ลมหายใจของปอเนาะ

ลมหายใจของปอเนาะ
เล่าโดย//หมีมลายู
วารสารสมิอฺนาฯ เล่ม11


ภาพ : ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์, จิตวิญญาณแห่งขุนเขา บูโด-สันกาลาคีรี, 2549

มีหลายทฤษฏีการเข้ามาของอิสลามใน ‘ดินแดนนูซันตารา’ ที่เหล่านักวิชาการและผู้คงแก่เรียนต่างนำเสนอกัน ไม่ว่าจะเข้ามาทางจีน ทางอินเดีย ทั้งสองล้วนต้องอาศัยความพยายามของเหล่านักเดินเรือและพ่อค้าแม่ค้าที่ต่างก็อาศัยการเดินเรือเพื่อค้าขาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จะอย่างไรก็ตามดูเหมือนทฤษฏีที่มาจากอินเดียจะมีน้ำหนักและสอดคล้องกับเรื่องที่เราจะว่าต่อไปอยู่ไม่น้อย นั่นคือการมีชีวิตขึ้นมาของปอเนาะ การเจริญเติบโตของมัน และวันนี้ปอเนาะอยู่ที่ไหนในใจเรา

หากเราจะย้อนไปสู่ราชวงศ์มุสลิมสุดท้ายที่ปกครองชมพูทวีปหรือดินแดนภารตะในปัจจุบัน ราชวงศ์มูฆัล หรือ โมกุล ก็จะเป็นคำตอบให้แก่เรา โดยเฉพาะรัชสมัยการปกครองของสุลต่านโอรังเซป (พ.ศ.2161-2250) ที่เคี่ยวเข็ญในเรื่องศาสนาเข้มข้นจนถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักฟื้นฟูอิสลาม (แม้ไม่ใช่ในแง่ทฤษฎี 100 ปี 1 คน) ผู้มีบทบาทอย่างมากในการยกสถานะวิถีชีวิตของชาวมุสลิมอินเดีย ที่เคยเกลือกกลั้วกับวิถีของพราหมณ์-ฮินดู มาสู่วิถีแห่งอิสลาม แม้พระองค์เองก็ทรงไว้ซึ่งความสมถะ ไม่รับเงินเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนของกษัตริย์แต่กลับเศาะดะเกาะฮฺเสียหมด และยังไปเย็บกระเป๋าขายเลี้ยงชีพ อีกทั้งยังมีงานประจำเป็นการเขียนอัลกุรอานแจกจ่ายให้ประชาชน โดยทั้งหมดนี้ก็ด้วยแนวคิดที่สืบทอดกันมาจากอุละมาอ์นามอุโฆษแห่งชมพูทวีปผู้เป็นเพื่อนรักกับคุณปู่ของท่าน นามว่า ‘ชัยคฺ อะหฺมัด อัสสิรฮินดี’ ผู้ซึ่งเปลี่ยนวิถีมุสลิมแบบซูฟีและวิถี อวิชากลับไปสู่อัลกุรอานและสุนนะฮฺท่านนบี

ประวิติศาสตร์ตอกย้ำให้เรารู้อยู่เสมอว่า อิสลามนั้นเป็นศาสนาแห่งหลักการ เหตุผล โดยมีคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเปรียบเสมือนตำราอันยิ่งใหญ่ที่รวบรวมองค์ความรู้ทั้งด้านศาสนศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และอีกนานาแขนงไว้อย่างกว้างขวางครบถ้วน อิสลามจึงเดินทางไกลด้วยวิถีของการศึกษาด้วยวิถีของอิกเราะอ์… ด้วยเหตุนี้เอง ที่ไม่ว่าอิสลามจะอยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถละทิ้ง 2 สิ่งนี้ได้ นั่นคือหน้าที่ในการศึกษาหาความรู้ และบรรดาทายาทของท่านนบี นั่นก็คือเหล่าอุละมาอ์ หรือที่ชาวมลายูเรียกว่า ‘โต๊ะครู’ นั่นล่ะ

