‘อ่าน’ วาทกรรมแห่งความดี

2578009989_2cafacb344

กระหม่อม เขียน
สมิอฺนา เล่ม ๑๐

การอ่าน กลายเป็นวาทกรรมของความดี คนเกือบทุกคนมองว่าการอ่านจะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีงาม หลายประเทศในโลกเป็นประเทศที่มีองค์กรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้ให้เกียรติขนานนามว่า.. เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น  มักจะให้ความสำคัญยิ่งกับการอ่านของประชาชนในประเทศมาก ตัวอย่างเช่น ในประเทศสเปน มีวรรณกรรมที่รังสรรค์โดยคนเชื้อชาติสเปน และเป็นที่ยอมรับของนักอ่านทั่วโลก ชื่อว่า ”ดอนกีโฆเต้”

เมื่อไม่นานมานี้ นิยายเรื่องนี้มีวาระครบรอบ 100 ปี ปรากฏว่าได้มีกิจกรรมหนึ่งเกิดขึ้นบนหน้าจอทีวีของประเทศสเปน คือการอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ออกทีวีวันละหนึ่งหน้า โดยคนแรกที่เริ่มอ่านหน้าแรกคือ ประธานาธิบดีของประเทศสเปน นี้คือประเทศที่ให้ความสำคัญกับการอ่าน

มีอีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการอ่าน ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นประเทศอังกฤษ ซึ่งมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่การอ่านของคนในชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  (แต่คงไม่ถึงขนาดประเทศเรา ในตอนนี้) ทางคณะผู้บริหารของประเทศก็นิ่งนอนใจไม่ได้เพราะกลัวว่า สักวันหนึ่งเขาจะเสียตำแหน่งประเทศที่พัฒนาแล้วไป เลยมีการจัดประชุม วิเคราะห์ วิจัย กระทั่งออกมาเป็นโครงการหนึ่ง ชื่อว่าโครงการ  A BOOK A VILLAGE

โดยมีการจัดตั้งสถาบันหนึ่งขึ้นมา เป็นสถาบันที่คอยคัดเลือกวรรณกรรม ที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับคนที่ได้อ่าน กระทั่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป โดยเลือกให้ชุมชนละหนึ่งเล่ม คือทุกคนในชุมชนนั้นจะต้องอ่านวรรณกรรมที่ทางภาครัฐได้แนะนำมา ปรากฏว่าประชาชนของประเทศเขาก็ให้ความร่วมมือกับโครงการนี้ด้วยดี (ประชาชนเขาก็คงคิดได้เช่นรัฐบาลว่า การไม่อ่านคือวิกฤติ) ดำเนินโครงการไปได้ในระยะหนึ่งก็ปรากฏว่า สถิติการอ่านของคนในประเทศดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเขียนข้างต้นเป็นเกร็ดความรู้ที่น่าจะเป็นประโยชน์ ส่วนจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับข้อเขียนข้างล่างนี้ ฝากพวกเราเอาไปคิดต่อ…

ย้อนกลับมามองบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่าพวกเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับการอ่านน่ะ แต่ว่าความเข้าใจที่มีต่อการอ่านมันตื้นเขินเกินไป ปัจจุบันวัฒนธรรมการไปเรียนอัลกุรอานหลังมัฆริบ ตามบ้านโต๊ะครู ตามมัสยิด ยังคงมีการสืบทอดต่อกันมา

แม้จะมีความต่างกันบ้างตรงที่บางพื้นที่ ได้นำระบบการเรียนการสอนแบบใหม่เข้ามาแทนการเรียนการสอนอัลกุรอานแบบเดิม นั่นคือ การเรียนอัลกุรอานแบบกีรออาตี และเราก็หน้ามืดตามัวเรียกวัฒนธรรมเช่นนี้ว่าเป็น “การเรียนอัล กุรอาน”

และเรียกการอ่านอัลกุรอานที่อ่านด้วยท่วงทำนองไพเราะเพราะพริ้งโดยไม่รู้ความหมายในสิ่งที่อ่านไปว่าเป็น “การอ่านอัลกุรอาน”

