หนังสือปลุกคน

เขียน : ซัยฟุดดีน กุตูซ
พิมพ์ครั้งแรก : สมิอฺนา เล่ม 1

ย้อนไปเกือบ 20 ปีที่แล้ว บรรยากาศศาสนาที่หอมอบอวลไปทั่วทั้งหมู่บ้านซึ่งยังทอแสงด้วยรัศมีแห่งอิสลามและบรรดาวัยรุ่นที่ยังไม่รู้จักน้ำกระท่อมนั้น อรุณรุ่งหลังละหมาดศุบหิที่มัสยิด พ่อผมจะนั่งรออยู่ที่ห้องของท่าน พร้อมกับหนังสือกองโตบนโต๊ะเล็กๆข้างหน้า และอีกเป็นกองในตู้ข้างเคียงติดผนัง

ขณะที่รอรีการร่ำเรียนในเช้านั้น ผมจะรอเพื่อนรักอีกคนหนึ่งที่ทุกเช้าเขาจะขี่จักรยาน BMX มาที่บ้านและเรียนพร้อมๆกับผม พ่อผมสอนกุรอานครับ และในเช้าวันต่อมาก็เป็นเช่นนี้ แต่เป็นฝ่ายผมที่จะต้องขี่จักรยานไปที่บ้านเพื่อนแทน ซึ่งพ่อเพื่อนผมเป็นอุซตาสสอนวิชานะหูให้พวกเรา ทว่าหนังสือกองโตที่วางไว้อยู่ข้างหน้าพ่อและในบ้านของเพื่อนนั้น ไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นกุศโลบายหรือจิตวิทยาบางอย่างหรือไม่ แต่นั้นผมก็มาคิดเอาได้ตอนที่โตแล้วและคิดว่าสติปัญญาคงไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กในโรงเรียนติวเตอร์ที่มีอยู่ดาษดื่นในช่วงเวลานั้น ซึ่งผมไม่เคยได้แตะ ไม่มีเพื่อนที่ใส่แว่นตาหนาเตอะ สะพายกระเป๋าใบใหญ่ๆ ซึ่งพวกเขาคร่ำเคร่งกับกองหนังสือเรียน แต่นั้นก็ด้วยการบังคับของระบอบวัตถุนิยมที่กลืนกินพ่อแม่และตัวของพวกเขาอยู่อย่างเงียบเชียบ

ทว่าผมมีเพื่อนที่ทุ่งนาและชนบท เราเจอกันทุกครั้งที่มัสยิดในเวลามัฆริบโดยมิได้นัดหมาย แต่กุรอานนัดพวกเราไว้ พวกเราต้องมาเรียนกุรอานกับคุณตาแก่ๆคนหนึ่งที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆจากการนั่งสอนพวกเรา เขายิ้มและสอนพวกเราอย่างเต็มใจ พวกเราเรียนและยิ้มรับเพราะเขาใจดี หลังเรียนเราก็ขี่จักรยานไปซื้อข้าวเหนียวไก่หน้าปากซอยมากินกัน รอรีวักตูอีชาอ์ที่ย่างกรายเข้ามา โดยไม่มีใครคิดจะกลับบ้าน  ที่ทุ่งนาทุกคนมี BMX คนละคัน ผมเลี้ยงไก่ กระต่าย ปลาหางนกยูง แม้แต่ลูกอ๊อด พวกเราเป็นญะมาอะฮฺเล็กๆ(ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกนะว่ามันแปลว่าอะไร)รวมตัวกัน คลุกโคลนจับปลาดุกในวันหยุด และเล่นว่าววงเดือนในวันฟ้าแจ้งลมพัดเย็นดี  สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงเมื่อผมยังเยาว์วัยและเป็นความเพ้อฝันขณะลืมตาตื่นของคนอีกหลายคนในวันนี้

df

 

