เรื่องสั้นทะลวงอุตริกรรมศาสนา ในสังคมมลายูมุสลิม

พ่อจ๋า…อย่าจากไปเลย
แด่…คุณพ่อที่รัก ผู้จากไปโดยไม่รับรู้อะไรเลย
เขียนโดย หมีมลายู / วารสาร สมิอฺนา วะอะเฏาะอฺนา ลำดับที่ 12(กว่าๆ)

1

“ย่าจะรับผิดชอบเอง โซฟียา” เป็นคำพูดของคุณย่าที่จะรับผิดชอบเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่สำหรับฉันแล้ว เรื่องนี้ เป็นอะไรที่สร้างความอยุติธรรมอย่างน่าอดสูแก่ครอบครัวเรา เป็นการน้อมรับ ติดหนี้ทางศาสนาเพื่อการงาน (อันจอมปลอม)ที่ฉันจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต

โซฟียาเคยเป็นนักเรียนปอเนาะชื่อดังแห่งหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่นี่เป็นอุตสาหกรรมการศึกษาแบบปอเนาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ความภาคภูมิใจและความรู้สึกปลาบปลื้ม มันอิ่มเอมอยู่ในทุกรูขุมขนของคนที่นี้ ตำราเก่าแก่เรียกที่นี้ว่าเป็น “ระเบียงมักกะฮฺ” อันเสมือนเมืองท่าที่สำคัญสำหรับผู้คงแก่เรียนทั้งหนุ่มเหน้าและคนแก่เฒ่าที่จะต้องมาเตรียมความรู้ศาสนากับบรรดาชัยค์และโต๊ะครูหลายท่านที่สถาปนาปอเนาะอยู่ ณ ที่นี้ อันจะช่วยปูทางความรู้ทางศาสนาและภาษาให้แก่คนเหล่านั้นได้นั่งเรือนานสองนานในเพลาหน้าเพื่อไปศึกษาต่อที่มักกะฮฺ-ดินแดนต้องห้าม

“วันนี้ไปเรียนไหม” ที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคำถามนี้ เพราะโซฟียาเดินทางมาที่นี้ก็เพื่อศึกษาต่อในภาคสามัญในระดับอุดมศึกษา แต่คำถามที่รูฮฺฮานี เพื่อนสนิทของเธอถามไปนั้น เป็นการเรียนวิชาที่มหาวิทยาลัยซึ่งเรียนอยู่ในปัจจุบันไม่ได้สอน คือวิชาของโลกหน้า สาระสำคัญของวิชาเหล่านี้คือ นอกจากเพื่อใช้บนดุนยาแล้ว ยังจะเป็นความรู้ให้แก่เรานับตั้งแต่ร่างที่ถูกพันด้วยผ้าขาวถูกหย่อนลงไปในรูแคบๆ พอให้ผู้ที่นอนอยู่ในนั้นพลิกขวาตะแคงซ้ายได้(พลิกได้ที่ไหนเล่า) ในวันนั้นครูผู้ถามคำถามนามว่า “มูงกัร” กับ “นากีร” มิได้ถามด้วยภาษาอันใด นอกเสียแต่ว่า “ภาษาแห่งอีมาน” โซฟียาและเพื่อนๆไม่มากคนนักจึงไขว่คว้าเพื่อที่จะเรียนวิชาเหล่านี้ก่อนที่ความตายอันหมายถึงใบเบิกทางสู่โลกแห่งหลุมอันแคบๆ มืดมิด โดดเดี่ยว ลึกลงไปในพื้นดินนั้นจะมาเยือน

“ไม่ค่อยว่างนะ”

“อ้าว เรียนไม่กี่ชั่วโมงเองนะ มาเถอะ”

ไม่ใช่คำตอบของโซฟียา แต่เป็นคำตอบของเยาวชนอีกมากมายในรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อถูกชักชวนให้มาเรียนรู้เรื่องราวของศาสนาในท่ามกลางอายุชีวิตอย่างน้อยสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งดุนยา หลายคำตอบถ้าไม่ได้เป็นเหตุจากการงานมากมายในมหาวิทยาลัยก็จะถูกเค้นออกมาเนื่องจากความมั่นใจในองค์ความรู้ศาสนาจากปอเนาะที่ตนเองจบมา การเรียนรู้เพิ่มเติมหลังจากนั้น มันเป็นอะไรที่เกินเลยไปจากชีวิตจริงไป

