เพื่อการผจญภัยในรั้วมหา’ลัยอย่างมืออาชีพ

>> พี่หนูดี
จุลสารดาวกะเดือน ปี 2555

จำได้ว่าสมัยวันวัยเตรียมเป็นนักศึกษามือใหม่ เคยเสาะแสวงหาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ใช่แค่เรื่องคะแนนสอบ เรื่องการเลือกคณะ หรืออะไรตามลำดับขั้นตอนทั่วไป แต่รวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างมุสลิมที่ดี การทำงานชมรมมุสลิม การต่อสู้กับกฎระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่ไม่สอดคล้องกับอิสลาม และอีกสารพัดสารเพที่ล้วนอยากรู้ไปทั้งหมดทั้งนั้น ตอนนั้น…มันเป็นเรื่องใหญ่เสียเหลือเกินแล้วสำหรับเด็กในวัยจบม.ปลายมาหมาดๆ แต่ตอนนี้…ถ้ามองในมุมตัวเอง ณ ปัจจุบัน มันก็ช่างเป็นเรื่องเล็กกระจิ๊ดนิดเดียวเท่านั้นเองของชีวิต เล็กซะจนอยากจะหัวเราะกับความวอรี่ในอดีต แต่เมื่อลองเอาตัวเองไปใส่ไว้ในวันคืนตอนโน้น ก็พบว่าตัวเองอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของการเดินเข้าไป และการมีชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยมากจริงๆ

ว่ากระนั้นแล้ว ก็จึงขอแจกแจงเรื่องราวต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสายสามัญในสยามประเทศ ที่คิดว่าน้องๆ ที่กำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันน่าจะได้รับรู้ล่วงหน้า เท่าที่คิดออกก็มีดังนี้จ้ะ

– ช่วงแรกๆ ของการเริ่มต้นชีวิตเฟรชชี่เป็นช่วงอันตราย ขอจัดระดับไว้ที่สีแดงเพื่อบ่งบอกความวิกฤติ นอกจากมันจะเป็นช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมสุดติงต๊องที่เรียกกันว่า ‘รับน้อง’ แล้ว ยังเป็นช่วงปรับตัวอย่างสำคัญของเหล่าเฟรชชี่ ทั้งในเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน และเรื่องการมีชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย ข้อแนะนำอันดับแรกๆ คือขอดุอาอ์และมองหาชมรมมุสลิม (บางที่ ชมรมฯอาจกระโจนเข้าหาเราเองโดยไม่ต้องมองหา กรณีนี้ก็ช่วยตอบรับสัมพันธไมตรีจากเขาด้วยความเอื้ออารีด้วยนะจ๊ะ) มีปัญหาอะไรหนักอกหนักใจ มีกิจกรรมอะไรที่คิดว่ามันไม่เหมาะควรกับมุสลิม ให้นำไปโยนไว้ที่ชมรมฯก่อน เชื่ออย่างค่อนข้างมั่นใจว่าพี่ๆ ในชมรมฯเกือบทุกที่จะต้องพยายามหาทางช่วยน้องๆ อย่างเต็มที่แน่นอน อินชาอัลลอฮฺ

