“โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจำกัดมหาชน”

กระหม่อม เขียน/Anthony adreno ภาพ
คอลัมน์ตาฎีกา วารสารสมิอฺนาฯ  เล่ม 11 “ปอเนาะของเราน่าอยู่”

          ประชาธิปไตยแบบการตลาดเกิดมาจากการใช้ความสามารถเชิงการตลาดของนักการตลาดที่แต่ก่อนจำกัดอยู่เพียงแค่แวดวงธุรกิจ คิดเพียงแค่ว่าจะทำอย่างไรให้คนมาอุดหนุนผลิตภัณฑ์ให้มากที่สุดเพื่อที่จะให้ได้กำไรสูงสุด แต่เมื่อคนกลุ่มนี้เห็นว่าเส้นทางการเมืองเป็นเส้นทางที่สามารถสร้างกำไรให้กับผู้ประกอบการได้อย่างมหาศาล(สังเกตได้ว่านักการเมืองไม่ค่อยมีใครลาออกจากอาชีพนักการเมือง) บรรดานักธุรกิจจึงหลั่งไหลเข้าสู่วงการเมือง และความเหมือนอย่างหนึ่งของแวดวงการธุรกิจ และแวดวงการเมือง ตรงที่ทำอย่างไรก็ได้เพื่อที่จะให้ประชาชนเลือกตนมากที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่ประชาชนเทใจให้แล้วนั่นแปลว่า กำไรกำลังจะตามมาในอีกไม่ช้า ทำให้เกิดการนำเข้านักการตลาดสู่แวดวงการเมือง สังเกตได้จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดกลายเป็นเกมการตลาด การโฆษณา การสร้างค่านิยมไปแล้ว และพรรคทุกพรรคเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็จะโกงกินคอรัปชั่นกันหมดเสมือนเป็นประเพณีปฏิบัติไปแล้ว เพื่อให้คุ้มกับการที่ตนได้ลงทุนไป เป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หายสักที สุดท้ายผลกรรมก็ตกไปที่ประชาชนตาดำๆที่ต้องเป็นหูทวนลม เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ในเมื่อเลือกที่จะอยู่ประเทศนี้ ก็ต้องยอมที่จะให้เป็นอย่างนี้

          ปัจจุบัน ธุรกิจ การตลาด การเมือง และสภาวะจำยอม กลายเป็นสิ่งที่ผสมกลมกลืนกันอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ ที่พยายามเกริ่นในเรื่องนี้ เพราะผู้เขียนสังเกตเห็นว่าว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับคำสี่คำนี้ (ธุรกิจ การตลาด การเมือง และสภาวะจำยอม) และเรื่องราวก็คับคล้ายคับคลากับเรื่องข้างต้นที่เกริ่นมาแล้ว อย่างน่าเอามาคิดต่อ

