อิฐก้อนแรก

1

มัสญิดหลังใหญ่ในหมู่บ้าน ดูดีมีสง่าราศีนัก พื้นที่ปูด้วยกระเบื้องเปอร์เซียนั้น ถูกทักทอด้วยเงินนับแสนบาทจากหน่วยงานรัฐที่มุ่งนโยบายเทวัตถุใส่ชุมชน โต๊ะอิมามยืนยิ้มอย่างภาคภูมิใจข้างรถแทรกเตอร์ สายตาเหม่อมองไปยังโดมทองอันโออ่าและใหญ่โต และสวนน้ำหน้ามัสญิดที่แปลกตา แกเคยบอกว่า “ฉันจะทำมันให้เหมือนทัชมาฮาล” คนแก่คนเฒ่าในหมู่บ้านนั่งผงกหัวหงิกๆในร้านน้ำชา “มาฮาลๆ อะไร ข้าไม่รู้จัก แต่ข้ามั่นใจในมันสมองของนักเรียนนอกอย่างอิมามอาแว” ขณะที่อีกฝากหนึ่งของโต๊ะ เด็กหนุ่มท่าทางหัวรุนแรงซึ่งชาวบ้านมักก่นด่าว่าชอบสร้างความแตกแยก โต้เถียงกับชีอะฮฺทุกวี่วัน นั่งเคี้ยวปาท่องโก๋หมุบหมับพลางจิบน้ำชาอยู่ด้วยนั้น พึมพำขึ้นมาว่า “ทัชมาฮาลมันกุบูรต่างหากเล่า กุบูรที่บิดอะฮฺ!”

2

อิมามอาแวขับรถเบนซ์ผ่านมา สวนทางกับโต๊ะสนิ หลังให้สลามพอหอมปากหอมคอ แกก็บึ่งรถเบนซ์คันงามปาดหน้าไปอย่างไวว่องแบบที่ไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น ได้แต่ทิ้งควันให้โต๊ะสนิสูดดมเป็นของกำนัล ปริญญาของโต๊ะอิมามทำให้เขาทะนงตนและดูถูกผู้อื่น โต๊ะสนิเป็นชายชราคนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้อยู่ที่ร้านโกปีในวัน “เสวนาทัชมาฮาล” แต่อย่างใด เขาเป็นคนไม่มีความรู้เพราะไม่ได้รับการศึกษามาตั้งแต่เด็ก เขามีใบหน้าดำเป็นเหนี่ยง หน้ามู่ทู่อย่างกับปี๊ปเผาไฟแถมยังผอมเหมือนยอดผักบุ้ง ตอนเด็กๆ พ่อแม่มักพาออกไปจับเจ่าอยู่กับกองขยะ เป็นคนขนขยะเทศบาลผู้โดนยัดเยียดให้เกลือกกลั้วความสกปรก ก็เหมือนพวกชาวนาผู้ถูกเหยียบย่ำและถูกเรียกว่ากระดูกสันหลังของชาติอย่างแสแสร้งนั่นล่ะ แต่ครอบครัวของโต๊ะสนิ ก็ไม่ได้ยากจนถึงขนาดต้องเชือดเนื้อตัวเองปิ้งกิน เขายังไม่ตายบนความจน และใช่ว่าพ่อแม่เขาไม่อยากทำงานอื่น แต่สังคมเมืองอันโออ่าไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาต่างหาก สังคมพูดว่าเขาต้องมีปริญญาบัตรเสียก่อน มิเช่นนั้นก็อยู่ร่วมชายคากันมิได้ โต๊ะสนิใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ผ้าโสร่งสีขาวอมเหลือง และขี่จักรยานคันเก่าที่สนิมเกาะไปแล้วทั่วโครง มีถุงก๊อบแก๊บคู่ใจแขวนอยู่ที่แฮนด์รถ ในนั้นมีสก็อตไบรต์และน้ำยาล้างจาน

