10 ความรู้ประหลาดแห่งโลกมุสลิม “ความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินรัฐอิสลามปาตานี”

บิสมิลลาห์หิรรอฮฺมานนิรรอฮีม…

ก่อนอื่นต้องชี้แจงให้ผู้อ่านทราบก่อนว่า บทความต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาจากหนังสือ “ประวัติศาสตร์ลัทธิประหลาด” เขียนโดยบะห์รูน เป็นหนังสือที่วิเคราะห์เหตุการณ์ภาคใต้ได้อย่างน่าสนใจจากอดีตผู้ที่เคยอยู่ในแนวร่วม พิมพ์โดยสานักพิมพ์สาริกา กองบรรณาธิการสมินาคิดว่าสาคัญมากในการศึกษาปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ โดยเฉพาะในแง่ของประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นหลักๆที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย(รัฐบาล ประชาชน ผู้ก่อเหตุ)ไม่เข้าใจ… บทความชิ้นนี้ เป็นการแปลมาจากภาษามลายูอีกทอดหนึ่งโดย บะห์รูน จากเอกสารที่เคยเผยแพร่ในสามจังหวัดภาคใต้มาระยะหนึ่ง(ดังนั้น จึงไม่ไช่เอกสารลับ) ความน่าสนใจของบทความคือ ท่านบะห์รูน (ขออัลลอฮฺตอบแทนท่าน) ได้วิเคราะห์เนื้อหาแต่ละข้อ และนาไปหาความถูกต้องกับไม้บรรทัดแห่งอิสลามที่แท้จริง

ความง่ายดายจะเกิดขึ้นสาหรับผู้ที่มีความรู้ทางศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี แต่ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหากเอกสารภาษามลายูชิ้นนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ยังไม่เข้าใจอิสลาม และเชื่อมันอย่างไม่ต้องคิดและคานึง

โดยข้อความตัวเฉียงจะเป็นเนื้อความของเอกสาร นอกนั้นจะเป็นการวิเคราะห์ของบะห์รูน(ซึ่งจะขอสรุปมาพอสมควรกับหน้ากระดาษ) มิรอช้า เชิญอ่านโดยพลัน ………

“จงรับรู้ด้วยว่าแผ่นดินนี้ได้ถูกขนานนามว่าระเบียงแห่งนครเมกกะห์ และจงรับรู้ด้วยอีกว่า แผ่นดินนี้คือหัวใจ ชีพจร และศูนย์กลางของแผ่นดินอื่นๆ ซึ่งท่านญิบรออีล ได้ทรงหยิบดินส่วนหนึ่งจากแผ่นดินนี้ เพื่อนาไปสร้างหัวใจผู้เป็นบิดาของเราคือท่านศาสดาอดัม”

การนาเสนอเช่นนี้เป็นการจงใจเชื่อมโยงให้ความเป็นปาตานีมีความยิ่งใหญ่ในฐานะแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ การเพิ่มเติมโวหารให้เกี่ยวข้องกับหลักศรัทธา การเติมคาว่า จงรับรู้ด้วยเถิดถึงสองครั้งในประโยชน์ ยิ่งทาให้ผู้คนยิ่งเชื่อว่า ปาตานีเป็นรัฐอิสลามอยู่แล้ว ยิ่งเชื่อหนักเข้าไปอีก เป็นการเปิดฉากวาทกรรมทางการเมืองจากเรื่องหลักศรัทธาทางศาสนาอย่างมีนัยสาคัญทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง และตามด้วยประโยคที่ว่า

“จงรับรู้ด้วยว่าแผ่นดินนี้ได้ถูกขนานนามว่าแหล่งขุมทรัพย์ตั้งแต่อดีตกาล อันเนื่องมาจากแผ่นดินนี้เต็มไปด้วยทองแดงที่ดีที่สุดในโลก จงรับรู้เถิดว่า แผ่นดินนี้ได้ถูกขนานนามว่าแผ่นดินแห่งความลึกลับ ซึ่งความเร้นลับอันนี้พระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงเปิดเผยแก่ อิสกัรดัร ซุลกัรนัยน์(อเล็กซานเดอร์) และแผ่นดินนี้เป็นที่ถูกเรียกว่า ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ เพราะเมื่อยามเช้าส่องแสงแล้ว แสงจากที่แห่งนี้จะกระจายไปทั่วโลก”

ประโยคนี้ทาให้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น และยิ่งขึ้นไปอีกด้วยคาว่า ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ และอลังการยิ่งขึ้นด้วยประโยคที่ว่า

“จงรับรู้ด้วยว่า แผ่นดินนี้ศาสดาอดัม เคยเดินทางมาก่อน เพื่อตามหาซีตีฮาวา พร้อมด้วยน้าตาที่รินออกมาด้วยความถวิลหาสุดที่รัก และจากนั้น ศาสดาอดัมก็ได้เดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกจนสุดขอบฟ้าและได้เปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่ทิศตะวันตกต่อ เพื่อตามหาสุดที่รัก”

