บุรุษอาชาไนย

อาจารย์ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ (เสื้อดำ) คือใครกันนะ??

5

“…เอาเป็นว่า หากมีใครสักคนถามผมว่า “อ.ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ เป็นคนอย่างไร? หรือช่วยบอกลักษณะของแกให้ฟังหน่อย” ผมจะตอบคู่สนทนาท่านนั้นโดยไม่ลังเลเลยว่า “สำหรับอ.ดิเรก คงไม่มีคำจำกัดความใดเหมาะสมยิ่งไปกว่า บุรุษอาชาไนย แล้วล่ะครับ”

บุรุษอาชาไนย
เขียนโดย อ.มุรีด ทิมะเสน

1.
“อาจารย์ถึงไหนแล้ว?” เสียงเชคริฎอโทรศัพท์มาหาผม
“เชค ผมอยู่บนทางด่วน ใกล้ลงพระรามเก้าแล้ว” ผมตอบขณะมือซ้ายจับพวงมาลัยรถอยู่

พี่อัสมา (ลูกสาวอ.ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์) นัดผม, เชคริฎอ อะหฺมัด สมะดี, อ.มุสฏอฟา อยู่เป็นสุข รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒท่านอื่นๆ ร่วมพบปะพูดคุยถึงแผนจัดงานบรรยายตลอดปี (51) แหละแล้วผมก็ถึงบ้านพี่อัสมา ภายหลังผมก็รู้ว่าบุคคลที่ถูกนัดหมาย ผมเป็นคนรองสุดท้ายที่มาถึง ซึ่งผมก็ต้องขอมะอัฟกันตามระเบียบ พวกเราคุยกันหลายๆเรื่อง พรางจิบน้ำเป็นระยะๆ สลับกับรับทานซาโมซ่า (ขนมชนิดหนึ่งของอินเดีย) ที่อร่อยชนิดไม่เคยชิมที่ใดมาก่อน ระหว่างการสนทนา สลับเสียงหัวเราะอย่างออกรสชาติอยู่นั้น เวลานมาซซุฮฺริก็คืบคลานอย่างช้าๆ ครั้นได้เวลานมาซ พวกเราก็น้ำอาบนมาซแล้วนมาซซุฮฺริ

“เดี๋ยวเชิญทุกท่านชมห้องหนังสือของคุณพ่อก่อนนะครับ” ลูกชายอ.ดิเรกเอ่ยเชิญชวนภายหลังนมาซซุฮฺริเสร็จ พวกเราไม่รอช้าเพราะผมและสมาชิกที่ร่วมประชุมต่างถวิลหาโอกาสเข้าชมห้องหนังสือของ อ.ดิเรกอยู่แล้ว พวกเราถูกพามาที่ห้องหนังสือของ อ.ดิเรก ซึ่งถูกเปิดแอร์ทิ้งไว้ต้อนรับพวกเราจนเย็นช่ำ คล้ายกับว่าเคยถูกเปิดทิ้งไว้รับใช้เจ้าของห้องมาแล้วในอดีต ก้าวแรกที่ผมสัมผัส ห้องหนังสือของอ.ดิเรก ถูกดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ไม่ต่างไปจากครั้งที่เจ้าของห้องยังมีชีวิตอยู่เลยทีเดียว หนังสือยังคงถูกจัดให้อยู่ในสภาพเดิมๆ ทุกสิ่งยังคงสถานที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง (ลูกสาวเจ้าของห้องเล่าให้ฟัง) แต่ถ้าจะเปลี่ยนแปลงคงมีเพียงสิ่งเดียว คือเจ้าของห้องไม่อยู่แล้วเท่านั้น

ผมเดินง่วนตามตู้หนังสือที่ถูกวางอย่างเป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน ผมพิจารณาตู้หนังสือของอ.ดิเรกอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ พอๆกับสมาชิกท่านอื่นที่เดินสำรวจหนังสือต่างๆ ที่อ.ดิเรกซื้อเก็บสะสมไว้ค้นคว้า สลับกับเสียงอธิบายของลูกสาวและลูกชายของ อ.ดิเรก ที่คอยให้ความกระจ่างแก่พวกเราที่ตั้งคำถามอยู่เนืองๆ คลับคล้ายพวกเราเป็นอาคันตุกะคนสำคัญจากแดนไกลก็ไม่ปาน