บรรยากาศธรรมชาติ และ กองหนังสือภาษาญาวี รูมี และอาหรับเหล่านั้น เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เป็นผมในทุกวันนี้ ผมอ่านไม่ออกหรอก แต่ละเล่มก็ไม่มีรูปให้ดูสักรูปเดียวเหมือนสมุดระบายสีที่น่าตื่นตามากกว่าไหนๆ ขณะเดียวกันผมก็ไม่เคยแม้เพียงจะแตะกองหนังสือเหล่านั้น เมื่อโตขึ้นมา ผมเริ่มรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในตู้นั้น มันเป็นสมบัติสำคัญของพ่อ พ่อรักมัน และจะนั่งปัดฝุ่น แปะสก็อตเทปให้กับมัน เมื่อมันชำรุดขึ้นมา ผมเริ่มรู้สึกผูกพันกับหนังสือพวกนี้ขึ้นมาเมื่อพ่อเรียกผมมาช่วยแปะ สก็อตเทปอีกแรง เรื่องบางเรื่องมันอาจเริ่มต้นด้วยเหตุผลง่ายๆ ทว่าเป้าหมายของมันมีผลของเหตุที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน  ในวันที่ผมได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยคุมนั้น ผมขี่จักรยาน HARO คันเก่า ไปร้านหนังสือ ผมเริ่มสนุกกับหนังสือการ์ตูนชุดประวัติศาสตร์นบี ที่ทั้งเล่มเป็นรูปวาด และ “25 พระศาสดา” ที่รูปหายไปเหมือนถูกเอาไปซ่อน แต่เนื้อหาจะละเอียดมากขึ้น  ผมมาเอะใจกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “เตือนสติผู้หลงลืม” 1 ที่มีหน้าปกพื้นๆสีฟ้าแจ๊ด และตัดต่อรูปมัสยิดนะบะวีย์แบบ

ตัดขอบมาทื่อๆแล้วแปะไว้ข้างหน้า เสมือนว่าสีฟ้านั้นเป็นท้องฟ้า มันทื่อๆและบริสุทธิ์และเป็นศิลปะมาก จนต้องซื้อมาเก็บไว้ให้ได้ ผมมารู้ภายหลังว่าเนื้อหาข้างในนั้น มีคุณค่ามากกว่าหน้าปกซะอีก  จากวันนั้น เมื่อผมขึ้นเรียนประถมปลาย รสนิยมของผมยังไม่เคยเปลี่ยน ผมเลือกหนังสือที่หน้าปก

มันเป็นหนังสืออะไร วันนั้นไม่รู้ได้ แต่หน้าปกมันสวย และน่าตื่นตาตื่นใจมาก ผมเคยเห็นคนเช่นในรูปบนปกนี้ในทีวี พวกเขาเป็นชาวอัฟกัน คนพูดเป็นโฆษกรัฐบาลอายุ 20 กว่าๆ เท่านั้น แต่งชุดธรรมดาๆมีผ้าโพกหัวและไว้เครายาวลงมาอย่างน่าเกรงขาม บนโต๊ะแถลงข่าวมีน้ำชาแก้วหนึ่งวางไว้ พวกเขาพูดว่าพวกเขาเกลียดรัฐบาลอเมริกา และจะไม่ยอมยกอุสามะฮฺ บิน ลาดิน ให้ใครเด็ดขาด ในความคิดของผมแล้ว ผมไม่รู้จักพวกเขา ไม่รู้ว่าพวกเขาทำงานอะไร แต่พวกเขาเท่ห์มาก ผมเลือกซื้อหนังสือเล่มนี้ก็เพราะที่หน้าปกมีรูปของคนที่คล้ายๆพวกเขาอยู่ มันเป็นหนังสือที่ผมรักมาก และในปี 2011 นี้ ผมอ่านมันเป็นรอบที่ 4 หนังสือเล่มที่ว่านี้ก็คือ “ขบวนการฟื้นฟูอิสลาม” เขียนโดย มัรญัม ญามีละฮฺ นักเขียนอดีตชาวยิวเชื้อสายเยอรมัน ที่เบื่อหน่ายสังคมอันเน่าเฟะของอเมริกาที่ใครๆยกย่องนักหนา เธอเขียนจดหมายคุยเรื่องศาสนาโต้ตอบ เมาลานา เมาดูดี อุลามาอ์ใหญ่แห่งปากีสถาน ผู้ก่อตั้งขบวนการญะมาอัต อิสลามีย์ และสุดท้ายเธอก็ได้มาเป็นมันสมองหลักของขบวนการฝ่ายสตรี เขียนหนังสือศาสนาไว้หลายเล่มจนมุสลิมดั้งเดิมยังต้องละอาย

นอกจากหน้าปกจะโดดเด่น ด้วยกลุ่มคนที่เหมือนนั่งประชุมกันอยู่ มีเวทีเล็กๆ ทั้งบนและล่างมีคนไว้เคราทั้งขาวและดำ ใส่หมวกและสาราบั่น นั่งฟังชายผู้หนึ่งที่ไว้เครายาวขาวโพลนอยู่บนเวที มันได้ขยายชื่อหนังสือนี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “ขบวนการฟื้นฟูอิสลาม” ตอนนั้นผมไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า มุหัมมัด บิน อับดุลวะฮฺฮาบ, เมาลานา เมาดูดี,หะสัน อัลบันนา คือใคร  แต่อ่านแล้วเหมือนเราได้พลังในการทำงานศาสนา อยากจะทำอะไรสักอย่าง

