SOTUS! เราเลิกกันเถอะ

>> กุ๊กไก่
จุลสารดาวกะเดือน ปี 2555(ม.อ.หาดใหญ่)

เมื่อได้ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย กลิ่นอายแห่งความอิสระก็ฟุ้งเข้าเต็มปอด หันไปทางไหนก็เห็นแต่เสรีภาพ ทุกสิ่งสวยงาม กระทั่งเสียงตวาดจากพี่ว้ากก้องโหวกในห้องเชียร์ จึงทำให้รู้ว่า “มหาวิทยาลัย” ที่ได้ขึ้นชื่อว่า สถานที่ที่มีอิสรภาพทางความคิดนั้น เป็นแค่ภาพมายา

เสียงตวาดจากพี่ว้ากที่เคลือบไปด้วยความรักอันจอมปลอม ความหวังดีเท็จเทียมที่ตวาดใส่เรา โดยบอกเราว่าที่ตวาดใส่เราเพราะรักเรา(หึ! รักอะไรกัน แม้แต่ชื่อของฉันพี่ยังไม่รู้จักเลย แล้วมาบอกว่ารัก) ที่ตวาดใส่ เพราะอยากให้น้องมีความอดทน(พี่คะ ถ้าหนูจบไปทำงาน เจ้านายหนูคงไม่ตวาดใส่หนูเพราะหนูเผลอเกาหัวในเวลาทำงานโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้านายหรอกนะคะ) พี่ว้ากต้องการให้เรารักกัน แต่ถามทีเถอะ พี่ว้ากต้องการให้เรารักกันโดยให้มีจุดกำเนิดจากการเกลียดชังนั้นเป็นความรักที่ถูกต้องอย่างนั้นเหรอ หากเป็นเช่นนั้นพี่ว้ากก็น่าจะสนับสนุนการฉุดคนที่พี่รักมาใช้ชีวิตคู่กับพี่ ก็คงจะตอบสนองเหมาะสมดีกับตรรกะที่พี่ยึดถือว่า ว้ากเพื่อให้น้องรักกัน

แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะบอกว่าการเข้าโซตัส(หรือเข้าว้าก หรือประชุมเชียร์)นั้นเป็นเสรีภาพของนักศึกษาที่จะเลือกเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเชิงนโยบายกับเชิงปฏิบัติกลับไม่สอดรับกันเลย พวกพี่ว้ากไทยใจฮิตเลอร์ ก็ยังหามาตรการต่างๆ ที่บังคับให้บรรดาน้องๆเข้าประชุมเชียร์ เพื่อที่จะสืบทอดทายาทโครงการ “เฟรชชี่ดี คิดไม่เป็น เน้นพี่ว้าก” ที่พี่บังคับน้องด้วยอำนาจ เล่ห์เหลี่ยม ถึงไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล แม้ว่าจะมีน้องใหม่บางส่วนที่ไม่ยอมเข้าโครงการนี้ แต่พี่ก็ยังอุตส่าห์หาวิธีมาจัดการน้องที่แข็งข้อเหล่านั้น โดยพี่ว้ากจะเริ่มจากบังคับน้องที่รู้ไม่เท่าทันพี่ว้าก มาว้าก และถามหาน้องใหม่ที่ไม่ยอมเข้าโครงการ พร้อมพ่นวาทกรรม “เพื่อนคุณมันเห็นแก่ตัว คุณเหนื่อย แต่เพื่อนคุณสบาย เพื่อนคุณมันเห็นแก่ตัว” พยายามบิวท์น้อง พยายามสร้างความเกลียดชังให้รุ่นน้องรู้สึกรังเกียจเพื่อนที่ไม่เข้าประชุมเชียร์ หาว่าเขาเห็นแก่ตัว รักสบาย ไม่ยอมมาเหนื่อยด้วยกัน ผู้เขียนก็ยังไม่เข้าใจน้องพวกนี้มากว่า ในเมื่อพวกเธอเลือกที่จะเข้าไปเหนื่อยเอง แล้วพวกเธอจะร้องแรกแหกกระเชอให้คนอื่นที่ไม่ยอมเหนื่อยมาเหนื่อยกับเธอทำไมล่ะ ถ้ามองกันจริงๆ รุ่นน้องไม่มีรุ่นพี่น่ะก็อยู่ได้ แต่ถ้ารุ่นน้องไม่มีเพื่อนน่ะอยู่ยาก ซึ่งรุ่นพี่มักจะใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการใช้น้องที่ไม่ค่อยทันคนมาเป็นเครื่องมือกดดันน้องที่แข็งข้อต่อรุ่นพี่ ให้เข้าประชุมเชียร์ ประมาณว่า “ถ้าเธอไม่เข้า เรากะเธอไม่ต้องมารู้จักกัน เราไม่มีเพื่อนเห็นแก่ตัว” (น่าน…ดราม่าได้อีก)