รุ่นพี่มุสลิมหลายคนจึงมักต้อนรับน้องใหม่ด้วยคำพูดที่ว่า

“อยู่ที่นี้ จงจดจำคำสอนครั้นเมื่อเราอยู่ปอเนาะให้ดี นั่นนะเพียงพอแล้ว”

“อยู่ที่นี้ จงจดจำคำสอนครั้นเมื่อเราอยู่ปอเนาะให้ดี นั่นนะเพียงพอแล้ว”
โซฟียากับรูฮฺฮานีและเพื่อนๆในกลุ่มไม่คิดเช่นนั้น เรื่องอะไรกันที่จะมาทำลายประกาศิตคำพูดของเหล่าบรรพชนมุสลิมที่ว่า “จงศึกษาจากในเปลยวนกระทั่งหลุมฝั่งศพ” หรืออย่าง “จงศึกษาแม้กระทั่งไกลถึงประเทศจีน”

เป็นเวลานานของชีวิตที่นี่ พวกเธอต่างยอมสละเวลาของวิชาดุนยาอันมากมายเพื่อวิชาอาคีรัตเพียงไม่กี่วิชากับโต๊ะครูคนหนึ่งที่เดินทางไกลมาสอนโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนเป็นวัตถุใดๆ เว้นเสียแต่จะเป็นความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า และปีกที่สยายโอบล้อมพวกเขาในค่ำคืนอันมืดมิด และเสียงหัวเราะครึกครื้นสรวลเฮฮาของเหล่าปัญญาชนอีกมากมายบนถนนใหญ่หลังมหาวิทยาลัย

“มันเหมือนบ้านของท่านอัรกอม เมื่อยุคสมัยของท่านนบีไม่มีผิดเพี้ยนเลย” ใครคนหนึ่งให้คำนิยามโรงเรียนชั่วอึดใจของพวกเขา เมื่อมีคนถามว่าในท่ามกลางสังคมถอดแบบจากญาฮีลียะฮฺ พวกเธอเรียนกันที่ไหน…

2

ในขณะที่ปัญญาชนกำลังขะมักเขม้นศึกษาเล่าเรียนอยู่ในห้องแอร์นั้น นอกรั้วมหาวิทยาลัย หญิงชราแก่ง่อกแง่กเข็นรถเก็บขยะคันเล็กๆ หล่อนหันซ้ายหันขวาช้า–ช้า เพื่อมองหาขวดหรือกระดาษลังสักแผ่น อันสามารถเปลี่ยนเป็นเงินยังชีพในวันนั้นได้ เมื่อไม่เห็นแล้ว หล่อนจึงเข็นรถจากไป ไอหมาหน้าเหี่ยวแถวนั้นเห่าไล่หลังตามมาอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

“อาเยาะของกะยาได้ถึงอะญัลของอัลลอฮฺแล้ว จะละหมาดญะนาซะฮฺ เวลา 10.00 น. ที่ปัตตานี”

ข้อความประกาศละหมาดญะนาซะฮฺถูกเขียนขึ้นบนเฟสบุค กระจายออกไปอย่างรวดเร็วในเครือข่ายมุสลิมที่มีอยู่ในโลกไซเบอร์ สมัยนี้เยาวชนมุสลิมมากมายทำงานศาสนาผ่านเฟสบุค จนลืมไปว่า ตนในวัยนี้นั้นทำอะไรได้มากกว่านั่งหน้าจอแล้วโพสกุรอานและหะดิษไปวันๆ

ในเวลาที่ข่าวคราวกระจายออกไปนั้น โซฟียาไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัย เธอตระหนักดีว่า ที่ๆพ่อเธอจากไปนั้นล่อแหลมต่อบางสิ่งบางอย่างมากที่สุด ครูท่านหนึ่งเคยพูดว่า บางพื้นที่ในปัตตานี เป็นที่ๆพูดเรื่องสุนนะฮฺได้ยากเย็นที่สุด โซฟียากลับไปหาพ่อของเธอเพื่อสบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย

