บก.เล่านิทานปลุกเยาวชน | สมิอฺนาฯ 12

เคยได้ยินนิทานเรื่องนี้ไหมครับ…

มีชาวประมงครอบครัวหนึ่งออกเดินทะเลด้วยการแล่นเรือใบ ตามริ้วคลื่นในทะเลอย่างสงบและปีติ แรกทีเดียวปลาไม่ค่อยติดเบ็ด ต่อมาพวกเขาดักอวนได้กุ้งหอยปูปลามากมายจนล้นเรือ ในช่วงแรกนั้น พวกเขาต่างแบ่งปันอาหาร ปิ้งให้เพื่อน ป้อนเนื้อป้อนน้ำให้คนข้างๆด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ความลำบากก่อนหน้านี้นั้นได้ทำให้พวกเขารักกัน เวลาผ่านไปไม่นานเมื่อเสบียงอาหารยังคงได้มาอย่างง่ายดายไม่รู้จักจบ พวกเขาก็เริ่มเบื่อหน่าย และบ้างก็หยิบกุ้งกุลาดำ หอยนางรม และยังงัดเอาไข่ปลาคาเวียร์จากปลาสเตอร์เจียนเป็นก้อนๆ มาโยนเล่นว่าใครโยน(กลับลงทะเล)ได้ไกลกว่ากัน ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มา เป็นเวลายาวนานที่พวกเขาแล่นอยู่ในท้องทะเล จนเกือบจะใกล้ฝั่งบนแผ่นดินมากขึ้น พวกเขาก็แวะรับคนกลุ่มหนึ่งบนเกาะอันรกร้างด้วยซากปรักหักพังมากมาย แล้วคนกลุ่มนี้ก็ได้ฆ่าชาวประมง และโยนลงทะเลไปจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่พวกเด็กๆและคนรับใช้ที่ถูกล้างสมองและป้อนเงินใต้โต๊ะปิดปาก เมื่อถึงฝั่ง คนบนฝั่งไม่มีใครได้เห็นความอุดมสมบูรณ์จากท้องทะเลที่ถูกนำกลับมาเลย บนเรือเหลือแต่คนแปลกหน้า คนรับใช้และเด็กๆจำนวนหนึ่ง วิ่งหะเร่อหะร่าขึ้นฝั่งอย่างไร้เดียงสา…

ขอวางนิทานไว้ก่อนนะครับ จะว่าไปแล้ว มาถึงวันนี้ วารสารสมิอฺนาฯมีการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว จากที่ยังเป็นเพียงวุ้นนิ่มๆในหัวของพี่ชายคนหนึ่งของพวกเรา มาเป็นทารก วัยเด็ก และวัยหนุ่มสาว ซึ่งเริ่มที่จะแสดงพฤติกรรมนอกกรอบค่านิยมมุสลิมมลายูเดิมๆ เราเริ่มที่จะแตะต้องสิ่งที่วางอยู่บนหิ้งที่ผู้ใหญ่ปกปิดให้พ้นมือเรามาช้านาน ผมเคยได้ยินครูคนหนึ่งของพวกเราเปรียบเปรยไว้ ลองนึกภาพตามนะครับ ในสังคมเรามีหม้อเตรียมจะต้มเนื้ออยู่สองใบ ใบหนึ่งตั้งไฟน้ำเดือดปุดๆ อีกใบใส่น้ำไว้เฉยๆไม่ได้ตั้งไฟด้วย ลักษณาการของสังคมเราคือ มัวแต่เอาเนื้อไปใส่ในหม้อใบที่สอง ปิดฝาหม้อไว้อย่างมิดชิดไม่ให้ใครมาเปิดดู แล้วก็มีผู้ใหญ่บางคน(บางคนนะครับ)บอกเด็กๆว่าอย่าเข้ามาใกล้นะ “มันร้อน อย่าริมาทำเองนะ ต้องให้ผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเราเท่านั้นถึงจะทำได้” เด็กๆจึงได้แต่ยืนดูอยู่ไกลๆใต้ร่มไม้ โดยไม่เห็น และไม่ได้รู้เลยว่าหม้อใบที่ถูกใส่เนื้อลงไปนั้นไม่ได้ถูกตั้งไฟ ใบที่ตั้งไฟอยู่ก็ปล่อยให้น้ำเดือดอยู่เปล่าๆเป็นเสียอย่างนี้ เมื่อไรเราถึงจะได้กินเนื้อล่ะ (แล้วเมื่อไรเราถึงจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูอิสลามอย่างเต็มที่ตามวัยของเรา?) เด็กๆเหล่านี้ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรบ้างเลยเพื่อที่จะหลุดพ้นจากค่านิยมผิดๆที่สังคมมัดมือมัดเท้าและปิดปากพวกเขาให้เชื่อ พวกเขาถูกห้ามคิดและถูกบำเรอด้วยความสบายส่วนตัวอย่างน่ารังเกียจ และนี่คือภาพของเยาวชนมุสลิมในปัจจุบันครับ

