คุตบะฮฺ :ความตกต่ำของเราและสาเหตุ

(Our Decline And It’s Cause : A Tribute of  Amir Shakib Arsalan)
คุตบะฮฺ ชมรมมุสลิม ม.อ.หาดใหญ่ 22/6/2555
>>ดาวน์โหลดไฟล์เสียง 

กว่า 70 ปีมาแล้วที่ ชัยค์ มุฮัมมัด บิสยูนี อุมรอน อิมามประจำมัสยิดกลางเมืองสัมบัส ประเทศอินโดเนเซีย ได้เขียนจดหมายถึง อมีรฺ ชะกีบ อัรสะลาน นักคิดนักประวัติศาสตร์ชาวเลบานอน ของขบวนการฟื้นฟูอิสลามที่สำคัญในช่วงก่อนการหักหลังของมุสลิมด้วยกันเองซึ่งร่วมมือกับยิว สู่การล่มสลายของอาณาจักรอิสลามแห่งสุดท้าย อาณาจักรอุษมานิยะฮฺ และนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราสัมผัสคำว่า “คอลิฟะฮฺ” ได้อย่างเป็นตัวเป็นตน  เนื้อหาในจดหมายดังกล่าวคือ “อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มุสลิมทั่วๆไปตกต่ำ โดยเฉพาะบรรดามุสลิมในชวาและแหลมมลายู”

ในขณะที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัล-มุนาฟิกูน อายัตที่ 8 ว่า

وَلِلَّـهِ الْعِزَّةُ وَلِرَ‌سُولِهِ وَلِلْمُؤْمِنِينَ وَلَـٰكِنَّ الْمُنَافِقِينَ لَا يَعْلَمُونَ

อำนาจนั้นเป็นของอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์และบรรดาผู้ศรัทธา แต่ว่าพวกมุนาฟิกีนนั้นหารู้ไม่

และในซูเราะฮฺอัรฺรูม อายัตที่ 47 ว่า

وَكَانَ حَقًّا عَلَيْنَا نَصْرُ‌ الْمُؤْمِنِينَ

และหน้าที่ของเราคือการช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธา

พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทุกท่านครับ มีพี่น้องมุสลิมหลายคนพูดว่าไหนเล่าประกาศิตของอายัตนี้…โอ้อัลลอฮฺ…พระองค์ไม่ทรงรักพวกเราแล้วหรือ ความเข้มแข็ง(อัล-อิซซะฮฺ)ของพวกเราอยู่ที่ไหนกันเล่า? ประชาชาติเราถูกเหยียดหยาม และไม่ได้ครอบครองสิ่งใดที่จะทำให้เขามีอำนาจหรือมีเกียรติเลย นอกเสียจากการแต่งตัวแบบอิสลาม เพื่อไปนั่งฟังบรรยายศาสนา ฝันถึงอดีตอันรุ่งเรืองของอาณาจักรอิสลาม แต่รุ่งขึ้นเราก็ตื่นนอน หัวเราะร่าเมื่อดูข่าวบันเทิง ตื่นตาตื่นใจกับข่าวดารานักร้องที่ออกข่าวอื้อฉาวไม่เว้นวัน และต่อมาเราก็น้ำตาจะไหลเมื่อได้ดูข่าวประชาชาติมุสลิมถูกย้ำยีทั่วโลก พี่น้องครับ หัวใจเรามันได้ถูกความเป็นมุนาฟิกกลืนกินอย่างไม่รู้ตัว มันแข็งกระด้างและคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรได้กับความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นบนพี่น้องเรา พวกเราเป็นเช่นนี้กันหรือเปล่า