ย้อนกลับไปสมัยอยุธยาตอนปลายก่อนที่จะเสียกรุงครั้งที่ 2 ให้แก่พม่า สยามมีผู้ปกครองนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ช่วงปกครองคือ พ.ศ.2091-2107) ในสถานการณ์อันน่าตระหนกเมื่อกองทัพขนาดใหญ่ของพม่ายกเข้ามาทางตอนใต้ของสยาม มีอาณาจักรแห่งหนึ่งนามว่า ‘อาณาจักรลังกาสุกะ’ กษัตริย์ที่นี่ ได้เปลี่ยนมานับถืออิสลามใช้ชื่อว่า ‘สุลตานมุศ็อฟฟัร ชาฮฺ’ (พ.ศ.2073-2107) และด้วยตักดีรของอัลลอฮฺ ซึ่งได้ส่งอุละมาอ์จากเมือง หะฏอรอเมาต์ ชัยคฺ เศาะฟียุดดีน มาพักอยู่นอกประตูเมือง สุลตานจึงเรียกเข้าพบและถามไถ่ท่านชัยคฺว่า “รัฐอิสลามควรมีอะไรเป็นสัญลักษณ์บ้าง” ท่านชัยคฺจึงตอบไปว่า “รัฐอิสลามนั้นต้องมีมัสญิดสักแห่งหนึ่ง เพื่อให้ราษฎรใช้เป็นที่สักการะพระผู้เป็นเจ้าอัลลอฮฺตะอาลา หากไม่มีมัสญิด ก็จะไม่เห็นความเป็นรัฐอิสลาม” ตั้งแต่วันนั้น ‘มัสญิดกรือเซะ’ จึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นมัสญิด และกลายเป็นมัสญิดที่เก่าแก่ที่สุดของชาวมลายู ซึ่งต่อมาพวกเขาและมัสญิดก็จะอยู่ใน ‘อาณาจักรฟะเฏาะนีดารุสลาม’ อันเป็นเป้าโจมตีของสยามมายุคต่อยุค จนมัสญิดมีสภาพความเสียหายมากมายหลายจุด และเพิ่งได้รับอนุญาตให้บูรณะเมื่อไม่นานมานี้เอง

เมื่อมีมัสญิดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมานั่นคือสถานศึกษา ในปี พ.ศ. 2103 – 2113 ปอเนาะแห่งแรกของชาวมลายูก็เกิดขึ้นโดย โต๊ะครูนามว่า ฟะกีหฺ วันมูซา ได้บุกเบิกถางป่าแห่งหนึ่งที่มีต้นสะนอ(ต้นก้ามปู) ขึ้นกันอย่างหนาแน่น ต่อมาท่านก็ตั้งปอเนาะขึ้นมา โดยชาวบ้านเรียก ‘ปอเนาะสะนอ’ ตั้งอยู่ที่ ต.สะนอ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในปัจจุบัน


ภาพมัสยิดกรือเซะก่อนการบูรณะ ที่มา : อาจารย์สมบูรณ์ ธนะสุข

พ.ศ. 2360 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หะยีวันมุสฏอฟา อัลฟะฏอนี (แม่ทัพเรือชื่อดังของอาณาจักรฟะเฏาะนี) เหลนของท่านฟะกีหฺ ได้ปลูกต้นสะนอเพิ่มเติมล้อมรั้วปอเนาะ ที่นี่จึงถูกเรียกว่าบ้านสะนอยันยาร (ยันยารแปลว่าเป็นแถว,แนว) สุลตานปัตตานีสมัยนั้น ต่วนปูเต๊ะ ยังได้ให้บุกเบิกป่าอีกแห่ง ซึ่งต่อมาเป็นหมู่บ้านบือแนดายอ (บือแนแปลว่าทุ่งนา ดายอแปลว่าขุมพลัง) เพื่อปลูกข้าวเป็นเสบียงเลี้ยงเด็กปอเนาะที่สะนอยันยาร และได้เปิดปอเนาะอีกแห่งชื่อ ‘ปอเนาะบือแนดายอ’ จนหลายคนเข้าใจว่า นี่เป็นปอเนาะแห่งแรกของอาณาจักรแห่งนี้