อันที่จริงเยาวชนนั้นไม่ควรกลัวความรู้สึกไม่พอใจ เราควรสะสมมันตั้งแต่ยังเป็นประกายไฟในเถ้าถ่านดำๆ เหม็นหึ่งและผุกร่อนเหมือนสังคมเราตอนนี้ สะสมจากจุดเล็กๆ จนกลายเป็นเปลวไฟ

สังคมนั้นไม่ต้องการเยาวชนที่มีการตื่นตัว เฉียบแหลมและมีความคิดปฏิวัติ เพราะเขาอาจจะทำลายสังคมที่ไม่เหมาะสมนี้ลงได้ ระบบจึงให้การศึกษาที่กักขังจิตใจเราตั้งแต่เด็ก ด้วยคำสอนที่ให้คำตอบสำเร็จรูปเช่น “คำอธิบาย” พวกเขาจะสอนเราว่าคนๆหนึ่งตายเพราะอะไร ตายเพราะความจน ขาดสารอาหาร – พวกเขาจะไม่บอกว่าเพราะสังคมมีการเบียดเบียนกัน คนรวยสะสมอาหารและปัจจัยยังชีพบนความทุกข์ของคนจน พ่อแม่จะสั่งสอนให้ดูแคลนและอย่าเข้าใกล้คนที่ยากจน สังคมจึงไม่รู้จักการแบ่งปัน พวกเขาจะไม่สอนว่ากะเหรี่ยงคลิตี้ล่างต้องพิการและตาบอดเพราะใช้น้ำในลำห้วยที่ปนเปื้อนสารตะกั่วจากโรงแต่งแร่ซึ่งจะเอาไปทำเครื่องประดับบนเรือนร่างของคนรวย พวกเขาจะไม่สอนว่าอเมริกาขโมยทรัพยากรจากประเทศยากจนเพื่อเลี้ยงดูคนในประเทศตนเองโดยใช้นโยบายอันธพาลบวกกับการรับเงินใต้โต๊ะของคนรวยในประเทศยากจนเหล่านั้นและเล่นกับการไม่รู้เท่าทันในเรื่องกฎหมายของชาวบ้านตาดำๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่มีในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นวันแรกของการศึกษาจนถึงวันสุดท้ายที่เราสวมชุดครุยยืนรับกระดาษแผ่นเดียวที่ใส่มาในพานทองในหอประชุมโอ่อ่าติดแอร์ นอกเสียจากประโยคจั่วหัวไว้ว่าต้องเรียนและต้องเรียนเพื่อไปเป็นเจ้าคนนายคนในอนาคต ดังนั้น หน้าที่ของครูจึงมีมากกว่าการสอนเฉพาะวิชาที่ตนรับผิดชอบ เว้นเสียแต่ว่าครูจะกลัวและไม่อยากสร้างสังคมใหม่ เพราะนั่นหมายถึงเขาจะต้องพิพากษาและถอนรากถอนโคนเถ้าถ่านดำๆในตัวเขาเองซึ่งยอมเป็นกากของสังคมผุๆนี้มานานปีแล้วนั่นเอง

“เยาวชนมุสลิมตายแล้ว?” มิใช่เรื่องใหญ่ของเล่มหรอกนะครับ ทว่ามันเป็นเหมือนรสเผ็ดๆของอาหารมือเที่ยงที่ทำให้ประสาทเราตื่นและหน้าแดงก่ำ(ที่ไม่ใช่มาจากอาการเกลียวเขินของความรักผิดๆประโลมโลกของวัยรุ่นชายหญิง) , ปี พ.ศ. 2443 ร้อยกว่าปีมาแล้วที่ เฟดริก นิทเช่ นักปรัชญาชาวเยอรมันเจ้าของวาทกรรม “พระเจ้าตายแล้ว” ได้ตายไปจากโลกนี้ หลายคนที่ไม่เคยอ่านงานเขียนของนิทเช่ มักปรารภไปว่าเขาเป็นคนไม่เชื่อในพระเจ้า และดูหมิ่นศาสนาอย่างรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วนักปรัชญาผู้ยากไร้พระเจ้าที่แท้จริงและจบเทววิทยาผู้นี้เพียงต้องการจะปลดปล่อยตัวเองและบอกให้ชาวโลกรู้ว่า “ศาสนาคริสต์ได้ตายไปจากโลกนี้” แล้วต่างหาก ตายไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ก่อนที่ในศตวรรษที่ 19 โลกจะโอบกอด “การปฎิวัติอุตสาหกรรม” ซึ่งทำให้ชาวยุโรปลืมเลือนคำสอนศาสนาและกลับไปเห็นว่า แรงงาน เครื่องจักร ผลผลิต เงินตรา และความร่ำรวย เป็นพระเจ้าแทน นำความเสื่อมเสียทางศีลธรรมมากมายตามมา แม้นวัตถุธาตุจะเจริญๆขึ้นก็ตาม ทว่าความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าได้ตายไปหรือหายไปจากพวกเขาจนไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้วนั่นเอง

