สมรภูมิรบอัตตัรบียะฮฺอิสลามิยะฮฺ

1

ผมนั่งมองตัวเองผ่านเศษกระจกบานเล็กๆ สภาพของมันมีรอยปริแยกและรอยเขม่าควันติดเป็นหย่อมๆไม่ต่างจากใบหน้าของผมในกระจก เขม่าควันกับรอยลิ่มเลือด ปรากฏให้เห็นบนใบหน้า ผมหายใจหอบและหืด และแทบจะไม่สม่ำเสมอ เหงื่อก็ไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ขาขวาของผมตอนนี้ บาดเจ็บหนัก พริบตาเดียวของแรงระเบิด ผมใจสั่นระริก มารู้ตัวภายหลังว่าขาขวาผม ขยับไม่ได้เสียแล้ว

ผมมองใบหน้าผมอีกครั้ง มันโทรม และน่าสะพรึงกลัว แววตาในกระจกเหมือนกับแววตากวางหนุ่มในทุ่งหญ้าแอฟริกา ที่ตกใจและกลัวจับใจ กับฉากการตะครุบเหยื่อของสิงโตดุร้ายพวกนั้น

เมื่อเดือนก่อน…พวกเราเดินทางมาที่นี่เพื่อที่จะเติมเต็มประโยคที่ว่า

“ มุสลิมเป็นพี่น้องกัน เปรียบประดุจเรือนร่างเดียวกัน ส่วนใดเจ็บปวด…”

ทีนี้ในอดีตเคยถูกโลกเรียกว่าปาเลสไตน์ ประเทศนี้สำคัญต่อประวัติศาสตร์โลกอย่างมาก ศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม ก็มีบทบาทเป็นอย่างมากในดินแดนนี้ บรรดาบรมศาสดาของพระเจ้าที่เรารู้จัก เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเคยเดินทางและพานักอยู่ที่นี้เช่นกัน กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างนบีดาวุด(เดวิด) กับนบีสุไลมาน(โซโลมอน) ก็ปกครองที่นี้มาก่อน

แต่วันนี้มันไม่ใช่ของเราแล้ว โลกไม่มั่นใจในตัวเองว่าจะเรียกที่นี้ว่า ประเทศปาเลสไตน์ หรือ ประเทศอิสราเอลดี จิตใจของผม กระวนกระวาย หัวใจผมเต้นถี่ขึ้น ร่างกายผมร้อนผ่าวไปหมดทั้งตัว

“อะอูซุบิลลาห์ ฮิมินัชชัยฏอน นิรรอญีม”