ผมนับตู้ใบใหญ่ในห้องหนังสือของ อ.ดิเรก นับได้ประมาณสัก 22 ตู้เห็นจะได้ ซึ่งถือว่าเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเห็นมา แต่ละตู้จะแยกแยะหนังสือออกเป็นหมวดหมู่ หนังสือภาษาอฺรับก็อยู่ตู้หนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับตัฟสีรฺ (อธิบาย) อัลกุรฺอาน ถัดมาจะเป็นตู้หนังสือตัฟสีรฺอัลกุรฺอานเช่นกัน แต่จะเป็นภาษาอุรฺดูบ้าง ภาษาอังกฤษบ้างคละเคล้ากันไป และยังมีหนังสืออื่นๆ อีกหลายเล่ม หลายๆประเภท ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม อ.ดิเรก จึงมีความเชี่ยวชาญภาษาไทย เพราะหนังสือกลุ่มหนึ่งจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับวรรณคดีที่ใช้ภาษาเข้าใจยาก ชนิดไทยแปลไทยเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นหนังสืvพจนานุกรมก็หลากหลายอีก และแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง พจนานุกรมภาษาล้านนาฉบับแปลไทยเล่มหนามาก อ.ดิเรกก็ยังมีเก็บไว้ค้นคว้า ปานประหนึ่งไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรกับภาษาไทยของเรานัก แต่ขึ้นชื่อว่านักค้นคว้าแล้วไซร้ จะต้องรู้ให้มากที่สุด หากลงลึกถึงเรื่องภาษา ก็ต้องศึกษาภาษาอื่นประกอบด้วย เพราะไม่แน่ว่าภาษาเหล่านั้นอาจมีประโยชน์ในบางโอกาสก็ได้ใครจะไปรู้

ว่าก็ว่าเถอะ ถึงแม้ว่า อ.ดิเรกจะให้ความหมายอัลกุรฺอานภาษาไทยเป็นคนแรกก็จริงอยู่ แต่ อ.ดิเรกก็ศึกษาอัลกุรฺอานแปลไทยของอาจารย์ท่านอื่นด้วย อาทิเช่น ของครูต่วน, อ.มัรฺวาน สะมะอุน และของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับแห่งประเทศไทย ลูกสาวของ อ.ดิเรกเล่าให้ฟังว่า “คุณพ่อก็ศึกษาการแปลของบุคคลอื่นด้วย พร้อมกับตรวจสอบและแก้ไขการแปลของคุณพ่อไปด้วยในตัว”

“โอ้โฮ อ.ดิเรกแกไม่ได้เรียนศาสนาเหมือนพวกเรา แต่แกอ่านหนังสือได้ขนาดนี้ และเขียนหนังสือออกมาไม่รู้ต่อกี่เล่ม ผมเรียนศาสนาจบต่างประเทศยังทำไม่ได้เหมือนแกเลย” สมาชิกอาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ความนัยแสดงออกถึงการชื่นชม อ.ดิเรก พร้อมยอมรับความจริงของตนเองอย่างบริสุทธิ์ใจ ผมพยักหน้าพรางอมยิ้ม เห็นด้วยต่อคำกล่าวข้างต้นโดยดุษฎี จะว่าไปทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพยายามที่มากโข ดูเหมือนว่าความพยายามจะเอาชนะทุกสิ่งได้จริงๆ

2.
ลองนึกดูสิครับ หากเราย้อนหลังไปสักประมาณ 50 ปี ในยุคนั้นไฟฟ้าก็ไม่ค่อยมี หรือถ้ามีก็น้อย ยิ่งโทรศัพท์ไม่ต้องพูดถึง การเดินทางก็ไม่รวดเร็วเหมือนปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งหนังสือจะหาอ่านแต่ละเล่มก็ยาก ยิ่งตำราศาสนาที่เป็นภาษาไทยไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่ามุสลิมในสมัยนั้นมีหนังสือศาสนาให้อ่านสักกี่เล่ม ผู้รู้ศาสนาก็คงมีน้อยเช่นกัน แต่อ.ดิเรก กลับเขียนหนังสือศาสนาออกเผยแพร่ ทั้งๆ ที่แกเองก็ไม่ใช่นักการศาสนา เป็นเพียงนักอ่านศาสนา แต่ขันอาสาแปลและเขียนหนังสือศาสนาออกมาเผยแพร่ ลองนึกดูสิ หนังสือศาสนาเพียงเล่มเดียวจะมีคุณค่ามากเพียงใดสำหรับมุสลิมในยุคนั้น