หะยีวันมุสฏอฟา มีลูกคนหนึ่งชื่อ ชัยคฺ วันมุหัมมัด ซัยนุลอาบีดีน อัลฟะฏอนี เป็นโต๊ะครูสอนอยู่ที่ปอเนาะสะนอ ซึ่งในปีเดียวกันที่หะยีวันมุสฏอฟาได้ปลูกต้นสะนอ ล้อมเป็นรั้วปอเนาะสะนอนั้น อัลลอฮฺก็ได้ตักดีรให้เขาได้หลานชายคนหนึ่งนามว่า ชัยคฺ วันอะหฺมัด อัลฟาฏอนี (พ.ศ.2399-2451) เด็กชายได้เติบโตและกลายเป็นอุละมาอ์คนสำคัญแห่งปัตตานีและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมุสลิม

ลมหายใจของปอเนาะ ชัยคฺวันอะหฺมัด ในวัย 4 ขวบ นั้น ท่านได้เดินทางไปมักกะฮฺกับพ่อแม่ เพื่อเรียนอิสลามและภาษาอาหรับ อยู่ที่นั่นจนอายุได้ 12 ขวบ ก็เดินทางไปเรียนแพทย์และเภสัชสมัยใหม่ที่บัยตุลมุก็อดดิส กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศปาเลสไตน์ จากนั้นจึงไปเรียนต่อที่มักกะฮฺ และเดินทางด้วยเงินเล็กน้อย ทูนกุรอานไว้บนหัว ว่ายข้ามแม่น้ำไนล์ไปยังกรุงไคโร เพื่อศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เมื่อเรียนจบก็ได้เป็นอาจารย์สอนที่อัซฮัร ประทังชีวิตด้วยขนมปังจากศานุศิษย์ที่แบ่งปันให้กันและกัน(บางครั้งหนึ่งก้อนก็ต้องกินสามมื้อ) แต่ท่านก็ไม่เคยบ่นและไม่มีทีท่าถึงความยากลำบากในชีวิต เพราะความลึกซึ้งในอรรถรสแห่งศาสนานั้นได้เกาะกุมทั่วทั้งหัวใจของท่านชัยคฺ ท่านรับรู้ถึงความลำบากมากล้นของเหล่าบรรพชนในอดีต และกลั่นออกมาเป็นความอดทนต่อบททดสอบนี้

ท่านชัยคฺวันอะหฺมัดนั้นเป็นคนมลายูคนแรกที่ไปศึกษาที่อัซฮัร ต่อมาไม่นานท่านก็กลับมาสอนที่มักกะฮฺ ซึ่งมีอุละมาอ์มากมายอยู่ที่นั่น ที่มัสญิดอัลหะรอมพวกเขาจะนั่งอยู่ตามมุมต่างๆของมัสญิด และจะมีลูกศิษย์มากมายมานั่งวงล้อมครูของเขา ชัยคฺวันอะหฺมัด เป็นหนึ่งในสองคนที่มีชื่อเสียงมากในโลกมุสลิม อีกท่านคือ ชัยคฺดาวุด อัลฟะฏอนี (พ.ศ.2312-2390) ซึ่งได้ทำหน้าที่วะเราะซะตุนอับบิยาอ์ ไปก่อนหน้าท่านชัยคฺวันอะหฺมัด ไปแล้ว

ขณะที่ชัยคฺวันอะหฺมัด อยู่ที่มักกะฮฺนั้น ท่านได้ขึ้นแข่งปราศรัยบรรยายศาสนาและกลอนอาหรับชนะเลิศ จนเจ้าเมืองมักกะฮฺสมัยนั้น ท่านชะรีฟ ฮูเซ็นอยากรู้จักเป็นการส่วนตัว โดยท่านถามคณะกรรมการจัดงานว่า “ชัยคฺวันอะหฺมัด เป็นใครมาจากไหน” พวกเขาตอบว่า “ท่านคือชัยคฺวันอะหฺมัด อัลฟะฏอนี เพิ่งเดินทางมาจากอียิปต์” ชารีฟ จึงเข้าไปบอกกับชัยคฺว่า “ชื่อวันอะหฺมัด อัลฟะฏอนี ช่างเหมาะสมเหลือเกิน” (ฟะฏอนีในภาษาอาหรับแปลว่า ฉลาด) ชัยคฺวันอะหฺมัดจึงตอบกลับไปว่า “ปัตตานี คือเมืองๆหนึ่งในดินแดนมลายูครับ”