ผมพึมพำภายใน ผลักไสมารร้าย และ ความเลวร้ายออกไป ผมมีอัลลอฮฺอยู่

วันนี้เป็นวันที่เก้าของสงครามกลางเมืองแล้ว ผมและพี่น้องมุญาฮีดีนอีกหลายคนต่างกระจัดกระจายไปตามหน้าที่ที่อมีรสั่งการ ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นยังไงบ้าง ตลอดเวลาของสงคราม ยิวมันเล่นโยนระเบิดจากเครื่องบิน มันโปรยลงมาแบบไม่เลือกเป้าหมาย เด็ก คนแก่ มันกวาดไปเรียบ เป็นการต่อสู้ที่ขี้ขลาดตาขาวมาก ผมเห็นแล้วมันช่างคล้ายวิถีสงครามของอเมริกาเสียจริงๆ ไม่ว่าประเทศอันธพาลนี้จะรบที่ใด ญี่ปุ่น เวียดนาม อัฟกัน อิรัก พวกมันไม่กล้าที่จะรบด้วยทหารราบเลย ตัวอย่างในญี่ปุ่นชัดเจนที่สุด พวกมันบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ ด้วยการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ “Little boy” ลงฮิโรชิมา และ นางาซากิกับอีกลูก เพื่อที่จะบีบบังคับให้กองทัพญี่ปุ่นทั้งในและนอกที่กาลังสู้รบกับอเมริกา ยอมแพ้แต่โดยดี พวกมันไม่เคยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตหนึ่งในนางาซากิ หรือชีวิตหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นผู้เฒ่าที่รอตายอย่างสงบท่ามกลางญาติๆ หรือแม้แต่เด็กทารกผู้ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกในวันนั้น ผู้คนตายไปนับแสนเพื่อเหตุผลสกปรก อย่างเพื่อป้องกันพลเมืองอเมริกัน หรือ ความจาเป็นในสงครามบ้าๆ ที่พวกทหารเป็นคนก่อ ไม่ไช่ประชาชนตาดาๆเหล่านี้เลย หรือเพื่อเหคุผลลับที่โลกไม่ยอมโง่พอที่จะทาเป็นไม่รู้ อย่างเช่น เป็นการทดลอง(สูตร)ระเบิดลูกใหม่ เป็นต้น หรือจะเป็นตัวอย่างในการรบที่อัฟกัน พวกมันบีบนักรบฏอลิบาน ด้วยการทิ้งระเบิดปูพรมคาบูล เมืองหลวงและเมืองต่างๆ ประชาชนล้มตายมากมาย จนมุลลอฮฺ อุมัร ต้องนำนักรบฏอลิบานลงไปตั้งหลักที่เมืองทางตอนใต้ชื่อ คอนฏอฮัร โดยท่านกล่าวว่า เราจะไม่อยู่ที่เดิม เพราะนั้นหมายถึงชาวบ้านในเมืองจะต้องตายมากยิ่งขึ้นดวงตาเคล้าน้ำตาของคุณปู่คนหนึ่งในวันที่ผมและเพื่อนๆอีกเจ็ดคนมาที่นี่ยังคงตรึงใจผม ปู่คอลิดบอกผมว่า เค้าดีใจมากที่เด็กหนุ่มอย่างเรามาร่วมกันสู้“แล้วพวกเอ็งมากันแค่นี้หรอ…” ปู่คอลิดพูดพลางเอามือเหี่ยวๆ แต่อบอุ่นของแกลูบหัวผมตามประสาคนแก่ใจดี…ว่าแล้วก็คิดถึงพ่อขึ้นมาเลย

“เอ่อ…คือที่จริงที่มหาลัยของผมมีเด็กหนุ่มอย่างพวกเราอีกเยอะครับ แต่..”

ผมชะงักลงไป เพราะอะไรบางอย่าง

วันนั้น ผมไม่มีคำตอบให้คุณปู่ ว่าทำไมพวกเราถึงมากันแค่นี้

ปู่คอลิดบอกเราว่า ชีวิตของเขา ห้าสิบปีมาแล้วที่ต้องอยู่แบบนี้ พวกเราต้องถูกกดขี่และไล่ออกจากบ้านตัวเอง พวกยิวมันเอารถบูลโดเซอร์คันใหญ่ มาขุดและถอนบ้านพวกเราออกไป นอกจากพวกมันจะอพยพมาอยู่ที่นี่และไล่พวกเราไปแล้ว แม้แต่บ้านมันก็สร้างใหม่ขึ้นมาทับบ้านหลังเก่าของเรา เพราะพวกมันถือว่าพวกเราที่ไม่ไช่ยิวหรือกอยยิมนั้น เป็นสัตว์เดรัจฉาน บ้านเรามันยังรังเกียจที่จะเห็นและสัมผัส

“มันเห็นบ้านเราเหมือนรูหนูนั้นล่ะ” ลุงคอลิดพูด

“เหมือนคนบางคนที่เห็นสัตว์เดรัจฉานเป็นไม่ได้ ต้องไล่ตีและทุบรังมันออกมา”

