วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่อยากสอน

>> อิซซุดดีน อับดุลสลาม
จุลสารดาวกะเดือน ปี 2555

มีคนกล่าวเอาไว้ว่า เมื่อเธอมีโอกาสได้เข้าสู่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จงรับรู้ไว้เลยว่าเธอได้ขยับฐานะของตัวเองให้สูงขึ้นในสังคมอันเหลวแหลกนี้แล้ว อันที่จริงควรจะบอกว่าเธอนั้น กลายเป็นคนที่สูงส่งกว่าอีกคนหนึ่งตั้งแต่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ สักแห่งแล้วด้วยซ้ำ เธอสังเกตไหมว่า การศึกษาเพื่อให้ได้รับความรู้อย่างที่เราเข้าใจกันไปเองและได้ทำไปในปัจจุบันนั้น มันตรงใจกับที่อิสลามส่งเสริมให้มนุษย์มีการศึกษาโดยบอกว่า “คนที่รู้ย่อมต่างจากคนที่ไม่รู้” จริงแล้วหรือ มันช่วยให้เราได้เพียงเท่านี้หรือ และอันที่จริงแล้ว เธอควรจะรู้ไว้ด้วยว่า “หาใช่ความจนหรือความรวยแต่ประการใด ที่จะสร้างชนชั้นทางสังคมขึ้นมามากมายในภายหน้าแต่เป็นวุฒิการศึกษาที่เธอจะได้รับต่างหาก” จึงอยากจะกล่าวไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ระบบการศึกษาของบ้านเมืองเรานั้น ไม่ได้มีขึ้นตามเจตนารมณ์ของอิสลามเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เธอจะได้เข้าชั้นเรียนในไม่ช้านี้ และจะได้เรียนรู้คุณค่าของการเลื่อนระดับชั้นในสังคมหลังจากที่เรียนจบไปแล้ว ฉันอยากจะเสนอบทเรียนบางข้อแด่พวกเธอ โดยเฉพาะนักศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ เพียงเพื่ออย่างน้อยเมื่อเธอเกิดลืมตัวขณะที่อยู่ในโรงงานผลิตหุ่นยนต์หรือซากศพเดินได้นี้ ให้ได้ฉุดคิดเสียบ้างว่า ที่แท้แล้วเราควรมีชีวิตแบบไหนกันแน่ โปรดอ่านอย่างช้าๆ ไม่ต้องรีบ เพราะไม่มีแบบฝึกหัดท้ายบทเก็บคะแนนให้เด็กหัวช้าต้องปวดหัวเล่น และไม่ต้องส่งท้ายชั่วโมงด้วย

บทที่ ๑ แม่บ้านที่โรงช้างและหอพัก

ก่อนอื่นพวกเธอควรรู้ไว้เลยว่า หากไม่มีพวกเขา สถานที่ต่างๆ ก็จะสกปรก และหากไม่มีพวกเขา พวกเธอก็ไม่มีวันเห็นหรอกว่า บรรดาอาจารย์ ผู้บริหาร จะลงมาทำความสะอาดห้องน้ำห้องส้วม ล้างจานชามที่คนมักง่ายในหมู่พวกเธอทานทิ้งไว้ และหากลองคิดดูว่า ถ้าหากโลกนี้ไม่มีคำว่า “ภารโรง” “สำนึกนักศึกษา” แต่โลกรู้จักแต่คำว่า “อำนาจ” เสียแล้ว พวกเธอก็จะเห็นว่าบรรดาอาจารย์และผู้บริหาร หรือผู้มีตำแหน่งสูงทางสังคมเหล่านี้ จะขอให้เธอช่วยเอาจานของเขาไปล้าง เพราะพวกเขาจะอ้าง “การเคารพผู้ใหญ่” “การให้เกียรติต่อครูบาอาจารย์” ฉันไม่ได้จะบอกว่าสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าเกลียด แต่ฉันจะบอกว่าพวกเขาเพียงอ้างเท่านั้น ที่จริงพวกเขาถูกบ่มเลี้ยงจากสังคมนี้มาให้รู้สึกว่าตนนั้นอยู่เหนือกว่าคนอีกคน นี่เป็นสิ่งตอบแทนที่พวกเขาควรได้รับจากการ(อุตส่าห์)บากบั่นมาตลอดหลายปีในรั้วการศึกษา และความรู้สึกเช่นนี้มันจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นหากคนๆ นั้นจบจากต่างประเทศ สังคมจึงสร้างหลักสูตรอย่างเบ็ดเสร็จขึ้นมาว่า เป็นภารโรงก็ต้องล้างห้องน้ำ ผู้บริหารก็ต้องอยู่ในห้องแอร์ ซึ่งในสามัญสำนึกส่วนลึกที่ถูกทำลายอย่างย่อยยับแล้วนั้น พวกเธอก็คงรู้ดีว่ามันจะแปลกตรงไหนถ้าผู้บริหารลงมาล้างห้องน้ำเป็นเพื่อนภารโรง แต่…ไม่มีใครคิดแบบนั้นได้หรอก เราต่างก็ถูกสังคมแห่งนี้มอมเมาให้มั่นใจในค่านิยมผิดๆ นั้นแล้ว ภารโรงก็ต้องกวาดขยะและล้างห้องน้ำ ผู้บริหารก็ควรอยู่ในห้องแอร์เท่านั้น

