โต๊ะบรรณาธิการ ว่าด้วยความหลัง ตาดีกา หิญาบ ปอเนาะ และมหา’ลัย

1

ในฐานะที่เกิดมาในสังคมที่แวดล้อมไปด้วยมุสลิมร้อยทั้งร้อย ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ตื่นเช้ามาก็ต้องละหมาดศุบหฺ พ่อก็จะยืนคิ้วขมวดถือไม้เรียวเล็กๆในมือซ้าย ส่วนมือขวาก็ถืออัลกุรอานญุสอัมมา นั่งรอเราที่ตื่นสายวักตู ละหมาดอย่างสะลึมสะลือและสั่นระริกๆเพราะง่วงนอน

เสาร์-อาทิตย์ แทนที่จะได้ติดตามการ์ตูนที่ชื่นชอบกับเสียงพากษ์ของน้าต๋อย เซมเบ้ ที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ก็ต้องสะพายกระเป๋าไปโรงเรียนตาดีกา สนุกสนานกับเพื่อนๆและเรียนวิชาต่างๆกับเจ๊ะฆู ผู้มีความน่าเกรงขามกับไม้เรียว(อีกแล้ว)เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว มันยาวและใหญ่กว่าของพ่อ แต่เอาไว้ตีโต๊ะข่มจิตข่มใจลูกศิษย์ตัวน้อยเท่านั้น มันเป็นบรรยากาศที่เรายังเป็นเด็กและไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่เราจะดูสิ่งบันเทิงเริงใจในทีวีบ้าง บ้างก็โดดเรียน ไปซื้อไก่ย่าง ซื้อลูกข่าง ลูกแก้ว ไปเล่นน้ำในป่าท้ายหมู่บ้าน  แม้กระทั่งแกล้งเพื่อนผู้หญิงที่ช่วยแม่ขายแบฮุงที่ตาดีกา (หมี่ผัดใส่กุ้งตัวเล็กๆห่อใบตอง ห่อละ 2 บาท อร่อยมาก!) ผมก็เคยผ่านมาหมดแล้ว แต่อันหลังสุดนั้นผมทำเป็นแก๊งค์ สิ่งเหล่านี้ยามเป็นเด็กเราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี อะไรคือนิยามของคำว่า ‘ไม่ดี’ ล่ะ การรังแกผู้คน  ขโมยข้าวของ หรือเอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่านั้น มันเป็นพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาแล้วต่างหาก ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าเรากำลังเลียนแบบพฤติกรรมนั้น ถ้าโรงเรียนตาดีกามีวิชาพฤติกรรมศาสตร์ก็ว่าไปอย่าง แต่ทั้งหมดนั้นเป็นธรรมชาติของวัยเด็ก การสร้างความคุ้นเคย ให้บรรยากาศอิสลามที่พวกเขาพึงได้รับ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดก่อนที่เขาจะหลุดออกไปจากหมู่บ้าน เผชิญกับสังคมที่เหลวแหลกและน่ากลัวในวันข้างหน้าเมื่อเขาเติบใหญ่

วันหนึ่งที่สถานีรถไฟยะลา ได้เจอะเจอกับเจ๊ะฆูคนแรกของเราที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เขาสวมรองเท้าแตะราคาถูก แต่งชุดโต๊ปสีขาว และถือกระเป๋าเดินทางใบเก่าๆข้างตัว  ณ ที่นั่น เขาดูเด่นกว่าใครๆ ไม่ใช่เพราะผิวสีคล้ำของเขาที่ขับสีขาวของชุดโต๊ปออกมา ทว่านั้นคือชายคนหนึ่งที่อยู่ในอาภรณ์เครื่องแบบของบรรพชนผู้อ่อนน้อมในอดีต

ท่ามกลางสาธารณชนที่แต่งตัวตามกระแสแฟชั่นอย่างโง่เง่าและอาสาเป็นทาสแห่งฟันเฟืองหนึ่งในวงจรลัทธิอุตสาหกรรมนิยมอย่างไม่รู้ตัว เขาหยุดทักทายพวกเรา ขณะเท้าข้างหนึ่งอยู่บนบันไดรถไฟ เขาแสดงยศจากเครื่องแต่งกายของเขาด้วยการก้มหน้า พูดเบาๆอย่างสุภาพนอบน้อม ไม่มีดาวแวววับบนบ่า แต่มีรอยยิ้มใสๆอยู่ตลอดเวลา มันวับมันวาวกว่าดาวของพวกนายพลพุงย้วยเป็นไหนๆ พวกเราในวัยเด็กประถม ยืนอยู่ที่ชานชะลาและร้องไห้… เมื่อเขาบอกว่าจะไปมักกะฮฺ และอาจจะไม่ได้กลับมาอีก