“เราก็เหมือนพวกหนูขี้โรคนั่นล่ะ” ลุงคอลิดปิดท้ายวงสนทนาในวันนั้น

ที่นี่เรามีมัสยิดอัลอักศอ ที่ครั้งหนึ่งกษัตริย์ไฟซอล กษัตริย์ซาอุยุคหลังหนึ่งเดียวที่พยายามปกป้องที่แห่งนี้ จนพระองค์ต้องเสียชีวิตไป แต่วันนี้พวกทหารยิวครอบครองอยู่ มันไม่ให้พวกเราเข้าไปละหมาด เด็กๆเราต้องสู้กับมัน พวกเราไม่มีปืนแต่มีก้อนหินกับจิตใจที่แข็งแกร่ง

และนั่นมันหนึ่งเดือนมาแล้ว…

ตอนนี้ เมืองของเราในปาเลสไตน์ถูกยิวครอบครองไปหมดแล้ว โดยที่ประเทศที่เรียกตัวเองว่ามุสลิมรอบๆเราได้แต่มอง ไม่ทำอะไรเลย และเมืองต่อไปก็คือที่นี้ ฆ็อซซะ ผมคิดถึงคุณปู่คอลิด ตอนนี้แกเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ทั้งเมืองเต็มไปด้วยเปลวเพลิง พวกยิวมันทิ้งระเบิดลงมาเกือบทุกแห่ง บ้านและมัสยิดของพวกเราถูกพังอย่างราบคาบ พวกมันกระชากเด็กสาวและคนแก่ขึ้นรถ คัมภีร์ตัลมูดของพวกมัน ถือว่าเราเป็นสัตว์ มันจะทำอะไรกับเราก็ได้

พวกยิวขยี้พวกเราอย่างโหดร้ายที่สุด โลกอาหรับได้แต่จัดประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย สองวันก่อนผมได้ข่าวว่ามีพี่น้องเราหลายคนพยายามหนีภัยข้ามแดนไปยังอียิปต์ แต่ประเทศมุสลิมประเทศนี้ ที่ครั้งหนึ่งเป็นจุดกำเนิดของขบวนการคนหนุ่มสาวที่พวกยิวมันกลัวนักกลัวหนา กลับห้ามไม่ให้พี่น้องมุสลิมด้วยกันหนีเข้าไปหลบภัย ซ้ำยังมีการร่วมมือกับอิสราเอลในการสร้างรั้วเหล็กกั้นระหว่างสองประเทศ ไม่ให้ผู้หลบภัยมุสลิมใช้เป็นที่หลบหนีได้อีก