– ในส่วนของการรับน้อง ต้องบอกก่อนว่าทั้งรูปแบบและความเคร่งครัดนั้นค่อนข้างจะขึ้นอยู่กับคณะและมหาวิทยาลัยที่เราสังกัดมากๆ มันจึงเป็นการยากที่จะพูดถึงโดยรวมๆ เพราะแต่ละที่ แต่ละแห่ง ก็มีรายละเอียดแตกต่างกันมากอยู่ แต่ถ้าจะต้องพูดในภาพรวมจริงๆ ก็คิดว่ากิจกรรมส่วนใหญ่ในการรับน้อง โดยเฉพาะในห้องเชียร์นั้นเป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงกับมุสลิมและพึงหลีกเลี่ยงทั้งนั้นแหละ ซึ่งในปฏิบัติการหนีห้องเชียร์นี้ตัวเองคิดว่าในอันดับแรกควรเริ่มต้นที่การอธิบายนะ ชี้แจงให้ผู้รับผิดชอบฟังตามเหตุและผลว่าทำไมเราถึงเข้าร่วมไม่ได้ มีเสียงดนตรี ติดเวลาละหมาด ต้องถูกเนื้อตัวชาย-หญิงอะไรก็ว่าไป ขอให้เชื่อไว้อย่างเลยว่า ถ้าเราเป็นมุสลิมที่ยืนหยัดในหลักการอย่างจริงจังแล้ว บรรดาผู้ปฏิเสธเขาจะเกรงเรา เราไม่ต้องกลัวไม่ต้องเกรงเขาเลย นี่พูดอย่างคนที่อายุเลยวัยปีสี่มาแล้วด้วย คือพวกกิจกรรมห้องเชียร์นั้น อายุสูงสุดของผู้รับผิดชอบก็คือรุ่นปีสี่ ซึ่งที่จริงแล้วก็อายุมากกว่าเฟรชชี่แค่ราวๆ 3-4ปี เด็กพวกนี้ไม่ได้มีอำนาจหรือบทบาทอะไรน่ากลัวอย่างที่น้องเฟรชชี่กังวลเลย พวกเขาเป็นแค่เด็กมหา’ลัยที่อายุมากกว่าเราไม่กี่ปี มีความรับผิดชอบมากมายในชีวิตที่ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอด และหลายคนก็ยังมีตัวเลขในใบเกรดให้เครียดเกือบตายเมื่อออกไปนอกห้องเชียร์ เด็กพวกนี้ไม่อาจและไม่กล้าพอจะรับผิดชอบกับความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ กับศาสนา ที่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนแม้ในสังคมทั่วไปหรอก เชื่อเถอะ ฉะนั้นถ้าเรายืนหยัด เข้มแข็ง และไม่กลัว เขาก็จะไม่กล้ามาต่อต้านอะไรเรามากหรอก อย่างไรก็ตามถ้าอธิบายแล้วไม่เข้าใจ ไม่รับฟัง ก็แนะนำให้หนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด ยังไม่เคยเห็นใครต้องออกจากมหา’ลัยเพราะไม่เข้ากิจกรรมห้องเชียร์สักคน แต่นั่นแหละ เราก็อาจต้องมีดีในตัวระดับหนึ่ง เพื่อพร้อมเผชิญกับมาตรการทางสังคมที่อาจเป็นผลลัพธ์จากการไม่เข้าห้องเชียร์ เช่น บางที่ที่ป่วยหนักๆ หน่อย เพื่อนๆ อาจบอยคอตเรา หรือในกรณีธรรมดา เราก็อาจรู้จักเพื่อนช้ากว่าคนอื่นๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ถ้าเรามีดีอยู่ในตัวเองถึงระดับที่ไม่ต้องง้อใครมาก ….‘มีดี’นี่หมายรวมได้ทั้งมีดีด้านการเรียน (ซึ่งจะทำให้คนอื่นเข้ามาหาเราเอง) มีความสันโดษที่พร้อมจะอยู่คนเดียวได้ถ้าถูกบอยคอต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง…มีอัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่เคยทอดทิ้งให้บ่าวผู้จงรักภักดีต้องอยู่ลำพัง

– กิจกรรมอื่นๆ ในมหา’ลัยก็จะมีอีกหลายอย่างที่สุ่มเสี่ยงต่ออิสลามของเรา เช่น การเก็บเงินรุ่น(ซึ่งขยันเก็บกันยิ่งกว่าขยันเรียน)ไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยกิจกรรมนั้นมีอะไรหลายอย่างขัดกับศาสนาเรา อาทิไปกินเลี้ยงหรือจัดค่ายที่มีของมึนเมาร่วมด้วย ไปทำบุญทางศาสนา ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ขอแนะนำให้ใช้หลัก “เข้มแข็งที่สุดในเรื่องที่ต้องแข็ง อ่อนโยนที่สุดในเรื่องที่อ่อนได้” คืออะไรที่เราทำไม่ได้ก็บอกเขาไปเลยว่าทำไม่ได้ ชี้แจงเหตุผลกับเขาดีๆ ถ้าไม่ฟังก็ช่าง เรายังต้องยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ แม้ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม แต่ในเรื่องที่เราทำได้ เราก็จะช่วยเหลือเขาอย่างดีที่สุด อย่างเรื่องเก็บเงิน กิจกรรมไหนที่มันน่ากลัวเราก็ไม่จ่าย แต่กิจกรรมไหนที่มันเคลียร์ว่าทำได้เราก็อาจจ่ายมากกว่าคนอื่น ทบส่วนที่เราไม่ได้จ่ายในกิจกรรมสุ่มเสี่ยงไปด้วย เรื่องอื่นๆ ก็เหมือนกัน ตรงไหนเป็นจุดยืนต้องแข็งและแสดงให้เห็นโดยทั่วกันว่าเราจะไม่อ่อน แต่ตรงไหนที่เราอ่อนได้ เช่น แสดงความมีน้ำใจในเรื่องทั่วๆ ไปของชีวิตประจำวัน เราก็จะอ่อนโยนอย่างที่สุด

