วันเวลาที่เปลี่ยนไป

วันเวลาที่เปลี่ยนไป

– ชาวถ้ำ-

ตีพิมพ์ครั้งแรก : โลกของวงเล็บ

เมื่อว่างเว้นจากการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ของมหาวิทยาลัย  เป็นวันที่ต่างคนต่างวาดฝันที่ตัวเองอยากทำ  บางคนอ่านหนังสือที่ชอบ  บ้างก็สะพายเบ็ดขึ้นไหล่ไปตกปลาเหมือนเพื่อนรักของผม  และคนอีกส่วนหนึ่งก็ทำกิจกรรมสันหลังยาว ที่ทำให้ตัวเองสูญเสียความเป็นคนสุขภาพดีไป

เมื่อคนเราหลุดจากกรอบบังคับของการเรียนที่ถูกกำหนดมาแต่ละสัปดาห์  ก็ล้วนเป็นความปกติของมนุษย์ที่อยากทำอะไรตามที่ตัวเองคิด  เพราะแท้จริงแล้วอิสรภาพกับความเป็นมนุษย์มันเป็นของคู่กันอยู่แล้ว  ประหนึ่งเหมือนแสงจันทร์กับดวงดาวบนท้องฟ้ายังไงหยั่งงั้น  เมื่อขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ย่อมทำให้โลกจืดชืดไม่มีความสวยงามเหลืออีก  ผมเป็นคนหนึ่งเมื่อมาถึงวันหยุดของการเรียนที่อยากทำโน่นทำนี่  แต่เนื่องจากว่าวันนี้เมฆฝนที่ก่อตัวบนท้องฟ้าดำมืด มันเหมือนกับใบหน้าของคนที่กำลังโกรธเลย  แต่เมื่อหยดน้ำฝนเริ่มตกลงมากระทบพื้นดิน  มันกลับทำให้พืชพันธุ์งอกเงยมาอีกครั้งท่ามกลางความสดชื่นของหลายๆชีวิตบนผืนโลก

เมื่อนึกถึงฤดูฝน  มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตในวัยเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกเมือง(ชนบท)  ซึ่งผมเป็นคนชอบน้ำฝนมาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้สาเหตุ  แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันย่อมต้องมีสาเหตุ  เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นบางอย่าง  มันมาจากจิตใต้สำนึกในตอนที่เราเป็นเด็ก  แล้วมันก็ส่งผลในรูปของพฤติกรรมตอนที่เราเป็นผู้ใหญ่

ในหมู่บ้านตอนหน้าฝนมักมีกิจกรรมมากมายให้ทำ  เช่น  ดักปลาในคลอง  ตัดไม้ไผ่ทำเป็นแพไว้เล่นตอนน้ำท่วม  ขุดมันสำปะหลังมาต้มให้กลิ่นหอมโชยจิ้มแกล้มกับเนื้อมะพร้าวอ่อนขาวเนียนที่ขูดเนื้อของมันสดๆและผสมเกลือบ้างพอเค็ม  กินท่ามกลางหลายมือที่หยิบเข้าปากอย่างสนุกสนาน  มีเสียงกล่อมจากหยาดฝนกระทบแมกไม้และเวิ้งหลังคาอย่างเบาๆ การละเล่นหรือวิถีชีวิตทั้งหลายมันเป็นสิ่งที่คนก่อนๆเคยทำและสืบทอดกันมาต่อคนรุ่นหลังจากรุ่นต่อรุ่น  มันสะท้อนให้เห็นว่าอันที่จริงชีวิตมนุษย์มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นมากมายอยู่ตลอด โดยมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่โดดเดียวได้ตลอดเวลาเลย เหมือนกับโลกที่มีความผูกพันธ์กับสิ่งมีชีวิตต่างๆ  แม้แต่พวกจุลชีพซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กก็ตาม