หรือมีบางทีที่มีกรณีรุ่นพี่ส่ง sms หาน้องที่ไม่ยอมเข้าบอกว่า ถ้าน้องไม่เข้าจะไม่จบนะ หากน้องคนไหนที่ได้รับ sms ทำนองนี้ ได้โปรดจูงรุ่นพี่ท่านนั้นไปที่ทะเบียนกลางเพื่อถามเจ้าหน้าที่ทะเบียนให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย อย่ามาโกหกหน้าด้านๆแบบนี้ หรือมีบางทีที่รุ่นพี่มาแนวละมุนละม่อม เปรยๆกับน้องว่า จะเข้าก็ได้ ไม่เข้าก็ได้นะ แต่ถ้าไม่เข้า ไม่มีเพื่อนนะ ไม่มีใครคบ ต้องอยู่คนเดียว มีงานกลุ่มก็ไม่มีใครอยากรับเข้ากลุ่ม (น่าน…ขู่ซะประมาณว่า ถ้าไม่เข้า เธอจะไม่สามารถเดินเชิดหน้าชูตาได้ในสังคมโลกกันเลยทีเดียว) ที่จริงมันน่าจะรื้อระบบประสาทส่วนกลางของรุ่นพี่นัก หากพี่ยังจำได้ ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดเนี่ย มันช่วงม.ปลาย ช่วงที่สนิทกับเพื่อน สนุก มีความสุขมาก ถามว่าช่วงม.ปลาย เราผ่านการโซตัสไหม แล้วเรามีเพื่อนไหม เรามีความสุขไหม แล้วพี่ยังจะมีหน้ามาบอกอีกเหรอว่า โซตัสคือแม่บทแห่งความสามัคคีและมิตรภาพ นอกเหนือจากนี้ไม่มีอีกแล้ว!!!

แต่จะทำยังไงได้ ก็ยังมีคนบางคนที่ยังเข้าใจว่าโซตัสคือเสาหลักแห่งการดำเนินชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ยังคงคิดว่าใครที่ไม่ผ่านระบอบนี้ ไม่อาจจะออกมาเป็นนักศึกษาที่ดีงามได้เลย และพยายามครอบงำให้ทุกคนในมหาวิทยาลัยนั้นต้องผ่านระบอบบนี้เพื่อซึบซาบรสชาติของโซตัสอย่างที่ตนต้องการ เมื่อยินยอมให้โซตัสครอบงำสมอง ความเป็นเหตุเป็นผลจะลดลง(คนละเรื่องกับเรียนเก่งไม่เก่งนะ เพราะคนที่เรียนเก่งในแบบไทยคือคนที่จำได้มากกว่า ไม่ใช่คนที่คิดเป็น) การใช้ตรรกะจะบกพร่อง ความภาคภูมิในสถาบันจะฟูฟ่อง และจะเหยียดคนที่อยู่สถาบันอื่น (อย่าบอกนะว่าไม่เคยเหยียดมหาวิทยาลัยอื่น) หรือแม้แต่สถาบันเดียวกันแต่คนละคณะก็ยังเหยียดได้ ฟาดฟันข่มกันเองได้ ในแทบทุกทางเพื่อที่จะบอกว่าคณะของฉันเหนือกว่าคณะของแก หากไม่เชื่อก็ลองดูกิจกรรมกีฬาที่แข่งขันกันในมหาวิทยาลัยสิ ที่เขาบอกว่า จัดกีฬาเพื่อความสามัคคี สามัคคีกะผีน่ะสิ ทั้งการใช้ความรุนแรงเพื่อจะเอาชนะอีกฝ่าย ทั้งเยาะเย้ย ถากถางยามที่ทีมเราชนะอีกฝ่าย ถามทีเหอะ นี่คือความสามัคคีเหรอ ???

หลายครั้งเมื่อรุ่นพี่เผชิญข้อเห็นต่างเกี่ยวกับโซตัส รุ่นพี่เหล่านั้นบางส่วนก็จะแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงทางภาษาหรือเรียกง่ายๆ ว่าด่า ดังที่เราเห็นตามกระทู้ที่มีการวิพากษ์เรื่องรับน้อง หากเรามองด้วยดวงตาที่เป็นธรรม คงจะรู้ว่า คนที่อ้างตัวเองยึดมั่นในสปิริตและความเป็นหนึ่งเดียว กลับไม่มีสปิริตเลย

หากเราจำได้เมื่อปีที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติในการยุบรวม ม.อ.สุราษฎร์ฯ และ ม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯ เป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทำให้เกิดกระแสคัดค้านการรวมมหาวิทยาลัยเยอะมาก ทั้งบุคลากรและนักศึกษาเองก็ตาม แม้แต่ผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วยกับมตินี้ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกสลดมากก็คือ การให้เหตุผลของผู้ที่คัดค้านที่ให้เหตุผลได้ต่ำตื้นมากๆ เช่น พวกราชภัฏกับเราเนี่ยมันคนละชั้นกัน บ้างก็ว่า ม.อ.เราไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นของใคร (มหา’ลัยนะไม่ใช่อยุธยา) บ้างก็ว่าพวกเราน่ะลูกพระบิดา ไม่ยอมเป็นลูกของใคร (อีกแล้ว – ซึ่งความจริงแล้ว พระบิดาท่านสิ้นพระชนม์ก่อนเราจะได้ชื่อท่านมาเป็นชื่อมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายความว่าท่านไม่ได้รู้เห็นเป็นใจเลยกับการที่เราอ้างว่าเป็นลูกท่าน) แต่สิ่งที่เลวมากกว่านั้นคือ การอ้างชื่อท่าน เพื่อมาเหยียดหยามผู้อื่น นี่หรือคือสปิริตที่ได้มาจากการโซตัส

เมื่อโซตัสแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูความคิด แม้ว่าใจจริงพี่นั้นมีความปรารถนาดีที่อยากให้น้องรักกันมาก จนลืมไปว่าวิธีที่ทำให้น้องรักกันนั้นมีอีกเยอะ มิใช่แค่บังคับกันให้รัก หากเราบังคับให้รัก จะเรียกรักนั้นว่ารักที่แท้ได้อย่างไร

และเมื่อมีการท้วงติงจากบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโซตัส พี่เหล่านั้นก็จะยกเหตุผลประเดประดัง แถเสียถลอกปอกเปิก เช่นเมื่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการประชุมเชียร์วิพากษ์การประชุมเชียร์ แล้วพี่ว้ากไม่สามารถเถียงกลับได้ พี่ว้ากก็จะให้เหตุผลไปว่า พวกเธอไม่เคยแม้แต่เข้าประชุมเชียร์ แล้วจะรู้ได้ไงว่าการประชุมเชียร์ไม่ดี บางทีผู้เขียนก็อยากสวนกลับไปว่า ยาบ้าเนี่ย เราต้องเสพก่อนเหรอถึงสามารถบอกได้ว่ามันไม่ดี? นอกจากเหตุผลจะบกพร่องแล้ว การที่ยอมรับโซตัสทำให้การยอมรับความหลากหลายทางสังคมลดต่ำลง พวกที่รักโซตัสอาจจะมีเจตนาดีที่ให้น้องเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่วิธีการที่ทำให้น้องเป็นหนึ่งเดียวกันกันเนี่ย เป็นวิธีที่ทำให้ทุกคนเหมือนกับหุ่นยนต์ โดยลืมไปว่าการทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นไม่ใช่การทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่คือการให้ทุกคนยอมรับในความแตกต่างกัน

และเมื่อพูดถึงโซตัสในแวดวงวิชาการ ก็ยังไม่ประสบพบเจอว่ามีนักวิชาการออกมาสนับสนุน มีนักวิชาการหลายท่านออกบทความ หรือมีกระทั่งงานเสวนาวิชาการ ที่ได้บอกกล่าวเล่าว่าระบอบนี้ได้ทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงไปมากน้อยเพียงใด แต่พวกที่ชอบโซตัสก็ไม่ฟัง และพยายามทำให้การโซตัสกลายเป็นพื้นที่หวงห้าม ห้ามพูดถึง ห้ามหมิ่น และทำให้มันเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมนุษย์ที่เข้าเรียนช้ากว่ารุ่นพี่ ๑ ปี ไม่สามารถพูดถึงได้