เมื่อเธอไปทานข้าวที่โรงช้าง เธอจะเห็นว่าเหล่าแม่บ้านกับนักศึกษานั้น มีวิถีชีวิตเหมือนอยู่คนละโลกเลยทีเดียว แม้โรงช้างไม่ได้มีนโยบายแยกที่นั่งระหว่างคนสองกลุ่มนี้ แต่เธอจะเห็นและสัมผัสได้ว่า พวกเขาจะนั่งได้แต่ในที่นั้นๆ ซึ่งเป็นที่ของตัวเอง จะเป็นการยากมากที่จะมานั่งทานข้าวหน้าทีวีพร้อมกับบรรดานักศึกษา พวกเขาบางคนอายุ ๔๐ กว่าปีเท่ากับอาจารย์บางคนของพวกเธอ แต่ทำไม…ทำไมบุคลิกท่าทางจึงได้ต่างกัน ถ้าเธอกับพวกเขาเดินมาชนกัน บางทีพวกเขาจะเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษเธอก่อน แต่ถ้าคนที่เธอชนด้วยนั้นเป็นอาจารย์ เธอเท่านั้นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษก่อน พวกเธอสังเกตไหมว่าทำไมนักศึกษาจึงไม่ค่อยได้ทักพวกเขา ชวนพวกเขาคุย ฉันไม่ได้อยากบังคับพวกเธอ แต่อยากให้พวกเธอลองทำดู ลองเข้าไปนั่งคุยกับคุณป้าคุณลุงเหล่านั้นบ้าง ลองถามไถ่กันบ้างว่ากินข้าวหรือยัง ทานด้วยกันไหม ป้าคนหนึ่งชอบแมว ลุงอีกคนชอบการเมือง พวกเธอจะรู้ได้เมื่อพวกเธอกล้าเข้าหาก่อนเท่านั้น ระบบการศึกษาของเรามันทำให้วรรณะของเรามันสูงกว่าพวกเขา และพวกเขาก็ถูกบังคับให้ยอมรับไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าที่จะเข้าหาพวกเราก่อน ลองทำดูเถอะ แล้วพวกเราจะรู้สึกดีที่ได้ทำลายกำแพงแห่งชนชั้นที่ได้จากการศึกษาของเธอ เธอจะรู้สึกเท่ห์กว่าการได้นั่งทานข้าวในกลุ่มเพื่อนๆ อัพเดตเรื่องราวต่างๆ หรือได้นั่งเฮฮากันหน้าทีวีเสียอีก