เสียงเซ็งแซ่ดังอยู่ในมัสยิด พ่อของโซฟียาเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี้ จึงมีมิตรสหายเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม ซึ่งวันนี้ก็ชราภาพกันหมดแล้วนั้น มาเคารพและละหมาดญะนาซะฮฺแก่พ่อของเธออย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ผู้คนต่างพูดถึงสิ่งดีๆ ความทรงจำดีๆเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ ผู้คนมากมายแต่งชุดขาว ชุดโต๊ป โพกสาระบั่นและไว้เครายาวแซมเทาพอขรึมเคร่ง เดินไปเดินมาทักทายคนที่มาร่วมละหมาด-และหวังว่าภายในใจก็คงกล่าวดุอาอฺให้ผู้จากไปด้วยเช่นกัน

“ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มัสยิดคิดให้เป็นแสนห้านะครับ” ชายคนหนึ่งดูเคร่งขรึมด้วยเคราและสาระบั่น เดินมาพูดกับโซฟียา

“อะไรนะค่ะ!” ไม่ใช่ว่าโซฟียาไม่ได้ยินคำถาม

“เหมาจ่ายค่าต่างๆครับ ผมซึ่งเป็นอิมามและมัสยิดที่นี่จะดูแลญานาซะฮฺนี้เองครับ”

เขาแนะนำตัวเองในคำตอบ โซฟียาเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น เธอจะต้องจ่ายค่าที่พ่อเธอได้จากไปแก่มัสยิด เป็นจำนวนเงิน หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท

“นี่มันปีศาจชัดๆ” โซฟียาพึมพำในใจ

“เดี๋ยวนี้เขาหากินกับคนตาย ไว้กะรวยเลยหรือไง” เธอพึมพำอีกครั้ง

โซฟียายังไม่ได้บอกคนในครอบครัว เธอลองพินิจพิจารณาแล้วจึงรวบรวมสติและถามอิมามไปว่า

“ค่าอะไรบ้างค่ะอิมาม”

“ก็ตั้งแต่แจกจ่ายทำบุญแก่ผู้มาร่วมละหมาดนะครับ คนละยี่สิบบาท เด็กปอเนาะอีกสามคันรถจะตามมาอีก แต่ ไม่เป็นไรครับในส่วนนี้จะออกให้ก่อน แต่หลังจากนี้ครอบครัวของผู้ตายต้องรับผิดชอบนะครับ”

“ครอบครัวหนู?”

“ใช่ครับ” อิมามยืนลูบเครา ดูเป็นผู้คงแก่เรียน แต่ที่ถูกน่าจะเป็นหัวหน้าคณะอีแร้ง ผู้หากินกับมัยยัตมากกว่า

“หนูต้องไปบอกมามา(แม่)นะว่า เราจำเป็นต้องใช้จ่ายในส่วนของพิธีกรรมทางศาสนา เมื่อมีผู้ถึงแก่อะญัลในครอบครัวเรา ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินแก่ผู้มาละหมาดญะนาซะฮฺ ค่าเฝ้ากูโบร์คนตายเจ็ดวัน ค่าจ้างฮาฟิซกุรอาน ค่าทำพิธีอีซีกูโบร์แก่มัยยัตในกูโบร์ รวมถึงค่าอาหารทำบุญเจ็ดวันและอีกครั้งเมื่อครบสี่สิบวัน ทั้งหมดนี้หนูไม่ต้องกังวล มัสยิดจะจัดการเอง ครอบครัวของผู้ตายเพียงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเท่านั้นครับ”

โซฟียาแทบจะร้องไห้ เมื่อที่ได้ยินมานั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั้งที่คุณพ่อผู้จากไปแล้วนั้น ไม่รับรู้อะไรเลย

“แสนห้า!” คุณย่าย้ำคำพูดของโซฟียาอีกครั้งอย่างตกใจ หล่อนไม่ได้มีฐานะร่ำรวยนัก แสนห้าพอจะทำให้หล่อนต้องนั่งลงบนเก้าอี้และเอามือกุมขมับอย่างกระวนกระวายใจ