นานมาแล้วยิ่งเราอ่านประวัติเศาะหาบะฮฺนบี เราก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตเรานั้นห่างไกลเหลือเกิน ยิ่งอ่านยิ่งทำให้เรามีความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา ครูของผมที่หาดใหญ่สอนว่า “ยิ่งเราอ่านประวัติศาสตร์อิสลามมากเท่าไร เราก็จะยิ่งเห็นความเป็นมุนาฟิกในตัวเรามากขึ้นเท่านั้น” เพราะพวกเราเป็นอิสลามเพียงชื่อเท่านั้น พวกเราไม่เคยเสียสละในหนทางศาสนา ทั้งที่มีโอกาส เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมเลยอยากจะรู้ว่าเราจะทำยังไง จะสู้อย่างไรกับโลกดุนยาในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้กับผม ประวัติศาสตร์ของนักฟื้นฟูแต่ละท่าน การทำงานของพวกเขา ความทุกข์ ความสุข ความเจ็บปวดของพวกเขา มันหลอมให้หัวใจผมยิ่งกระตือรือร้น อยากรู้เรื่องราวอิสลามมากยิ่งขึ้น ยิ่งอยากรู้จักท่านนบี ท่านเศาะหาบะฮฺ มากยิ่งขึ้น บรรดานักต่อสู้ในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผมได้ร่ำเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนามานั้น ผมไม่ได้อะไรเลย นอกจากมันจะเป็นกำแพง เป็นรั้วควบคุมผมจากกระแสธารวัตถุนิยมที่ไหลแรงอยู่ภายนอกเพียงชั่วคราว เพราะกลับจากโรงเรียน ผมก็ต้องมาเจอมันบนท้องถนน เจอมันในทีวี หนังสือเล่มนี้วางอยู่ที่ไหนกันแน่ในโรงเรียนปอเนาะเรา บนโต๊ะครูใหญ่ ห้องพักอุสตาซ หรือมันไม่เคยอยู่ในลิสต์หนังสืออ่านนอกเวลาของหลักสูตรอิสลาม หรือแนวคิดหนังสือประเภทนี้ไม่มีตั้งแต่ต้นแล้วในระบบปอเนาะ… นักต่อสู้หรือเหล่ามุญาฮิดีนเหล่านี้ทำให้ผมรู้ว่า อิสลามคือสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อเราเป็นมุสลิม เราก็ต้องทำตัวให้เป็นมุสลิม แสดงออกถึงความเป็นมุสลิม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการทำงาน พวกเขาถูกรังแกจากยิว จากมุสลิมด้วยกันพวกเขาฆ่าและถูกฆ่าเหมือนที่อัลกุรอานได้บอกเราไว้ และมันยิ่งชัดยิ่งขึ้นเมื่อได้อ่านเรื่องราวของพวกเขา มองย้อนกลับไปหาเหล่าเศาะหาบะฮฺและมาดูตัวเราเองในวันนี้

             “แท้จริงอัลลอฮฺนั้นได้ทรงซื้อแล้วจากบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งชีวิตของพวกเขาและทรัพย์สมบัติของพวกเขา โดยพวกเขาจะได้รับสวนสวรรค์เป็นการตอบแทน พวกเขาจะต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺแล้วพวกเขาก็จะฆ่าและถูกฆ่า เป็นสัญญาของพระองค์เองอย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์เตาเราะฮฺ อินญีล และอัลกรุอาน และใครเล่าจะรักษาสัญญาของเขาให้ดียิ่งไปกว่าอัลลอฮฺ ดังนั้น พวกท่านจงชื่นชมยินดีในการขายของพวกท่านเถิด ซึ่งพวกท่านได้ขายมันไป และนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง ” (อัลกุรอาน 9/111)