หน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อเก็บไว้ใช้ทั้งปีนั้น  บางคนก็ขายเพื่อแลกเป็นเงินตรา  เพื่อแลกสิ่งอื่นที่จำเป็นในการประทังชีวิต  การเล่นว่าวก็เป็นสิ่งที่สนุกที่สุดก็ว่าได้ตลอดในช่วงเก็บเกี่ยวข้าว  การผลิตว่าวจะทำกันโดยเอาไม้ไผ่มาทำโครง  และซื้อกระดาษสีมาติดเข้ากับโครงที่เราเตรียมมา  รวมทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเอาน้ำยางพาราใช้เป็นกาว  เมื่อชั่งทั้งตัวสมดุลแล้ว  มันก็พร้อมที่จะบินโลดลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า  ในบางวันของช่วงเย็นก็จะมีการปล่อยว่าวค้างคืนอยู่อย่างนั้น  โดยผู้เล่นจะใช้ศาลาริมถนนเป็นที่หลับนอนเฝ้าของรักของหวงของตนที่กำลังเสียดสีกับอากาศ ส่งเสียงเกรียวกราวอยู่บนนภา  ฉากหลังของเราจะเป็นทุ่งนาฟ้ากว้าง  ในกลุ่มผู้เล่นว่าวจะมีบางคนทำของกินมาให้  เช่น  ข้าวเหนียวปลาเค็ม  ของหวาน  ข้าวต้มมัดที่เยาะฮ์กับเมาะทำกินกันที่บ้านที่มีทั้งปู่ ย่า หลานๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กระทั่งน้ำชาร้อนๆ ซึ่งอันนี้ขาดไม่ได้เลย  แต่สิ่งที่พิเศษกว่าการเล่นว่าวธรรมดาๆ  คือการได้เล่นว่าวใหญ่ของหมู่บ้าน แน่นอนกองเชียร์รอบสนามตั้งแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มากับจักรยานคันเก๋า เรื่อยจนเด็กๆ ที่ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดตามประสาเด็ก ว่าวใหญ่นี่ ขนาดของมันกว้างพอๆกับเอาคนมายืนหน้ากระดาน  15-20 คน  เวลานำมันขึ้นสู่ท้องฟ้าก็ต้องใช้คนเป็นจำนวนเยอะ เพื่อที่จะให้ตัวมันต้านลมและพยุงตัวลอยได้  ส่วนด้านล่างก็มีการขายของกันมากมายราวกับจัดงานใหญ่ในหมู่บ้าน ทุ่งนาอันแสนสงบของเจ้าทุยพลอยมีชีวิตชีวาไปโดยปริยาย แต่เจ้าทุยก็มิต้องกังวลนักหรอก เพราะสังคมชนบทนั้นผู้คนเป็นมิตรต่อมันและทุ่งนาเขียวขจี และนับมันเป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่าย ซึ่งเป็นนิอฺมัตอันมีค่าจากพระเจ้าที่ทำให้พวกเขาต่างจากคนเมืองที่มีชีวิตอันวุ่นวาย

เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนบ้านๆที่กำลังหายไปกับการเดินทางของเวลา  และผมเชื่อว่าคงอีกไม่นานหรอก มันก็จะหายไปจากความทรงจำก็คงเป็นได้  จริงอยู่ว่าสิ่งเหล่านี้เวลาเรามองกว้างๆมันไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก  แต่อย่างน้อยมันเป็นความทรงจำที่ทำให้ผมและอีกหลายๆคนที่ได้สัมผัสยิ้มได้เสมอเมื่อนึกถึงมัน

ทุกครั้งเมื่อได้เดินทางกลับบ้าน  ผมมักชอบมองออกมานอกหน้าต่างรถไฟสายหาดใหญ่ – ยะลา  เนื่องจากผมชอบทุ่งนาเป็นการส่วนตัว  อย่างหนึ่งที่มักผุดขึ้นมาในหัวพร้อมๆกับการชมทุ่งนาก็คือ การตั้งคำถามว่าสาเหตุของการเกิดสิ่งเหล่านั้นคืออะไร  มันอาจมาจากหลายๆสาเหตุ  แต่สาเหตุหลักที่ผมได้ข้อมูลจากคนในหมู่บ้าน  มันมาจากยาเสพติดที่มอมเมาเยาวชน  เมื่อเยาวชนมีกิจกรรมกับสิ่งเสพติดเหล่านี้  อีกกิจกรรมหนึ่งก็ย่อมหายไปตามสภาพของมัน  ส่วนเรื่องสาเหตุของการยุ่งสิ่งเหล่านี้  น่าจะมาจากเวลาว่าง  ชีวิตที่ไม่คิดถึงอนาคต  รวมทั้งขาดการเข้าใจคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง  นักคิดท่านหนึ่งได้กล่าวว่า  “เวลาไม่มีค่า สำหรับคนที่ไม่มีเป้าหมาย”

เมื่อนึกถึง ณ ตอนนี้พร้อมๆกับสายฝนที่กำลังโปรยลงมา  มันทำท่าจะตกหนักเข้าเรื่อยๆ  นึกเสียดายที่การละเล่นเหล่านั้นมันเป็นแค่ความทรงจำที่มักพูดเมื่อนึกถึงวัยเด็ก แต่ในความเป็นจริงมันไม่มีให้เห็นแล้วสำหรับบางที่  แต่ต้องยอมรับสิ่งหนึ่งว่า  ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงและสูญหายตามกาลเวลาของมัน

ฝนทำท่าจะหยุดแล้ว  เดี่ยวคงต้องรีบออกไปทำอะไรก่อนความสว่างของกลางวัน  จะเลือนหายไป. . . . . . .

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s