คนลืมตีน

หากจะกล่าวว่าชีวิตนักศึกษานั้น กว่าจะได้มา ต้องแลกกับอะไรหลายๆอย่างก็มิปาน อาจไม่ถึงขั้นเลือดตาแทบกระเด็น แต่ก็พอจะทำให้น้ำตาแทบกระเซ็น จากที่อยู่บ้านล้างแก้วล้างจานให้พ่อแม่ แต่วันนี้เรากลับต้องมาล้างเครื่องแก้วหลอดทดลองเป็นอาจิณ วิธีชีวิตที่ตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่เหมือน16-17 ปีที่แล้ว อย่างน้อยๆก็พอจะฉุดอะไรบางอย่างจากเราได้ล่ะนา

เราอยากจะเล่าเรื่องๆหนึ่ง เป็นเรื่องราวที่ได้รู้ได้ฟังมาจากบังรุ่นพี่คนหนึ่งที่ ม.อ.ปัตตานี เป็นเรื่องที่ถือเป็นตัวชี้ชะตากรรมการศึกษาของลูกหลานเรา(ไกลไปไหม) ไม่ก็น้องๆเราเลยล่ะ มันคือเชื้อตัวร้ายที่จะเกาะกินเยาวชนเราในอนาคตข้างหน้า

“ จะว่าไปแล้วเรื่องนี้มีมานานโขแล้ว ตอนที่บังอยู่ปี1(ปี46-47) 2ปี ก่อนที่บังจะเข้ามาปี1 ก็มีแล้วเหมือนกัน บังเล่าให้ฟังว่าสมัยบังนั้น นักศึกษามันมีความเป็นปัญญาชนมาก!! คือเป็นนักศึกษาที่มีจิตสำนึกต่อสังคม รู้ว่าตัวเองเข้ามาเรียนทำไม และเมื่อได้เรียนจบแล้วจะไปไหน

ย้อนอดีตไป เมื่อปี2548 นักศึกษา ม.อ.ปัตตานี ได้มีส่วนในการขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่ฉ้อฉลโกงกินค่าเล่าเรียนของเด็กนักเรียน คือ นักศึกษามันเป็นพลังของประชาชนไง(ไม่กี่ยวกับลุงสมัครนะ) ที่ดินมหาลัยที่เราได้เดินเหยียบย้ำกันทุกวันนี้ มันก็เป็นของชาวบ้านแถบนี้มาก่อน แล้วเค้าก็บริจาคให้ได้สร้างมหาลัยขึ้นมา อาเยาะ เมาะ บางคนก็วากัฟที่ดินให้ บางคนยังไม่รู้เลยว่าไอ้มหาลัยนี่ มันมาหาไรกันแน่ แต่เค้าก็เจตนาดี รู้ว่าเพื่อลูกหลาน เค้าก็บริจาคให้อย่างเต็มใจ แล้วมันยังไงล่ะ ?

ปัจจุบันนักศึกษาอยู่หอพักอย่างสะดวกสบาย บางหอมีแอร์มีตู้เย็น สายแลนต่ออินเทอร์นง อินเทอร์เน็ตอีกฯลฯ คือมันครบวงจรน่ะ ในขณะที่เมื่อไปดูบ้านเรือนของชาวบ้านในอดีต ของผู้เฒ่าผู้แก่กลับโทรมลงๆทุกวัน ไร้ซึ่งการช่วยเหลือดูแลจากคนอื่นๆ อ้อ! ถ้าใครไปลานอิฐ ที่ ม.อ.ปัตตานี(เป็นโรงอาหาร เหมือนโรงช้างของเรา) จะมียายท่านหนึ่งเดินขายขนมจุกจิกทำเอง ถุงละสองสามบาทอย่างไม่ย้อท้อต่อชีวิต บ้านของท่านเองเป็นบ้านไม้จะพังมิพังแหล ที่สำคัญ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ ( รึอาจแกล้งไม่รู้ )เลยว่า ท่านคือหนึ่งในชาวบ้านในอดีต ที่มีส่วนร่วมในการเติบโตของมหาลัยเป็นผู้ที่บริจาคทุกอย่างเท่าที่จะได้ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เคยคิดจะอุดหนุนขนมของท่าน หรือถามไถ่อะไรต่อท่านเลย จะมีก็ไม่กี่คนที่เป็นลูกค้าประจำ และอาสาขับรถมอเตอร์ไซไปส่งคุณยายท่านนี้ที่บ้าน ไม่เลวร้ายไปหรอกหากจะเปรียบนักศึกษาบางคนเหล่านั้น ดั่งลูกผู้เนรคุณที่เมื่อหย่านมหรือเติบโตขึ้น  ก็กลับเก็บข้าวเก็บของหนีออกจากบ้านไปวะอย่าง