คำพูดของพวกเขาล้วนมีอิทธิพลอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ประวัติชีวิตการต่อสู้ของเมาลานา เมาดูดี ในหนังสือนี้ เป็นตอนยาวที่มัรญัม ญามีละฮฺ พร้อมนำเสนออย่างเต็มที่เกี่ยวกับครูของเธอ  ในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ.1953 เมาลานา เมาดูดี ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเนื่องจากท่านไปออกคำตัดสินว่า พวกก็อดยานีย์ ซึ่งอ้างว่าผู้นำตนเองเป็นศาสดาคนที่ 26 ในอินเดียนั้น เป็นพวกนอกศาสนา ท่านถูกทางการจับกุม และขณะที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเริ่มเล่นเกมขอให้เมาดูดีขออภัยโทษและก้มกราบสิโรราบนั้น เมาลานากลับประกาศออกไปว่า “ ถ้าหากเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่จะให้ข้าพเจ้าตายแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็จะไม่สามารถทำให้ข้าพเจ้าบาดเจ็บได้แม้แต่น้อย” ความหนักแน่นนี้ เคยปรากฏมาแล้วในนามของ อิมามอะหฺมัด บิน หันบัล เมื่อครั้งที่ถูกผู้ปกครองบังคับให้ท่านออกฟัตวาว่ากุรอานไม่ใช่กะลามุลลอฮฺ แต่เป็นเพียงมัคลูกนั้น อิมามอะหฺมัดได้ยืนหยัดต่อสู้และพูดกับลูกศิษย์ที่มาเยี่ยมท่านในคุกมืดและพูดว่าท่านมีพฤติกกรมเหมือนบรรดานบีว่า

เงียบเลย… ที่จริงแล้ว ฉันไม่เห็นสิ่งใดมากไปกว่าประชาชนกำลังขายอิสลามของพวกเขา และฉันเห็นบรรดาอุละมาอ์ที่อยู่กับฉันขายความศรัทธาของพวกเขา ดังนั้นฉันจึงถามตัวเองว่า ฉันเป็นใคร? ฉันเป็นอะไร? ฉันจะไปกล่าวอะไรต่ออัลลอฮฺในวันพรุ่งนี้ เมื่อฉันยืนต่อหน้าพระองค์แล้วพระองค์ถามฉัน ถ้าฉันขายอิสลามเหมือนคนอื่นๆ ดังนั้น ฉันจึงมองดูไม้ที่เฆี่ยนตีและดาบ แล้วฉันก็เลือกมัน

นักคิด นักต่อสู้ 15 ท่าน ในหนังสือเล่มนี้ ได้ตอกย้ำเราถึงภารกิจที่พวกเราควรทำ การนิ่งเฉยไม่ใช้สิ่งที่อิสลามสอนสั่ง อิสลามสอนให้เราเคลื่อนไหว และลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยอัลลอฮฺ การช่วยอัลลอฮฺนั้นคือการธำรงรักษาอิสลามในตัวเรา ในเพื่อนๆ และสังคมของเรา เราได้ลงมือทำอะไรบ้างหรือยัง อิสลามไม่ใช่ทฤษฏีที่ประทับฝุ่นอยู่ในตำราเรียนฟัรฎูอีนให้เราท่องจำเฉพาะช่วงวัยหนึ่งเท่านั้น  แต่มันคือทุกอย่างของเวลาชีวิต วิชาเตาฮีดในโรงเรียนแขกของมุสลิมบางกอกหรือโรงเรียนตาดีกาของมุสลิมมลายูมันจะต้องถูกใช้ในการตอบคำถามของมะลาอิกะฮฺ มุงกัร กับ นากีร ในหลุมกูโบร์ ผู้ยินดีปรีดาต่อผู้ศรัทธาแต่ดุดันกับมุสลิมที่ละเลยคำสั่งอัลลอฮฺและเหล่าผู้ปฏิเสธ เราจะมั่นใจได้ยังไง ถ้าเรายังใช้ชีวิตสนุกสนานในดุนยา เรามีอิสลามเพียงแค่ในบัตรประชาชน และกรอกลงไปอย่างผ่านๆในใบสมัครต่างๆของงานบนดุนยา เราได้ใส่ผ้าคลุมผมอย่างแปลกประหลาดพร้อมกับการแต่งกายที่พิลึกพิลั่น แล้วเราก็เรียกมันว่าหิญาบอย่างนั้นหรือ เรายังได้บอกว่าอัลกุรอานนั้นสำคัญ แต่เราไม่พยายามเข้าใจมัน เราอ่านอัลฟาติหะฮฺในทุกวักตู แต่เราไม่รู้ความหมายของมันเมื่อถูกถาม เราบอกว่าเราอยากเข้าสวรรค์ แต่เรากำลังพยายามหนีออกจากมัน ประวัติศาสตร์แห่งอุมมะฮฺอันยิ่งใหญ่ของเราได้เปิดกุรออกมาด้วยคำว่า “อิกเราะอ์” ผ่านการแต่งตั้งตำแหน่งร่อซูลแด่บุรุษอาชาไนยนามว่ามุหัมมัด บิน อับดุลลอฮฺ กาลเวลาผ่านไปสหายของท่านปกป้อง รักษาศาสนานี้ไว้อย่างเข้มแข็งอย่างไม่กลัวตายและเกลียดดุนยายิ่งกว่าใดๆ  วันนี้พวกเรารักดุนยาและเกลียดความตาย แต่เราก็ยังบอกว่าเราเป็นมุสลิม เรารักอัลลอฮฺและรักนบีแล้ว