  อันดับแรกเลยคือ”ธุรกิจ” นับวันโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็จะกลายเป็นเสมือนบริษัทมากขึ้นทุกที สังเกตได้จากการวัดความสำเร็จของผู้บริหารโรงเรียน คือ จำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียน เพราะนั้นหมายถึง ผลกำไรจากค่าหัวของนักเรียนที่ลงทะเบียนที่ภาครัฐจะจ่ายให้ กลายเป็นว่ารับนักเรียนได้ไม่จำกัด ทั้งที่จำนวนครูที่จะสอนให้ครบตามจำนวนคาบเรียนก็ยังมีไม่เพียงพอ บางที่ถึงกับมีของสมนาคุณแจกเพื่อเป็นการดึงดูดนักเรียนมาสมัครเรียนกับโรงเรียนของตน หรือใครที่สามารถแนะนำเด็กนักเรียนให้มาเรียนได้เท่านั้นเท่านี้ คุณรับไปเลยของที่ระลึกอย่างโน้นอย่างนี้ และที่สำคัญโรงเรียนเหล่านี้ ดำเนินธุรกิจ(การบริหาร)แบบผูกขาดคือผู้ที่สามารถบริหารโรงเรียนจะต้องมีคุณสมบัติเป็นคนภายในตระกูลเดียวกัน ถึงแม้ว่าคนรุ่นถัดมาอาจจะไม่มีความสามารถในการบริหารโรงเรียนให้ดีเหมือนคนรุ่นก่อน (แต่ถึงจะบริหารดีไม่ดอย่างไร แต่ก็ยังได้กำไร) โรงเรียนถูกแปรสภาพเป็นมรดกประจำตระกูล ทั้งๆที่ประกาศกันกระหึ่มว่า บริหารงานภายใต้มูลนิธิ (แปลเป็นนัยว่า มีสาธารณะชนร่วมเป็นเจ้าของ) ผลพลอยจากการผูกขาดการบริหารทำให้มีข้อเสียที่สำคัญอยู่สองประการคือ หนึ่ง การตรวจสอบ การประเมินการบริหารงาน ไม่ค่อยมีความสำคัญ เพราะถึงจะบริหารไม่ดีอย่างไรผู้บริหารก็เปลี่ยนตัวไม่ได้ ทำให้โอกาสที่ผู้บริหารจะพัฒนาตัวเองก็ลดน้อยลง เมื่อเทียบกับผู้บริหารที่ถูกตรวจสอบ และยังมีผลสะเทือนต่อตำแหน่งและหน้าที่เหมือนโรงเรียนรัฐทั่วไป ประการที่สองคือ ทำให้สูญเสียคนที่มีความสามารถไป โดยเฉพาะครู เพราะอยู่ไปโอกาสที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็น้อย สู้ไปอยู่โรงเรียนอื่นดีกว่า ตัวอย่างเช่น โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีครูคนหนึ่งเป็นคนที่เก่งมาก ทำงานเก่ง มีความคิดที่ก้าวหน้า มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสังคมมุสลิมต่างๆนานา แต่ครูคนนี้ เป็นคนธรรมดา ไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่โต๊ะครูเจ้าของโรงเรียน เขาก็ไม่มีสิทธ์ที่จะมานั่งเป็นผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งเป็นไปได้ว่าถ้าคนพวกนี้ได้รับโอกาส การพัฒนาน่าจะไปได้เร็วกว่านี้ ผู้เขียนหวังว่าสักวันสาธารณะชนจะได้เป็นเจ้าของจริงๆสักที

อันดับสองคือ”การตลาด” เมื่อโรงเรียนกลายเป็นสถาบันทางธุรกิจ สิ่งที่จะตามมาคือการทำการตลาด ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของการทำการตลาดคือ จะมีการโฆษณาถึงข้อดีต่างๆ โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อเสียเลยแม้แต่น้อย และหวังเพียงผลกำไรโดยไม่ได้แคร์ถึงผลกระทบที่จะตามมา หลายโรงเรียนขึ้นป้ายเด็กนักเรียนที่ประสบความสำเร็จ สอบติดที่นู้น สอบติดที่นี้ เสมือนกับว่าความสำเร็จที่เด็กได้มาทั้งหมดนั้น ล้วนมาจากการอบรมสั่งสอนของโรงเรียน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เด็กกลุ่มนี้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีโอกาสได้เรียนพิเศษเพิ่มเติมนอกหลักสูตรการเรียนปกติ จากที่เรียนพิเศษบ้าง จากค่ายติวบ้าง และที่สำคัญเด็กกลุ่มนี้ ประมาณสักหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากนักเรียนที่มีทั้งหมดหรือไม่ เพราะนั้นหมายถึงมาตรฐานของโรงเรียน นอกจากการโฆษณาแล้ว ยังมีกาสร้างวาทกรรม (คำที่แอบแฝงผลประโยชน์) ขึ้นมา เช่น โรงเรียนนั้นเป็นอย่างนี้โรงเรียนนี้เป็นอย่างนั้น อย่าไปเรียนโรงเรียนนั้น เดี๋ยวจะกลายเป็นอย่างโน้น เรียนโรงเรียนนี้ดีกว่าต่างๆนานา ส่วนตัวผมแล้วนั้นมันคือการสร้างวาทกรรมเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการตลาด อีกคำหนึ่งที่มักได้ยินอยู่บ่อยๆก็คือ อย่าไปเรียนโรงเรียนสามัญ เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไม่มีศาสนา ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง การเรียนในโรงเรียนศาสนาก็ไม่ได้แปลว่าคุณ จะมีศาสนา