– การทำงานชมรมมุสลิมยังคงเป็นอีกหนึ่งงานของชีวิตนิสิตนักศึกษาที่ไม่น่าทอดทิ้งหากว่าไม่จำเป็นจริงๆ รายละเอียดเรื่องนี้มีเยอะแยะมากมาย ซึ่งเคยมีพี่น้องนำเสนอบ้างแล้วตามช่องทางต่างๆ และอันที่จริงมันเป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปเผชิญเป็นประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองนั่นแหละถึงจะดี

– สิ่งสำคัญอีกอย่างในชีวิต ‘มหา’ลัย’ คือการเลือกคบเพื่อน ซึ่งขอยืนยันเลยว่าไม่มีเพื่อนที่ไหน ที่เราสามารถจะไว้ใจ-สนิทใจได้เท่าเพื่อน เท่าพี่น้องในอิสลามอีกแล้ว ดังนั้นเพื่อนและพี่น้องในชมรมมุสลิมฯจึงเป็นบุคคลแรกๆ ที่เราควรผูกโยงเข้ามาในชีวิตนิสิตนักศึกษาอันแสนสั้น ส่วนเพื่อนในคณะนั้น อย่างไรเสียก็จำเป็นจะต้องผูกมิตรไว้ทั้งด้วยเหตุผลด้านการใช้ชีวิตในมหา’ลัย และการดะอฺวะฮฺ ซึ่งเราก็ต้องเลือกเหมือนกัน เพราะเด็กเดี๋ยวนี้น่ากลัวอยู่ อย่างหนึ่งที่น่าจะช่วยได้นอกจากการขอดุอาอ์ก็คือการแสดงให้เห็นโดยทั่วกันว่าเราเป็นคนแบบไหน เพราะคนที่เป็นแนวคล้ายๆ เราก็จะเลือกและถูกเลือกมาคบหากับเราเอง อินชาอัลลอฮฺ มันค่อนข้างเป็นไปได้ยากที่เด็กติดเที่ยว ชอบโดดเรียน จะมาเอาเด็กเรียนไปเป็นเพื่อน คนแบบไหนก็มักชอบที่จะอยู่ร่วมกับคนแบบเดียวกัน

– เรื่องชาย-หญิงในสังคมมหา’ลัยอันปะปนคงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพัดผ่านเข้ามาในชีวิตนิสิตนักศึกษาบ้างอย่างยากจะเลี่ยง เคสส่วนมากแล้วเรื่องระหว่างเรากับชนต่างศาสนิกเพศตรงข้ามจะเป็นเรื่องการวางตัวและขอบเขตการใช้ชีวิตร่วมกันมากกว่า ส่วนเรื่องความรู้สึก something special นั้นมักจะเกิดระหว่างมุสลิมด้วยกันในการทำงานชมรมฯ หรืออื่นๆ ไม่ค่อยมีเคสที่มุสลิมไปมี something special กับชนต่างศาสนิกนะ (ถ้ามีก็ไม่ใช่คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของบทความนี้ล่ะ อินชาอัลลอฮฺ)

ในกรณีแรก ที่ดีที่สุดคือการวางตัวไปตั้งแต่แรกเริ่มเข้าเลยว่าเรามีขอบเขตอย่างนี้ๆ นะ เราไม่คุยเล่นกับคนต่างเพศ ไม่โดนตัว ไม่นั่งใกล้ ไม่อยู่ตามลำพัง ไม่บลาบลาบลา คนต่างเพศในคณะหรือที่เรียนด้วยกันเขาจะเข้าใจได้เองโดยแทบไม่ต้องพูดเลย ว่ากับคนนี้ เขาจะปฏิบัติได้เท่านี้ แต่ถ้าเราไม่ได้ ‘แสดง’ ไปตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเพราะลืมตัวหรืออะไรก็ตาม ก็คงต้องอาศัยการ ‘พูด’ กับเขาตรงๆ แหละ