วันนี้เป็นวันที่ 8 ของค่ำคืนเราะมะฎอน มัสญิดโดมทองดูคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนมากมายที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ต่างมาละศีลอดและทานข้าวฟรีหลังละหมาดมัฆริบอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เด็กเล็กเด็กโตอิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้า โต๊ะสนิอยู่ท้ายเต็นท์หลังสุด ส่วนหน้าสุดของเต็นท์เป็นที่ของอิมามอาแวและคณะกรรมการมัสญิด นั่งจับเจ่ากินกันอย่างสำราญใจ บางวันพวกกำนันและ อบต.ก็จะมานั่งทานด้วยกัน แต่ต้องเป็นส่วนหน้าของเต็นท์เท่านั้น พวก อบต.และนักการเมืองบางคนที่มาละหมาดที่มัสญิด บ้างก็นั่งกินไปพลางและหัวเราะขลุกขลักอยู่ในลำคออบควันบุหรี่ไปด้วย โต๊ะสนิคิดเองในใจว่า เมื่อพวกเอ็งเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก เอ็งเคยนึกถึงคนอื่นที่ไม่มีกินบ้างไหม? โต๊ะสนิได้เงินไม่กี่บาทต่อคืนในการกวาดล้างจานข้าวจานแกงของบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิที่มานั่งทานอาหารกัน หลังละหมาดอิชาอ์ชายคนหนึ่งบ่นมุบมิบว่าแกตัวเหม็น ทำไมไม่รู้จักอาบน้ำอาบท่ามั้ง แกได้แต่ยิ้มเห่ยๆ และถอยหลังมาละหมาดแถวหลังสุดของมัสญิด แต่ก็ยังมิวายโดนด่าและเหยียดหยามเพราะที่ตรงนั้นเป็นที่ของพวกเด็กๆ ผู้ดีตีนทอง ที่ตามพ่อมาละหมาดในช่วงที่มีงานรื่นเริงที่มัสญิดเท่านั้น บางคนก็พูดกับโต๊ะสนิว่าไปๆ ได้ก็ดี จะอยู่ให้เสียน้ำแกงก้นถ้วยของคนอื่นทำไมกัน โต๊ะสนิจึงตัดสินใจกลับไปอาบน้ำที่บ้าน แต่เพราะบ้านอยู่ไกลและไม่ได้มีรถเบนซ์เหมือนโต๊ะอิมาม แกกลับมาที่มัสญิดอีกครั้งเมื่อทุกคนละหมาดตะรอวีหฺเสร็จแล้ว แกเคลื่อนไหวอย่างว้าเหว่ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ที่เฉลียงมัสญิดซึ่งเปิดทิ้งไว้ เสียงจิ้งหรีดดังแว่วเสียงมา ปลอบให้แกรู้ว่าแกไม่ได้อยู่ผู้เดียวในโลกนี้ จานชามที่ถูกใช้วางกองสูงเนินอยู่ที่ท้ายเต็นท์ แต่ไม่มีคนให้เห็นแล้ว หลายครั้งหลายครา แกก็เบื่อหน่ายและละเหี่ยใจกับสังคมแห่งนี้ ที่นี่มีแต่คนมีฐานะและชอบดูถูกแกมาละหมาด แกจึงชอบปลีกตัวขี่จักรยานคันโปรดไปยังที่ที่หนึ่ง เป็นมัสญิดเล็กๆ เก่าๆ แกชอบไปละหมาดและนั่งอ่านอัลกุรอานที่นั่น(แม้จะอ่านอย่างตะกุกตะกัก) เป็นมัสญิดที่ผู้คนอัธยาศัยดี ไม่ได้มองเขาเป็นอื่น น้องจากคำว่า “พี่น้อง”

3

เขาเดินไปปิดทีวีดัง แช๊ป! แล้วหันมายิ้มกับชายหนุ่มชาวเขาสองคน “เดี๋ยวนี้การดะอฺวะฮฺทำได้หลายวิธี อย่างที่อั๊วเปิดให้พวกลื้อดูเมื่อกี้ก็ใช่” ชายหนุ่มถามเขาว่า “เราจะมีโอกาสไปนั่งฟังบรรยายศาสนาในโรงแรมหรือในที่ดีๆ อย่างในทีวีไหมครับ” เขาตอบว่า “แน่นอน สักวัน…สักวัน อาก๋งจะพาพวกเธอไป”

