a wake a story 04 อายะฮฺชัยฏอน เครื่องมือของพวกนักบูรพาคดีและนักทำลายล้างอิสลาม

In the name of ALLAH the most gracious the most merciful
a wake a story 04 16032010

อายะฮฺชัยฏอน เครื่องมือของพวกนักบูรพาคดีและนักทำลายล้างอิสลาม

แต่ไหนแต่ใดมา ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหนึ่งที่มีผู้พยายามจะทำลายล้างมากที่สุดศาสนาหนึ่ง ไล่ไปตั้งแต่สมัยของเหล่ามุชริก(รวมถึงลุงบางคนของท่าน) ผู้ตั้งภาคีเป็นอาจิณแห่งเมืองมักกะฮฺ ที่ต่อต้านท่านนบี จนถึงยุคใกล้ อย่างพวกนักบูรพาคดี และพวกที่สูญเสียผลประโยชน์แห่งความเจริญของวัตถุและผู้บูชาอารมณ์ไฝ่ต่ำทั้งหลาย

พวกนี้ ร้อนร่นและกลัวอิสลามขึ้นสมอง นำมาสู่วิธีการและการใส่ร้ายป้ายสีเพื่อให้อิสลาม ศาสนาหนึ่งเดียวที่พระผู้เป็นเจ้าของมนุษยชาติยอมรับ ต้องสูญสิ้นไปจากโลกนี้ แต่…ความประสงค์เช่นนั้นไม่เคยสำเร็จผล พระองค์ทรงปกป้องไว้ และบรรดานักสู้อิสลามอีกหลายท่านที่ทำหน้าที่นี้ก็รับอามานะฮฺเหล่านี้อย่างแข็งขัน

คราวนี้เราจะขอนำเพื่อนๆมารับรู้เรื่องราวของ อายะฮฺในกุรอานที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมา และกลายเป็นเครื่องมือของพวกนักบูรพาคดีนำไปใช้ในการต่อต้านอิสลาม เพราะคำบอกเล่าที่ฏออีฟ หรือ เมาฏุอฺ นั้นเป็นอาหารแห่งความคิดอันโอชะที่เดียวสำหรับพวกเขา และจะมาดูว่า มันเป็นเช่นไร และถูกอุลามาอฺ ผู้เป็นทหารของอัลลอฮฺปกป้องในเรืองนี้ยังไง …ในช่วงท้าย จะพาเพื่อนๆเข้าใกล้กับยุคของพวกเรามากขึ้น กับเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เลือดของคนๆหนึ่ง กลายเป็นที่ต้องการและอนุญาตแก่มุสลิมทั่วโลก ถูกสาปแช่งไล่เสียจากมวลมุสลิม จนต้องไปซบอก กาฟิรอย่างรัฐบาลอังกฤษ เขาผู้นั้นก็คือ ซัลมาน รุชดี (Salman Rushdie)

อายะฮฺชัยฏอนกับการนำมาใช้ของพวกนักบูรพาคดี
ในช่วงปลายของยุคสมัยโมกุลแห่งอินเดีย นักบูรพาคดีคนหนึ่งชื่อว่า Sir William Muir(ค.ศ.1819-1950) ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ชีวิตของศาสดามุฮัมมัด ประวัติศาสตร์อิสลาม (ค.ศ 1858) โดยพยายามนำเรื่องราวของอายะฮฺชัยฏอนหรือ โองการที่อ้างว่าท่านนบีมุฮัมมัด(ซ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)ได้รับการดลใจมาจากชัยฏอน และท่านนำมาใส่ในอัลกุรอาน เป็นการพยายามสร้างความมัวหมอง และไม่น่าเชื่อถือแก่การเป็นศาสนทูต และ อัลกุรอาน… โดยอายะฮฺดังกล่าว ถูกเรียกว่า ฆอรอนีก อัลอูลา (Garanik al-‘Ula) ซึงพวกเขาอ้างว่าเป็นชื่อเรียกรวมของเจว็ด อัลลาต อัลอุซซา และอัลมานาต ซึ่งมีเนื้อความดังนี้ (โปรดดู ซูเราะฮฺอัน-นัจญ์ อายะฮฺที่ 19-23 และอักษรสีแดงคือ อายัตที่พวกเขาอ้างว่านบีมุฮัมมัดได้รับการดลใจเพิ่มมาจากชัยฏอน )

19. แล้วพวกเจ้ามิได้เห็นอัลลาต และอัลอุซซา
20. และตัวอื่นคือตัวที่สาม, มะนาต ดอกหรือ?
เหล่านั้นเองบรรดาเทวรูปอันสูงส่ง
ซึ่งความช่วยเหลือสามารถคาดหวังได้
21. สำหรับพวกเจ้ามีเพศชาย และสำหรับพระองค์ให้เพศหญิงกระนั้นหรือ?
22. ดูซิ นั่น เป็นการแบ่งส่วนที่ไม่ยุติธรรม
23. เหล่านี้มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นชื่อที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าตั้งมันขึ้นมาเอง อัลลอฮฺมิได้ทรงประทานหลักฐานอันใดลงมาเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย พวกเขามิได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากการคาดคะเนและสิ่งที่อารมณ์ปราถนา และโดยแน่นอน แนวที่ถูกต้อง (ฮิดายะฮฺ) จากพระเจ้าของพวกเขาได้มีมายังพวกเขาแล้ว
ถือว่านี่เป็นแรงบันดาลใจแก่นักทำลายอิสลามหลายต่อหลายคน(รวมถึง ซัลมาน รุชดี ด้วย) เพราะความเชื่อและช่องโหว่เช่นนี้ พวกเค้าจึงพยายามนำมาใช้โดยไม่พยายามตรวจสองถึงข้อเท็จจริงเลยแม้แต่นิดเดียว ที่มาของอายัตปลอมดังกล่าวนั้น Prof.Tor Andrae นักบูรพาคดีเยอรมันได้กล่าวไว้ว่า