หน้าที่ของของนักศึกษานั้นถูกลดทอนค่าลง ไม่สามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมดังที่เคยเป็นได้ เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของรุ่นพี่ที่แค่ต้องการให้น้องมาเข้าเชียร์ มาขึ้นแสตนด์ เป็นหลีด ทำขบวนพาเหรด เพื่อหมดเงินเป็นแสนๆ โดยที่ประชาชนรอบ ม.อ. แทบไม่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านั้นเลย

ช่างน่าอัปยศนัก ที่นักศึกษา ม.อ. ที่มักอ้างปณิธานของพระบิดาว่าให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ยังไม่สามารถคิดกิจกรรมผ่านกระบวนการโซตัสเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมได้ กิจกรรมโซตัสมักจะเป็นกิจกรรมที่ใช้ด่าทอคนที่ไม่เข้าร่วมว่า เห็นแก่ตัว แต่หารู้ไม่ท่านต่างหากที่เห็นแก่ตัว

(ความเรียงชิ้นนี้เขียนโดยผู้เขียนที่ไม่มีความเป็นกลาง เพราะผู้เขียนเอียงข้างคุณค่าความเป็นคน) 

Advertisements

2 thoughts on “SOTUS! เราเลิกกันเถอะ

  1. ผมเห็นด้วยกับข้อเขียนนี้ เพราะระบบโซตัส หรือการว้าก เป็นสิ่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งแม้แต่พ่อแม่ของเราก็ไม่เคยใช้วิธีนี้ในการสั่งสอนเรา ผมเชื่อว่าความรักไม่สามารถเกิดจากการบีบบังคับ ซึ่งระบบโซตัสก็เลวร้ายกว่าการคลุมถุงชนเพราะมีการละเมิดสิทธิในตัวบุคคลมากกว่า เมื่อตอนเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มอ.หาดใหญ่เมื่อปี 2529 ผมก็เคยต่อต้านระบบนี้และนำรุ่นน้องประท้วง แต่ผู้บริหารไม่สนใจและอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักศึกษา ผมก็เกือบโดนเพื่อนและพี่ที่อยู่ใต้คราบว้ากเกอร์ทำร้ายขนาดเงื้อหมัด แทบไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนพี่น้องภายใต้เสื้อคลุมแห่งความโกรธจะขาดสติจนอาจนำมาซึ่งความสูญเสียได้ ผมคิดว่าคนที่เป็นว้ากเกอร์นั้นนำมารร้ายเข้ามาสิงอยู่ในตัวเพราะต้องมีการปลุกใจให้กล้าใช้กำลังและอำนาจเพื่อข่มขู่ผู้อื่นแม้ผู้เป็นที่รัก พี่ว้ากบางคนก็ใช้ช่องทางนี้ในการเคลมน้องๆสาวๆจนกระทั่งท้อง ทำแท้งและออกจากการศึกษาไป จะว่าไปแล้วเหตุผลที่ระบบโซตัสอ้างมาว่าเพื่อให้น้องๆเตรียมตัวออกไปรับการข่มเหงจากสังคมภายนอกนั้นมีทั้งถูกและไม่ถูก ถูกก็คือว่าสังคมไทยยังเป็นสังคมอำนาจนิยมและเส้นสายพรรคพวก แต่สิ่งที่ปัญญาชนควรมีคือความคิดชี้นำสังคมซึ่งเป็นทางออกของสังคมเช่นการสานเสวนาหาแนวทางแห่งสันติร่วมกันหรือทำกิจกรรมเพื่อสังคมแทนที่จะเป็นงานเลี้ยงรื่นเริงกันเอง ในสภาพแห่งความแตกแยกของสังคมไทยในปัจจุบันนี้ คุณคิดว่าการปลุกปั่น หรือการปรึกษาหารือ วิธีการใดจะเหมาะสมกว่ากัน

  2. Pingback: จุลสาร ดาว-กะ-เดือน ปี 2555/1433 H. | วารสารสมิอฺนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s