2

ท่านพร้อมไหมที่จะตาย เพื่อให้คนอื่นมีชีวิตอยู่

ท่านพร้อมไหมที่จะเจ็บ เพื่อให้คนอื่นสุขสบาย

ท่านพร้อมไหมที่จะล้มลง เพื่อให้คนอื่นลุกขึ้นยืน

ท่านพร้อมไหมที่จะปลูก เพื่อให้คนอื่นเก็บกินสิ่งนั้น

ผมนึกถึงคาพูดของอิมาม หะสัน อัลบันนา ฮีโร่ของพี่น้องปาเลสไตน์ ท่านไม่มีโอกาสเห็นว่าประเทศอียิปต์ปัจจุบันเป็นเช่นไร ผมรู้มาว่าครั้งหนึ่งตอนที่ท่านยังเด็ก ท่านตั้งขบวนการชื่อ “ส่งเสริมความดี ห้ามปรามความชั่ว” กับพี่ชาย ท่านทำงานศาสนาตั้งแต่เด็ก อยากให้ประเทศนี้เป็นอิสลามมากแค่ไหน เที่ยวเดินเคาะประตูเพื่อนบ้าน ให้ตื่นสุบฮฺ และไปละหมาดร่วมกันที่มัสยิด และเมื่อครั้งพวกท่านโตขึ้น ก็ร่วมกันต่อสู้กับยิว ตั้งขบวนการอิควานอัลมุสลิมูน มีทั้งเด็กหนุ่มมากมาย นักคิด และนักปราชญ์ เข้าร่วมกับท่าน ซัยยิด ซาบิกนั้นเป็นไง ซัยยิด กุฏุบอีกล่ะ และท่าน ชัยค์อะหฺมัด ยาซีน อีกคนพวกท่านช่างกล้าหาญเหลือเกิน พวกท่านรักอัลอิสลามที่อัลลอฮฺให้มาเหลือเกิน พวกท่านทางานรับใช้อัลลอฮฺ โดยไม่เกรงกลัวมนุษย์ผู้ใด ท่านหะซัน อัลบันนา เหมือนว่าท่านถูกทาให้เกิดเพื่อศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเพื่อให้มุสลิมในยุคหลังตระหนักถึงหน้าที่ตนเอง ว่าต้องทำอะไรให้อิสลามบ้าง… ท่านซัยยิด กุฏุบก็เช่นกัน เสมือนว่าท่านถูกทาให้เกิดมาเพื่ออัลลอฮฺ และเพื่อประทับตัฟซีรอัลกุรอานที่ดีที่สุดชื่อหนึ่ง “ฟีซิลาลิลกุรอาน” ให้มุสลิมยุคหลังได้รู้ว่า อัรกุรอานนั้นสาคัญต่อมุสลิมเหลือเกิน เสมือนสิบห้าปีในคุกของท่าน ก็เพื่อที่จะเขียนมันออกมาให้ครบ และถูกคาสั่งประหารทันที หลังจากนั้น

….

ผมพิงหลังตัวเองเข้ากับผนังบ้านหลังหนึ่ง และเงยขึ้นไปบนฟ้า ตอนนี้หลังคาสังกะสีหายไปแล้ว แต่มีหลังคาเป็นควันดำทมึน ลอยผ่านไปเป็นหลังคาระยะๆ พวกยิวยังคงใช้ระเบิดหนัก และเสียงปืนก็ประงมกันดังในโสตประสาทผมอย่างไม่รู้จบ

ผมแอบมองผ่านรูเล็กๆรูหนึ่งที่ผนัง ผมเห็นทหารยิว 3 คนกาลังขับรถฮัมวี่ที่ผลิตในอเมริกา ท่าทางพวกมันจะสนุกน่าดู แต่ที่น่าตกใจคือ ด้านหลังรถมีคนที่ถูกลากถูไปกับพื้นคนหนึ่ง เสียงของเขาร้องดังลั่น บ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ ผมนึกถึงอิมามอะหฺมัด หันบาลี (ขออัลลอฮฺเมตตาท่าน) ที่เมื่อครั้งเป็นปราชญ์หนึ่งในสองคนเท่านั้น ที่ไม่ยอมสยบต่อคำสั่งคอลีฟะฮฺอัล-มุอฺตะศิม ที่ดำริให้ทุกคนเชื่อว่ากุรอานไม่ไช่กาลามุลลอฮฺ แต่เป็นมัคลูก ท่านถูกเรียกเข้าพบและลงโทษด้วยวิธีการสารพัดสารเพ ท่านถูกทุบตีแปดสิบกว่าครั้ง บางรายงานบอกว่าท่านถูกลากไปกับพื้นดิน ไปทั่วเมือง เพียงเพราะต้องการรักษาความจริงและไม่ยอมสยบต่อสิ่งอุตริกรรมใดๆทั้งสิ้น