แต่ทว่าอัลลอฮฺและบรรพชนมุสลิมในอดีต ไม่ได้เป็นผู้กลับกลอกเช่นพวกเราบางคน  เมื่อมุสลิมในอดีตเป็นผู้กล้าตายป้องกันศาสนาของตนเองและมักบ่นผิดหวังเสมอถ้าไม่ได้ย้ำเท้าไปบนแนวทาง “ฟีสาบีลิลลาห์” พวกเขาปลุกระดมว่า “เราได้กลิ่นสวรรค์แล้ว” เป็นคำพูดที่เหล่าทหารมุสลิมกระตุ้นม้าศึกในสมรภูมิ และเมื่อมุสลิมเพียงคนเดียวที่ถูกกระชากกระโปรง คอลีฟะฮฺ(มุอฺตะสิม บินละห์ แห่งราชวงค์อับบาสิยะฮฺ) ผู้ดุดัน ผู้รับร้องทุกข์ของมุสลิมเพียงคนเดียวที่เดินทางไกลมาเข้าเฝ้าคอลิฟะฮฺในกรุงแบกแดด เพียงเพราะเท่านี้ คอลีฟะฮฺก็ยกกองทัพไปที่เมืองแห่งนั้น เพื่อไปสำเร็จโทษคนโฉดผู้นั้นทันที นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่านี่คือที่มาของวลีหนึ่งที่โด่งดังในอนาชีดอาหรับว่า “วา…อิสลามา” เป็นคำเรียกร้องของมุสลิมะฮฺผู้นั้นที่ถูกรังแก ซึ่งมีความหมายทำนองว่า “โอ้…อิสลาม โอ้หนุ่มสาวมุสลิม ขณะที่อิสลามถูกเหยียดหยามจากคนโฉด พวกเจ้าอยู่ที่ไหนกัน” พี่น้องครับ เพียงความทุกข์ของพี่น้องตัวเองเพียงคนเดียว มุสลิมีนคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ และไม่มีอำนาจอะไรจะเข้าไปช่วย และไม่ได้รู้จักมุสลิมะฮฺคนนั้น กลับตัดสินใจเดินทางเป็นระยะทางกว่า 5000 กิโลเมตร เพื่อไปหาคอลีฟะฮฺที่กรุงแบกแดด เพื่อเรียกร้องให้คอลีฟะฮฺปกป้องเกียรติแห่งอิสลามที่ถูกย้ำยี เหตุการณ์เช่นนี้แหละ กลับทำให้โลกสั่นเทิ้มด้วยกองทัพมหึมาที่มีธงสีดำลาอิลาหะอิลลัลลอฮฺนำหน้า แหละทำให้ระบบกดขี่มนุษย์ด้วยกัน ระบบที่สร้างให้มนุษย์เป็นทาสของมนุษย์ด้วยกัน ต้องล่มสลายไปพร้อมกับกษัตริย์ผู้นั่งบัลลังค์ทอง โดยที่ข้าราชบริพารได้แต่เพียงมองและหนีทัพกันจ้าละหวั่น…พี่น้องครับ อันที่จริงแล้ว ตามทัศนะของซัยยิด กุฏุบ หน้าที่ของรัฐอิสลามก็เป็นเช่นนี้แหละ หรือในยุคของเรานี่ ไม่มีมุสลิมที่ถูกกดขี่? พวกเราซึ่งไม่ได้ทนต่อความลำบากและไม่ได้มีน้ำใจองอาจและการเตรียมพร้อมที่เย้ยหยันความตาย ไม่ได้มีการใช้จ่ายทรัพย์สิน ไม่มีความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้าที่จะเดินตามเส้นทางของบรรพชนและคำสั่งของท่านศาสนฑูต บรรดามุสลิมโดยเฉพาะในยุคของเรากลับหวังที่จะปกป้องเกียรติยศของอิสลามด้วยกับเพียงการร่ำไห้และพร่ำเพ้อถึงอัลลอฮฺข้างเสามัสยิดและหน้าจอคอมพิวเตอร์ บรรพชนมุสลิมในอดีตคงต้องหัวเราะร่วนพร้อมน้ำตากระมั้ง เมื่อได้เห็นการญิฮาดอย่างสุดความสามารถของเรา!

