ปลดเปลื้องความคิด

ยอมรับความจริงแบบไม่อายเลยว่ารู้สึกตื่นเต้น ดีใจไม่น้อยเลย เมื่อมีสหายรุ่นน้องชักชวนให้ผมละเลงบทเรียนที่มีค่าต่างๆผ่านตัวอักษรลงในนิตยสารฉบับที่ผู้อ่านทุกท่านถืออยู่ เมื่อหายตื่นเต้นจึงได้รับรู้ความจริงอยู่ข้อหนึ่งคือ ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยขีดเขียนอะไรที่เป็นงานเป็นการทำนองนี้มาก่อน ไม่เคยไม่กระทั่ง คิด เลยหนักใจไม่น้อยกับภารกิจเยี่ยงนี้ ขณะเดียวกันก็คิดว่า คงจะเป็นโอกาศที่ดีไม่น้อยสำหรับตัวเองที่จะได้แสดงออก บ้าง หลังจมปลักอยู่กับความนิ่งเงียบมานานพอควร

พูดเหมือนตัวผมเป็นคนด้อยโอกาสยังไงยังงั้น ความจริงแค่การได้แสดงออกคงอาจไม่ไช่เหตุผลหลักที่ทำให้ตัวเองตัดสินใจเขียนอะไรสักอย่างตามคำชวนชักหรอก เพราะในการนิ่งเงียบมันก็คือการแสดงออกในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักจะเข้าใจ ผมเพียงแต่ต้องการสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตสปีชี่เดียวกันเพื่อแลกเปลียนสาระมุมมองบางอย่างซึ่งกันและกันในรูปแบบที่ตัวผมถนัด นั่นคือ ใช้ปาก(พูด)ให้น้อยที่สุด แล้วหันมาควงปากกากับสมุดโน้ตแทน

ในหลายๆครั้งผมมีความรู้สึกว่า(กฎการเข้าข้างตัวเอง) ความคิด มุมมอง ตลอดจนทัศนะคติต่างๆของตัวเองนั้นก็ดีพอที่จะเป็นโมเดลแก่คนอื่นได้ แม้จะไม่ไช่ทุกคน แต่การนำเสนอสิ่งเหล่านั้นผ่านรูปแบบที่ผ่านๆมาดูเหมือนจะเป็นอุปสรรค์ที่ตัวเองก็แก้ไม่ตกเสียที ผมไม่ถนัดเลยเรื่องการพูดการจาที่ต้องขยับปากพูดแล้วใช้อากาศเป็นตัวกลางในการเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเปล่งออกมา อาจจะเพราะสันดานเดิมๆดิบๆเป็นคนขี้อายแบบไร้เหตุผล ทำให้คำพูด ความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่อยากจะโชว์ออฟส่วนใหญ่ต้องแห้วไปตามกัน มีสิทธิ์ได้แค่เพียงดังอยู่ภายใน(ใจ) ยิ่งนับรวมภาษาไทยที่ต้องใช้ในการสังฆกรรมแล้วด้วย ยิ่งมีความรู้สึกว่าแรงงานต่างด้าวมีพรสวรรค์เรื่องนี้มากเสียอีก อรรถรสในการสนทนาร่วมดูจะลดน้อยถ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด ครั้นเมื่อหวนพิจารณาประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงบ่งบอกมาตลอดว่าผมสนทนากับบุคคลที่2 หรือ3แบบจบไม่สวยเลบแทบจะทุกครั้ง ความคิดดีๆที่ได้นำเสนอกลายเป็นความคิดแปลกๆที่ผู้ร่วมสนทนาด้วยไม่เข้าใจ รวมทั้งตัวผมเองด้วยที่ไม่เข้าใจว่าพูดอะไรออกไป ทั้งๆที่รู้ว่าควรพูดอะไร มันคงจะดีไม่น้อยเลยที่ความแปลกจะถูกผู้คนตีตราว่า คือเสน่ห์ สมควรแก่การต่อยอด แต่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เหมือนที่วัยรุ่นเลือดร้อนเขาพูดกันทำนองว่า ที่พูดมาทั้งหมด กูไม่ เก็ต  ผมพยายามหาทางออกกับมันอยู่ซักระยะหนึ่งแต่ก็แบบไม่จริงจัง โอกาสที่สหายหยิบยื่นมานั้นคงจะตอบโจทย์ปัญหานี้ได้ จริงอยู่ ผมรู้ตัวดีว่าผมพูดภาษาไทยได้ห่วยมากๆ แต่ในทางกลับกันผมก็เขียนภาษาไทยได้นี่ คงไม่มีใครบ้าบอเพ้อเจ้อพูดภาษาไทยไม่ชัดลามปามถึงขนาดเขียนถูกเขียนผิดหรอก อย่างน้อยๆก่อนเขียนก็มีเวลาให้คิดไตร่ตรอง หรือถ้าเกิดความผิดพลาดแบบตั้งใจหรือไม่ คงจะไม่ไช่ปัญหาเพราะมันลบมันแก้กันได้ ดูเหมือนตอนนี้ผมพอจะเข้าใจอะไรง่ายๆแล้วว่า ถ้าอยากให้คนอื่นเข้าใจ ผมต้องสื่อสารกับพวกเขาด้วยกับการ เขียน แต่มันก็ไช่ว่าจะง่ายปานนั้น (เหตุผลเยอะ)

