โรงเรียนตัรบียะฮฺ

หากจะเทียบมหาวิทยาลัยคือเมืองๆหนึ่ง อันเพียบพร้อมไปซะทุกอย่างที่จำเป็นต่อปากท้องอย่างเซเว่นอิเลฟเว่นจรดธนาคารอันเป็นแหล่งสะสมวัตถุธาตุแห่งดุนยาที่บางส่วนของมนุษย์ในโลกนี้ยกมันขึ้นหิ้งและปฏิบัติกับมันดั่ง ‘พระเจ้า’ แล้ว บ้านพักหลักเล็กๆของผมนอกมหาวิทยาลัยก็คงจะเรียกได้ว่าอยู่ในเขต ‘ชานเมือง’

ที่นี่เกือบทุกวันตอนเย็น เราจะเห็นรถเข็นคันหนึ่งบรรทุกข้าวของมากมายเกินตัว มีทั้งขวดพลาสติกกองสูงพะเนิน กระดาษลังที่ถูกแกะและพับเรียงซ้อนกันอย่างเนืองแน่น ล้อของมันดูท่าจะไม่ดีนัก สนิมที่เกาะโขยงอยู่ตรงริ้วล้อ บ่งบอกถึงอายุการใช้งานของมันได้เป็นอย่างดี ผมแอบมองจากด้านบนของบ้านพัก เจ้าของรถเข็นเป็นคุณยายแก่เงิ่กงั่ก เดินช้า-ช้า จะมีก็เพียงสุนัขสองตัวเพื่อนยาก เดินตามหลังยาย มันคลอเคลียกับคุณยาย บางเวลาก็ช่วยกันงับขวดมาให้ยาย ไม่มีท่าทีรังเกียจหญิงชราเลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามกับผู้อ้างเป็นสัตว์ประเสริฐอีกหลายคน ที่ไม่เคยเหลียวแลซ้ำยังหยามเกียรติคนอย่างยายด้วยคาพูดว่า ‘คนหากินกับขยะ’ ยายเดินหลังค่อมนิดหน่อย แกใช้เวลานับนาทีได้กว่าจะข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เพื่อไปหยิบขวดพลาสติกหนึ่งใบที่ถูกทิ้งไว้ สาหรับยายแล้ว ขวด 1 ใบนี้มีค่าเทียบเท่าลมหายใจและชีวิต ขณะเดียวกันคนในเมือง ประชากรส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและคณาจารย์ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ก็แลเห็นขวด 1 ใบมีค่าเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เพียงคิดแค่ว่ามันจะถูกรีไซเคิลไปใช้ใหม่(เก๋ดี) ส่วนที่ว่ามันจะสร้างมูลค่าให้กับคนบางคนเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตในแต่ละวันนั้น ก็ช่างปะไรมัน

เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมพี่น้องที่นราธิวาส ครูท่านหนึ่งได้นาศีหัตว่า ในสังคมปัจจุบัน เรามีวิธีอะไรบ้างที่จะฟื้นฟูมันขึ้นมาตามเจตนารมณ์ของอิสลาม เรามองและคิดอะไรบ้างเมื่อเห็นกาฟิรทั่วไป ที่ผ่านมาวัยรุ่นมุสลิมหลายคนถูกมอมเมาด้วยแนวคิดชาติพันธุ์นิยม เห็นกาฟิรทีไรก็จะไม่ถูกเหมารวมเข้ากับสังคมเรา เป็นกาฟิรฮัรบีไปเสียหมด โดยลืมไปว่าสมัย นบีหรือคุละฟาอัรรอชิดีนนั้น มีทั้งคริสเตียนและยิว อาศัยร่วมกับมุสลิมในเมืองที่ถูกปกครองด้วยอัลกุรอาน ในสังคมเรา กาฟิรหลายคน เขาเป็นคนไม่รู้ ไม่ใช่เป็นคนต่อต้านอิสลาม ในวันกิยามัต เขาจะฟ้องร้องต่ออัลลอฮฺว่าบนดุนยานั้น ‘ข้าพเจ้าเพียงแต่เห็นและพบเจอมุสลิม พวกเขาอยู่ใกล้ๆเรา แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าอิสลามคืออะไร พวกเขาไม่เคยแสดงให้เห็นและบอกเราเลย’ เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังเรื่องๆหนึ่งว่า เขาเคยซื้อข้าวห่อและน้ำไปให้ยายที่นั่งขอทานบนสะพานลอยข้ามไปโลตัสหาดใหญ่ เพื่อนคนนี้ยังนั่งคุยกับยายอย่างไม่รังเกียจ ขณะที่ชนชั้นกลางหลายต่อหลายคนเดินผ่านไปผ่านมาหน้ายาย แม้เวลาจะล่วงเลยจนตะวันจะลับขอบฟ้าแล้ว แต่เงินในแก้วขอทานใบเก่าๆของยายยังมีเหรียญนับได้ไม่ถึง 20 บาท ยายยกมือขึ้นซะสูงเหนือหัว ตอนเพื่อนยื่นข้าวให้แก ยายไม่รู้ว่าไหว้แบบนี้ เขาไม่ใช้กับคนธรรมดาด้วยกัน ยายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศาสนาที่ยายนับถือมากว่า 80 ปีนั้นคืออะไร สอนอะไร…