ชัยคฺวันอะหฺมัด อัลฟาฏอนี, ชารีฟ ฮูเซ็น เจ้าเมืองมักกะฮฺสมัยอาณาจักรอุษมานียะฮฺ และมุหัมมัด อับดุฮฺ

ที่เมืองมักกะฮฺ เช่นเดียวกับอุละมาอ์อีกมากมายที่อยู่ที่นั่น ชัยคฺวันอะหฺมัด ได้รับแนวคิด ‘มหาอาณาจักรอิสลาม’ ของชัยคฺ มุหัมมัด อับดุฮฺ (พ.ศ.2392-2448) อุละมาอ์จากอียิปต์ครูของ มุหัมมัด รอชีด ริฎอ บรรณาธิการวารสาร อัลมะนาร ที่ปลุกกระแสธารการฟื้นฟูอิสลามทั่วโลกรวมถึงดินแดนมลายู ภายใต้แนวคิดอิสลามหรือกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺของมุหัมมัด อับดุฮฺ ซึ่งสืบทอดมาจากแนวคิดของ อิมามอิบนุ ตัยมิยะฮฺ อีกทอดหนึ่งนั้น ชัยคฺวันอะหฺมัด กลับมาก่อตั้งกลุ่ม Kesatuan Melayu Muda (KMM) หรือ ขบวนการมลายูหนุ่ม เพื่อรวมชาวมลายูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสหพันธรัฐ ปลดปล่อยจากสยาม และฮอลันดา ที่เป็นเจ้าอาณานิคมสมัยนั้น แม้ขบวนการจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อผู้ที่ถูกกดขี่ตามขอบเขตของอัลอิสลาม และเรื่องราวสืบทอดมาถึงโต๊ะครูยุคหลังอย่าง หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ (พ.ศ.2438-2497) ผู้รับแนวคิดอิสลามในการต่อสู้กับความอยุติธรรมจากรัฐบาลของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม

ภายหลังจากปอเนาะสะนอเกิดขึ้น มีปอเนาะมากมายเกิดตามมา และในช่วงของการโจมตีจากสยามหลายครั้งนั้น ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ปอเนาะหลายแห่งรวมถึงมัสญิดถูกทำลายจากข้าศึก เช่นในสมัยปกครองของราชินีอูงู (พ.ศ.2167-2178) หลังจากที่ปัตตานีกับสยามเป็นเพื่อนบ้านที่แสนดีมาเนินนาน แต่ พ.ศ.2177 สยามได้ร่วมกับฮอลันดาโจมตีปัตตานี ราชินีเกรงว่าอิสลามในดินแดนมลายูปัตตานีนี้จะหมดสิ้นไป ท่านจึงได้สั่งให้ วันฮูเซ็น สะนาวี โต๊ะครูปัตตานีอีกคนซึ่งเป็นหลานของ ฟะกีหฺ วันมูซา และเป็นญาติใกล้ชิดกับ ชัยคฺวันอะหฺมัด นำโต๊ะครูจากปอเนาะสะนอและครอบครัว รวมถึงปอเนาะอื่นๆที่มีอยู่ตอนนั้น อพยพลงไปทางตอนใต้ถึงเชิงเขา ‘ตะโล๊ะมาเนาะ’ ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ท่านได้ตั้งหมู่บ้านที่นั่น และสร้างมัสญิดไม้ประวิติศาสตร์อีกแห่ง โดยการใช้ลิ่มแทนตะปูเนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มี ชาวบ้านตั้งชื่อมัสญิดว่า ‘มัสญิดวาดี ฮูเซ็น’