…อิบนุซาอัด ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์อิสลามชื่อดัง ในศตวรรษที่ 9 ได้อ้างจากหะดิษหนึ่งที่เขาเคยได้ยินในช่วง ฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ 3 หรือ 2 ศตวรรษครึ่ง หลังจากท่านนบีมุฮัมมัดจากไปว่า ในระหว่างช่วงการอพยพไปยังอบิสีเนีย(เอธิโอเปีย)นั้น ท่านศาสนทูตกับบรรดาสาวกส่วนหนึ่ง(ยังมิได้ไป) ได้นั่งอยู่ที่กะอฺบะฮฺและได้อ่านซูเราะฮฺอัน-นัจญ์ในที่สาธารณะ (กล่าวว่าเป็นซูเราะฮฺแรกที่ให้มีการกราบเมื่อถึงอายะฮฺที่ถูกกำหนด และยังเป็นซูเราะฮฺแรกที่ถูกอ่านในที่ชุมนุมพวกกุเรช บริเวณกะอฺบะฮฺ — ดู ตัฟฮีมุลกุรอาน เล่ม7 หน้า 2726) โดยกล่าวว่าขณะที่ท่านนบีอ่านมาถึงอายะฮฺที่ 20 แล้วนั้น ชัยฏอนก็มากระซิบสั้นๆใส่หูนบี และกล่าวว่า “เหล่านั้นคือบรรดาเจว็ดที่เป็นที่สักการบูชา ซึ่งสามารถคาดหวังในความช่วยเหลือได้” แล้วท่านนบีก็อ่านอายะฮฺดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง แล้วท่านนบีก็ซูญูดและขอดุอาอฺ ทุกคนในเผ่ากุเรชต่างก็ทำตามกันทุกคน ยกเว้นคนไม่กี่คน เช่น
(ในเนื้อความของอิบนุ ซาอัด) กล่าวว่า ศัครูอันร้ายกาจของท่านศาสดาอย่าง วาลิด อิบนุ อัลมุฆีเราะฮฺ ซึ่งขณะนั้นแก่เฒ่ามากแล้วไม่สามารถโค้งตัวคำนับได้ จึงได้หยิบเม็ดดินแทนและโปรยบนศรีษะของตนเอง

(ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัศอูด(รอฏิยัลลอฮุอันฮุ) ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้น) กล่าวว่า ฉันเห็น อุมัยยะฮฺ บิน คอลัฟ เท่านั้นในบรรดาผู้ปฏิเสธที่ไม่ยอมก้มกราบ แต่แค่ได้หยิบฝุ่นดินขึ้นมาทาบนหน้าผากและกล่าวว่า แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับเขา และสุดท้ายฉันก็เห็นว่าเค้าถูกฆ่าตาย ในสภาพของผู้ปฏิเสธอิสลาม (ดู ตัฟฮีมุลกุรอาน เล่ม7 หน้า 2726)

และเมื่อได้ยินและเห็นท่านนบีกระทำเช่นนั้นแล้ว ทุกคนก็ดีใจกับมุฮัมมัดอย่างถ้วนหน้า(เหมือนว่านบียอมรับเจว็ดของพวกเขาแล้ว)และกล่าวว่า “เราทราบว่าอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงให้ความตาย ประทานชีวิต ผู้ทรงสร้างและดูแลรักษา แต่สำหรับเทวดาของเราแล้ว เราจะขอพรเพื่อพระองค์(อัลลอฮฺ) และด้วยเหตุที่ท่านได้มอบความเครพเยี่ยงพระเจ้าแก่พวกมัน(บรรดาเจว็ด) ดังนี้เราเอง(มุชริก)จึงอยากเข้าร่วมกับท่าน(นบีมุฮัมมัด)” เมื่อท่านนบีได้ยินเช่นนั้น ท่านตกใจและกังวลมาก ตลอดทั้งวันท่านได้แต่อยู่ในบ้านและอิบาดัตต่ออัลลอฮฺตลอดทั้งวัน ต่อมาท่านญิบรออีล จึงมาหาและกล่าวกับท่านนบีว่า “ฉันได้สอนอายะฮฺ 2 บรรทัดดังกล่าวแล้วหรือ” ท่านนบีจึงบอกว่าเป็นการคลาดเคลื่อนและกล่าวว่า “ฉันได้บอกกับอัลลอฮฺในอายะฮฺต่างๆ(ถ้อยคำต่างๆ) ที่พระองค์ไม่ได้วะฮฺยูมา”