ในฐานะดาอีย์คนหนึ่ง เราจะต้องขัดเกลาหัวใจตนเองให้เข้ากับคนเหล่านี้ พวกเขาเป็นคนธรรมดาที่ไม่รู้ ไม่ใช่นักวิชาการที่อ่านหนังสืออย่างแตกฉาน แต่หัวใจนั้นปฏิเสธสัจธรรมอย่างแข็งกร้าว บางทีเราต้องกลับมาคิดว่าความรู้ศาสนาของเราคงมิใช่มีไว้เพื่อดะฮฺวะฮฺคนศาสนาอื่นที่มีพลังถึงขั้นดีเบตกับเราได้เท่านั้น หากแต่ต้องมอบให้แก่คนธรรมดาๆข้างๆเราด้วย คนที่ถูกขัดเกลาจิตใจ(ตัรบียะฮฺ) เขาจะต้องไม่อายที่จะนั่งพูดคุยอิสลามกับขอทาน เขาจะต้องไม่อายที่จะล้างส้วมเป็นเพื่อนกับภารโรงแทนคนหมู่มาก เขาจะต้องไม่อายที่จะซื้อน่องไก่ให้หมาขี้เรื้อนแก่ง่อกแง่กจะตายมิตายแหล่ข้างถนน เขาจะต้องกล้าที่นั่งคุยกับคนทางานเก็บขยะ เพราะหากไม่มีพวกเขาบ้านเมืองก็จะสกปรก ความคิดที่ว่าการศึกษา อาชีพ เกียรติยศ ตำแหน่ง แบ่งชนชั้นผู้คนในสังคมนั้น คนที่ถูกตัรบียะฮฺจะต้องขจัดมันออกไป เหลือไว้แค่คนสูงส่งนั้น คือคนที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺมากที่สุด หากแม้นว่าเราเจอชาวนาผู้หนึ่งแต่เขามีความยาเกรงต่ออัลลอฮฺมากกว่าเศรษฐีคนหนึ่ง เราก็จะต้องยกย่องและให้เกียรติชาวนาผู้นั้นเป็นที่หนึ่ง นี่คือความจริงของชีวิตที่ควรจะเป็น และนี่คือระบอบอิสลาม ระบอบที่ทำให้ผู้ปกครองเท่าเทียมผู้อยู่ใต้ปกครอง ระบอบที่ทำให้บ้านของผู้ปกครองอาณาจักรมีเพียงโอ่งเก็บแป้งขนมปัง จอกน้ำ และเตียงเก่าๆ ข้างฝาผนัง…

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการสะสมความดีไว้ในหัวใจซึ่งถูกชโลมด้วยการตัรบียะฮฺ และให้มันโพยพุ่งออกมาด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘อัคลาก’ แสดงให้เห็นว่าเราคืออัลกุรอานที่เดินได้สิ ในเมื่ออัลกุรอานและหะดีษนบีเป็นธรรมนูญของชีวิตเรา ผ่านกระบวนการเหลาหัวใจด้วยการตัรบียะฮฺแล้ว อินชาอัลลอฮฺ ‘อุทยานของคนดี’ ดั่งชื่อหนังสือนามอุโฆษของท่านอิมามนะวาวีย์ จะค่อยๆประทับอยู่ในใจเรา แพร่ไปยังคนรอบข้าง สังคม และประชาชาติ แล้ววันนั้นรัฐแห่งอิสลามก็จะตามมา โดยมิต้องสร้างอาคารบ้านเรือนแห่งอิสลามนับแสนนับล้านบาท ให้มันล่องลอยอยู่ในความฝัน รอท่าผู้คนที่ยังไม่ถูกสร้างด้วยวิถีนบีที่แท้จริงเข้าไปอยู่ มันไม่ใช่สังคมในอุดมคติ หากแต่มันเคยมีมาแล้วด้วยผลิตผลจาก ‘โรงเรียนนบี’ โรงเรียนแรกของเหล่าเศาะหะบัต และบรรพชนที่รัก

ของพวกเราเมื่อ 1432 ปีมาแล้ว…

ชาวนากับแมว l วารสารสมิอฺนา 09

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s