มัสยิด วาดี ฮูเซน

ที่ปัตตานี กลิ่นไอของปอเนาะเริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2438 เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาที่กำปงอาเนาะรู จ.ปัตตานี ตอนเด็กๆเขาถูกส่งไปเรียนที่ปอเนาะโต๊ะครูวันมูซา ที่กำปงสะนอ จนอายุได้ 12 ขวบ ได้ศึกษาต่อที่มักกะฮฺ ในกาลต่อมา ชายผู้นี้จะเป็นปฐมบทแห่งการขัดขืนความอยุติธรรมคนใหม่ เขาชื่อ หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ ผู้นำมุสลิมมลายูในยุคสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่านกลับมาจากมักกะฮฺในปี พ.ศ. 2470 เพื่อทำใจจากการเสียชีวิตของมะหฺมูด ลูกชายสุดที่รัก แต่กำหนดการของอัลลอฮฺนั้นแยบยลเป็นที่สุด หะยีสุหลงกลับมาปัตตานีพร้อมกับความรู้สึกแปลกแปร่งไปจากเดิม เพราะที่นี่ไม่ได้เหมือนในอดีตอีกแล้ว ปัตตานีเต็มไปด้วยความงมงายและอวิชาของผู้คน ที่ลืมเลือนคำสอนอันบริสุทธิ์ที่ท่านนบีมุหัมมัดนำมาไปหมดแล้ว ปัตตานีเต็มไปด้วยอุตริกรรมทางศาสนา และวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยไสยศาสตร์จากพราหมณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ หะยีสุหลงเปลี่ยนแปลงทิศทางชีวิตอีกครั้ง ท่านไม่ได้กลับไปมักกะฮฺอีกตลอดชีวิต


หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ และวันเปิดปอเนาะ
ภาพ : เฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร, หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ กบฏ…หรือวีรบุรุษแห่งสี่จังหวัดภาคใต้, 2547

พ.ศ. 2472 โต๊ะครูหะยีสุหลง ก่อตั้งปอเนาะ ‘อัลมุอาริฟ อัลวะฏอนียะฮฺ ปัตตานี’ เพื่อเป็นรั้วกั้นกระแสธารญะฮีลียะฮฺที่กำลังโหมกระหน่ำในดินแดนปัตตานี โดยมีท่านปรีดี พนมยงค์ เดินทางมาร่วมงานเปิดปอเนาะด้วย แม้ในภายหลังตัวท่านเองจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใส่ความในเรื่องกบฏแบ่งแยกดินแดนอย่างหนัก แต่ในความเป็นจริงนั้นท่านเพียงแต่ต่อสู้กับความชั่วและขอเพียงอิสรภาพในการมีชีวิตของชาวมุสลิมมลายู แต่ตำรวจก็เล่นไม่ซื่อนัก อุ้มฆ่าท่านในที่สุด แต่ปอเนาะของท่าน และองค์ความรู้อิสลามที่ถูกต้องที่ท่านเรียนรู้มาจากมักกะฮฺนั้น ก็ส่งผลต่อผู้คนยุคหลังมากมาย ซึ่งเราสามารถรับรู้ได้ในปัจจุบัน

ในยุคสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจของปอเนาะในแบบดั้งเดิมจะหายไป ยังมีเหล่าโต๊ะครูที่ยังต่อลมหายใจนี้อยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาตระหนักดีในองค์ความรู้แห่งอิสลาม ที่จักต้องเดินทางด้วยการเรียนรู้ผ่านการศึกษาเท่านั้น ในปี พ.ศ.2484 ที่ อ.ปากพยูน จ.พัทลุง มีปอเนาะเก่าแก่ถือกำเนิดขึ้น โดยโต๊ะครูท่านหนึ่งเดินทางไปร่ำเรียนที่สถาบันนัดวะตุลอุละมาอ์ อินเดีย และได้มีโอกาสอ่านวารสารเล่มหนึ่งซึ่งมีผู้เขียนชื่อว่า ‘บางกอก’ เมื่อเรียนจบ โต๊ะครูหนุ่มท่านนี้เดินทางกลับมาเมืองไทยและค้นหาชายที่ชื่อบางกอก ต่อมาท่านจึงได้พบเจอ อะหฺมัด เคาะฏีบ หรืออีกชื่อคือ อะหฺมัด วะฮฺฮาบ มินังกาเบา ชายหนุ่มชาวอินโดเนเซียจากมินังกาเบา ที่ร่ำเรียนมาจากมักกะฮฺ ผู้มีแนวคิดต่อต้านเจ้าอาณานิคมจากชัยคฺ มุหัมมัด อับดุฮฺ และหลบหนีฮอลันดาเจ้าอาณานิคมมาอาศัยอยู่ที่บางกอก เมืองหลวงของประเทศไทย ครูอิสมาอีล อะหฺมัด คือชายหนุ่มจากพัทลุง ผู้ฝากตัวเองเป็นศิษย์ศึกษากิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺของท่านนบีจากครูอะหฺมัด วะฮาบ และกลับมาเปิดปอเนาะ หรือ มัดเราะสะฮฺ อันศอริสสุนนะฮฺ อัลค็อยริยะฮฺ (โรงเรียนศาสนูปถัมภ์ปากพยูน พัทลุง) เป็นปอเนาะที่สร้างคนและสังคมมาอย่างยาวนาน โดยลูกศิษย์ลูกหาบางท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ เช่นในพัทลุง สตูล สงขลา ฯลฯ