เป็นการเชื่อมโยงผู้ศรัทธาที่ยังมืดบอดหลงได้ง่ายๆ เพราะความไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของปาตานีและอิสลามอย่างแท้จริง ข้อเท็จจริงนั้น เมื่อถูกส่งลงมาคนละที่แล้ว จึงได้ตามหา และไปพบเจอที่แผ่นดินฮิญาซ ซึ่งห่างจากเมืองเมกกะฮฺ ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร และยังมีรายงานประวัติศาสตร์ว่าท่านได้เดินผ่านเมโสโปเตเมียด้วย แต่ไม่มีรายงานว่าผ่านคาบสมุทรมลายูแต่อย่างใด เป็นการฉลาดแกมโกงของผู้แต่งที่อาศัยช่องว่างที่ไม่แน่ชัดว่า ท่านนบีอดัมไปไหนบ้าง จึงถือโอกาสผูกโยงซะเลย เป็นการฉวยโอกาสที่เหล่ามุสลิมทั่วไปที่ไม่ลึกซึ้งศาสนา นั่งฟังตาปริบๆกันเลยทีเดียว

เมื่อคนอื่นมึนงงได้ที่ จึงต่อด้วยว่า

“จงรับรู้ด้วยว่าภายหลังศาสดาอิบรอฮิมได้ทอดทิ้งซีตีฮาญัรผู้เป็นภรรยาและอิสมาอีลผู้เป็นบุตรแล้ว ท่านก็ได้เดินทางมา ณ แผ่นดินแห่งนี้ เพื่อจะมาดูแผ่นดินที่จะเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่สาส์นของพระเจ้า จนถึงวันกียามัต โดยลูกหลานของท่านเอง”

เนื้อหาประวัติศาสตร์ที่แท้จริงนั้น ท่านนบีอิบรอฮีม ได้ผละจากภรรายาท่านเพื่อสาแดงความศรัทธาบางอย่าง กล่าวคือ ท่านได้นาซีตีฮาญัรและลูกมาที่แผ่นดินระหว่าง ภูเขาศอฟัรและมัรวะฮฺ จนเกิดประวัติศาสตร์ครั้งสาคัญอย่างที่เรารู้กัน ด้วยเพราะว่าประวัติศาสตร์อิสลามไม่ได้บอกแน่ชัดว่า ขณะจากกันนั้นท่านนบีอิบรอฮีมไปไหนบ้าง จึงเข้าทางนักประวัติศาสตร์ลัทธิประหลาดที่จะเพิ่มเติมเสริมแต่งเข้ามา

“จงรับรู้ด้วยว่า ศาสดาสุไลมานพร้อมท่านหญิงบิลกีส ก็เคยเดินทางมา ณ แผ่นดินแห่งนี้ และได้ทรงนาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินนี้ กลับไปยังเมืองบัยตุลมุก็อดดิส ซึ่งเป็นเมืองของท่านศาสดาสุไลมาน และได้ทาการปกครองทั่วโลกให้เกิดความมั่นคงและมั่งคั่ง”

ตามประวัติศาสตร์นั้น นบีสุไลมานได้เชิญชวนราชนีบิลกีสเข้ารับอิสลาม โดยมีญิน อิฟรีต ที่ยกบัลลังค์ทองของพระนางมาให้ภายในพริบตา ทาให้พระนางยอมรับอิสลามและได้ปกครองไปทั่ว โดยไม่ได้มีว่าท่านเดินทางไปปาตานีและเป็นแผ่นดินที่มั่งคั่งแล้วในสมัยนั้น แต่อย่างใดทั้งสิ้น

“จงรับรู้ด้วยว่า อิสกันดัร ซุลกุรนัยน์ ที่มีพละกาลังมหาศาล พร้อมด้วยศาสดาคัยฏิรนั้น ก็เคยเดินทางมา ณ แผ่นดินนี้ เพื่อแสวงหาบั้นปลายชีวิตที่สวยงาม เพราะ ณ ที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมพละกาลัง และ พลังแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งไม่มีผู้ใดทราบนอกจากศาสดา และบรรดาผู้ใกล้ชิดกับพระเจ้าเท่านั้น และจากแผ่นดินแห่งนี้ จะเกิดนักต่อสู้ นักเผยแพร่และผู้ใกล้ชิดของพระองค์ในช่วงยุคสุดท้าย ที่จะเพียบพร้อมไปด้วยพละกาลัง และพลังแห่งจิตวิญญาณ และขวัญกล้าแห่งการต่อสู้ ซึ่งหากเอาภูเขาต่างๆมาวาง ณ เบื้องหน้าเขาแล้ว ภูเขาเหล่านั้นจะต้องแตกสลาย ด้วยพระเจ้าจะทาให้ศาสนาของพระองค์นั้นสมบูรณ์ และเป็นที่ประจักษ์ทั่วจนถึงวันสิ้นโลก”