ดังกล่าวนั้นเป็นรายละเอียดที่มาที่ไป และนักบูรพาคดีนำมาใช้โดยอ้างว่าเป็นเรื่องจริงจากเหตุการณ์ ที่ว่า ผู้อพยพในอบิสิเนียรีบกลับมามักกะฮฺหลังอพยพไปอยู่แค่สามเดือนเท่านั้น เพราะได้ข่าวว่าชาวมุชริกนั้นร่วมมือกับนบีแล้ว แต่ในข้อเท็จจริงหลังกลับมาแล้ว ก็ปรากฏว่า การทำลายล้างอิสลามยังคงรุนแรง(เป็นหลักฐานบอกว่า ไม่มีเหตุการณ์ที่มุชิรกซูญูดเพราะอายะฮฺปัญหาดังกล่าว แต่ซูญูดเพราะสาเหตุอื่น) ดังนั้นการกล่าวอ้างของพวกนักบูรพาคดีเพื่อยกเรื่องอายะฮฺชัยฏอนว่าเป็นเรื่องจริงนั้น จึงตกไป ดังการตอบโต้ของอุลามาอฺสองท่านที่เขียนในหนังสือของท่านดังเช่นที่ Tor Andrae เขียนเช่นกัน แต่มีการอธิบายเพิ่มเติมหลังจากนั้น(ซึ่ง Tor Andrae ไม่ยอมเขียนลง) หนึ่งท่านชื่อ มุฮัมมัด อัล-รีฏอ และอีกท่าน ดร.ฮุเซ็น ฮัยกัล ในหนังสือฮายาตูมุฮัมมัด(พิมพ์ที่ไคโร ค.ศ.1952) และท่านยังได้ชี้แจงประเด็นที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวนั้นไม่จริงดังต่อไปนี้

“…เราขอปฏิเสธข้อยืนยันของ เซอร์ วิลเลี่ยม มัวร์ ด้วยเหตุสองประการ ประการแรก ท่านอุมัร อิบนุ ค็อฏฏอบ ได้เข้ารับอิสลามอย่างเปิดเผยไม่นานหลังจากพวกเขาได้เดินทางไปยังเอธิโอเปีย อุมัรยอมรับในศาสนาของอัลลอฮฺ แม้ว่าแต่เดิมทีเขาเคยต่อต้านศาสนาอิสลามอย่างหนัก อุมัรไม่เคยต้องการจะปกปิดการเข้ารับอิสลามของเขา มิหน้ำซ้ำท่านยังได้ประกาศอย่างเปิดเผยต่อหน้าแกนนำหลายคนของเผ่ากุเรชว่าหากใครกล้าคัดค้านเขาแล้ว เขาพร้อมจะต่อสู้ด้วยอาวุธ อุมัรไม่ยอมให้มุฮัมมัด (ซ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) และมุสลิมในเวลานั้นอยู่กันอย่างเงียบๆเพื่อทำอิบาดะฮฺหรืออยู่แต่ในบ้านของ อัรกอม บิน อบี อัรกอม ที่อยู่ติดกับภูเขา ซอฟาร์ อุมัรเป็นผู้นำทำ อิบาดะฮฺอย่างเปิดเผย ณ วิหารกะอฺบะฮฺ ด้วยเหตุนี้เองที่ฝ่ายกุเรชตระหนักดีว่าความเข้มแข็งครั้งใหม่ของฝ่าย มุฮัมมัดและบรรดาสหายได้เกิดขึ้นแล้ว ตามด้วยการยอมรับอิสลามโดยบุคคลสำคัญคนอื่นๆในหลายกลุ่มเผ่าของกุเรช ซึ่งก็หมายความว่าเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ต่อต้านเป็นการส่วนบุคคลที่มีต่อตัวท่านมุฮัมมัดและสหายของท่านอย่างที่ได้เคยกระทำมาก่อนหน้านี้ อาจเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดสงครามและการนองเลือดระหว่างชนเผ่าแน่นอน จากสภาพการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้มุสลิมที่อพยพไปยังเอธิโอเปีย แล้วทราบข่าวดังกล่าว ประสงค์จะเดินทางกลับมายังมักกะฮฺอีกครั้ง

ประการที่สองนั้น อาจมีความเป็นไปได้ว่าในช่วงปี ค.ศ.615 นั้น พวกที่อพยพไปนั้นยังไม่กล้าตัดสินใจใดๆ เนื่องจากในเวลานั้นเอธิโอเปียเกิดความวุ่นวายในความขัดแย้งด้านศาสนาและเกิดกระแสการต่อต้านจักรพรรดิ เนกุส มุสลิมที่อยู่ที่นั้นเพียง 18 คน ภายใต้การนำของท่าน อุสมาน บิน อัฟฟาน ไม่ต้องการจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายดังกล่าว ด้วยเหตุนี้เองทำให้คณะเดินทางได้ตัดสินใจกลับมายังมักกะฮฺเร็วขึ้น …โดยฝ่ายมุฮัมมัดและกุเรชไม่ได้ดำเนินการเจรจาสงบศึกกันแต่ประการใดเหมือนที่เซอร์ วิลเลี่ยม มัวร์ ได้อ้างสาเหตุสำคัญที่ทำให้มุสลิมในเอธิโอเปียเดินทางกลับมายังมักกะฮฺ ข้ออ้างของเซอร์ วิลเลี่ยม มัวร์ สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องเล่า ฆอรานีก อัล-อูลา ที่ว่าเป็นจริงนั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการทางประวัติศาสตร์แต่ประการใดเลย “

ส่วนหนึ่งที่นักบูรพาคดีนำมาใช้ก็เพราะว่า มีปรากฏในตำราชื่อดังของชาวมุสลิมบางเล่ม เช่น ในตัฟซีร อัล-ฏอบารี(Tafsir al-Thabari) ว่าได้รายงานจากมุฮัมมัด บิน อิซฮาก ซึ่งได้รับรายงานจาก ยาซิด บิน ซัยยาด อัล-มาดานอีกทอดหนึ่ง และสายรายงานสุดท้ายนี้เชื่อว่า ได้รับมาจากรายงานจากมุหัมมัด บิน กะอฺอับ ซึ่งเป็น “เศาะหาบะหฺของท่านศาสดา” และเนื้อหาที่ปรากฏก็อ้างโดย อับดุลเลาะฮฺ อิบนุ ฮัตฏอบ ทั้งๆที่ในหนังสือรวบรวมหะดีษของอัล-ตุรมีซี(Al-Turmudzi เสียชีวิต ฮ.ศ.279 / ค.ศ. 892) ระบุอย่างชัดเจนว่า อับดุลเลาะฮฺ อิบนุ ฮัตฏอบ ไม่เคยมีชีวิตอยู่สมัยเดียวกันกับศาสดามุฮัมมัด!