2

ตอนนั้นพวกเราตอบไม่ได้หรอกว่าเขาสอนอะไร สำคัญมากเพียงใดต่อชีวิตพวกเรา ในหัวพวกเรามีแต่ลูกฟุตบอล การ์ดเกมเซนต์ไซย่า ลูกแก้วและลูกข่าง ทว่าพวกเรานั้นมีสิทธิที่จะร้องไห้เพราะเขา เขาเป็นเจ๊ะฆูหนุ่ม เป็นครูคนเดียวในโรงเรียน ที่สอนเด็กเกือบ 100 คน เขาเป็นชายอายุยี่สิบปลายๆ แต่งตัวชุดโต๊ปสีขาวสะอาดสะอ้านตลอดเวลา ผิวคล้ำเหมือนมาจากแอฟริกา  แต่ฟันขาวชัดเจนมาแต่ไกล เขาสวมใส่ชุดโต๊ปเล่นตระกร้อกับพวกเรา เตะบอลกับเรา และนอนตากพัดลมตัวเก่าๆกับพวกเราในมัสญิด เขาสอนเราเอาน้ำละหมาด สอนเราละหมาด จับและดัดแขนจับขาอันเก้งก้างของพวกเราที่สอนเท่าไรก็ทำเองไม่เป็นสักที ด้วยความตื่นเต้น เพื่อนบางคนฝึกเป็นอิมาม ละหมาดเกินเราะกะอัตก็มี เขาเป็นคนดุอย่างรู้เวลา และชอบยิ้มให้พวกเราเสมอ แม้เวลาลงโทษลูกศิษย์ เพราะเขาลงโทษด้วยความรักและห่วงใย เพียงเท่านี้ เราก็มีสิทธิแล้วที่จะร้องไห้เพราะเขา และขออนุญาตบันทึกชื่อของเขาไว้ในความทรงจำบนหน้ากระดาษนี้  “ ตอนนี้เจ๊ะฆูอยู่ไหนครับ เจ๊ะฆูอาแว… “
บรรยากาศและกลิ่นไออิสลาม ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะสร้างมันขึ้นมา สิ่งหนึ่งในวัยตาดีกาที่แม้วันนี้ก็ไม่เคยจางหายไปไหนเลย ก็คือการคลุมหิญาบของเด็กผู้หญิง หิญาบในโรงเรียนตาดีกานั้น เป็นหิญาบที่บานใหญ่ เรียบง่ายทว่างดงาม ไร้การตกแต่งด้วยเฉดสีหรือของประดับแวววาว เด็กๆวิ่งเล่น เล่นโดดยางและใส่ละหมาดได้อย่างปกติ

รวดเร็ว    โดยไม่จำเป็นต้องมาส่องกระจกปรับองศาและละติจูดผ้าคลุมกว่าจะเสร็จออกมาได้อย่างผู้ใหญ่ปัจจุบัน วันนี้ผมกลับมาดูพวกเขาอีกครั้ง ที่โรงเรียนตาดีกาท้ายหมู่บ้านซึ่งอยู่ติดกับทุ่งนา พวกเด็กๆยังเหมือนเดิม ไม่มีทีท่าว่าอึดอัดหรือเอียงอายด้วยซ้ำที่ต้องใส่อาภรณ์อันมีเกียรตินี้ เสมือนว่าเวลาที่ตาดีกาไม่เคยเดิน ยังไงยังงั้น

3

ผ่านมายี่สิบกว่าปี การแต่งกายของมุสลิมะฮฺมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วเป็นปีแสง เราได้พบเห็นการใส่ผ้าคลุมผมรัดติ้วสีสันแตะตา พร้อมกับแว่นตาดวงโตประกอบใบหน้า เราได้เห็นการใส่ผ้าคลุมผืนใหญ่ทว่ายังจีบมันขึ้นมาและติดเข็มกลัดมันไว้บนหัว เราได้เห็นการใส่ผ้าคลุมบนหัวที่กลัดผมไว้เป็นก้อนข้างบน และสารพัดอีกมายมายที่ถูกคิดค้นขึ้นผ่านมุสลิมบางคนและเรียกสิ่งนั้นว่าเป็น ‘หิญาบ’ ได้อย่างไม่สะทกสะท้านหัวใจ ประเทศไทยเราในบางครั้ง วัฒนธรรมหิญาบที่เกิดการผสมผสานตัดต่อพันธุกรรมระหว่าง อัลหัก และ บาฏิน (คำพูด อ.ชากีรีน สุมาลี) อย่างดาษดื่นในสังคมมุสลิมนั้น คือสิ่งที่เราควรตระหนกและต้องรีบแก้ไขมากกว่าการไม่ได้ใส่หิญาบในสถานที่บางแห่งซะด้วยซ้ำ ในสังคมมหาวิทยาลัย อันเป็นโลกเสมือนของความรื่นเริงชั่วขณะของคนที่อยู่ในวัยรุ่นนั้น หนุ่มสาวมุสลิมมากมายเข้ามายังที่นี่พร้อมความใฝ่ฝันและความทะเยอทะยาน ไฝ่ฝันว่าเด็กมุสลิมจะนำมาซึ่งความดีงามและจริยธรรมอันงดงามของศาสนาตนเองสู่สังคมแห่งนี้ พร้อมประกาศให้ผู้อื่นรู้ว่า ‘คนของอัลลอฮฺ’ ได้มายังที่นี่แล้วนั้น… กลับดับวูบ และจางหายไปแทบไม่เหลือชิ้นดี เมื่อเด็กมุสลิมที่จบจากระบบปอเนาะเสียเอง กลืนกิน  คบค้าสมาคมกับสังคมที่ปะปนชายหญิง ระบบแฟน และความสนุกสนานเฮฮาอันไร้แก่นสารทั้งที่รู้ว่ามันไม่
ถูกไม่ควร  อุสตาซจะรู้ไหมว่าพวกเขามาทำอะไรที่นี่ ส่วนเจ๊ะฆูคงไกลไปที่จะรู้แล้ว เพราะความงดงามของอิสลามที่ยังอยู่ในตาดีกาเสมือนเวลาที่นั่นไม่เคยเดินนั้น มันแตกสลายย่อยยับเป็นผงถุลี ตั้งแต่เยาวชนมุสลิมเข้าสู่ระบบปอเนาะ(บางแห่งที่ผิดพลาด)แล้วนั่นเอง…