ขณะที่มีคนไปเยี่ยมท่านที่คุกและบอกว่า พฤติกรรมท่าน เสมือนเหล่านบีจริงๆ ท่านก็ตอบไปว่า ‚เงียบเลย ที่จริงแล้ว ฉันไม่เห็นสิ่งใดมากไปกว่าประชาชนกาลังขายอิสลามของพวกเขา และฉันเห็นบรรดาอุละมาอ์ที่อยู่กับฉันขายความศรัทธาของพวกเขา ดังนั้นฉันจึงถามตัวเองว่า ฉันเป็นใคร ? ฉันเป็นอะไร ? ฉันจะไปกล่าวอะไรต่ออัลลอฮฺในวันพรุ่งนี้ เมื่อฉันยืนต่อหน้าพระองค์แล้วพระองค์ถามฉัน ถ้าฉันขายอิสลามเหมือนคนอื่นๆ ? ดังนั้น ฉันจึงมองดูไม้ที่เฆี่ยนตีและดาบ แล้วฉันก็เลือกมัน

‛อิมามอะหฺมัดยอมให้ถูกลงโทษ จนลูกศิษย์ท่านชื่อ อัล-มัรฺรูฎียฺ ต้องไปบอกว่า ‚โอ้ ครูที่รักของฉัน อัลลอฮฺได้กล่าว่า ‘จงอย่าฆ่าตัวตาย’‛ แต่อิมามอะหฺมัดไม่ได้คิดเช่นนั้น ท่านสั่งให้ อัล-มัรฺรูฎียฺ ไปดูที่กำแพงเมือง ที่นั่นมีคลื่นนักศึกษามากมายที่ถือปากกาและสมุดบันทึกอยู่ในมือของพวกเขา รอจดบันทึกสิ่งที่ อิมามอะฮฺมัดจะพูด

“โอ้ มัรฺรูฎียฺเอ๋ย ฉันจะได้รับผลตอบแทนอย่างไร จากการที่ฉันนำทางพวกเขาเหล่านั้นไปในทางที่หลงผิด ?(หมายถึงยอมรับสิ่งอุตริเหล่านั้น และกลายเป็นคำสอนแก่คนทั่วไปโดยปริยาย)”

นี่ล่ะ นักสู้ที่แท้จริง พวกท่านถูกทดสอบอย่างหนักจากศัตรูและสิ่งต่างๆ แต่พวกท่านก็ไม่เคยจะยอมแพ้ พวกท่านไม่เคยหนีจากมัน

ผมมองทหารมุสลิมคนนั้น แล้วนึกถึงอิมามอะหฺมัด มันเกินจะบรรยายจริงๆ ยาอัลลอฮฺ…

สักพักหนึ่ง ทหารยิวสามคนนั้นก็จับ ทหารมุสลิมผู้เป็นเหยื่อ เดินมาที่กำแพงแห่งหนึ่ง มันสั่งให้ยืนและหันหน้าใส่กำแพงนิ่งๆ ก่อนหน้าที่ร่างอันบอบช้ำนั้นจะลุกขึ้นและเดินไปที่กำแพงนั้น แววตาของใบหน้าของเขาโชกไปด้วยเลือด ผมจำหน้าเขาไม่ได้ แต่ผมเห็นรอยยิ้มของเขาพร้อมกับมือที่ถูกกำขึ้นมาชี้ขึ้นไปบนฟ้า อัลลอฮุอักบัร…พวกเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องปกป้องอิสลามของเราจากศัตรู พวกเราไม่เคยคิดที่จะทิ้งอิสลาม ผมยังจำแม่น ท่านเมาดูดีย์เคยกล่าวไว้ว่า

‚ถ้าคุณไม่มั่นใจในการศรัทธาต่ออิสลาม คุณก็ทิ้งอิสลามเถิด‛ ผมเข้าใจดี เพราะจะสลักสำคัญอะไรถ้าเราไม่เชื่อในสิ่งที่อิสลามสอน อิสลามใช้ และอิสลามห้าม สมัยนบีของเรา ศอฮาบัตท่านก็เชื่อในอิสลามอย่างมาก พวกเขาทุ่มทั้งชีวิตและทรัพย์สินแด่อิสลาม ท่านมุฆีเราะห์ บิน ชุอฺบะฮฺ(ร.ฏ.) ในเหตุการณ์หุดัยบียะฮฺ ขบวนของท่านรอซูล(ซ.ล.) ถูกห้ามเข้ามักกะฮฺ อุรวะฮฺผู้ปฏิเสธคนหนึ่งมาสังเกตการณ์มุสลิม เขาพยายามจะเข้ามาดึงเคราท่านรอซูล แต่ท่านมุฆีเราะห์ ก็รีบเดินเข้าไปผลักออกไปให้พ้นท่านรอซูลผู้เป็นที่รักของพวกเขาก่อน