พี่น้องครับ ที่จริงเรามีข้ออ้างมากมายใช่ไหมครับ โลกมุสลิมไม่มีทรัพย์สินเงินทองพอในการต่อสู้กับศัตรู?… พี่น้องครับ แล้วมิใช่โลกมุสลิมหรือที่ครอบครองน้ำมันดิบ อันเป็นกุญแจสำคัญของเศษฐกิจโลก หรือโลกมุสลิมขาดความศรัทธาและองค์ความรู้พอเพื่อเป็นอาหารหัวใจแด่ทหารของอัลลอฮฺ…พี่น้องครับ แล้วมิใช่โลกมุสลิมหรือที่มีอุลามาอฺมากมายทั่วโลก พวกเขาไม่ใช่นักพรตหรือนักบวชที่เราเข้าถึงตัวได้ยาก เรายังมีอัลกุรอานที่มิเคยถูกสังคายนา แหละหนังสือศาสนาก็มีมากมายเหลือเกินที่เบื้องหน้าเรา นี่จะเป็นการสร้างฐานการต่าสู้ของพวกเรา ขอให้เราได้พิจารณาดูเถิดว่าอัลลอฮฺได้ตรัสเกี่ยวกับผู้ที่หดหัวจากการต่อสู้ไว้ยังไง พระองค์กล่าวไว้ในอัลกุรอานซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ อายัตที่ 94 ว่า

قُل لَّا تَعْتَذِرُ‌وا لَن نُّؤْمِنَ لَكُمْ قَدْ نَبَّأَنَا اللَّـهُ مِنْ أَخْبَارِ‌كُمْ ۚ وَسَيَرَ‌ى اللَّـهُ عَمَلَكُمْ وَرَ‌سُولُهَ

จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าพวกท่าน(พวกหนีทัพ,พวกไม่สู้)อย่าแก้ตัวเลย เราจะไม่เชือพวกท่านดอก แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวคราวของพวกท่านแก่เราแล้ว และอัลลอฮ์นั้นทรงเห็นการกระทำของพวกท่าน และร่อซูลของพระองค์ก็เห็นด้วย

พี่น้องครับ วัยหนุ่ม วัยชรา ทรัพย์สิน ครอบครัวของพวกท่าน ท่านใช้มันหมดไปกับอะไรในดุนยานี้ แสวงหาความมั่งคั่งทางดุนยา หรือมอบแด่อัดดีนของอัลลอฮฺ แม้ชีวิตจะต้องตกระกำลำบาก…โปรดท่องจำไว้เถิด อัลลอฮฺทรงดูพวกท่านอยู่

พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทุกท่านครับ อุลามาอฺที่รักของเราผู้มีเชื้อสายมาจากท่านนบี ท่านซัยยิด อบูลหะสัน อาลี อันนัดวีย์ ได้พูดกับพวกเราก่อนที่ท่านจะถึงอะญัลของอัลลอฮฺว่า “เหตุการณ์เมื่ออาณาจักรอิสลามแห่งสุดท้ายถูกโค่นล้มและประชาชาติมุสลิมต่างก็ไร้ที่ยึดนั้น เป็นเพียงการล่มป่วยของอิสลาม มิได้หมายถึงอิสลามได้ตายแล้ว” แต่พี่น้องครับท่านพูดถูกทีเดียว อิสลามนั้นไม่เคยตาย และจะไม่มีวันตาย แต่มุสลิมนี่สิ ตายกันทุกวี่ทุกวัน นอกจากการตายโดยเรือนร่างแล้ว การตายในแบบที่หัวใจมันแข็งกระด้างและเป็นได้เพียงซากศพเดินได้นั้นก็มีเหมือนกัน คือพวกเราในปัจจุบันนั้นเองครับ ท่านแม่ทัพของเรา ท่านเศาะลาหุดดีน อัลอัยยุบีย์ เคยถูกถามว่าทำไมท่านจึงไม่ค่อยยิ้ม ท่านตอบไปว่า “จะให้ฉันยิ้มได้เช่นไรในเมื่อประชาชาติมุสลิมกำลังถูกย้ำยี” พี่น้องครับ ผมคงจะห้ามไม่ให้พี่น้อง ณ ที่นี่ยิ้มอีกต่อไปไม่ได้ ก่อนการคุตบะฮฺนี้ พี่น้องและผมก็ยังยิ้มได้ แต่ได้โปรดคำนึงไว้สักนิดว่า ขณะที่เรายิ้มหรือหัวเราะออกมาในแต่ละครั้งนั้น เราคิดถึงพี่น้องของเราที่กำลังถูกรุมกินโต๊ะตามที่ต่างๆทั่วโลกอยู่หรือเปล่า เราต้องคิดถึงพวกเขา หาวิธีที่จะช่วยพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะที่เรายิ้มอยู่…หรือพี่น้องเริ่มคิดจะหาทางช่วยหลังจากจบประโยคนี้ของผม

พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทุกท่านครับ ซัยยิด อบูลอะอฺลา อัลเมาดูดีย์ อุลามาอฺของเราชาวปากีสถานบอกกับเราว่า มนุษย์เพียงคนเดียวไม่อาจสามารถที่จะบอกเล่าและรักษาวิทยาการต่างๆเพียงลำพังได้ ชายที่ชื่อมุฮัมมัด(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)นั้นมีอายุเพียง 63 ปีครับพี่น้อง อัลกุรอานจึงเป็นวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยวิทยาการอันล้ำเลิศและมาก่อนกาล อัลลอฮฺได้รักษาสิ่งเหล่านี้ให้เราได้อ่านได้รับรู้และนำมาปฏิบัติในยุคของเรา แต่การมัวแต่อวดอ้างความมั่งคั่งของอิสลามในอดีต และเมินเฉยต่อการสานต่อภารกิจของมุฮัมมัดและเหล่าเศาะฮาบะฮฺนั้นแหละคือสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ พี่น้องรู้ไหม…ที่กูโบร์ของท่านเศาะลาหุดดีน อัลอัยยุบีย์ ณ ตอนนี้นั้น มีพวกซูฟีย์ไปสูหยูดและขอดุอาต่อัลลอฮฺผ่านมัยยัตท่านเศาะลาหุดดีน! แน่นอนว่ารวมถึงมุสลิมทั่วไปที่ตื้นเขินเรื่องอากีดะฮฺด้วย ความผิดกระทงแรกก็คือพวกเขากำลังทำชีริกในแบบที่แม้แต่เด็กอนุบาลที่ถูกหล่อหลอมด้วยอิสลามมาอย่างดีก็จะไม่ทำ นอกเสียจากพวกโง่เขาเบาปัญญาและพวกลัทธิชีอะฮฺผู้หยาบคายต่อภรรยาและเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีเท่านั้น ความผิดกระทงที่สองคือ พวกเขามัวแต่งมงายปลุกผี ขอดุอาให้โลกมุสลิมมีเศาะลาหุดดีนคนใหม่ขึ้นมาเพื่อกอบกู้อิสลามจากการกดขี่ของศัตรูทั่วโลก โดยไม่เคยจะคิดเลยว่าตนนี่แหละ…จะพยายามเป็นเศาะลาหุดดีนคนต่อไปให้ได้

คุตบะฮฺที่ 2

ท่านร่อซูลผู้เป็นที่รักของเราบอกว่า “เมื่อใกล้วันกียามัตนั้น ประชาชาติมุสลิมจะถูกรุมกินโต๊ะ” ท่านยังได้กล่าวอีกว่า “ผู้รับประทานอาหารย่อมถูกชวน เพราะด้วยเครื่องจานอาหาร ในทำนองเดียวกัน ชาติก็ถูกชวนโดยท่านเช่นกัน” แล้วเขา(เศาะฮาบะฮฺ)ก็ได้ถามว่า “โอ้ท่านรอสูลุลลอฮฺ นั้นเป็นเพราะกำลังของเราน้อยกว่าในเวลานั้นหรือ?” ท่านกล่าวว่า “ไม่ใช่! ตรงกันข้าม จำนวนของพวกท่านจะมีมากเหมือนฟองน้ำในทะเล ความรักในโลกและไม่ชอบความตายจะเพิ่มพูนความกลัวแก่หัวใจของพวกท่าน แต่มันจะขจัดความกลัวจากหัวใจของศัตรู”

 พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทุกท่านครับ ปาเลสไตน์  และซีเรียในวันนี้ เป็นเช่นไรแล้ว และพี่น้องมุสลิมโรฮิงยาละ เป็นใคร เคยคิดจะตื่นตัวค้นหาข้อมูลหรือไม่ พี่น้องโรฮิงยาผู้เคยมีอาณาจักรเป็นของตัวเอง(อาณาจักรอารกัน)เมื่อเกือบ 600 ปีก่อนบนแผ่นดินของพวกเขาตอนนี้ พวกเขามีกษัตริย์มุสลิมผู้ดูแลทั้งมุสลิมและพุทธ มีเหรียญกษาปณ์ที่จารึกคำชะฮาดะฮฺ ก่อนที่พวกเขาจะถูกรุกรานด้วยพม่า ณ เวลานี้พวกเขาเป็นเช่นไร กฏหมายของมนุษย์ที่พวกเราชื่นชมกันหนักหนานั้นได้ทำให้พวกเขาเป็นคนไร้สัญชาติ และยาพิษของยิวก็กล่อมมุสลิมทั่วโลกไม่ให้สนใจพวกเขา กฏหมายของมนุษย์ที่เราร่ำเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น ได้อุปโลกษ์คำว่า เผ่าพันธ์ เชื้อชาติ เขตแดน และคำว่าประเทศเอาไว้ในแบบเรียน แน่นอนว่ามันเป็นแบบเรียนเดียวกันกับที่น้องชายน้องสาวและหลานๆของพี่น้องเรียนอยู่ในตอนนี้ พวกเรากำลังเดินตามรอยแผนการณ์อันชั่วช้านี้อย่างไร้เดียงสา ซึ่งมันไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกเสียจากว่ามันมาจากห้องประชุมของผู้ปกครองประเทศนี้ ซึ่งมีปลอกคอเขียนคำว่าอเมริกาและสหประชาชาติติดอยู่ และบางทีพวกเขาก็ออกตะโกนโหวกเวกในสถาโดยไม่ได้ช่วยให้ประเทศนี้เจริญขึ้น เว้นเสียแต่นำสู่ยุคอนารยชนมากขึ้นๆ พี่น้องครับ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องรู้และเข้าใจนโยบายหลักของทุกรัฐบาลในโลกนี้ที่ไม่ได้ใช้อิสลามในการปกครอง พวกเขามีสรุปการประชุมทุกครั้งว่า “การปกครองคนโง่นั้น ง่ายกว่าปกครองคนฉลาด” 

พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทุกท่านครับ ในหมู่พี่น้องมุสลิม เมื่อใดที่เราสร้างคติพวกเขา-พวกเรา พวกเราคือมลายู พวกเขาไม่ใช่มลายู เราชาฟีอี พวกเขาไม่ใช่ชาฟิอี – เมื่อนั้นแหละ เราได้เริ่มเดินตามระบบญะฮีลิยะฮฺแล้ว คติพจน์เหล่านี้นั้น ท่านรอซูลของเราได้เรียกมันว่า “บรรดาสิ่งที่ได้ตายไปแล้ว” มันได้ตายไปแล้วหลังจากที่กองทัพอิสลามพิชิตมักกะฮฺ แต่เราบางคนกลับพยายามปลุกซากศพอันเน่าเปื่ยนี้ขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งจากความตกต่ำของพวกเราในยุคนี้ ถึงขนาดไม่สามารถที่จะช่วยพี่น้องร่วมชะฮาดะฮฺในที่อื่นๆได้ พี่น้องครับ ชาวโรฮิงญานั้นเป็นพี่น้องเรา—พวกเขาเป็นพี่น้องเรา—พวกเขาเป็นพี่น้องเรา ตอนนี้พวกเขามีดินแดนเป็นเพียงเรือลำเล็กที่ล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทร กลับพม่าโดนไล่ฆ่า อพยพไปบังกลาเทศซึ่งเป็นประเทศมุสลิมด้วยกัน ก็เข้าไปไม่ได้ มาประเทศไทยก็กลับถูกจับเข้าคุก—ทำยังกับเขาไม่ใช่มนุษย์