อาก๋งเป็นมุสลิมคนหนึ่ง ในอดีตเขาคือสหายคอมมิวนิสต์วัย 70 ปี ผู้ตรึงตราความภาคภูมิใจของดาวแดงบนหมวกเขียวไว้บนหัวและคติประจำใจของนายใหญ่ คาร์ล มาร์กซ์ “ศาสนาคือสิ่งมอมเมาประชาชน” อาก๋งพาหนุ่มมุอัลลัฟชาวเขา 8 คนเข้าเมืองกรุงเพื่อเปิดโลกทัศน์ความรู้ศาสนาแก่พวกเขา พวกเขาตื่นตาตื่นใจกับภาพของตึกระฟ้า รถราที่วิ่งแล่นไปมาและผู้คนที่สวมชุดสูทรองเท้าหนัง เดินไปเดินมาอย่างสง่างาม ทว่าดูหย่อหยิ่งและไม่มีการทักทายระหว่างกันบนทางเท้า พวกเขาจับย่ามที่มาจากบนดอยซึ่งถักทอด้วยมือและนึกในใจว่า นี่หรือความเจริญ… อาก๋งพาพวกเขามายังมัสญิดหลังหนึ่งในเมืองกรุง มุอัลลัฟเก่าแก่อย่างอาก๋ง เอ่ยทักชายคนหนึ่ง ที่แนะนำตัวเองว่าเป็นคณะกรรมการมัสญิดแห่งนี้ อาก๋งเรียกหนุ่มชาวเขา 8 คนมาใกล้ๆ มิพลันได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ ชายคนนั้นต่อว่ากลับมาทันที “นี่มาจากป่าจากเขาหรือยังไงกัน เนื้อตัวถึงได้สกปรกแบบนี้ ออกไปเลย ที่นี่มัสญิด!” พวกเขาได้แต่ยืนอึ้งตึงกับประโยคนั้น ไม่เคยคิดว่าโคลนที่ติดอยู่บนรองเท้าแตะไร้ยี่ห้อกับเนื้อตัวมอมแมมอันเป็นร่องรอยจากการเดินทางมาแต่หนไกลเพื่อศึกษาอิสลาม จะเป็นความสกปรกสำหรับคน“มุสลิม”ที่เจริญแล้วท่านนี้ พวกเขา 6 คนตัดสินใจเดินทางกลับดอย เหลือเพียง 2 คนกับอาก๋ง ผู้ป็นผลผลิตจากหยาดเหงื่อและแรงกายของชายวัย 70 ผู้ใช้ชีวิตนับสิบๆ ปีอย่างเดียวดายเพื่อการดะอฺวะฮฺอิสลามในพื้นที่อันลำบากนั้น หายวับไปจากเขาในไม่กี่นาที

อาก๋งเป็นชายแก่ชรา แม้นเคยถือปืนลุยป่าขึ้นเขาเมื่อครั้งยังเป็นสหายคอมมิวนิสต์ แต่ตอนนี้อาก๋งทำได้แต่เพียงหันหลังกลับดอย ทำงานเพื่อพระเจ้าบนสนามดะอฺวะฮฺอันยากลำบากนั้นต่อไป ก่อนขึ้นดอย อาก๋งลงทุนพาหนุ่มชาวเขาสองคนที่เหลือลงใต้ แกบอกว่า “บางทีมุสลิมมลายูอาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ ความเป็นชนบทยังดูแลนิสัยใจคอพวกเขาอยู่” เวลาใกล้รุ่งสางแล้ว พวกเขามาถึงปัตตานีและหยุดละหมาดที่มัสญิดแห่งหนึ่ง