บทที่ ๒ คุณยายขอทานบนสะพานลอยข้ามไปโลตัส

ในประวัติศาสตร์อิสลาม เคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนุ ค็อฏฏอบ เคยออกสำรวจในชนบทและเห็นครอบครัวคนจนเป็นแม่และลูกน้อยที่หิวโหยและร้องโย กางเตนท์อยู่ในทะเลทราย ท่านรีบกลับไปที่บัยตุลมาล เพื่อไปเอาแป้งและแบกขึ้นหลังไปให้ครอบครัวนั้น เมื่อคนรับใช้ของท่านจะช่วยแบก ท่านกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก ท่านจะแบกภาระอันหนักอึ้งที่ฉันจะได้รับในวันอาคิเราะฮฺด้วยไหมล่ะ” (หมายถึงเหตุจากการที่ทอดทิ้งผู้ยากไร้หรือผู้ที่ลำบากกว่าตน) เชื่อว่าเด็ก ม.อ. ปีหนึ่งที่ไม่เคยเข้าโลตัส จะอยากไปเที่ยวโลตัสที่อยู่หน้ามหาวิทยาลัยกันทุกคน แต่พวกเธอก็ยังไม่มีรถมอเตอร์ไซเป็นของตัวเองหรอก ดังนั้นจงเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เธอลองใช้วิธีเดินจากหอพักไปยังโลตัส…และอย่าลืมข้ามสะพานลอย มีบางอย่างบนนั้นที่ผู้มีการศึกษาพึงตระหนัก ฉันหมายถึงบางวัน เธอจะได้เจอคุณยายแก่มากๆ คนหนึ่ง หล่อนจะนั่งขอทานรับเศษเงินอยู่บนสะพานลอยข้ามไปโลตัส เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นแล้ว มักจะรังเกียจแต่ก็อดสงสารไม่ได้ มิฉะนั้นพวกเขาก็คงไม่หยอดเศษเงินให้หล่อนแต่กลับรังเกียจที่จะนั่งคุยด้วย การกระทำแรกนั้นคือสะเก็ดสามัญสำนึกเดิมของการเป็นมนุษย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่การกระทำที่สองนั้นเป็นเชื้อร้ายที่คนเราได้รับอย่างไม่รู้ตัวจากการอยู่ในสังคมสกปรกนี้มานาน จนเคยชินที่จะรังเกียจมนุษย์ด้วยกันได้อย่างลงคอ เพียงเพราะเขาสกปรกและไม่มีบ้านอยู่ มันไม่ใช่ขอทานทุกคนหรอกที่อยากจะเป็นขอทาน บางคนถูกลูกหลานทอดทิ้งและสังขารซึ่งไม่สามารถทำงานอะไรได้อีกแล้วนั้น หอบตัวเองให้มานั่งอยู่แบบนั้นต่างหาก ขณะที่ฉันนั่งเขียนความเรียงนี้อยู่ ฉันไม่แน่ใจนักว่าคุณยายจะยังคงอยู่ที่นั่นอีกไหม เพราะฉันไม่ได้เห็นคุณยายมาเป็นปีแล้ว แต่บางทีเธอจะเจอคนแบบคุณยายอีกมากมายในงานเกษตรภาคใต้ ฯลฯ แต่ฉันก็ต้องขอดุอาอ์ให้ท่านยังมีชีวิตอยู่ เพราะนี่คือบทเรียนที่สำคัญมากทีเดียวที่ฉันจะบอกเธอ ก่อนอื่นเธอจะต้องสละตัวตนบางอย่างของเธอออกไป และบางทีเธออาจจะไม่สามารกระทำภาคปฏิบัติสำหรับบทเรียนนี้ได้ ถ้าเธอยังใส่ชุดนักศึกษา นี่จะเป็นเคล็ดลับอันน่าขมขื่นอย่างหนึ่งที่จะทำให้เธอนั้นกล้าที่จะนั่งพื้นคุยข้างๆ ยายได้นานกว่า ๑ นาทีขึ้นไป เพราะอะไรน่ะหรือ…เพราะชุดนักศึกษาที่เธอสวมอยู่นั้นมันค้ำคอเธออยู่ไงละ มันเป็นชุดแห่งตำแหน่งที่ทำให้เธอสูงกว่าอีกคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนเธอ และถ้าเธอไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า มันจะทำให้ผู้คนมองเธอด้วยหางตากับการกระทำที่เขาว่าต่ำนั้น ดังนั้นถ้าเธออยู่ในชุดสกปรกเหมือนยาย มันจะปลอดภัยจากสายตาแบบนั้นมากขึ้นน่ะสิ เอาล่ะ เมื่อเธอสามารถนั่งลงใกล้ยายได้แล้ว บางทีเธอควรซื้อน้ำซื้อข้าวมากินพร้อมยายบนสะพานลอยด้วย เธอจะได้คะแนนความกล้าหาญเพิ่ม…คุณยายใจดี นี่เป็นเพราะยายไม่มี “อำนาจ” ของตำแหน่งใดๆ เหลืออยู่นั่นเอง และถ้าเธอหาวันว่างทั้งวันได้ จุดที่เธอกับคุณยายนั่งอยู่นั้นล่ะ เป็นเสมือนกล้องจุลทรรศน์ขนาดใหญ่ที่เธอสามารถใช้มองลงไปภายใต้จิตใต้สำนึกของคนแต่ละคนที่เดินผ่านไปผ่านมา เธอจะเห็นว่าคนที่ใส่เนกไท รองเท้าหนัง มีวิถีการเดินและการสนใจต่องสิ่งแวดล้อมรอบข้างแบบหนึ่ง คุณป้าที่สวมเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นธรรมดาก็จะเดินและมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างอีกแบบหนึ่ง และที่น่าแปลกก็คือระหว่างคนใส่เนกไทคนแรกซึ่งเดินฉายเดี่ยวกับอีกคนที่ควงลูกน้อยมาด้วยนั้น จะมีท่าเดินและการสนใจต่อสิ่งรอบข้างแตกต่างไปอีก บางทีเธอจะเห็นชายคนแรกเดินผ่านไป แต่คนที่สองจะมาหยุดอยู่ที่คุณยาย พลางตอบข้ออยากรู้อยากเห็นของลูกน้อยอย่างรื่นเริง จากนั้นเขาจะส่งเงินให้ลูกและหยอดเงินให้คุณยาย จากนั้นค่อยเดินไป เธอจะเห็นอาจารย์ นักศึกษา แพทย์ พยาบาล นักธุรกิจ ชาวบ้านธรรมดา ฯลฯ เดินข้ามไปข้ามมาทั้งวัน พวกเขามีท่าทางและปฏิกิริยาต่อคุณยายแตกต่างกันไป นี่เป็นห้องเรียนห้องใหญ่ที่จะทำให้เธอเข้าใจได้ดีขึ้นว่าคนมีการศึกษาอย่างเธอ จะเดินไปทางไหนในอนาคต บางทีอีกสิบ-ยี่สิบปีข้างหน้า เธออาจจะได้เป็นนักธุรกิจ เป็นอาจารย์แบบคนเหล่านั้น และเดินข้ามสะพานลอยแห่งนี้อีกครั้ง อย่าห่วงว่าอีกสิบปีข้างหน้าคุณยายคงตายไปแล้วและขอทานคงจะหมดไป เพราะบ้านเมืองที่ใช้กฎหมายมนุษย์ปกครอง ไม่ว่าจะที่ไหนๆ ก็ตาม ก็ไม่เคยสนใจคนลำบากพวกนี้หรอก และถ้าเธอเคยนับเงินในแก้วใบเก่าๆ และกระเป๋าเสื้อฉีกขาดของคุณยาย เธอจะรู้ว่าตลอดทั้งวันที่คุณยายนั่งอยู่บนทางเท้าแห่งชนชั้นกลางนี่นั้น คุณยายได้เงินไม่ถึงร้อยบาทด้วยซ้ำ โลกแห่งอนาคตที่ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้อิสลาม จะมองคนแบบคุณยายเป็นเพียงแมลงสาบข้างทาง เชื่อฉันสิ!