โดนที่ท่าน มุฮัมมัด บิน อิซฮาก(Muhammaed bin Ishaq เสียชีวิต ฮ.ศ.151 / ค.ศ. 767) ระบุว่าเรื่องดังกล่าวถูกกุขึ้นมาโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพื่อลดความน่าเชื่อถือของท่านศาสนทูตแล้วอ้างว่าเป็นอายะฮฺของพระเจ้า …เพราะถ้าเพื่อนๆสังเกตให้ดีแล้ว อายะฮฺต่างๆที่ได้รับการกระซิบนั้น มันขัดแย้งกันเองกับอายะฮฺที่ตามมา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่แกนนำกุเรชจะยินดีปรีดา ทั้งที่เห็นอย่างชัดเจนว่า อายะฮฺต่อๆมานั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีการ ดูถูกและเหยียดหยาม ต่อเทวทูตอันเป็นที่บูชาของพวกเขา และเทวฑูตทั้งหมดเป็นเพียงบรรดาชื่อที่ตั้งขึ้นมาโดยพวกเขาและบิดาของพวกเขา? (ดู ซูเราะฮฺอัน-นัจญ์ อายะฮฺที่ 23)

ความจริงของเหตุการณ์วันนั้น
ความจริงในเหตุการณ์ครั้งที่ท่านนบีอ่านกุรอานหน้ากะฮฺบะฮฺนั้นคืออะไรล่ะ ? ในหนังสือตัฟฮีมุลกุรอาน ซัยยิด เมาดูดี ได้ อธิบายไว้ใน ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ของซูเราะฮฺที่ 53 อัน-นัจญ์มุ ไว้ว่า…
ตลอดระยะเวลานี้(ช่วงประทานซูราะฮฺ) ท่านไม่มีโอกาสที่จะได้อ่านกุรอานต่อหน้าที่ชุมนุมของผู้คนอย่างเปิดเผย เหตุผลสำคัญที่ทำเช่นนั้นไม่ได้ก็เพราะการต่อต้านอย่างรุนแรงจากบรรดาผู้ปฏิเสธนั่นเอง คนพวกนี้รู้ว่าบุคลิกภาพของท่านรอซูลุลลอฮฺเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากเพียงใดและรู้ว่าวิธีการเผยแพร่ของท่านและ อายะฮฺ กุรอานมีความน่าประทับใจขนาดไหน ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามที่จะไม่ฟังและยังพยายามขัดขวางคนอื่นมิให้มาฟังด้วย…คนพวกนี้ก็ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมเมื่อใดก็ตามที่ท่านนำกุรอานมาอ่านให้ผู้คนฟัง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้คนจะได้ไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านนำมาเสนอและด้วยเหตุนี้เองที่พวกเขาได้นำไปตราหน้าท่านว่าเป็นผู้หลอกหลวงผู้คน

…ในตอนนั้น อัลลอฮฺได้ทรงให้ท่านอ่านถ้อยคำตอนหนึ่งในซูเราะฮฺนี้ เมื่อท่านเริ่มอ่าน ความประทับใจของข้อความในซูเราะฮฺนี้ได้ทำให้บรรดาผู้ต่อต้านท่านซึ่งอยู่ในที่นั้นต้องนิ่งฟังเหมือนถูกมนต์สะกดจนไม่มีใครคิดที่จะสร้างความวุ่นวายขึ้นมา มิหนำซ้ำยังคล้อยตามท่านด้วยการกราบพร้อมกับท่านด้วย ต่อมาคนพวกนี้ก็ได้รู้ว่าตัวเองมีความอ่อนแอจนทำอะไรออกไปโดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้แล้ว คนพวกนี้(แกนนำกุเรช)ก็ยังถูกผู้คนแดกดันอีกว่ามัวแต่ห้ามคนอื่นไม่ให้ฟังกุรอาน แต่ตัวเองกลับมาฟังแล้วยังคล้อยตามด้วยการก้มกราบอีกด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงได้สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อลบล้างคำครหาของผู้คนโดยกล่าวว่า…หลังจากมฮัมมัดอ่านมาถึงตรง แล้วพวกเจ้ามิได้เห็นอัลลาต และอัลอุซซา และตัวอื่นคือตัวที่สาม, มะนาต ดอกหรือ? เราได้ยินมุหัมมัดกล่าวว่า “นั่นเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการยกย่องที่อาจจะช่วยขอไถ่โทษได้ ตรงนี้เองที่เราเข้าใจว่ามุฮัมมัดได้กลับมาสู่ศาสนาของเราแล้ว” แต่ความจริงก็คือ มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่คิดว่าในซูเราะฮฺนี้ ประโยคที่พวกเขาอ้างว่าได้ยินนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พวกเขากล่าวอ้าง