ผมคงไม่เถียงในแง่ของการได้รับผลบุญ แต่ที่เราต้องเอามาขบคิดและตระหนักคือ ความหมายของประโยคคำสั่งแรก(อายะฮฺแรก) ที่ถูกประทานลงมายังประชาชาติมนุษย์ คือ “สูเจ้าจงอ่าน” อันที่จริงแล้ว เราได้เข้าใจหรือปฏิบัติตาม อายะฮฺดังกล่าวนั้นหรือยัง? หรือว่าเราไม่สนใจ หรืออาจสนใจแต่ไม่พึงปฏิบัติ หรือมีความสนใจแต่ปฏิบัติได้ไม่ถูกเท่าที่ควรจะถูก

อันที่จริงประเด็นนี้ไม่ได้หวาดระแวงอะไรมาก ในแง่ของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน โดยเฉพาะให้กับบรรดาเยาวชนมุสลิม แต่สิ่งที่ต้องระวังเอาไว้ให้มากๆ คือเรากำลังทำให้ความหมายของ “การอ่าน(อัลกุรอาน)” ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตของเรามากที่สุด มันหม่นหมองหรือไม่?

สิ่งที่พูดไป ผมไม่ได้กล่าวหาลอยๆจากอากาศธาตุ  เนื่องจากหลายครั้งหลายคราที่มักจะได้ยินคำพูดจากบรรดาผู้ใหญ่หลายท่านว่า “วิชาตัฟซีร(อรรถาธิบายอัลกุรอาน)นั้นให้บรรดาอุละมาอฺโต๊ะครูเขาเรียนเถอะพวกเรานั้นเรียนอ่านให้ถูกให้ดีก่อนดีกว่า” นั้นอาจจะหมายถึงว่า สิ่งที่เราพยายามปลูกฝังแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันได้สร้างผลกระทบในเชิงลบออกมาให้เราได้เห็นกันแล้ว  แม้ว่าในปัจจุบันมีบรรดาอุละมาอฺ(ผู้รู้) โต๊ะครู หลายท่านพยายามที่ปรับความเข้าใจในเรื่องนี้ แล้วก็ตาม

ที่นี้ผมมองว่า สิ่งที่เราพยายามจะปลูกฝังความคิดในเรื่องของการอ่านให้กับเยาวชนของเรา ซึ่งผมก็อนุมานเอาเองว่าเพื่อให้เป็นไปตาม ประโยคคำสั่งแรก(อายะฮฺแรก นั่นคือ “สูเจ้าจงอ่าน”) ที่อัลลอฮฺได้ประทานให้กับเรา มันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเรามัวจ้องแต่จะเน้นเนื้อหาที่เป็นแก่นสาร ไปใส่ในหัวสมองท่าเดียว มันก็ดูเหมือนจะหนักเกินไปสำหรับเขา(ทั้งที่จริงเป็นเรื่องของวิธีการที่เราใช้มากกว่า ที่ทำให้มันดูหนัก) แต่เรื่องที่เราจะต้องเอามาตั้งเป็นปัญหาคือ ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการอ่าน ได้เปลี่ยนไปในเชิงลึกมากน้อยแค่ไหน? ความหมายของ “อิกเราะอฺ” ในความคิดของเรา คืออะไร คือการอ่านออกเสียงโดยไม่รู้ความ หรือคือการอ่านออกเสียงพร้อมรู้ความหมาย หรือคือการอ่านออกเสียงพร้อมเข้าใจความหมาย  หรือคือการอ่านทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างเข้าใจความหมาย

ตอนเป็นเด็กเราไม่รู้ไม่เข้าใจ อภัยให้ได้เพราะเราเป็นเด็ก แต่เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่รู้ไม่เข้าใจ แล้วจะหวังเพียงการให้อภัยอย่างตอนเป็นเด็กคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะเราคือ ผู้ใหญ่ที่กำลังรอวันตาย

สุดท้าย อย่าให้เรา ผู้ที่ถูกขนานนามว่า มนุษย์ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ด้อยพัฒนากว่าคนที่รอการพัฒนา มันจะน่าอาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s