บทที่ ๓ งานบายเนียร์

ในงานนี้ เธอจะได้เห็นว่า สังคมคาดหวังอะไรจากนักศึกษาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว งานบายเนียร์คืองานอำลาพี่ที่กำลังจะเป็นบัณฑิตหรือกำลังจะเรียนจบแล้วนั่นเอง นี่เป็นหนึ่งในงานที่แทบจะหาสาระไม่ได้เลยจากบรรดางานทั้งหลายที่พวกนักศึกษาในยุคของเราพอที่จะคิดทำได้ ซึ่งเราจะไม่พูดถึงข้อดีว่าเธอสามารถพบปะพี่หรืออะไรเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็น fact อยู่แล้ว คือเมื่อเธอไม่จัดงานนี้เธอก็ทำแบบนั้นได้ในกิจกรรมอื่นๆ ที่สร้างสรรค์กว่า แต่เธอสามารถเรียนรู้อะไรๆ ได้หลายอย่างจากค่ำคืนแห่งงานนี้ เริ่มต้นที่คิวรถตุ๊กตุ๊กข้างตึกกิจกรรมนักศึกษา เธอจะเห็นว่าบรรดานักศึกษาสาวที่กำลังรอขึ้นรถไปห้องอาหารของโรงแรมนั้น จะพร้อมใจกันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอันหรูเริดอลังการและแลดูแปลกตาน่าเกลียดถึงขนาดที่ว่าถ้าพวกเขาจะแต่งชุดนักศึกษาไปจะยังสุภาพและสวยงามกว่ามาก แต่นั้นล่ะพวกหล่อนต่างก็คิดว่าชุดที่สวมใส่นั้นสวยงามที่สุดแล้ว เป็นความคลาดเคลื่อนทางปัญญาอย่างแท้จริง และชุดแห่งความแปลกประหลาดนี้นั้น เป็นคอนเซปต์ของงาน แต่เธอรู้ไหมว่าชุดราตรีของพวกเขานั้น ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากการย้อนยุคสู่สมัยบรรพกาลซึ่งมนุษย์สวมเสื้อผ้าแบบที่ไม่น่าจะเรียกว่าสวมใส่อะไรเลยด้วยซ้ำ พวกเธอจะเห็นว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นมันน่าเกลียดมาก พวกเธออาจจะต้องอุทานขึ้นว่าคิดได้เท่านี้เองหรือนักศึกษา? จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า การศึกษามันสอนให้คนเราเป็นอะไรกันไปหมด พวกเขาอยู่ในฐานะของปัญญาชนในตอนกลางวันและเป็นโสเภณีในยามค่ำคืน! และที่น่าปวดแสบใจมากกว่าก็คือ บรรดามุสลิมะฮฺที่พวกเขาคิดว่าชุดที่ใส่ไปนั้นสวยเริดที่สุด อันที่จริงแล้วพวกเธอควรนึกถึงอัลลอฮฺให้มากเถิด ชุดหลากสีสัน รองเท้าส้นสูง ผ้าคลุมสั้นหลากสีแวววาว พร้อมฟังก์ชั่นโหนกอูฐและสารเคมีหนาเตอะที่เคลือบจนความเป็นจริงบนใบหน้าเดิมหายไปแล้วนั้น ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าญะฮิลียะฮฺโมเดิร์นและสัญญาณวันกิยามัตดีๆ นี่เอง นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก(ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากความชั่วร้ายเหล่านี้) ฉันหวังแต่เพียงว่าพวกเธอ(มุสลิมะฮฺ)รุ่นน้องจะไม่เดินถอยหลังลงคลองเหมือนรุ่นพี่พวกนั้น ทั้งที่พวกเขาเป็นหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยแห่งพลังนี่แหละ แต่พวกเขากลับเหมือนเด็กทารกแห่งอารยธรรมที่ไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร พวกเขาเข้าสู่วัยชราภาพเร็วเกินไปอย่างน่าตกใจ เลอะเลือนและไร้สติปัญญาในการใคร่ครวญ