ซัยยิด เมาดูดี ยังเพิ่มเติมให้เราได้ดูอายะฮฺที่ 52 ในซูเราะฮฺ อัลฮัจญ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าท่านนบีมุฮัมมัดนั้นไม่เคยได้รับวะฮฺยูแปลกๆเช่นนั้น และแท้จริงมาจากอัลลอฮฺเท่านั้น

52. และ(โอ้ มุฮัมมัด) รอซูลและนบีทุกคน ที่เราได้ส่งมาก่อนหน้าเจ้านั้น(มักจะเป็นเช่นนี้) เมื่อใดก็ตามที่ เขาต้องการ* มารร้ายได้พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงความต้องการของเขา** แต่อัลลอฮฺได้ทรงทำลายความชั่วร้ายของมารและทรงยืนยันอายะฮฺทั้งหลายของพระองค์ เพราะอัลลอฮฺทรงรอบรู้ ทรงปรีชาญาณ

* ภาษาอาหรับ “ตะมันนา” มี 2 ความหมายด้วยกัน คือ “ต้องการ” และ “อ่าน” บางสิ่ง
** ถ้าหากใช้ความหมายแรก มันก็จะหมายความว่า : “มารร้ายได้พยายามที่จะขัดขวางความต้องการของท่าน” ถ้าหากใช้ความหมายที่สอง มันก็จะหมายความว่า “เมื่อนบีอ่านอายะฮฺของอัลลอฮฺ มารร้ายก็จะสร้างความสงสัยต่างๆเกี่ยวกับสัจธรรม และความหมายของอายะฮฺเหล่านั้นในความคิดของคน”

The Satanic verses แผนการร้ายของซัลมาน รุชดี
ข้อเขียนต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ อาจารย์ มูฮัมมัด ศิรอญุดดีน ได้เขียนไว้ใน หนังสือพิมพ์ทางนำ ไว้นานมากแล้ว คิดว่าจะเป็นประโยคอย่างมากหากเราได้มารับรู้เรื่องราวแผนการชั่วร้ายเช่นนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปลุกเครื่องมือหนึ่งในการทำลายอิสลาม ซึ่งในอดีตมันถูกตอกและฝังไว้ในความคิดผู้คนไปแล้ว แต่ต่อมา อายะฮฺชัยฏอน ก็ถูกนำมาใช้เพื่อการบิดเบือนศาสนาอิสลามอีกครั้ง และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าผู้ที่นำมาใช้ คนๆนั้นเป็นมุสลิม

ทุกวันนี้ หากเราได้เสริชใน google คำว่า Ex-muslim จะปรากฏลิงค์ออกมามากมาย ผู้คนที่พร้อมใจกันมุรตัดเหล่านี้ รวมกลุ่มตั้งองค์กรขึ้นมา บ้างก็เคยเป็นมุสลิม บ้างก็แอบอ้างว่าเคยเป็น แต่ที่ชัดเจนและน่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ คนเหล่านี้ได้สร้างเวบไซต์มากมาย(ดูได้จากลิงค์ของเวบ) ที่ดูผิวเผินแล้วแทบไม่ได้ต่างจากเวบของมุสลิม จริงๆ

ประเด็นหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อหาช่องโหว่ในการต่อกรกับอิสลามของพวกนักการทำลายอิสลามเหล่านี้ก็คือ บางส่วนของอัลกุรอานที่ถูกประดิษฐ์และขัดแย้งกันเองต่อความเป็นจริง

ซัลมาน รุชดี อาศัยแหล่งข้อมูลจจากผลงานของ อัล-ฏอบารี(Tafsir al-Thabari) และนักเขียนบางคน ที่มีเรื่องราวว่า ท่านนบีได้เติมอายะฮฺที่เกิดจากการดลใจของชัยฏอน ในซูเราะฮฺอัล-นัจญ์ และต่อมาญิบรออีลมาหา ท่านจึงตัดออก และขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น

ซัลมาน รุชดี เป็นนักเขียนชาวอังกฤษ เชื้อสายอินเดีย มีภูมิหลังจากครอบครัวของมุสลิม และศึกษาอิสลามในระดับมหาวิทยาลัย และดูเหมือนว่า รุชดี จะทำหน้าที่แทนนักบูรพาคดีได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งแค่ชื่อหนังสือก็กระทบกระทั่งจิตใจของชาวมุสลิมเสียแล้ว

เขากล่าวว่าเขาไม่ได้ดูถูกอิสลาม แต่เขาเขียนนิยายนี้ โดยอ้างจินตนาการเป็นเรื่องของความเพ้อฝันที่สลับซับซ้อนของการกำเนิดขึ้นของศาสนาหนึ่งที่สมมุติขึ้นมา ซึ่งบังเอิญจริงๆว่ามันมาคล้ายอิสลาม

ในนิยาย เริ่มจากบนเครื่องบินโดยสารลำหนึ่ง เที่ยวบินที่ เอ.ไอ.420 บินจากบอมเบย์ไปยังกรุงลอนดอน ขณะที่เครื่องบิน บินอยู่ระดับ 29,002 ฟุต เหนือช่องแคบอังกฤษ เครื่องก็ระเบิดขึ้นโดยฝีมือผู้ก่อก่รร้ายชาวซิก แต่มีผู้รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์สองคน เค้าดำเนินเรื่องเริ่มจากคนสองคนนี้คือ ญิบรีล ฟารีสตา เป็นดาราหนังอินเดียชื่อดัง ปลอมตัวหลบหนีชื่อเสียงหลังจากสรุปตัวเองว่าไม่มีพระเจ้า อีกคนคือ ซาลาดิน จัมจา พิธีกรทีวีของอังกฤษ