และพี่น้องอย่าได้หวังถึงรัฐบาลในโลกอาหรับเลย พวกเขาบางคนประชุมด้วยน้ำตาที่นองหน้า แต่ในหัวสมองนั้นคิดแต่เพียงว่าจะทำยังไงเพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของเก้าอี้ทองคำสักตัวไว้ประดับบ้านอันหรูหรากลางทะเลทราย และพี่น้องก็อย่าได้หวังถึงสิทธิมนุษยชนจอมปลอมของ ออง ซาน ซูจี เลย ซึ่งในขณะที่รัฐบาลพม่าโอบล้อมหมู่บ้านชาวโรฮิงญาและฆ่าล้างเผ่าพันธ์มุสลิมมานานแล้วนั้น จนถึงวินาทีนี้ คณะที่ผมอ่านคุตบะฮฺนี้ ผู้หญิงคนนี้ยังอยู่ที่ประเทศตะวันตก ผู้หญิงคนนี้กำลังขึ้นพูดถึงรางวัลโนเบลของตัวเอง ซึ่งพลาดโอกาสขึ้นพูดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หล่อนพูดถึงโรฮิงญาสั้นๆแต่เพียงว่า “เรายังคงต้องค้นหาว่าพวกเขามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร และ…เป็นเรื่องของกฏหมาย(ในการจัดการชาวโรฮิงยาโดยรัฐ)ที่ต้องว่ากันไป”

สุดท้ายนี้ เป็นเรื่องตลกนะครับพี่น้อง ถ้าเรามัวแต่เพ้อฝันถึงปีกมาลาอีกะฮฺที่โอบล้อมช่วยเหลือกองทัพมุสลิมในสมัยสงครามบัดรฺ จนจำนวนน้อยของพวกเขา สามารถชนะจำนวนมากของกองทัพมุชริกได้ โดยที่พวกเราในทุกวันนี้ยังคงเอื่อยเฉื่อย งมงายกับอุตริกรรมทางศาสนา สนุกกับดุนยาและกลัวความตายกันหนักหนา จงทำอะไรสักอย่างเถอะครับ การเฉยเมยต่อโศกนฏกรรมที่เกิดขึ้นในตอนนี้นั้นก็ไม่ได้ต่างจากการยอมรับนั้นเอง ภารกิจแรกของมุสลิมเช่นเราในทุกวันนี้ มิใช่การมัวเมาไปกับการอวดอ้างและเพ้อฝันถึงอดีตอันรุ่งเรืองของอิสลาม แต่คือการทบทวนตัวเองต่างหากครับ ว่าเราจะมัวเม่อลอยแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไรกัน _


อ้างอิงจาก
หนังสือ “ความตกต่ำของเราและสาเหตุ” อมีร ชะกีบ อัรสะลาน
Facebook : Shakir Rungsikul,  Ana Ghuraba Belkarsma, Faith Rock
ข้อมูลเพิ่มเติม
YateemTv (ช่วงรายการ จับข่าวคุย กับอาจารย์ อะห์มัด ก้อพิทักษ์ ทุกเย็นวันจันทร์-ศุกร์), white chanel,
Facebook : Rohingya Community, Kami Bersama Umat Islam Rohigya,
เพราะเราคือเรือนร่างเดียวกัน, We Are All Syria

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s