ในวันกียามัต คงน่าละอายไม่น้อย ถ้าผมไม่มีผลงานให้มะลาอิกะฮฺ ได้อ่านต่อหน้าผู้คนทั้งหมดที่ทุ่งมะชัร ผมอ่าน ผมรับรู้ชีวิตของนักสู้เหล่านั้น “ขบวนการฟื้นฟูอิสลาม” อาจเป็นสิ่งที่ยากไปสำหรับคนๆหนึ่งที่ทุกวันนี้ก็ยังทำบาปเล็กบาปน้อยไม่หยุดหย่อน แต่ผมเตาบัตขออภัยต่อพระองค์ หะดีษในวัยเด็กที่เราได้ยินบ่อยๆว่า โลกในยุคสุดท้าย มุสลิมจะสู้กับยิว แม้แต่ต้นไม้และก้อนหินที่ยิวมาซ่อนตัวก็จะเรียกเราให้มาฆ่ายิวข้างหลังมัน… “มาสิ โอ้…อับดุลลอฮฺ พวกมันอยู่หลังข้า”

ถ้าวันนั้นผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะถูกต้นไม้และก้อนหินเรียกไหม อับดุลลอฮฺในวันนั้นไม่ใช่ชื่อคน แต่มันแปลว่า “บ่าวของอัลลอฮฺ” ผมมั่นใจว่าถ้าผมไม่ทำงาน หรือทำอะไรสักอย่างเพื่ออัลลอฮฺแล้ว ผมก็คงจะไม่ถูกเรียกแน่นอน ยิวคงจะมาฆ่าผม และผมก็คงนอนตายหน้าคว่ำไปอย่างไร้เกียรติใดๆ ทั้งที่ร่างกายนั้น ยังครบสามสิบสอง เมื่อผมอ่อนแอ ผมจึงคิดถึงอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมมีมักตูม เศาะหาบะฮฺตาบอดผู้นอนตายชะฮีดในสงครามกับเปอร์เซียอันดุเดือดที่สุด ผมคิดถึง เชค มุหัมมัด บิน อับดุลวะฮฺฮาบ  สุลต่านอับดุลฮามิด ที่2   อุมัร มุคตาร  สัยยิด กุฎุบ  สัยยิด อัลเมาดูดี  อิมามหะสัน อัลบันนา เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมจึงคิดและตระหนัก ผมไม่ใช่มุนาฟิก ผมเอ่ยว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้าของผม ตลอดจนถึงนาทีนี้ ผมจึงหยิบดินสอ และลงมือเขียนอิสลามให้คุณได้อ่าน เผื่อว่าท่านจะได้มาพบอ่านและยินดีปรีดาเดินทางร่วมกับผม บนเส้นทางแห่งการทำงานอย่างหนักและการเสียสละนี้ บาเราะกัลลอฮุฟีกุม…

            “ แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น มะลาอิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา (โดยกล่าวกับพวกเขาว่า) พวกท่านอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าสลดใจ แต่จงต้อนรับข่าวดี คือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้ /  พวกเราเป็นผู้อารักขาพวกท่านทั้งในการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และปรโลก และสำหรับพวกท่านในสวนสวรรค์นั้น จะได้สิ่งที่จิตใจของพวกท่านปรารถนา และสำหรับพวกท่านในสวนสวรรค์นั้นจะได้ในสิ่งที่พวกท่านเรียกร้อง / เป็นการต้อนรับด้วยความเมตตาจากพระผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ ” (อัลกุรอาน 41/30-32)

———

1 แปลจากหนังสือ ‘มุคตาซ๊อร’ ผู้เขียนฮัจยีอับดุลเลาะฮฺ บิน อับดุลมุบีน ภาษามาลายู ในปี ฮ.ศ.1306

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s