หนังสือเล่มนี้มีลูกเล่นทางภาษาดีทีเดียว กล่าวถึงความดีความชั่วในแบบเพ้อฝัน(ซึ่งเป็นแนวการเขียนของเขา – magical realism) ฟารีสตา เพ้อไปว่าตัวเองกลายรูปไปเป็นเทวทูตสวรรค์ญิบรออีล มีรัศมีสว่างไสวเป็นวงกลมเหนือหัว ส่วนจัมจามีเขาคู่หนึ่งงอกขึ้นมาบนหน้าผาก มีเท้าเป็นกลีบกลายเป็นพญามาร(ชัยฏอน)ไปชั่วคราว ญิบรีลได้ฝันเห็นเหตุการณ์ต่างๆในทะเลทรายอารเบีย โดยเขาอาศัยเค้าโครงชีวิตนบีมุฮัมมัดเป็นตัวบรรยาย เขาได้เสริมแต่งเรื่องราวขบขัน ความสัมพันธ์ทางเพศและการเมืองอย่างไร้การเครพใดๆ

ในนิยายเล่มนี้ มีศาสดานามว่า “มาฮูน” ซึ่งแปลว่า ปีศาจ (คริสเตียนสมัยกลางใช้เรียกนบีมุฮัมมัด) มาฮูนได้รับโองการจากพระเจ้าให้สั่งสอนสาวกกลุ่มหนึ่ง ในจำนวนนั้นมีคนนามว่า “ซัลมาน” ผู้ซึ่งสุดท้ายกลับมามองเห็นว่า ศาสดาที่ตนนับถืออยู่นั้น กระจอกยิ่งกว่านักต้มตุ่นที่มีบารมีและมีชีวิตเกลือกกลั้วอยู่กับเหล่าภรรยาซึ่งเป็นโสเภณี

ซัลมาน รุชดี พยายามนำเสนอทัศนะของตัวเองเกี่ยวกับปรากฏการณ์อันเรียกว่า การประทานโองการจากพระเจ้า โดยเนื้อเรื่อง 6 ใน 9 บทพาดพิงถึงระบบอิสลามทั้งนั้น(อ้างไม่ได้เลยว่าไม่เกี่ยว) รวมถึงชีวประวัติบุคคลในประวัติศาสตร์อิสลาม ซึ่งถูกรุชดี ตบแต่ง เสกสรรและดัดแปลงด้วยถ้อยคำเยาะเย้ยดูถูกเหยียดหยาม หมิ่นประมาทอิสลามอย่างร้ายแรง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
มาฮูน…มนุษย์หรือหนู?
ณ เมืองของนักธุรกิจเมืองหนึ่ง นามว่าญาฮิเลีย(ชื่อมักกะฮฺที่รุชดีดัดแปลงขึ้น) …ที่เมืองนี้แหละ มาฮูนศาสดาซึ่งแต่เดิมเป็นนักธุรกิจได้พบศาสนายิ่งใหญ่ทั้งหลายของโลก และแล้ว…เสียงหนึ่งก็กระซิบกระซาบเข้าที่หูของเขาว่า “เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นอะไร? มนุษย์ หรือ หนู?”

อิบรอฮีม…เจ้ามหาวายร้าย
“…อิบรอฮีมผู้เฒ่า มาที่หุบเขาแห่งนี้พร้อมกับนางฮาตร์และอิสมาอีล ผู้เป็นบุตรชายของทั้งสอง ณ ที่ทุรกันดารแห่งนี้แหละ เขาทอดทิ้งนาง นางถามเขาว่า นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าหรือ? เขาตอบว่า มันเป็นเช่นนั้น แล้วเจ้ามหาวายร้ายก็จากไป”

“คนพเนจร”และ“เดนมนุษย์”
“คอลิดคนขนถ่ายน้ำก็อยู่ที่นั่น รวมทั้งเจ้าคนพเนจรจากแดนเถื่อนทมิฬของเปอร์เซียนามซัลมานก็อยู่ที่นั่น และเพื่อให้เดนมนุษย์ครบองค์สามก็มีเจ้าทาสบิลาลอสูรกายหมึกร่างยักษ์รวมอยู่ด้วย…”

“วุดูอฺ” วุดูอฺกันครั้งแล้วครั้งเล่า
“สาวกของมาฮูนสามคน กำลังทำความสะอาดอยู่ที่บ่อน้ำซัมซัม…วุดูอฺ วุดูอฺกันครั้งแล้วครั้งเล่า จากขาขึ้นมายังเข่า จากแขนลงไปตามข้อศอก จากศรีษะลงมาถึงคอ เนื้อตัวแห้งผาก แขนขาเปียกปอน และศรีษะแฉะชื้น คนพวกนี้ดูพิกลอะไรเช่นนั้น กระดำกระด่าง ทำความสะอาดแล้วก็สวดมนต์”