ใครหน้าไหนก็คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรอกว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออกบางอย่าง(ที่แสดงออก-และที่ไม่เก็บกด)ต่างก็มีผลจากความทรงจำจากอดีตที่ถูกบันทึกลงหัวใจไม่มากก็น้อยตามแต่สภาพจิตใจของแต่ละบุคคล คนที่มีนิสัยเก็บกด ที่บ้านพ่อแม่อาจจะวีนใส่กันเหมือนเด็กๆก็เป็นได้ ผมเองก็ไม่ต่าง บางทีนิสัยเงียบๆขรึมๆไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความเรียบร้อย อาจจะเพราะผมไม่ค่อยชอบคนคุยโม้ขี้โอ้อวด จึงพยายามคอนโทรตัวเองให้มีลักษณะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่อมีโอกาสสนทนากับคนพันธุ์นั้นแล้วด้วย ยิ่งเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้นทันใด(เสียเวลา) ทั้งที่ไลฟ์สไตล์จริงๆก็ไม่เห็นจะมีสารงสาระอะไรมากกว่าการนอนเล่นกินเล่นไปวันๆ  กลับมาเรื่องของเรากัน ว่าไป งานเขียนก็เปรียบดั่งการสนทนา การพูดคุยแต่ใช้พื้นที่ว่างบนหน้ากระดาษเสียส่วนใหญ่ ผมเกรงว่างานเขียนของตัวเองจะไปละม้ายคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของคนประเภทคุยโม้โอ้อวด คือเขียนโม้เขียนอวดทั้งที่ความจริงก็ไม่เห็นการกระทำที่สร้างสรรค์แบบจับต้องได้เลย เดี่ยวจะกลายเป็น –ว่าแต่เขา อีเหน่าเป็นเอง- ระยำไม่ละ ? แล้วจะเอายังไงกันต่อดีคราวนี้ จะสาน หรือ จะเลิก ?

เอาละ(พูดกับตัวเอง) คิดเล่นๆถ้าผมเลิก เท่ากับผมขีดชีวิตให้อยู่เฉยๆ คงจะมีอะไรเกิดขึ้นมากมายขณะที่ผมนิ่ง ไช่ แต่มันดำเนินไปโดยที่ผมหาได้มีส่วนร่วมไม่ การเติมเต็มเกิดกับสังคม แต่ความว่างเปล่าสิ้นหวังเข้าแทนที่ตัวผม เมื่อถึงเวลานั้นผมคงจะหงุดหงิดตัวเองไม่น้อยเลย ในทางตรงกันข้าม ถ้าผมขืนฝืนเขียนอะไรต่อไปจะดีกว่าไม่ ที่เลือกเขียนงานลักษณะเป็นกลางเป็นเหมือนกระบอกเสียงที่หยิบยื่นเรื่องราว หรือสาระดีๆให้ทุกท่านได้รับรับรู้ ประมาณว่า ถ้าผมไม่ทำก็ไม่เห็นเสียหาย มากกว่าการมานั่งพิพากษาคนอื่น หรือชี้โน้นชี้นี้ในลักษณะชี้นำดูถูกสติปัญญา

ที่ร่ายมาซะยาวก็เพียงแต่จะกล่าวแก่ผู้ที่กำลังสับสนหรืออยู่ในสถานการณ์เดียวกันว่า ควรลุกขึ้นสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์แก่คนรอบข้างตามแต่ความสามารถเสียบ้าง อย่ามัวมานั่งทุรนทุรายกับการอัพเกรตตัวเองให้เลิอเลิศก่อนชี้แนะใครๆก่อนเลย คนอื่นคงไม่คิดร้ายเหมือนที่เราทำกับตัวเองหรอก เพราะคนอื่นไม่ได้มองความผิดพลาดของเรามากเหมือนที่เราเพ่งเล็งตัวเอง คนจำนวนมากยังคงรอคอยสิ่งเหล่านั้นจากเราอยู่เสมอมา เราจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราได้ลงมือทำลงไป และพบว่าสิ่งที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอ อย่าปล่อยให้ความสมบูรณ์แบบมาเป็นปรปักษ์กับความดีงามในตัวของมัน เพราะเราไม่วันสมบูรณ์แบบตราบใดที่ยังมีโอกาสหายใจ คนตายเท่านั้นที่เพอร์เฟค เมื่อมีโอกาสหายใจเท่ากับว่าเรามีโอกาสผิดพลาดพอๆกัน หากจะดีกว่าถ้ารู้จักนำความผิดพลาดมาเป็นเนื้อหาในบทเรียนและแก้ไขปรับปรุงภายในเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าเวลานั้นยังเหลือมากพอ ปราบใดที่ตะวันยังอัสดงและโผล่ขึ้นทอแสงยามรุ่งอรุณโดยไม่ผิดเพี้ยนและเป็นไปตามวิถีโคจรของมัน.

เขียน : ฮาซัน อัล-บัศรีย์

ยังไม่ได้ตีพิมพ์ที่ไหน

Advertisements

One thought on “ปลดเปลื้องความคิด

  1. ผมชอบบทความนี้ เหมือนกับว่าเป็นตัวแทนที่สะท้อนความคิด ความรู้สึกของใครอีกหลายๆคน
    ที่ยังคงสองจิตสองใจกับความสามารถของตัวเอง (ประมาณว่าไม่รู้จะไปทางไหนดี)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s