหาของคนที่ซับซ้อนของคนที่อ่อนไหวง่าย

0 แต่สุดท้ายมันทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น?

ผมคิดว่าสิ่งที่เขาไม่ชอบเขาก็ไม่ชอบจริงๆ แต่ว่าเขาเป็นวัยรุ่น ไม่ได้เป็นคนบรรลุหรือล่วงรู้อะไรทุกอย่างแล้วมองโลกว่าคนนั้นไม่ดีคนโน้นไม่ดี เขายังอยู่ในโลกและเขายังเป็นวัยรุ่น ประเด็นส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้คือเขารักผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วไม่กล้าสักทีที่จะโทรไปหาเขา คือมันมีประเด็นแบบนั้นอยู่ ในขณะที่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้ชอบเลย แต่ชวนผู้หญิงคนนั้นไปดูละครทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบเขาเลย แถมยังอยากจะลองโสเภณีด้วย ไปกินเหล้าอีก คืออะไรต่างๆ ที่เขาทำนี้เขาไม่ได้ต้องการจะทำเลย มันเหมือนกับเขาพยายามต่อต้อนตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เขาอยากจะทำที่สุดคือโทรไปหาผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่รักมากอยู่คนเดียว แต่ทำไม่ได้ในที่สุด ประเด็นนี้วัยรุ่นอ่านก็น่าจะเข้าใจเหมือนกันและยังเชื่อมโยงได้ว่าในยุคสมัยที่ความรักความชอบผู้หญิงมันคือทุกอย่าง มันมีอิทธิพลต่อตัวเราเยอะเหมือนกัน

12

(The Catcher in the Rye ฉบับแปลโดยภาษาไทย โดย ปราบดา หยุ่น/สนพ.ไลต์เฮาส์พับลิชชิ่ง)

*ที่จริงก่อนหน้านี้ได้มีการแปลมาแล้วด้วยกันสองเล่ม สำนวนแรกแปลเป็นไทยโดย ศาสนิก พ.ศ. 2531 สำนักพิมพ์เรจินาในชื่อ ‘ทุ่งฝัน’
ส่วนอีกสำนวนแปลโดย คำรวี-ใบเตย สนพ.ปิยะสาส์นในชื่อ ‘ชั่วชีวิตของผม’

13

credit : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s