ต้องยอมรับว่า มุสลิมในประเทศไทยยุคนั้นอ่านอัลกุรฺอานภาษาอฺรับได้ แต่ไม่ทราบความหมายของอัลกุรฺอาน อ.ดิเรก จึงเพียรพยายามแปลและให้ความหมายอัลกุรฺอานเป็นภาษาไทย แหละแล้วอัลกุรฺอานภาษาไทย (อัลกุรฺอานมะญีด) ฉบับแรกก็เสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2513 อันที่จริงเราจะต้องจารึกไว้หน้าประวัติของมุสลิมในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ ที่มุสลิมไทยสามารถเข้าใจความหมายอัลกุรฺอานได้เป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่ควบคู่การริเริ่มทำเป็นคนแรกคงหนีไม่พ้นความผิดพลาดบ้างไม่มากก็น้อย

แน่นอนครับ คนที่ไม่ผิดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย แต่เราจะละเลยไม่ขอบคุณคนที่ริเริ่มทำคนแรกนั้น ผมว่าใจดำเกินไปหน่อยกระมัง บางครั้งด้วยเพราะความผิดพลาดก็เลยต้องมีการทำขึ้นมาเปรียบเทียบว่าสิ่งถูกเช่นนี้ และสิ่งผิดคือเช่นนั้น เท่ากับเป็นแรงกระตุ้นให้คนอื่นเกิดการค้นคว้าเพิ่มมากขึ้น ลองดูก็ได้ เรามีเครื่องบินโดยสารนั่งสบายถึงทุกวันนี้ ถามว่า ผู้สร้างเครื่องบินในปัจจุบันอยู่ดีๆ นึกขรึมสร้างเครื่องบินจัมโบ้โดยสารแบบที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ทันทีหรือไม่? คำตอบคือเปล่าเลย ! นัยความจริง เพราะมีพี่น้องตระกูลไรท์ที่คิดริเริ่มทำเครื่องบิน แม้ว่าการริเริ่มครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่เราปฏิเสธได้ไหมว่า ที่เรามีเครื่องบินทันสมัยนั่งอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะการริเริ่มทำเครื่องบินของพี่น้องตระกูลไรท์ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า หากอ.ดิเรกไม่ริเริ่มแปลอัลกุรฺอานเป็นภาษาไทยในครั้งนั้น ปัจจุบันจะมีอัลกุรฺอานแปลไทยให้เราอ่านหลายต่อหลายฉบับเฉกเช่นวันนี้หรือไม่ ยากจะหยั่งรู้ได้ !

อ้อ ! เดี๋ยวผมจะลืม ระหว่างที่ผมง่วนสำรวจหนังสือในห้องหนังสือของอ.ดิเรกอยู่นั้น สมาชิกในห้องท่านหนึ่งก็เล่าให้ฟัง โดยอ้างคำพูดของคุณป้าอัมพร (ภรรยาของอ.ดิเรก) ที่เล่าให้ฟังว่า “อ.ดิเรกความที่แกเป็นนักอ่าน ขนาดว่าซื้อกล้วยแขกมากิน ถุงกระดาษที่ใส่กล้วยแขกยังฉีกออกมาอ่านเลย”

หนังสือบางเล่มของอ.ดิเรกเขียนในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง แกก็ไม่ละความพยายาม หนังสือซึ่งในภาวะสงครามเช่นนั้น ไฟฟ้า หรือตะเกียงก็มีน้อย และหายาก แต่อ.ดิเรกก็ไม่ละความพยายามของตน แกถือหนังสือไปอ่านที่ริมถนนโดยอาศัยแสงไฟนีออนของเสาไฟฟ้า ค้นคว้า แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า คนหนึ่งที่มีเวลาเท่าๆ กับคนอื่น แต่เวลาของแกแต่ละช่วงลีลาของชีวิตกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยการค้นคว้า ศึกษาสิ่งที่ตนเองอยากรู้ อยากค้นหา แล้วสุดท้ายสิ่งที่ตั้งใจไว้ ก็สมประสงค์