ท่านกอตาดะฮฺ อิบนุ นุอฺมาน(ร.ฏ.) ก็เช่นกัน ชายผู้นี้เอาศรีษะตนเองเป็นเกราะกำบังศรีษะท่านรอซูล จนโดนอาวุธอัดเข้าใส่ ตาของเขาหลุดออกมาจากเบ้า ท่านรอซูลได้นากลับที่เดิมและวิงวอนต่ออัลลอฮฺว่า “โอ้อัลลอฮฺ เขาได้ปกป้องใบหน้าศาสนทูตของพระองค์ ดังนั้นขอพระองค์ทรงรักษาใบหน้าของเขา และให้เขามองเห็นดีขึ้นด้วยเถิด”

ถึงวันนี้ ผมเคยคิดในใจ ว่าทำไมนะทำไมอัลลอฮฺไม่ทำให้อิสลามชนะเสียเลย ทำไมเราถึงต้องต่อสู้มาทุกยุคทุกสมัย ผมนึกขึ้นได้ ครูคนหนึ่งเคยบอกว่า เพราะทุกอย่างเราต้องเดินทาง ต้องปฏิบัติ ต้องใช้ปัญญา และที่สำคัญเพราะสวรรค์เป็นของผู้ที่ทำงานแล้วเท่านั้น ไม่ใช่คนที่อยู่เฉยๆ

3

สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย ผมและเพื่อนๆอีกหลายคนตระหนักดีกับคำว่าทางานอิสลาม หรือ ทำงานรับใช้อัลลอฮฺ อะไรทำนองนี้… มีครูมาสอนวิชาการศาสนา หลักการขัดเกลาจิตใจอยู่ทุกวัน แต่ก็ทำได้แต่อิบาดัตส่วนตัว คิดไม่ออกสักทีว่า เราจะทำอะไรให้อิสลามได้บ้าง พวกเราได้แต่ปลอบใจตัวเอง ว่าแค่การเรียนก็คืออามานะฮฺเรา ณ ตอนนี้แล้ว จงเรียนอย่างถึงที่สุด แต่ลึกๆแล้วเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าแค่นี้มันเล็กน้อยมาก น้อยจริงๆ เมื่อเทียบกับช่วงวัยของพวกเรา เราทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่เราก็ไม่ได้ทำครูผู้เป็นมุร็อบบีของพวกเรา เคยบอกว่า หากพวกเรายิ่งศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามมากเท่าใด เราก็จะยิ่งรู้สึกว่าความเป็นมุนาฟิกมันอยู่ในตัวเรามากขึ้น ก็เพราะชีวิตของมุสลิมนั้น คือการมองคำตอบที่อยู่เบื้องหลังเรา มองท่านนบี มองบรรพชนอิสลามในอดีต เพราะคำตอบที่ถูกต้องนั้น อยู่ที่พวกเขาเหล่านั้น

แต่ในวันนี้ พวกเรากลับไขว่คว้าหาคำตอบจากที่อื่น พวกเราเลยพ่ายแพ้ต่อทุกอย่างบนโลกนี้ ผมได้แต่คิดว่าเมื่อไรเราถึงจะได้อยู่ในวันแห่งชัยชนะ ในวันที่ผมจะนำหลักการอิสลามสู่ศัตรู โดยก้าวแรกของนักรบที่เดินเข้าเมืองด้วยจรรยามารยาทซึ่งแม้แต่ในสงคราม อิสลามก็สอนเอาไว้