“ชารีอะฮฺ” ว่าด้วยสิ่งระยำทั้งหลาย
ผู้ศรัทธาดำเนินชีวิตอยู่โดยไร้ขื่อไร้แป แต่ทว่าหลายปีมานี้ มาฮูน ผู้ซึ่งเราควรเรียกว่า ญิบรีล ประมุข ทุตสวรรค์ดี? หรือเรียกว่า อัลลอฮฺดี? ได้ถูกเรื่องกฎหมายเข้าครอบครองงำสติ…ญิบรออีลปรากฏกายต่อศาสดาและพบว่าเขาเองพ่นกฏเกณฑ์แล้วกฏเกณฑ์เล่า ออกมาแบบน้ำไหลไฟดับ จนกระทั่งผู้ศรัทธายากจะอดทนต่อพระโองการที่ถูกประทานลงมาในแง่มุมต่างๆได้อีกต่อไป(ซัลมานกล่าว) กฏเกณฑ์ต่างๆนั้น ล้วนว่าด้วยสิ่งระยำทั้งหลาย ถ้าชายคนหนึ่งผายลมก็ให้เขาหันหน้าสู้ลม มีกฎหนึ่งระบุว่า ถ้าประสงค์จะทำความสะอาดกันก็ให้ใช้มือล้างเสีย

พระโองการที่ประทานลงมานั้น…บอกกับผู้ศรัทธาว่าให้กินมากน้อยแค่ไหน ควรหลับนอนให้สนิทแค่ไหน และท่วงท่าเพศสัมพันธ์แบบใดจึงจะเป็นที่อนุมัติจากพระเจ้า ดังนั้นผู้ศรัทธาจึงได้เรียนรู้ว่า การสังวาสที่ผิดธรรมชาติควบคู่กับงานดะฮฺวะฮฺนั้น ได้รับการยอมรับจากประมุขแห่งทูตสวรรค์…

นอกจากนี้ รุชดี ยังเขียนถึงบรรดาภรรยาของท่านนบี เปรียบเปรยแป็นพวกโสเภนี ที่อาศัยอยู่ที่กะอฺบะฮฺ ซึ่งจะไม่ขอนำมาเขียนในที่นี้(เพราะเหยียดหยามอย่างน่าเกลียดเกินไป) …นะอูสุบิลลาหิมินซาลิก ขออัลลอฮฺทรงสาบแช่งมันด้วยเถิด

…เมื่อ ซัลมาน รุชดี ถูกมวลมุสลิมต่อต้านทั่วโลกแล้วนั้น เค้าได้กล่าวว่า “ผมจะต่อต้านพี่น้องมุสลิมได้อย่างไร ก็ในเมื่อทั้งครอบครัวของผมเป็นมุสลิม” มีนักเขียนและนักข่าวหลายท่านต่างก็กล่าวว่าเขาไม่ได้ต่างจากผู้ไร้ศรัทธา และไม่เคยกล่าวอ้างเช่นนั้นเลย เขากล่าวว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงมิใช่เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่เป็นไปเพื่อตรวจตราธรรมชาติแห่งมนุษย์ สำรวจแนวความคิดที่มนุษย์พึ่งพิงอยู่กับมัน เขาบอกว่าเขาเชื่อในความเป็นมนุษย์แต่ไม่เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ ในจินตภาพของผมคือ ใครสักคนหนึ่งที่ใฝ่ใจในศาสนาอย่างจริงจัง โดยปราศจากความงมงาย…มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย

แต่ในความเป็นจริงนั้น รุชดีสนใจเพียงแค่ต้องการพิสูจน์ทฤษฏีของตนเอง หรือพยายามหาเหตุผลสนับสนุน ในการพยายามที่จะปฏิเสธสภาวะศาสนฑูต การประทานโองการของพระเจ้า ตลอดจนความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ที่ฉายอยู่ในตัวของท่านนบีมุฮัมมัด เขาอิงอยู่กับพวกนักบูรพาคดีทั้งหลาย เพราะนั่นมันสะดวกต่องานของเขา สามารถบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ กุเรื่องอย่างน่าเกลียด และสร้างทูตสวรรค์เป็นผู้มีวิปลาสทางเพศ ฑูตสววรค์ผู้ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนได้ถ่ายทอดคำสอนใดให้กับผู้เป็นศาสดา

อาจารย์ มุฮัมมัด ศิรอญุดดีน ยังกล่าวตอนท้ายว่า บางที เราน่าจะพูดว่า เขาไม่มีอีมาน(ความศรัทธา) หลงเหลืออยู่เลย อีกทั้งยังมิใช่ผู้ที่ดูเหมือนว่าพยายามสำรวจตามสำนึกในทางศาสนาแต่อย่างใด

เหตุการณ์สำคัญ ช่วง ค.ศ. 1988-1989 (พ.ศ.2531-2532)
ใน พ.ศ. 2531 The Satanic verses ได้รับรางวัล Whitbread prize หลังถูกตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์เพนกวิน ลอนดอน ต่อมาถูกยับยั้งพิมพ์โดยอินเดีย ปากีสถาน และแอฟริกาใต้(ภายใต้การทำงานของ เชค อะฮฺมัด ดีดาต) และประเทศอิสลามอื่นๆเกือบทั่วโลก จึงมีการส่งทอดไปยังสำนักพิมพ์อีกแห่งในอเมริกาคือ สำนักพิมพ์ไวกิ้ง จนในปี 2532 ถูกขู่วางระเบิด และปิดทำการไป แต่ก็ยังมีการพิมพ์ต่อย่างลับๆ ด้วยการสนับสนุนของยิว และ ประเทศตะวันตก