ในสังคมมลายู โต๊ะครูเป็นบุคคลที่ถูกเคารพจากชาวบ้านมาก นี้อาจเป็นเพราะพวกเขาถูกยกขึ้นหิ้งอันด้วยเพราะความรู้ศาสนามากมายที่ชาวบ้านคาดหวังจากเขา ประกอบกับสมัยก่อนภาษาในกีตาบเป็นภาษาที่ผู้คงแก่เรียนเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ ชาวบ้านจึงยึดติดกับโต๊ะครูเหล่านี้ จนบางพื้นที่ถึงขนาดเข้าใจไปเองเลยว่า ถ้าเป็นหนังสือภาษาไทยที่เขียนและสอนเรื่องศาสนานั้นห้ามอ่าน หรืออ่านได้แต่ก็ไม่บะรอกัต สถานะบนหิ้งของโต๊ะครูจึงสูงขึ้นไปอีก บางพื้นที่เทิดทูนกีตาบถึงขนาดหากทำหล่นพื้นแล้วต้องรีบคว้าขึ้นมาวางบนศีรษะสักครู่ก่อน(แม้ไม่เข้าใจเนื้อหาข้างในก็เถอะ) เป็นการไถ่โทษซึ่งยังมีให้เห็นในปัจจุบัน

การไม่ศึกษาทำให้ผู้คนหลงทางถึงเพียงนี้เลยหรือ…

ใกล้กียามัตแล้วแท้ๆ มุสลิมยังคงปฏิบัติสิ่งอุตริกรรมทางศาสนาอย่างไม่สะทกสะท้าน

ภายหลังจากที่โซฟียานำเรื่องทั้งหมดไปบอกครอบครัวพร้อมออกความเห็นว่าไม่ควรยินยอมนั้น เธอถูกญาติๆบางคนบริภาษเธอว่า “เป็นพวกมูดอ” ส่วนพวกคณะกรรมการมัสญิดก็บอกว่า ”เธอเป็นวะฮฺฮาบีย์ไปแล้ว” วาทกรรมนี้เอามาใช้ประโยชน์ได้เสมอ ขอแค่ผู้ฟังเป็นผู้ไม่ยอมศึกษาข้อเท็จจริง และยึดติดกับความรู้ที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

3

พ่อของโซฟียาจากไปแล้ว

เช้าวันนี้ แม้ความโศกเศร้าจะยังคงอยู่ แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

“ได้ข่าวว่า อิมาม คอเต็บ พวกที่มัสยิดเฝ้ากูโบร์กันหรอ ” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดกับโซฟียาขณะรอซื้อข้าวในตลาด

“ใช่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอิมามเอง”

“ก็ระดับบิ๊กๆเขาไปเฝ้ากันหมดแหละ ปกติแล้วเจ็ดวัน เขาคิดหมื่นหกนะ”

“…”

โซฟียาไม่ได้สนทนาตอบ นี่มันนิกายหรือลัทธิอะไรสักอย่าง ไม่ใช่อิสลามแล้ว เธอเดินก้มหน้ากลับอย่างช้าๆ เรื่องราวต่างๆถาโถมเข้ามา ทำไมสังคมมุสลิมเราถึงเป็นเช่นนี้ คุณย่า คุณแม่ และครอบครัวรอทานข้าวเช้ากับเธอที่บ้าน แม้ทุกคนต่างยังโศกเศร้า แต่ก็คงน้อยกว่าโซฟียา ที่ต้องโศกเศร้าและเจ็บปวดแทนสัมคมมุสลิมของเธอเพิ่มอีก เธอนึกหวนบทสนทนาในวันนั้น

“พิธีกรรมพวกนี้ อีมามเอามาจากไหน กุรอาน หะดิษ เคยบอกให้ทำหรือ” โซฟียาพยายามเค้นความรู้สุนนะฮฺที่เคยศึกษามา

“มันเป็นสิ่งที่โต๊ะครูก่อนๆเขาทำกัน ถึงแม้อิมามไม่เคยเจอหลักฐานแต่คนก่อนๆคงเจอบ้างแหละ”
อิมามทำท่ายักไหล่ขึ้น และพูดต่อว่า

“อ้างกุรอาน อ้างหะดิษแบบนี้ เป็นวะฮฺฮาบีย์แล้วหรอ ไม่เอาน่า… เธอเพิ่งศึกษา ไม่รู้อะไรหรอก”  อิมามพูดขึ้นอย่างทระนงตน

“คำก็วะฮฺฮาบีย์ สองคำก็วะฮฺฮาบีย์ แล้วไม่ใช่กุรอานกับสุนนะฮฺนบีหรือไงที่จะพาเราเข้าสวรรค์ อิมามตอบสิ!”