โอ้…มุสลิม เมื่อเกิดสงครามและท่านเดินเข้าสู่เมืองศัตรู ท่านอย่าได้แหงนมองบนหลังคาบ้าน เพราะที่ตรงนั้นมีเด็กและผู้หญิงอยู่ ท่านอย่าได้ควบม้าให้แรงนัก เพราะเด็กในเปลอาจร้องไห้ได้ และเจ้าจงปฏิบัติต่อศพศัตรูเหมือนเขาเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ เพราะเมื่อเขาตาย เขาก็เป็นลูกหลานอดัมเหมือนกับท่าน

โอ้อัลลอฮฺจ๋า…อิสลามของเราช่างสวยงามเหลือเกิน

แต่วันนี้ คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพี่น้องเรา กลับผลักไสเรา ฆ่าเรา เหยียบย่ำเรา ทารุณกรรมเราอย่างโหดเหี้ยมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และคนที่บอกว่าเราเป็นพี่น้องกันก็ได้แต่มองพวกเรา ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับงานของอัลลอฮฺเลย พวกเขาได้แต่ปลอบใจตัวเอง กับอามานะฮฺอันน้อยนิดที่มีอยู่กับตัวเอง

หัวใจผมสั่นระริกขึ้นมาอีกแล้ว แขนขาผมสั่นสะเทือน ผมพยายามหายใจเข้าลึกๆ แต่ไม่เป็นผล ผมแนบหลังกับผนัง ขณะที่ขาขวาของผมและพื้นห้องบริเวณนั้น เหมือนมีผ้าสีแดงผืนใหญ่ปิดคลุมมันไว้ ผมมองไปที่มัน ดวงตาผมเห็นมันมีสองท่อน ทุกอย่างมีสองอันหมด ไม่ไหวแล้ว…อัลลอฮฺ ฉันจะตายแล้วใช่ไหม

อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะ…

ผมค่อยๆขยับตัว ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตนี้ ผมเอาแขนขวายันพื้นเพื่อโน้มตัวไปที่รูเล็กๆนั้น อินนาลิลลาห์…ทำไมตัวของฉันถึงได้หนักขนาดนี้ ผมรู้สึกได้ถึงตัวของพ่อ ท่านถึงอะญัลของอัลลอฮฺในอ้อมแขนของผม ตัวท่านทั้งก่อนและหลังอะญัล ชั่งหนักเหลือเกิน วันนี้ผมกำลังสัมผัสมัน

มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก นับตั้งแต่อยู่บนโลกนี้มากว่า 20 ปี

ผมค่อยๆเกร็งสายตาที่ตอนนี้มันไม่อยากจะเปิดออกแล้ว ผมแค่จะมองเพื่อนผมคนนั้น ผมจำได้แล้ว ไอ้หมัดนี่เอง ไอ้หมัดอีกแล้ว…เพื่อนของผม เพื่อนที่สอนให้ผมรู้จักความเป็นพี่น้องในอิสลาม เพื่อนที่ทำให้ผมรู้จักคำว่าตัรบียะฮฺ เพื่อนที่ทำให้ผมรู้จักคำว่าเพื่อนรับใช้ เพราะการรับใช้จะไม่หวังการตอบแทนจากเพื่อน แม้ตัวเองจะต้องแลกกับเวลาหรือความสุขของตนก็ตาม เขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่ประกาศว่าจะรับใช้พี่น้องทุกคน

ผมยังจำคาพูดของเขาได้ ตั้งแต่วันแรกที่พวกเราได้ร่วมวงทำฮาลากอฮฺกันที่บ้านหลังนั้น เขาคนนี้แหละ ติผม ว่าเวลาเรียกชื่อคนให้เรียกชื่อเต็ม เขาบอกว่ามุสลิมโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีชื่อสวยๆให้ใช้