4

ในมัสญิดแห่งหนึ่ง…
ศอลิหฺอ่านอัซการฺยามเช้ายังไม่จบ เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุ 20 ต้นๆ ที่จบจากโรงเรียนสามัญและเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ คนในหมู่บ้านพูดกันว่าเขาเป็นเด็กแก่แดดและชอบสร้างความแตกแยกในสังคม แต่บางคนก็มองว่าเขาเคร่งขรึมและดูน่าเกรงขามเกินตัว “ไม่ได้เรียนปอเนาะนี่ ทำเป็นเก่ง” ใครบางคนพูดไว้
เขาเคยเดินทางไปหมู่บ้านข้างเคียงเพื่อดูสัญญาณกิยามะฮฺ อันหมายถึงมัสญิดอันโออ่างดงามแต่ไม่มีคนมาละหมาด และเคยนั่งอยู่ในร้านน้ำชาข้างมัสญิด ในวันที่ชาวบ้านพูดคุยเรื่องสระน้ำหน้ามัสญิดของพวกเขา บางทีด้วยอุดมการณ์ศาสนาอันแรงกล้าจากการศึกษาด้วยตนเองของเขาจึงทำให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา เขานึกถึงการเปลี่ยนการพูดคุยในร้านน้ำชาให้เป็นสนามดะอฺวะฮฺ เหมือนที่อิมามหะสัน อัลบันนา เคยทำไว้ในหมู่บ้านของเขาที่อียิปต์ แต่นั่นล่ะ อุดมคติมันก็เหมือนกับยา ใช่ว่ากินได้ทุกเวลา ผู้คนในร้านน้ำชาที่นี่สนใจแต่เพียงเรื่องนกเขาชวาและฟุตบอลอังกฤษในคืนวันเสาร์ เช่นกันกับโต๊ะสนิ ชายชราข้างหน้าเขาในมัสญิดขณะนี้ ที่หลับไปแล้วหลังความพยายามอ่านอัลกุรอานหลังศุบหิของเขา ด้วยฐานะและรูปกายภายนอกผู้คนจึงไม่อยากจดจำเขานัก แต่โต๊ะสนิก็มีความฝัน เขาอยากเป็นดั่งเช่นชายคนนั้นที่เขาเคยได้ยินโต๊ะครูท่านหนึ่งได้ฝากข้อคิดไว้ “ชายหนุ่มที่หล่อเหลา เขาอาจหนีสงครามมา แต่ชายแก่ที่พิการแขนขาอาจมาจากสมรภูมิรบที่โชคเลือด โดยที่หามีใครรู้ไม่ว่า ประวัติของทั้งสองคนนั้นมาจากไหน?” โต๊ะสนิยอมเป็นชายชราที่ผู้คนรังเกียจ แต่เขาก็ไม่อยากให้ใครได้จดจำว่าเขาคือคนล้างจาน 200 กว่าใบในความมืดมิดและเดียวดายตลอดค่ำคืนเดือนเราะมะฏอน ที่ผู้คนมักชอบหยิบกินอาหารขนมหวานอย่างมิบันยะบันยัง แต่รังเกียจที่จะล้างจานและแตะต้องคราบแกงออกจากจานที่ตนเองใช้เสมอ

ก่อนรุ่งสางในมัสญิดแห่งเดียวกัน อาก๋งกับหนุ่มมุสลิมใหม่ชาวดอยนั่งสนทนาพาทีเรื่องราวศาสนากับพี่น้องตับลีฆ กลุ่มหนึ่งที่มาพัก ณ มัสญิดเล็กๆ แห่งนี้ได้สามวันแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะคุยกันถูกคอทีเดียว อุปสรรคและความเศร้าโศกที่ประสบมาระหว่างทาง เหมือนถูกชะล้างพร้อมๆ กับการปรากฏของแสงอาทิตย์อันเจิดจรัสในยามเช้า…
……
ความเช้ายังมิทันกราย ความตายก็ย่างกรายเข้ามา เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อกลุ่มนักรบปัตตานีตัวแทนแห่งความอัดอั้นที่กลืนกินความทรมานมายาวนานจากเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อเหตุแอบซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารหลายจุดในเช้าวันเดียวกัน ถูกเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมอาวุธสงครามไล่ต้อนมายังมัสญิดแห่งนี้… กลุ่มชายชุดเขียวพร้อมรบได้ล้อมมัสญิดแห่งนี้ พลางป่าวประกาศแก่ประชาชนที่มามุงดูอย่างโอหังในวาจาและเคลื่อนไหวแช่มช้อยราวกับอาการนักเทศน์ – มารร้ายในเปลือกนักเทศน์ “พี่น้องครับ ข้างในนั้นมีผู้ก่อความไม่สงบหลบซ่อนอยู่” เขาเรียกเราว่าพี่น้องอย่างไม่ละอายปาก พวกเขาตัดสินใจกระหน่ำยิงเข้าไปในมัสญิดแห่งนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจอย่างหน้ามืดตาบอดเท่านั้น แต่เพราะหัวใจที่ดำทะมึนและสกปรกมายาวนานของคนชุดเขียวส่วนใหญ่ซึ่งถูกสั่งสอนมาแล้วว่า พวกที่อยู่ในมัสญิดรวมถึงพวกมันทั้งหมดในพื้นที่สามจังหวัดนี้ไม่ใช่พวกเรา!!! ( ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า นิตยสารสารคดี ’2548) เป็นเวลาหลายสิบนาที กลิ่นควันและดินปืนกระจายฟุ้งไปทั่วอาณาบริเวณบ้านของอัลลอฮฺ ที่ไม่ใช่ผู้ก่อความไม่สงบเข้าไปหลบอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพี่น้องตับลีฆผู้สมถะ ศอลิหฺ เด็กหนุ่มผู้ยืนหยัดในสัจธรรม อาก๋งกับเด็กหนุ่มชาวดอยผู้ใฝ่หาพระเจ้า และโต๊ะสนิ มุญาฮิดีนผู้จากไปก่อนที่จะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ถุงก๊อบแก๊บใส่อุปกรณ์ล้างจานของแกที่แขวนอยู่กับรถจักรยานคันเก่าสนิมเกาะหน้ามัสญิดนั้น ฉีกขาดกระจุยพร้อมกับการล้มลงของจักรยานคู่ชีวิต กระสูนของผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ มักถูกใช้เพื่อสังหารเหล่าแพะแกะอยู่เสมอ