“…”

เมื่อไร้คำตอบจากอิมาม

โซฟียาจึงถามต่อ

“วันกียามะฮฺ ถ้าอัลลอฮฺถามว่าเอามาจากไหน อ่านตัลกีน อ่านยาซีนให้มัยยัต เฝ้ากูโบร์ แจกเงินให้คนมาละหมาด และอีกมากมายที่อิมามว่าไว้นั้น อิมามจะตอบยังไง ใครจะรับผิดชอบ”

อิมามนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเด็กหัวดื้อคนนี้ไม่ยอมรับพิธีกรรมทั้งหมด แต่ได้รับการยินยอมจากคุณย่า      อิมามจึงยักไหล่และพูดขึ้นว่า

“คุณย่าจะเป็นคนรับผิดชอบต่ออัลลอฮฺเอง”

โซฟียาหันไปมองคุณย่าที่นั่งใจหายกับหนี้ที่จะตามมา คุณย่าก้มมองพื้นและพูดขึ้นว่า

“ย่าจะรับผิดชอบเอง โซฟียา”

“…”

โซฟียาหันไปมองอิมามอีกครั้ง อิมามทำท่าลูบเคราและยักไหล่อีกเหมือนเคย

โซฟียาพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป

—จบ—

ป.ล.
1-เรื่องสั้นนี้ มีเค้าโครง ตัวละคร(นามสมมุติ) มาจากเหตุการณ์จริงทั้งหมด
2-ภาพประกอบจาก nationalgeographic.com / ภาพละหมาดญะนาซะฮฺชะฮีดท่านหนึ่งในปากีสถาน

Advertisements

11 thoughts on “เรื่องสั้นทะลวงอุตริกรรมศาสนา ในสังคมมลายูมุสลิม

  1. เหอะ เหอะ คนเขียนนนะ คนเขียนนน อยากรู้จังนะครับว่าคนเขียนนคือใคร เหอะ

  2. อ่านแล้วอึ้งไปเลยค่ะ
    นั่นสินะ สิ่งอุตริในศาสนนามีมาก มากเหลือเกิน
    สิ่งสำคัญคือการศึกษาสินะ

  3. จริงหรือ สอบถามจากคนมุสลิมโดยตรง ไม่เห็นมีเรื่องแบบนี้เลย แต่งเรื่องสร้างเรื่องขึ้นมา ให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดการดูถูกพี่น้องชาวมุสลิมนะ

  4. ขี้โม้จริงๆ นี่คือลัทธิสาลาฟีอันจนตรอก อยากจะปกป้องตัวเองจากการครอบงำและความล้มจมของราชวงค์จนต้องจ่ายสตังค์ให้พวกไม่กี่คนในกรุงเทพ ไปปลุกปั้นคนมลายูมุสลิม มีที่ไหนเรื่องอย่างนี้ ไม่มีคนที่มีก็จ่ายไป ไม่มีก็ไม่ีมีใครต้องจ่ายเพราะการเชิญคนมาละหมาดจีนาซะห์ เป็นหน้่าที่ของญาติๆที่จะำทำ ไม่ได้วอเกลให้อีหมามมัสยิดสักหน่อย คนยากไร้ผ้ากาปันเขาก็มีให้ แม้อยากไปแขวนข้าวสารกับใข่หน้าบ้านคนเขียนจริงๆ

  5. คนเค้าทำ เค้ามีหลักฐาน รุ่นต่อรุ่น นี่กล้าสร้างเป็นเรื่องมาหลอกคนอีก

  6. วันนี้ผมเจอกับตัวเองเลย อึ้งทำไรไม่ถูก ละหมาดญานาซะฮฺเสร็จ มีคนรอแจกซองหน้าประตูทางออก ตอนแรกก็นึกว่าซองรับบริจาคก็เลยรับ แต่พอเปิดซองเท่านั้นละ มีธนบัตร 20 บาท 1 ใบ (เหตุเกิดที่ ยะลา)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s