วันนี้เขาอยู่ต่อหน้าผมอีกครั้ง เขานอนจมกองเลือดอยู่ต่อหน้าผมไม่กี่เมตรข้างหน้า ทหารยิวระยำสามคนนั้น ยืนหัวเราะกันใหญ่ เสียงดังมาถึงผม มันคงจะยิงใส่เขาด้านหลัง หลังจากที่ให้เขาหันหน้าใส่กำแพงเมื่อครู่นี้

ระยำเอ้ย…

ผมยังคงเปล่งคำสบถได้ มันเหลืออดจริงๆกับพฤติกรรมของยิวพวกนั้น

4

“มุฮัมมัดกลับไปหาอัลลอฮฺแล้ว”

นึกถึงคาพูดท่านอบูบักร หลังจากท่านนบีจากไป ไม่มีใครอยากจะเชื่อ ท่านอุมัรยืนถือดาบคิดจะทำร้ายใครก็ตามที่บอกว่านบีตายแล้ว ท่านอุสมานก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง นั่งกอดเขาร้องไห้อยู่ที่มุมบ้าน แต่ไม่มีอะไรจะขัดขวางความจริงได้ มุฮัมมัดเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และมุฮัมมัดต้องตาย…

วันนี้มุฮัมมัด เพื่อนผมก็จากไปเช่นกัน

ชื่อของนายสวยจริงๆ ด้วย ผมนึกในใจก่อนดวงตาผมจะปิดลง ภายใต้ความเจ็บปวดที่เหนือคำบรรยาย นี่แค่กำลังจะตายยังเจ็บขนาดนี้ แล้วความเจ็บจากความตายมันเป็นแบบไหนกัน นบีเราเองยังบอกว่าต้องเจ็บเหมือนกันเลย อัลลอฮฺจ๋า…ฉันจะทนได้ไหม

ท่ามกลางความเจ็บปวด ผมเห็นทหารยิวสามคนนั้น เดินเข้ามาหาบ้านที่ผมหลบอยู่ มันคงรู้มานานแล้วว่ามีคนอยู่ด้านใน คงจะตั้งใจเยาะเย้ย เหยียดหยามผม ด้วยการเชือดมุฮัมมัดให้ผมดู มือขวาของผมกำปืน .38 แน่นหนึบอยู่ที่พื้น มันเป็นอาวุธติดตัวยามฉุกเฉิน ในลูกโม่ตอนนี้มีลูกปืนเหลืออยู่หนึ่งนัด…

หนึ่งนัดเท่านั้น

ผมจับมันขึ้นมาแนบที่อก ที่ด้านในของมัน หัวใจผมยังคงสั่น…สะเทือน

ผมกำมันให้แน่นยิ่งขึ้น

ทหารยิวสามคนนั้น ก็เดินเข้ามาหาผมแล้ว…

เสียงบู๊ตทหารเข้ามาใกล้ผมยิ่งขึ้น

ผมนึกถึงคำสอนครูคนเดิม ขึ้นมาได้ข้อหนึ่ง…

“เมื่อทั้งสนามรบ พี่น้องของท่านตายหมด เหลือแต่ท่านคนเดียว พลังที่มีคืออีมานเท่านั้นว่าเราคือของอัลลอฮฺ พระองค์เพียงยืมเรามา เพื่อวัดความเสียสละต่ออัลลอฮฺ และแน่นอนเมื่อความช่วยเหลือมา จะไม่มีอะไรแตะต้องได้”

ผมรู้แล้วว่าต้องทำอะไร

ผมขยับไกปืนให้ตรงกับลูกปืนในลูกโม่

เสียงมันดัง แกร็ก…

ฉันพร้อมแล้วอัลลอฮฺ สามคนนั้นก็คงพร้อมแล้วเช่นกัน…

อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะมุฮามะดันรอซุลุลลอฮฺ…

หมีมลายู l วารสารสมิอฺนาฯ เล่ม 4.5

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s