คน 3 คนที่ทำงานเพื่อพระเจ้าอย่างเดียวดาย ไม่รู้จักกัน และไม่ถูกรู้จักจากผู้คน ต้องมาตายด้วยกัน

ให้ตายเถอะ เท่ชะมัด!
ด้วยการเริ่มต้นของคนเล็กๆ
สักวันหนึ่ง… ก่อนที่ลูกหลานเราจะหลงทางไปมากกว่านี้ เราจะตระหนักได้ว่า ชีอะฮฺไม่ใช่มิตรของอิสลาม
สักวันหนึ่ง… มุสลิมจะรู้สึก…ว่ายังมีชาวเขาหรือผู้อยู่ในที่ถิ่นทุรกันดานอีกมากมายยังรอคอยสัจธรรมจากเราอยู่
สักวันหนึ่ง…เราจะเข้าใจว่า…ถ้าไม่มีคนอย่างเขา ก็อย่าได้หวังว่าคนรวยจะลงมาล้างจานด้วยตนเอง และเราจะเข้าใจ…
ว่าคนบางคนที่ดูยากจน น่าเกลียด แต่ทำไมอัลลอฮฺถึงได้รักเขามาก

“วันนี้เราขาดคนที่จะยอมตนเป็นก้อนอิฐก้อนแรกที่ทิ้งลงไปและก็จมอยู่ที่นั่น เพื่อที่จะให้ก้อนอื่นๆ ถม ทับตนอยู่ที่นั่น และเสร็จแล้ว เจ้าก้อนที่จะปรากฏเป็นที่รู้จักของสังคมก็คือ ก้อนที่อยู่เหนือก้อนอื่นสุด ส่วนก้อนแรกนั้นก็จมดินอยู่นั่นเอง เราหาคนอย่างนี้ไม่ค่อยได้ จึงไม่ค่อยมีอะไรที่ใหม่ที่มีคุณค่าออกมา”

ครูโกมล คีมทอง ’2513
ครูประชาบาลของเด็กๆผู้ยากไร้ ผู้ถูกสั่งหารบนเส้นทางแห่งอุดมการณ์

“พวกท่านคือส่วนหนึ่งของโลกอิสลาม จึงจำเป็นที่พวกท่านทุกคนต้องเตรียมตัวของเขาเอง เพื่อจะเป็นอิฐก้อนที่ใช้การได้สำหรับงานก่อสร้าง เพื่อพวกเราจะเป็นคนหนุ่มที่อุตสาหะ ผู้มีศรัทธาและถือคำสัตย์ ผู้มีดวงใจอันใสสะอาด ผู้มีความคิดที่ชัดเจน มีรากฐานที่ลึกล้ำ เมื่อพวกเรามีคุณสมบัติเช่นนี้แล้ว ก็จงเชื่อฉันเถิดว่า พวกเราสามารถเปลี่ยนกระแสธารแห่งความชั่วร้ายได้อย่างแน่นอน”

เมาลานา สัยยิด อบุลหะสัน อาลีย์ อันนัดวีย์
อุลามาอ์ของเรา

หมีมลายู เขียน / พิมพ์ครั้งแรกใน สมิอฺนาบุ๊ค ลำดับที่ ๑ –อิฐก้อนแรก

“อิฐก้อนแรก”

รวมข้อเขียนจากเพื่อนสู่เพื่อนในความมืดมิดของยุคสมัย
นำขบวนนัก(อยาก)เขียนโดย กระหม่อม ยาเขียว และเหล่าผองเพื่อน

|||16 ย่างก้าวแห่งวรรณกรรมมุสลิม จากลูกหลานชาวมลายูรุ่นใหม่|||
อ่านเลย อย่ารอช้า (PDF — 2.33 MB/91 หน้า)
คลิกดาวน์โหลด>> http://www.mediafire.com/?zoz7arcn9571r7u

One thought on “อิฐก้อนแรก

  1. Pingback: สมิอฺนาบุ๊ค ลำดับที่ 1 — “อิฐก้อนแรก” | วารสารสมิอฺนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s