เราได้รู้แล้วว่า แนวคิดปอเนาะในภาคใต้ตอนบนนั้นมาจากกรุงเทพ ซึ่งการเผยแผ่อิสลามอันบริสุทธิ์นั้นได้กลายเป็นกระแสที่ผู้คนจับตามอง โดยมีโต๊ะครูแกนนำอย่างครูอะหฺมัด วะฮฺฮาบ มินังกาเบา และอาจารย์ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ มีนิตยสารเผยแพร่มากมายอย่าง อัลฮุดา,อัล-ญิฮาด หรือแม้กระทั่งวารสารสายสัมพันธ์ของชัยคฺ อาลี อีซา ก็ยืนหยัดเผยแพร่อิสลามตามกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺอย่างอาจหาญจนทำให้โต๊ะครูที่ยังสั่งสอนชาวบ้านในแบบเก่า เน้นประเพณี และตักลีดอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเดือดร้อนมากมายในช่วงยุคสมัยนั้นและแม้กระทั่งในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันที่ยะลา เพื่อนรักของครูอิสมาอีล อะหฺมัด หลายท่านก็กำลังรวบรวมกำลังทางปัญญาและอาวุธจากปากกา เปิดปอเนาะสอนศาสนาและอัลกุรอานแบบใหม่ (โดยให้รู้ความหมาย มิใช่เพียงท่องจำ) หนึ่งในปอเนาะเหล่านั้นก็คือ ‘มะอฺฮัดดุล บิอฺษาติด ดีนียะฮฺ’ หรือโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ยะลา ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2494 โดย โต๊ะครู ดร.หะยีฮารูน สุหลง โต๊ะครูที่มีบทบาทเป็นอย่างสูงในการปฏิรูปปอเนาะและเผยแพร่สุนนะฮฺนบีอย่างแข็งขัน จนมีศานุศิษย์มากมายทั้งในภาคใต้ตอนล่างและตอนบน โดยในระยะก่อตั้งนั้นท่านใช้ที่ดินของบิดา และอาคารทำยางพาราของครอบครัวเป็นอาคารเรียนหลังแรก มีนักเรียนทั้งหมด 30 คน

ในวัยหนุ่ม หะยีฮารูน เดินทางไปศึกษาที่รัฐกลันตัน มาเลเซีย ที่นี่ท่านได้ศึกษาและเรียนนอกเวลาในมัสญิดที่โกตาบารูกับ โต๊ะ กือนาลี (Tok Kenali) หรือ ชัยคฺ มุหัมมัด ยูสุฟ บิน อะหฺมัด (พ.ศ.2413-2476) ศิษย์ของท่านชัยคฺ วันอะหฺมัด อัลฟะฏอนี ในเวลานั้นมีเรื่องเล่าว่า โต๊ะ กือนาลี ได้รับฉายาว่า Permuda yang tertidur หรือหนุ่มน้อยผู้นอนหลับ เพราะขณะที่นั่งเรียนอยู่กับชัยคฺ วันอะหฺมัดที่มักกะฮฺ โต๊ะ กือนาลี มักนั่งอยู่หลังสุด และแอบหลับทุกครั้งเมื่อมีการเรียนการสอน แต่เมื่อชัยคฺ อะหฺมัดได้ถามคำถามที่นักศึกษาทุกคนไม่สามารถตอบได้ ชัยคฺ วันอะหฺมัดจะเรียก โต๊ะ กือนาลี มาอยู่ข้างหน้า และท่านก็จะสามารถตอบและอธิบายได้ทุกครั้งไป โต๊ะ กือนาลี อยู่มักกะฮฺ ได้ 22 ปี ก็กลับมากลันตัน และเปิดปอเนาะของตนเองในปี พ.ศ. 2454 เป็นหนึ่งในโต๊ะครูที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมาเลเซียเป็นอย่างมาก