ประโยคนี้ต้องชมนักประวัติศาสตร์ลัทธิประหลาดว่า โคตรเซียน ทีเดียว เพราะต้องรู้ดีถึงความรู้ทางมานุษยวิทยาและจิตวิทยาชาวมลายูเป็นอย่างดี เพราะเป็นการอ้างถึงบุคคลทางประวัติศาสตร์มลายูที่มีฐานะถึงผู้ศักดิ์สิทธิ์ในคาบสมุทรการอ้างถึงการปกครองของรัฐมลายู อย่างมะละกาที่มีนักต่อสู้ระดับตานานอย่าง ฮังตูเวาะ(Hikayah Hang Tuah) ซึ่งมีเชื้อสายด้วยเช่นกัน เป็นบุคคลที่ตานานสร้างขึ้นมาให้อยู่ในระดับเทพแห่งมลายู เป็นบรรทัดฐานในการขึ้นสู่การเป็นประมุข เพราะก่อนขึ้นสถาณภาพนั้น ต้องมีการลาดับญาติทางใดทางหนึ่งก่อน เบื้องต้นคือ องค์ชาย ซือรีตือรี บัวนา ซึ่งตามตานานบอกว่าอาศัยอยู่ที่ภูเขาซินอุนดัน และตานานบอกว่า เขามีเชื้อสายมาจากอิสกันดัร และซุรกัรนัยน์

สะท้อนถึงการเชื่อมโยงเพื่อรับใช้การต่อสู้ในปัจจุบันที่ลึกซึ้งไม่น้อย โดยอ้างความเป็นจริงที่ชาวปาตานีรู้สึกไม่โดดเดี่ยว คือการอ้างเชื้อสายปาตานีในรัฐมนตรีมาเลเซีย และยังชี้ให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินที่รับอิสลามด้วยการจงใจเพิ่ม “ลูกหลานเชื้อสายศาสดา” ลงไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าบุคคลที่มีเชื้อสายศาสดานั้นมักมีคาว่า ซัยยิด นาหน้าเสมอ และในมาเลเซีย ก็มีการบันทึกว่า มาจากฝั่งอินโดนีเซียซะด้วยซ้า

และเมื่อทุกอย่างถูกทาให้เป็นเหตุเป็นผลสอดประสานกันแล้ว ก็ถึงเวลาตบท้ายวาทกรรมเพื่อสร้างความฮึกเหิมในการยืนหยัดต่อสู้

สาหรับขบวนการลัทธิประหลายในสามจังหวัด จะมีลักษณะพิเศษที่เอาปัญหาชาตินิยมที่เกี่ยวเนื่องระหว่างเชื้อชาติมลายูกับประวัติศาสตร์ปาตานี ผูกเข้าด้วยกัน และผูกประวัติศาสตร์อิสลามเข้าไปอีกที คาปลุกเร้าจึงออกมาจากผลการผูกปมไว้ของปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการตบท้ายว่า

“โปรดตระหนัก และรับรู้ด้วยอีกว่า แผ่นดินแห่งนี้เคยถูกรุกรานจากสยาม โปรตุเกส ฮอลแลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น คอมมิวนิสต์ แต่ถึงกระนั้นแผ่นดินนี้ก็ยังยืนหยัด และคงสภาพในรูปแบบอิสลามได้ต่อไปอีก เพราะเหตุใดหรือ? เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้ทรงคงไว้ซึ่งความหวังและมอบภาระหน้าที่แก่ลูกหลานยาวี ถึงภาระหน้าที่สาคัญ คือการเผยแพร่อิสลามให้ทั่วโลกก่อนถึงวันสิ้นโลก”

“ดังนั้น โอ้บรรดาลูกหลานชาวยาวี อย่าได้หวาดกลัว และคลาดแคลงต่อสิ่งใด จงเดินหน้าต่อสู้ต่อไป และจงเชิดชูคาขวัญของอิสลามต่อไป จงอย่าได้หวาดกลัวต่อสิ่งใด ตราบเท่าที่พวกท่านยังอยู่ในอิสลาม เพราะแน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะให้ความช่วยเหลือแก่พวกท่านอย่างแน่นอน”

“จงอดทนในการรับใช้อิสลามเถิด และจงมุ่งมั่นในการต่อสู้ อย่าได้หวาดกลัวสิ่งใด แน่นอนภายภาคหน้า พวกท่านจะได้เห็นบรรดาผู้คนทยอยกันเข้ารับอิสลามจากทั่วทุกมุมโลก อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของพระองค์ จงต่อสู้ต่อไปเพื่อแผ่นดินปาตานีเป็นเอกราช จงเชิญชวนพี่น้องของพวกท่านพร้อมทาหน้าที่ของแต่ละคน ขอความสันติจงมีแด่นักต่อสู้ อย่าได้เป็นผู้คลอนแคลน…วัสสลาม”

และนี่ก็คือการนา “ประวัติศาสตร์รับใช้ศาสนา” ทาให้ปาตานีเกี่ยวกับอิสลาม เพื่อจะนาคาว่า “สงครามศาสนา” มาใช้ได้อย่างชอบธรรมมากยิ่งขึ้นนั้นเอง วัลลอฮุอะลัม…

เรียบเรียง l วารสารสมิอฺนา วะอตออฺนา เล่ม 4.5

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s