14 มกราคม ปี พ.ศ. 2532 มุสลิมในเมืองแบรดฟอร์ด เมืองทางตอนเหนืออังกฤษเดินประท้วง เผาหนังสือ และเรียกร้องให้ขจัดหนังสือเล่มนี้ ต่อมา 14 กุมภาพันธ์ โคมัยนี ผู้นำโลกชีอะฮฺของอิหร่าน เรียกร้องให้มุสลิมประหารซัลมาน รุชดี ส่งผลให้ผู้พิมพ์ ซัลมาน และ ภรรยา ต้องหลบซ่อนตัว 23 กุมภา ดารุลอิฟฏออฺ กระทรวงศาสนาของซาอุดิอารเบีย ฟัตวา ว่าซัลมาน รุชดี ตกมุรตัดแล้ว พร้อมกันนั้น อดีตนักร้องชื่อดังของอังกฤษ แคท สตีเวน(ยูซุฟ อิสลาม) ก็ออกมาสนับสนุนคำสั่งประหารซัลมาน รุชดี และในวันที่ 7 มีนาคม มุสลิม 500 กว่าคนก็มีการประท้วงในไทย โดยเดินทางไปสถานทูตอังกฤษแห่งประเทศไทย นายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหนังสือเล่มนี้ ตามคำขอของมุสลิมไทย

ขอฝากบทความยาวเหยียดนี้ด้วย ข้อเขียนของซัยยิด เมาดูดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านสรุปไว้ตามที่ที่ซูเราะฮฺ อัน-นัจญ์ต้องการจะบอกเรา(ดู ตัฟฮีมุลกุรอาน เล่ม 7 หน้า 2729)…

“ศาสนาที่ถูกต้องและแท้จริงก็คือศาสนาที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และความเป็นจริงนั้นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความปรารถนาของผู้คน…การคาดเดาไม่อาจที่จะช่วยตัดสินว่าอะไรเป็นไปตามความเป็นจริงและอะไรมิได้เป็นเช่นนั้น ความรู้ต่างหากที่จะช่วยตัดสิน เมื่อความรู้ได้ถูกนำมาเสนอต่อหน้าพวกเจ้า พวกเจ้าก็กลับหันหลังให้และตราหน้าผู้ที่บอกความจริงว่าเป็นผู้หลงผิด สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้พวกเจ้ายังหลงอยู่ในความผิด ก็คือ พวกเจ้าไม่ใส่ใจต่อโลกหน้า เป้าหมายของพวกเจ้า ก็คือโลกนี้เท่านั้น ดังนั้น พวกเจ้ามิได้มีความต้องการใดๆที่จะรู้ความจริงและมิได้ใส่ใจที่จะดูว่าความเชื่อของพวกเจ้านั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่”
วัสลาม…


ดร.ฮุเซ็น ฮัยกัล (Hussein Heikal 1888 – 1956) กับหนังสือของท่าน “ฮายาตูมุฮัมมัด” (ฉบับปี ค.ศ.1952)

ซัลมาน รุชดี (Salman Rushdie,born 1947) กับหนังสือเจ้าปัญหา ในปี 1989 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่โดน โคมัยนี ฟัตวาให้มุสลิมฆ่าเขาได้ และรูปขวา ปี ค.ศ. 2007 ได้รับยศอัศวิน(Sir) จาก Queen Elizabeth ll แห่งอังกฤษ
แสดงว่าอังกฤษไม่เคยเคารพสิทธิของมุสลิมเลย และยังเป็นเกียรติยศที่บอกให้รู้อีกว่าทำชั่วก็ได้ดีได้ด้วยแหะ …

นิตยสารวิเคราะห์การเมืองชื่อดังของโลก ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจยิว ..ในรูปเป็นฉบับในปี ค.ศ.1989 รูปซ้าย
เล่นเรื่องสำคัญ  คือการฟัตวา(ข้อชี้ขาดทางศาสนา) ที่ออกโดยโคมัยนี ให้สังหารซัลมาน รุชดี ได้

ภาพการประท้วง “The Satanic verses” ทั่วโลก

ในประเทศไทยก็มีการต่อต้านชัยฏอนรุชดีเช่นกัน .. ภาพปี พ.ศ. 2532 (สนท.เป็นแกนหลักของฝั่งนักศึกษา)แหล่งข้อมูล

ยิ่งสัจธรรมทอแสงมากขึ้นเท่าใด   ความจอมปลอมก็จะถูกฝั่งจมดินมากขึ้นเท่านั้น…

Al-Muhajiroun movement, UK

แหล่งข้อมูล

ตัฟฮีมุลกุรอาน เล่ม4 และ เล่ม 7 , เมาลานา ซัยยิด  อบุล อะลา เมาดูดี  เขียน บรรจง บินกาซัน แปล
บูรพาคดีกับอิสลาม, ยูซุฟ ซูอิบ  เขียน รศ.ดลมนรรจน์ บากา และ อาจารย์ นุมาน หะยีมะแซ แปล
หนังสือพิมพ์ทางนำ (Islamic guidance post) ปีที่ 7 ฉบับที่ 84 เมษายน 2532

………………………………………………………………………………………………………………………
อ่าน  A wake  A story เอนทรี่เก่าๆได้ที่ http://www.muslimpsu.net/board/index.php?topic=673.0
แท้จริงการศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามนั้น คือการเติมเต็มความอิ่มเอิบแห่งอีหม่าน

 +เติมเต็มระบอบชีวิตด้วยกลิ่นไอแห่งอิสลาม ผ่านการศึกษาอัลกุรอานกับโครงการ Ayah Aday
เชิญพี่น้องผู้สนใจ รับความรู้ผ่านอีเมล์ โดยแอดเราได้ที่  ayah.aday@gmail.com

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s