บทที่ ๔ งานรับน้อง

ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องราวของคนที่มีปัญหาทางจิต พวกเธอคงได้ยินมาบ้างล่ะ ปัญหาการรับน้อง เธอจงมองข้ามการรับน้องอันงดงามที่ท่านศาสนทูตเคยจัดระหว่างชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรได้เลย สำหรับสังคมที่ไร้ชีวิตแบบอิสลามอย่างสังคมของเรานั้น มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย เธอคงไม่ได้เห็นภาพอันป่าเถือนหรอก…ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เธอจะได้เห็นสภาวะผิดปกติของจิตและอารมณ์ของรุ่นพี่ที่คลุ้มคลั่งเหมือนฝูงวัวติดโรคระบาด มันจะเป็นการสอนให้เธอกล้าที่จะขบถต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เธอจะเตรียมตัวเตรียมใจที่จะตอบคำถามหรือกล้าพูดความจริงต่อหน้ารุ่นพี่เหล่านั้น (ซึ่งต่อไป รุ่นพี่เหล่านี้นั้น มีความเป็นไปได้เหลือเกินที่จะไต่เต้าเป็นผู้ปกครองที่อธรรม) เหมือนที่ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยได้ทำไว้ ก่อนที่ตัวของเขาจะถูกโยนบกลงจากเวที ต้องนอนหยอดข้าวต้มในโรงพยาบาลเป็นเดือน บางทีเธอควรจะรู้ไว้บ้างก็ดีว่า รุ่นพี่ที่ขึ้นไปจับจิตรโยนบกลงมานั้น ในอีกหลายปีต่อมา เขาคือคนเดียวกันกับผู้ที่วิ่งไล่ตามจิตรเข้าไปในป่า และสังหารเขาตรงกลางป่านั้น พวกเขาเป็นตำรวจที่ยิงใส่จิตร นักคิด นักเขียน ฝั่งประชาชน ในสมัยก่อน ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ เธอเห็นอะไรบ้างไหม ระบบได้สร้างใครบางคนให้ไต่เต้าไปเป็นมนุษย์และสร้างใครบางคนให้มุ่งสู่การเป็นปีศาจในคราบมนุษย์

ในบทนี้ ฉันแค่อยากให้พวกเธอ(โดยเฉพาะมุสลิม) จงศึกษาและค้นคว้ารูปแบบการรับน้องของท่าน ศาสนทูตให้ดี พวกเธอควรจะเป็นแกนนำในการกำจัดประเพณีรับน้องสกปรกๆ เช่นที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ออกไปจากมหาวิทยาลัย เมื่อใดที่เธอพบเห็นหรือได้รับรู้ถึงรุ่นพี่ที่พยายามต่อสู้ในเรื่องนี้ก็จงเข้าหาพวกเขา ร่วมวงสนทนากับพวกเขา บางทีพวกเธอจะเจอพวกเขาได้ที่โรงช้างหลังละหมาดวันศุกร์ หรือที่ห้องละหมาด ฯลฯ นี่คือสิ่งที่เธอควรจะทำ เป็นสิ่งเดียวกันกับที่จิตรและเพื่อนได้ทำไว้ ซึ่งถ้าเธอไม่มีแม้แต่สำนึกเหล่านี้ คงน่าอายนัก ถ้าจะเรียกตนเองว่านักศึกษาหรือปัญญาชน หรืออะไรเทือกนั้น

บทที่ ๕ จุดประสงค์รายวิชา

นี่คงเป็นอะไรที่แปลกพิลึกสำหรับการเรียงหัวข้อ แต่ช่างเถอะ ประเด็นคือเธอควรจะรู้ไว้ว่า “มหาวิทยาลัยจะสอนแต่วิชาและการเรียนรู้ที่จะทำให้เธอต้องยอมสยบต่อระบบสังคมที่เธอจะต้องออกไปเจอในภายภาคหน้า และสังคมก็จะให้รางวัลแห่งชนชั้น เกียรติยศ การมีหน้ามีตาในสังคมแก่เธอ จากการสมยอมนั้น” และ “ไม่ว่าเธอจะได้รับ ไม่ได้รับ หรือเข้าใจเนื้อหาวิชาที่เรียนหรือไม่ มหาวิทยาลัยก็ได้สร้างงานและเงินเดือนให้แก่อาจารย์ ผู้บริหาร บุคลากรทุกคนในนั้นแล้ว” ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้มาจากค่าเทอมของเธอนั่นแหละ แน่นอนว่าเงินของเธอยังคงเป็นเชื้อเพลิงในการโหมนโยบายแปลกๆ อีกหลายอย่างในมหาวิทยาลัย ซึ่งบางส่วนก็เอาเปรียบและรังแกนักศึกษาโดยระบบ เป็นสุจริตก่อการร้ายที่นักศึกษาไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็นอย่างใดๆ ทั้งสิ้น นอกเสียจากพวกองค์การหรือสภานักศึกษา ซึ่งเธอก็ควรจะรู้ไว้ว่า พวกนี้ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากมือขวาและมือซ้ายของสภามหาวิทยาลัยที่คนดีๆ ไม่มีสิทธิ์ในการยกมือโต้แย้ง ซึ่งเธอจะต้องค้นหาเอง มีอาจารย์ดีๆ หลายท่านที่พยายามต่อสู้กับความแปลกประหลาดของระบบเหล่านี้ บางทีพวกเธอจะเจอพวกเขาจากการลงทะเบียนเรียนในบางวิชา