ส่วนกรณีที่สองคือเรื่องความรู้สึกฟิตนะฮฺ (วุ่นวาย-วุ่นวายมากๆ)ระหว่างเรากับมุสลิมเพศตรงข้าม ที่จริงก็มีพี่น้องนำเสนอไปพอสมควรแล้ว แนะนำสั้นๆ ก็คือ ‘ป้องกัน’โดยการทำกิจกรรมทั้งหมดให้สอดคล้องกับหลักการของอัลลอฮฺ และ ‘แก้ไข’ โดยการหันหน้าเข้าหาอัลลอฮฺ

– เรื่องสุดท้ายที่จะพูด (เพราะมันชักจะยาวเกินไปแล้ว) คือเรื่องการเรียนและความรู้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการเข้ามาใช้ชีวิตในมหา’ลัยของผองเรา อยากจะแยกพูดระหว่าง ‘การเรียน’ และ ‘ความรู้’(ที่มีประโยชน์) เพราะถึงแม้ทั้งสองคำจะคาบเกี่ยวจนเกือบจะเป็นเหมือนสิ่งเดียวกัน แต่มันก็ไม่เหมือนกันไปซะทีเดียว โดยเฉพาะในมหา’ลัยที่ไม่ใช่มุสลิม ‘การเรียน’….หลายครั้ง…ก็ไม่ได้นำไปสู่‘ความรู้’ และ‘ความรู้’…หลายครั้ง…ก็ไม่ได้มาจาก‘การเรียน’(ในห้องเรียน)

เอาเรื่องการเรียนก่อนนะ อย่างแรกที่สำคัญสำหรับการเรียนในมหา’ลัยคือการวางแผน เริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนเลือกเอกที่เรียน จากนั้นก็ต้องวางแผนการ การเรียนในมหา’ลัยนั้น ถ้าเราเรียน‘เป็น’ ทำข้อสอบ‘เป็น’ และที่สำคัญคือขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺสม่ำเสมอแล้วละก็ การเอาตัวรอดเรื่องการเรียนไม่ใช่งานหนักเลย อินชาอัลลอฮฺ แต่ก็อย่างที่บอก…นี่ก็พูดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง คณะอื่นในมหา’ลัยอื่นอาจมีบริบทแตกต่างไป ก็ต้องลองวางแผนดู

ในส่วน ‘ความรู้’(ย้ำอีกทีว่า…ที่มีประโยชน์)นั้น อย่างหนึ่งที่ไม่อยากให้พี่น้องนิสิตนักศึกษาคนใดมองผ่าน คือการเรียนรู้ผ่านชีวิตคนรอบตัวเรา โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างพี่น้องมุสลิมร่วมมหา’ลัย ตัวเองจะชอบมากเวลาที่พี่น้องมุสลิมะฮฺในชมรมเปิดประเด็นพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วคนที่เรียนทางวิทย์ก็เอาความรู้ที่ตัวเองเรียนมาอธิบาย ขณะที่คนเรียนทางศิลป์ก็เอาสิ่งที่ตัวเองเรียนมาแสดงความเห็นประกอบ โดยทั้งหมดนั้นขมวดปมกลับเข้าหาอิสลามได้ทุกอย่างและทุกครั้ง นอกจากนั้นในชมรมมุสลิมฯก็ยังมีโปรแกรมความรู้หลายๆ อย่างที่น้องๆ อาจเข้าไปร่วมให้และรับได้ เช่นการหะละเกาะฮฺอัลกุรอานประจำสัปดาห์ หรือแม้แต่การพูดคุยกันในเรื่องศาสนาตามโอกาสต่างๆ ที่พบเจอกัน ทั้งหมดนี้ตัวเองนับเป็น ‘ความรู้’ ในรั้วมหา’ลัยที่อยากให้น้องๆ ได้ขวนขวายแสวงหาทั้งสิ้น แม้ว่ามันจะไม่ได้อยู่ในห้องเรียนก็ตาม

ก็ขอจบห้วงการระลึกถึงช่วงเวลาสั้นๆ ในรั้วมหา’ลัยไว้แต่เท่านี้ ขอให้น้องๆ ทุกคนสนุกสนานกับการใช้ชีวิตช่วงสี่ปีทองอย่างรื่นรมย์ สุขุม ภายใต้ร่มเงาอิสลามละกันค่ะ 

One thought on “เพื่อการผจญภัยในรั้วมหา’ลัยอย่างมืออาชีพ

  1. Pingback: จุลสาร ดาว-กะ-เดือน ปี 2555/1433 H. | วารสารสมิอฺนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s