เยาวชนมุสลิมก็ได้ตายไปแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าความเป็นเยาวชนมิได้หายไปไหน พวกเขายังเดินขวักไขว่กัน เฉียดไปเฉียดมาแทบจะขนานตัวกันรวมเป็นเกลียว โดยเฉพาะในรั้วสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ปอเนาะ จนถึงระดับมหาวิทยาลัย และในวัยทำงาน แล้วทำไมถึงบอกว่าพวกเขาตายแล้ว? ก็เพราะว่าพวกเขาได้หายไปจากสารบบที่ควรอยู่แล้วนั่นเอง เยาวชนเหล่านี้คือเด็กๆที่นั่งมองผู้ใหญ่(บางคน)ต้มเนื้ออยู่ผิดหม้อ พวกเขานั่งอยู่ใต้ร่มไม้อย่างสบายใจ บางคนก็นั่งเอกเขนก ไขว้ขาตามองฟ้า บางคนก็นั่งจิบเครื่องดื่มราคาแพงพอๆกับข้าวจานหนึ่ง บ้างก็จับกลุ่มถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ บางคนก็นั่งสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าให้ได้กินเนื้อไวๆ(ให้คิลาฟะฮฺกลับมาไวๆ) บางคนก็นั่งอ่านหนังสือแนวคิด หนังสือมากมายกองโต แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าพวกเขายังนั่งอยู่ใต้ร่มไม้–ที่เดิม

อ่านนิทานย่อหน้าแรกไปแล้ว ลองเปรียบเทียบดูนะครับ… เราเคยเป็นคนที่โชคดีมาก(ภายใต้ตักดีรฺของอัลลอฮฺ) เคยลำบากถูกผู้คนรังแก แล้วท่านนบีมุหัมมัด(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ก็นำพาความรุ่งโรจน์แห่งอิสลามสู่พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศาสนา เรื่องเศรษฐกิจ หรือวิทยาการด้านต่างๆ จนเมื่อถึงขีดสุด พวกเราๆก็หลงไปกับสิ่งเหล่านี้ ไม่เห็นคุณค่าและบทเรียนจากมัน พวกเราไม่ศึกษาและเริ่มทิ้งขว้างความรุ่งโรจน์เหล่านี้อย่างไม่แยแส ระบอบคิลาฟะฮฺถูกทำลายด้วยกลุ่มผู้ใหญ่มุสลิมที่ยื้อแย่งอำนาจ กัดกินแขนขาของตัวเองอย่างลืมหัวลืมตีน แล้วพวกเขาก็เริ่มปรับตัวแทนที่จะยืนหยัด พวกเขาอ้าแขนต้อนรับอารยธรรมตะวันตก ไม่นานนักไม่ถูกฆ่าก็ถูกล้างสมองด้วยสิ่งต่างๆนานา พวกตะวันตกยื่นช็อกโกแลตให้เรา เพื่อเปลี่ยนกับไข่ปลาคาเวียร์(ที่เราทิ้งไปไม่หมด) โดยบอกว่ามันก็มีสีดำเหมือนกันนะ เราก็ให้เขา เมื่อถึงฝั่งเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ผู้คนแทบจะไม่รู้จักอิสลามเลย พวกเราบางคนที่ยังหลงเหลืออยู่บนเรือก็เป็นเพียงเด็กๆไร้เดียงสา หรือจะว่าเป็นเด็กๆใต้ร่มไม้ที่มองดูผู้ใหญ่บางคนต้มเนื้อผิดหม้อก็ไม่ผิด เยาวชนไร้เดียงสาเหล่านี้ ในปัจจุบันก็คือพวกเรานั่นเอง…

นิทเช่บอกว่า “พระเจ้าตายแล้วเพราะมนุษย์ฆ่าพระเจ้า ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่มีตัวตน” อย่าเอ็ดตะโรไป ว่าผมพูดอะไรออกไปเลยนะครับ นั่นเป็นเพียงคำพูดของนักปรัชญาแก่ๆคนหนึ่งที่ทนทุกข์ทรมานด้วยอาการ “บ้า” ถึง 11 ปี ก่อนตาย แต่ผมอยากยืมและเลียนแบบคำพูดของลุงหนวดหนาลูกหลานอดัมคนนี้มาใช้เท่านั้นเองว่า “เยาวชนมุสลิมตายแล้วเพราะพวกเขาฆ่าตัวตายเอง ไม่ใช่เพราะเยาวชนมุสลิมไม่เคยมีตัวตน” ขอให้สนุกสนานรื่นเริงในสติปัญญากับสมิอฺนาฯฉบับนี้นะครับ บาเราะกัลลอฮุฟีกุม

หมีมลายู
กองบรรณาธิการ
กระท่อมปลายนา,บ้านโฮ๊ะ หาดใหญ่

One thought on “บก.เล่านิทานปลุกเยาวชน | สมิอฺนาฯ 12

  1. งานเขียนของท่านมีประโยชน์ยิ่งนัก โลกทัศน์และมุมมองที่เยาวชนคนไทยเชื้อสายมลายูอย่างเราไม่ค่อยจะได้สัมผัส ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ด้านงานเขียนเลยทีเดียว
    ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนความดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s