แน่นอนว่าเราควรจะต้องถามด้วยซ้ำว่า เราได้อะไรจากประติมากรรมบ๊องตื้นหน้าหอสมุดคุณหญิงหลงนั่น สังคมเราสูญเสียอะไรจากการตกต่ำของผู้ที่ถูกเรียกว่าอยู่ในวงการการศึกษากับการสร้างสิ่งที่ไร้สาระและหาประโยชน์มิได้เลยเช่นนั้น เธอควรจะต้องถามว่าสติปัญญาของเรานั้นเพิ่มพูนหรือไม่จากงานประเพณีต่างๆ ที่พวกชอบอ้างว่าเป็นนักศึกษาได้จัดขึ้น คุณป้าเก็บขยะริมถนนจะได้อะไรจากการประกวดดาว-เดือน มหาวิทยาลัย เด็กน้อยในอ้อมกอดแม่ ซึ่งนั่งขอทานอยู่ที่เปิดท้ายและกรีนเวย์จะได้อะไรจากงานประกวดการตกแต่งขบวนพาเหรดอย่างในวันลอยกระทงของมหาวิทยาลัย ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายแล้วชวนให้ต้องตกใจไปตลอดชีวิตนั่น เธอควรมานั่งคิดว่าเราได้อะไรจากค่ำคืนของการลอยกระทงหน้าตึกฟักทอง ซึ่งจะสร้างกองขยะมากมายในบ่อน้ำ และจะเป็นหน้าที่ของคุณป้า คุณลุง คุณยายแก่ๆ ต้องมากวาดมาล้างบ่อในตอนเช้า ซึ่งในค่ำคืนนั้น ด้วยการขัดสนทางเงินทอง พวกเขาไม่มีโอกาสรื่นเริงอย่างพวกนักศึกษาผู้สร้างขยะเหล่านี้ด้วยซ้ำ เธอควรมานั่งคิดใคร่ครวญว่าสิ่งสำคัญในระยะยาวนั้น ระบบระเบียบต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นมามันเอื้อต่อใครกันแน่…อย่างน้อยสิ่งที่ได้จากการใคร่ครวญ ก็เพื่อให้พวกเธอจบออกไปกลายเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือซากศพเดินได้ ฉันกังวลเหลือเกินว่าคนๆ หนึ่งที่ตลอดระยะเวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัย ที่เขาไม่เคยเหลียวแลป้าเก็บขยะ ลุงเก็บขวดขายข้างถนนเลยนั้น จะหันมาต่อสู้เพื่อทวงสิทธิความเป็นมนุษย์จากสังคมทุลักทุเลนี้แก่ลุงป้าเหล่านี้ หลังจากที่เป็นบัณฑิตย์หรือเรียนจบทำงานแล้วจริงหรือ พวกเขาจะทำได้หรือ? ขอดุอาอ์แด่พี่น้องของฉัน จงประสบความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ และเมื่อเราได้ช่วยเหลืองานของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็จะทรงช่วยเหลือเราทั้งดุนยาและอาคิเราะฮฺ ขอให้พวกท่านนำวัยหนุ่มสาวที่เป็นอยู่ กระจายสู่ที่ที่ไม่มีใครอยากอยู่ ไม่มีใครอยากเหลียวแล สู่งานที่ไม่สร้างชื่อเสียงส่วนตัว และสร้างรายได้ทางวัตถุ และเป็นความจริงแล้วที่สวนสวรรค์ถูกกำหนดแด่ผู้ที่ทำงานแล้วเท่านั้น ทุกอย่างถูกลิขิตไว้แล้ว วัลลอฮุอะอฺลัม 

One thought on “วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่อยากสอน

  1. Pingback: จุลสาร ดาว-กะ-เดือน ปี 2555/1433 H. | วารสารสมิอฺนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s