รูปซ้าย โต๊ะ กือนาลี และรูปขวา หะยีฮารูน (นั่งกลาง) ขณะอยู่ที่รัฐกลันตัน

แม้ว่า โต๊ะ กือนาลี จะไม่มีหนังสือเล่มหนาที่เขียนขึ้น เช่นโต๊ะครู ท่านอื่นๆหรือเช่นครูของท่าน แต่โต๊ะ กือนาลี มีผลงานซึ่งเป็นเศาะดาเกาะฮฺญาริยะฮมาจนถึงทุกวันนี้คือ “นิตยสารปืองาสุฮฺ” (แปลว่า ผู้ดูแล,ผู้ทะนุถนอม) ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2461 หรือในวันนี้ 93 ปีมาแล้ว อันเป็นฐานแห่งความรู้เผยแพร่กิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺอย่างกว้างขวางในแหลมมลายู โต๊ะ กือนาลี ยังเป็นบรรณาธิการ (Penulis Tua) และเขียนบทความลงนิตยสารนี้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ปัจจุบันนิตยสารเล่มนี้ก็ยังมีชีวิต โดยอยู่ภายใต้การดูแลของ คณะกรรมการอิสลามแห่งรัฐกลันตัน และเคยลงเรื่องราวของหะยีฮารูน ในฉบับที่ 586 เมื่อปี พ.ศ.2547 อีกด้วย

ในขณะที่ปอเนาะในมาเลเซียและอินโดเนเซียมีการปฏิรูปโดยโต๊ะครูจบการศึกษาจากมักกะฮฺ ในอินโดนีเซียจากเดิมที่เรียกว่า ‘ปือสันเตรน’ ก็มาเรียกว่า ‘มัดเราะสะฮฺ’ เช่นกันกับในสามจังหวัดภาคใต้ของไทยก็เริ่มใช้ชื่ออาหรับเป็นชื่อโรงเรียน โดยเรียกมัดเราะสะฮฺเช่นกัน กระนั้นคำว่าปอเนาะก็ยังคงเหลืออยู่ในแง่ของนามธรรม มันเป็นภาพอดีตการต่อสู้ที่งดงามของเหล่าโต๊ะครู และเพื่อทำนุบำรุงอิสลามในหมู่ชนชาวมลายู

เราเป็นชนรุ่นใหม่ที่ในบางครั้งก็มิอาจเข้าถึงชีวิตของพวกเขาได้อย่างลึกซึ้ง แต่เราเชื่อว่าเจตนาของพวกเขานั้นชัดเจนยิ่งนัก ปอเนาะในวันนี้จะเป็นเช่นไร จะถูกครอบงำและถูกบิดให้เบี้ยวแค่ไหน อดีตที่เรารับรู้ แม้มันจะสวยงามและเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครเพียงใด ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร หากเชื้อปอเนาะในตัวเด็กมุสลิมสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ยังคงมีชีวิตที่ฉาบฉวยและไม่รู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตนเอง จนแสดงพฤติกรรมที่แทบไม่เชื่อเลยว่าเขาจะจบมาจากระบบปอเนาะ(ซึ่งยังมีกลิ่นไอเหลืออยู่ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม)อันเป็นโรงเรียนศาสนา ข้าพเจ้าก็คงต้องไว้อาลัยให้แก่พวกท่าน และกล่าวอินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูนได้แล้วกระมั้ง เพราะความเป็นปอเนาะมันได้ตายไปจากเขาแล้ว ซ้ำยังขุดหลุมฝังดินกลบด้วยตัวเองอีก นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก 


‘นิตยสารปืองาซุฮฺ’ ลำดับที่ 586 ฉบับ ‘มูเดรหะยีฮารูน ยะลา’
ลงข่าวการละหมาดมายัตของท่าน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมละหมาดกว่า 12,000 คน ณ มัสยิดกลางยะลา ตลาดเก่า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s