ปี 2550 ดูเหมือนมหาลัยนอกระบบได้รับการน้อมรับจากหลายต่อหลายฝ่าย ที่ ม.อ.ปัตตานีเอง ก็มีการคัดค้านอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงกับ 80% ของนักศึกษาทั้งหมด ต้องเข้าใจกันก่อนว่า การคัดค้านมหาลัยนอกระบบนั้น เราต้องทำกันทั้งประเทศ ในขณะที่ ม.อ.ปัตตานีนั้น เราไม่ได้ค้านแค่มหาวิทยาลัย(ทั่วประเทศ)ให้เป็นนอกระบบเท่านั้น แต่เราเน้นย้ำเด็ดขาดว่า ม.อ.ต้องไม่นอกระบบ บังบอกว่า “ถ้าเรามองในแง่ของเศษฐศาสตร์แล้ว นักศึกษาก็เหมือนกับลูกจ้างคนหนึ่ง ซึ่งแทนที่เราจะได้เงิน(ความรู้)จากการทำงานของเรา(ศึกษาเรียนรู้) เรากลับต้องไปจ่ายเงินแก่นายจ้าง(ผู้บริหาร,สถาบัน) ทุกๆเทอม เทอมละหมื่นกว่า แล้วมันยุติธรรมไมเล่า” และไม่ว่าข้ออ้างถึงข้อดีทั้งหลายทั้งปวงจากปากนักการเมืองผู้ถือการโกหกเป็นสารนะแห่งชีวิต ก็ไม่อาจหักล้างปัญหานี้ได้…ที่แน่ๆคนจนหมดสิทธ์เรียนต่อ!!

เมื่อใดที่การผลักดันมหาลัยนอกระบบสำเร็จ และผู้บริหารขี้ฉ้อทั้งหลายยิ้มแป้น  เมื่อนั้นการศึกษาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับธุรกิจอย่างหนึ่งนั้นเอง แต่ผู้ที่ผิดก็เป็นตัวนักศึกษาเองเช่นกัน ที่ได้ละเลยหน้าที่ของตนเอง หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเป็นตัวแทนของคนทั้งหลาย

กระนั้น นักศึกษาบางคนก็ยังลุ่มหลงกับการเรียนท่าเดียว จนลืมหน้าที่ของตัวเองต่อสังคม ลืมหน้าที่ที่ต้องต่อสู้เพื่อน้องๆในรุ่นต่อไป เกี่ยวกับการรับน้องบังยังบอกด้วยว่า “เพราะเป้าหมายของการรับน้อง คือ การซื้อใจน้องไง เราถึงต้องสู้ในยุคของเราให้น้องรู้ว่าเราสู้เพื่อเค้านะ และเค้าก็จักต้องสู้เหมือนเราเช่นกัน เพื่อปกป้องรุ่นน้องของเค้าเองอีกทอดหนึ่ง เป็นยังงี้ต่อๆกันไป… ไม่ใช่แค่การจัดรับน้องไร้สาระที่นักศึกษาหลายสถาบันชอบทำกัน บางครั้งพฤติกรรมการรับน้องของรุ่นพี่บางคน ก็ส่อให้เห็นว่าเป็น”โรคจิต” อย่างหนึ่งซะด้วยซ้ำ

ฉะนั้น จิตสำนึกที่สำคัญยิ่งของนักศึกษาทุกคนก็คือ “ เราเรียนเพื่อที่จะลงไปช่วยประชาชน” ดั่งเช่นคำขวัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ว่า“ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ”

ปัจจุบันกิจกรรมต่างๆของนักศึกษาบางสถาบันกลับไม่ก่อประโยชน์ใดๆเลยแก่สังคมโดยรวม ยิ่งเป็นกิจกรรมโดยมากหรือโดยทั่วไปแล้ว แทบจะหาเสี้ยวแห่งความสำนึกดีไม่ได้เลย บางครั้งก็ตั้งเวทีขึ้นมาแล้วก็ร้องเพลงป่าวๆๆโดยไม่มีการแทรกสิ่งที่ควรมีแต่อย่างใด แต่ก็แปลกหากว่าเราจะเทียบกิจกรรมนักศึกษาปัจจุบันกับอดีตแล้ว มันช่างห่างเหินซะเหลือเกิน เป็นเมื่อก่อนเวทีจะมีไว้เพื่อเสวนาเหตุการณ์ต่างๆของบ้านเมืองจากมุมมองของนักศึกษา ทั้งยังมีงานเขียนต่างๆ เกิดขึ้นมาก็มาก ความกล้าหาญ ความเป็นฮีโร่ ของนักศึกษารุ่นพ่อแม่เรา ชั่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน อาจจะเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมใช่หรือเปล่า ก็ไม่ใช่เหตุผลที่น่าฟังนัก เพราะในเวลาปัจจุบันนั้น การเมืองมันก็สกปรกวิปริตไม่ต่างกับการเมืองเผด็จการในสมัยพ่อแม่เราเป็นเฟรชชี่มากนักหรอก

ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก ที่จะหานักศึกษาผู้มีแนวคิดฟื้นฟู ปกป้องสังคม ศาสนา เพราะระบบในปัจจุบัน ยิ่งในตัวเราเอง นักศึกษามุสลิมที่ต้องเป็นแบบอย่างของประชาชาติ ก็พ่ายแพ้วัตถุนิยมซะราบคาบ มันกลืนกินเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เราเป็นมุสลิมจักต้องตระหนักถึงภัยจากตะวันตกให้ได้ ลองคิดดูสิ เสียงกรี๊ดกร๊าดของบรรดานักศึกษาเฟรชชี่ต่างๆ(อันไร้สาระ) ที่รุ่นพี่จัดขึ้น ชั่งกระทบใจชาวบ้านตาดำๆยิ่งนัก นี้หรือตัวแทนของประชาชน ที่จะมาเป็นตัวกั้นตัวตีในการต่อสู้กับกลไกการทุจริตในสังคม ทั้งยังมีกลไกรัฐอีกล่ะ

ทุกวันนี้คงไม่เกินเลยนักที่จะบอกว่านักการเมืองเกิดมาเพื่อตนเอง แต่นักศึกษาต่างหากล่ะที่เกิดมาเพื่อประชาชน แต่ใยพวกเรานักศึกษา ถึงเลือกที่จะไปนั่งฟังหน้าเวทีดนตรี มากกว่าเวทีที่พูดคุยเสวนาการเมือง ศาสนา หรือปัญหาสังคม ทำไมเราถึงเลือกที่จะสนุกกับการรับน้อง แทนการโศกเศร้าที่ได้รับรู้ปัญหาของชาวบ้านตาดำๆ“จงเป็นนักศึกษาปัญญาชนมิไช่นักศึกษาปัญญาอ่อนที่ต้องเป็นทาสตามรุ่นพี่บางคนแบบนี้” 

ครั้นเมื่อมองในอิสลาม ก็ได้สอนเราเอาไว้นี่ ว่าเราต้องศึกษาหาความรู้เพื่อนำสิ่งที่รู้เหล่านั้นไปรับใช้ผู้อื่น เป็นคอลีฟะตุลอัรดฺหรือตัวแทนของพระเจ้าบนหน้าแผ่นดินไม่ไช่รึ  อีกทั้งการที่จะเป็นตัวแทนของพระเจ้านั้น หาใช่เป็นตำแหน่งทั่วไปที่ใครๆก็เป็นได้ หากจะอยู่เพื่อเรียนเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าพี่น้องเราในที่ต่างๆว่าจะเป็นยังไง ที่ไหน แบบนี้ก็คงไม่ต่างจากนักศึกษาธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ต่างก็บุกตะบี้ตะบันหวังจ้องจับทรัพย์สินคือปริญญา ไม่ต่างอะไรกับควายเชื่องที่ถูกสายจูง

ฉะนั้น เป็นความจำเป็นต่อมุสลิมทุกคนที่จักต้องมีแนวคิด ในการฟื้นฟูสังคมอันเน่าเฟะ เป็นหน้าที่ของเราที่จักต้องนำทางทุกคนสู่แนวทางอันถูกต้อง เราทุกคนจักต้องทำให้ชีวิตอยู่ในร่มเงาของอิสลาม หาใช่ร่มเงาของระบบทุนนิยม อันตะกละและสกปรก จะยากปานใดเชียวที่จะหาหนังสือศาสนามาอ่าน จะหน่ายปานใดเชียวที่จะนมาซญะมาอะฮฺร่วมกัน ฮาลากอฮฺพูดคุยเรื่องศาสนาด้วยกัน เวลาของเรา ลมหายใจของเรา จะมอบให้งานของอัลลอฮฺบ้างไม่ได้เชียวรึ

เราคือนักศึกษามุสลิม ไม่ใช่แค่นักศึกษาทั่วไป จงภูมิใจที่จะอยู่แบบอิสลาม อย่ากลัวที่จะไว้เครา อย่าอายที่จะใส่ผ้าคลุม เพราะหากแม้นจักมีผู้คนหัวเราะเยาะเรา แต่เบื้องบนนั้น อัลลอฮฺและมลาอีกัตของพระองค์ กำลังยิ้มชื่นชมเราอยู่ นั้นเป็นรูปแบบที่อัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่กำหนดมาให้เราแล้ว

อย่าช้าที่เลยพี่น้อง ที่จะทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น อย่าได้แต่คิดหรือพลัดวันประกันพรุ่ง เพราะพี่น้องเราอีกหลายต่อหลายคนยังรอความช่วยเหลืออยู่ จงอย่าลืมว่าพวกเราคือคอลีฟะตุลอัรดฺ และหน้าที่ของการพัฒนาฟื้นฟูนั้น ก็ขึ้นตรงต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็น อับดุลลอฮ์ ฟาฏิมะห์  มะแอ มะเฮง แต่งงานแล้ว หรือ เรียนจบแล้ว ก็วาญิบ(จำเป็น) ต้องทำงานเพื่ออัลลอฮฺทั้งนั้น

ลมหายใจของเราเป็นของอัลลอฮฺ เคยคิดไหม หากอัลลอฮฺหยุดไว้ในวันพรุ่งนี้ ด้วยอาม้าลความดีของเราในวินาทีนี้เราจะได้อะไร ระหว่างสวรรค์กับนรก…

เขียน:โยฮัน

ตีพิมพ์ครั้งแรก:วารสาร สมิอฺนา วาอตออฺนา เล่ม 02

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s