3.
ช่วงที่สมาชิกในห้องกำลังสาละวนกับหนังสือของอ.ดิเรกอยู่นั้น ผมก็ฉุกขึ้นได้ว่า แม้วันนี้ผมจะเขียนหนังสือมากกว่าหนึ่งร้อยเล่ม แต่ความอุตสาหะ, ความพยายาม การทุ่มเทแรงกาย แรงใจ แรงอุดมการณ์อันแน่วแน่เช่น อ.ดิเรก ผมแทบไม่ติดฝุ่นแกเลย ผมไม่ได้ถ่อมตนเอง หรือแสร้งเอาใจครอบครัวกุลสิริสวัสดิ์หรอกนะครับ แต่ผมพูดด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์จริงๆ มีสักกี่คนที่เรียนรู้ด้วยตนเองจนสามารถเข้าใจทั้งภาษาอฺรับ,อังกฤษ,อุรฺดู และเชี่ยวชาญภาษาไทยเป็นอย่างดี พร้อมๆกับการทำธุรกิจของตนไปด้วย ลูกชายอ.ดิเรกเล่าให้ฟังว่า “คุณพ่อกลับจากทำงานก็เข้าห้องหนังสือ คลุกอยู่ที่นั้นเป็นเวลานาน บางครั้งจนเกือบเที่ยงคืน แล้วก็นอน ศุบหฺตื่นนมาซ แล้วก็ยังเข้าห้องหนังสืออีกหากต้องรีบสะสางงานเขียนที่ค้างไว้เมื่อคืน ผมยอมรับอย่างไม่อายเลยว่า ผมทำเยี่ยงแกไม่ได้ และก็ไม่รู้ด้วยว่าในอนาคตผมจะทำเช่นนั้นได้หรือเปล่า?

ว่าก็ว่าเถอะ ขณะเดินชมห้องหนังสือของอ.ดิเรก ทำให้ผมมีกำลังใจ และกระตุ้นให้ผมยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งเร้าทุกๆ ประเภทที่จะดึงเวลาของผมไปทำสิ่งที่ไร้สาระ เพราะวิถีของอ.ดิเรกไม่ไร้สาระเลย ทุกย่างก้าวโรยด้วยสาระทั้งสิ้น ห้องหนังสือห้องนี้เสมือนหนึ่งมีจิตวิญญาณ ผมสัมผัสได้ สัมผัสซึ่งกลิ่นอายแห่งการเรียนรู้, กลิ่นอายแห่งความมุมานะ, กลิ่นอายแห่งความเพียรพยายาม และกลิ่นอายที่เปื้อนไปด้วยสรรสาระแห่งองค์ความรู้ ขอบคุณอ.ดิเรก มา ณ ที่นี้ด้วย (แม้ว่าแกจะไม่ได้ยินก็ตาม) ซึ่งสร้างห้องหนังสือที่มิได้มีไว้เก็บหนังสือเท่านั้น แต่ยังมีไว้เพื่อปลุกจิตสำนึกคนรุ่นหลังให้เกิดแรงกระตุ้นทำงานเพื่ออิสลามต่อไป ขอบคุณอีกครั้งที่อ.ดิเรกมิได้ทิ้งมรดกทางด้านทรัพย์สินเงินทองแก่ครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังทิ้งมรดกอันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะตีค่า มรดกที่ว่านั้นคือ มรดกแห่งการเรียนรู้อิสลาม

ก่อนผมจะออกจากห้องหนังสือเพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันตามคำเชิญของเจ้าของบ้าน ผมเหลือบไปเห็นบทความที่อ.ดิเรกเขียนไว้นานแล้ว (พิจารณาจากกระดาษ) ความตอนหนึ่งระบุคำว่า “ค็อยรุนนาส” ซึ่งถ้าผมจะให้ความหมายผมก็คงจะให้ความหมายว่า “ประชาชาติ (หรือมนุษย์) ที่ดี” แต่อ.ดิเรกกลับให้ความหมายว่า “บุรุษอาชาไนย” ไม่รู้แกคิดศัพท์นั้นได้อย่างไร? เอาเป็นว่า หากมีใครสักคนถามผมว่า “อ.ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์เป็นคนอย่างไร? หรือช่วยบอกลักษณะของแกให้ฟังหน่อย” ผมจะตอบคู่สนทนาท่านนั้นโดยไม่ลังเลเลยว่า “สำหรับอ.ดิเรก คงไม่มีคำจำกัดความใดเหมาะสมยิ่งไปกว่า บุรุษอาชาไนย แล้วล่ะครับ”

22 พ.ย. 2550

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s