ทว่าในความมืดมิดแห่งยุคสมัย แม้ขณะหลับตาลง เราก็ยังเห็นแสงสว่าง และรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่สีดำ… เด็กมุสลิมที่มาจากโรงเรียนสามัญล้วนๆกลับเป็นผู้ถือกระโจมไฟแห่งศรัทธา เดินฟันฝ่าพายุสังคมอันแหลกเหลว พวกเขาร้องไห้ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเมื่ออยู่คนเดียว และยิ้มแย้มเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น ในอดีต พวกเขาหลายคนไม่เคยคิดจะใส่หิญาบ แต่บางอย่างก็ทำให้พวกเขาเปลี่ยนไป พวกเขาพยายามศึกษาหาความรู้ศาสนาที่ตนเองไม่ได้รับในเยาว์วัย พร้อมๆกับการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาล้วนมีการแข่งขันสูง ทั้งการนับหน้าถือตาในสายตามนุษย์อันเป็นเป้าหมายอันหอมหวานบนโลกดุนยา

ปอเนาะในอดีตเป็นสถานที่ที่วิเศษมาก มันสร้างคนและสร้างจิตวิญญาณให้รุ่นปู่รุ่นพ่อ และรุ่นแม่เรา แต่ในวันนี้…เราเหลืออะไรแล้วบ้าง แม้แต่อาภรณ์จากสวนสวรรค์  ” หิญาบ”เด็กปอเนาะอย่างเราก็ยังรักษาไม่ได้ มุสลิมีนก็ไม่ให้เกียรติมุสลิมะฮฺ ไม่ปกป้องพวกเขาเหมือนในอดีตที่เศาะฮาบะฮฺนั้น จะไม่ยอมเด็ดขาดหากใครมาดูถูกหิญาบของเศาะหาบียะฮฺ แล้วเราจะเอาอะไรกันแน่ไปตอบอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ

ขอเป็นกำลังใจแด่พี่น้องที่มาจากโรงเรียนสามัญกับความอัศจรรย์ที่พวกท่านสร้างขึ้นมา และพี่น้องที่ยังไม่ได้คลุมหิญาบ ขอให้ท่านจงขอทางนำ เพื่อนๆรอบตัวท่าน แม้ไม่ได้พูด แต่เอาใจช่วยอยู่ทุกลมหายใจ  แท้จริงอัลลอฮฺนั้นรักพวกท่านมาก ท้ายสุด ขอให้อัลลอฮฺได้เปิดหัวใจ สำหรับพี่น้องจากรั้วปอเนาะ ผู้เคยเป็นกระโจมไฟอันเก่าแก่ในอดีต ให้กลับมาส่องแสงสว่างอีกครั้งเถิด…

บ.ก.
วารสารสมิอฺนา วะอตออฺนา เล่ม 10
หิญาบ เพื่อนรัก

2 thoughts on “โต๊ะบรรณาธิการ ว่าด้วยความหลัง ตาดีกา หิญาบ ปอเนาะ และมหา’ลัย

  1. Pingback: สมิอฺนา เล่ม 10 | หิญาบ เพื่อนรัก(โหลดฟรีด้วยนะ) | วารสารสมิอฺนา

  2. Pingback: สมิอฺนา เล่ม 10|หิญาบ เพื่อนรัก(โหลดฟรีด้วยนะ) | วารสารสมิอฺนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s