  คำที่สามคือ”การเมือง” ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเก้าอี้ในสภามันทำด้วยอะไร ถึงอยากจะนั่งกันตัวสั่น การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น อันที่จริงมันก็เกิดขึ้นมานานแล้วเหมือนกัน คือ การที่ผู้บริหารโรเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้ลงสนามการเมือง กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ ได้บ้างไม้ได้บ้าง ก็แล้วแต่… แต่มันกลายเป็นปรากฏการณ์ไปแล้ว ส่วนตัวคิดว่า นั้นคือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ตัวเองถือครองอยู่ นั้นคือฐานเสียงที่เป็นนักเรียน และครอบครัวของนักเรียน บางท่านถึงขนาดล็อบบี้กันอย่างออกหน้าออกตา คำถามคือตกลงแล้วนักเรียนทั้งหลายคือผลผลิตที่จะต้องเจียระไนเพื่อขายให้กับสังคม หรือเป็นเพียงวัตถุดิบในการแสวงหาผลประโยชน์

   คำที่สุดท้ายคือ “สภาวะจำยอม”  ก็ทุกโรงที่มีเป็นอย่างนี้กันหมด จะไปเรียนสามัญอย่างเดียวก็ไม่ได้อีก เดี๋ยวโดนข้อหาว่าไม่เอาศาสนา ท้ายสุด ก็ต้องเลือกโรงเรียนเอกชนสอนศานาที่ไหนสักโรงอยู่ดี

ยุคหนึ่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาสายศาสนาคือ บรรดาโต๊ะครูผู้เป็นนักการศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสร้างสถาบันโดยเริ่มจากตัวคนเดียว ทำให้เมื่อหมดยุคของคนรุ่นแรก โรงเรียนก็กลายเป็นสมบัติประจำตระกูลไปโดยปริยาย ส่งต่อกันมาให้คนรุ่นลูกบริหาร ด้วยนโยบายของรัฐที่มีงบประมาณอุดหนุนตามจำนวนเด็กที่อยู่ในโรงเรียน และความเป็นนักการศาสนา ของคนรุ่นถัดมาที่เริ่มจะเจือจางลง ทำให้รุ่นถัดมากลายมาเป็นนักธุรกิจ บริหารโรงเรียนเสมือนกับหนึ่งบริษัท มีแผนการทางการตลาดอย่างถี่ถ้วนรัดกุม จากนักธุรกิจก็กลายมาเป็นนักการเมือง ไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองทั่วไปที่เริ่มต้นด้วยการทำธุรกิจ แต่เห็นว่าเส้นทางการเมืองสามารถสร้างกำไรให้ตัวเองได้ก็กระโดดลงมามาสู่เส้นทางการเมือง ต่างกันเพียงแค่ว่า

นักการเมืองพวกนี้เริ่มต้นด้วยธุรกิจและลงท้ายด้วยการเมือง แต่เราเริ่มต้นด้วยการศาสนาแล้วลงท้ายด้วยการเมือง
ของเดิมพันของเขาคือ ประเทศชาติ แต่ของเดิมพันของเราคือ “ประชาชาติ”

น่าใจหายถ้าหากอดีตของสถาบันที่ถูกสร้างมาเพื่อตักตวงผลบุญ กลายเป็นปัจจุบัน สถาบันที่มีไว้เพื่อตักตวงผลประโยชน์

–จบ–


Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s