คอขวดที่เท่ารูเข็ม

คอขวดที่เท่ารูเข็ม

แด่… โต๊ะครูผู้เสียสละ ผู้เหวี่ยงอิสลามสู่สายลมมลายู

– กระหม่อม –

ตีพิมพ์ครั้งแรก : โลกของวงเล็บ

มีทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการพูดถึงมาก ทั้งในแนวทางของวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ คือทฤษฎี ”คอขวด” หรือในอีกชื่อหนึ่งที่เป็นชื่อแรกตั้ง คือ ทฤษฎีข้อจำกัด ซึ่งหมายถึงปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดในการกำหนด ความเป็นไปของอะไรสักอย่างที่เราต้องการศึกษา ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับ คอขวด ที่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของขวด อาจจะไม่กินพื้นที่มากมายอะไร แต่มีความสำคัญมากในการกำหนด ปริมาณน้ำที่เราสามารถที่จะบรรจุลงไปในขวด สมมุติว่า มีขวดใบหนึ่งเป็นขวดที่ใหญ่มาก แต่มีคอขวดที่เล็กเราต้องการที่จะบรรจุน้ำเข้าไปให้มากๆ ด้วยการเทน้ำลงไปปริมาณมาก แต่ผลสุดท้ายแล้วน้ำที่เข้าไปอยู่ในขวดก็มีปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะคอขวดมันแคบ รับปริมาณน้ำได้จำกัด จะเห็นว่าถึงแม้คอขวดจะกินพื้นที่เพียงเล็กน้อยที่บริเวณส่วนต้นของขวด แต่มีส่วนอย่างมากในการกำหนดปริมาณน้ำที่จะเข้าไปในขวด มีตัวอย่างหนึ่งที่เจ้าของทฤษฎี ดร.โกลแร็ตต์ นำมาอธิบายเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ มีเด็กกลุ่มหนึ่งไปทัศนศึกษาบนภูเขา และหนึ่งในนั้นมีเด็กรูปร่างอ้วน ซึ่งเดินช้ากว่าเพื่อนๆ ทำให้เพื่อนคนอื่นต้องรอคอย ดังนั้น จึงแก้ปัญหาโดยการให้เด็กรูปร่างอ้วนคนนั้นเป็นผู้เดินนำ และเพื่อนเดินตามโดยไม่ให้แตกแถวหรือแซงกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครต้องรอกัน เพราะความเร็วในการเดินถูกจำกัดด้วยเด็กที่เดินช้าที่สุด

มีกรณีศึกษาหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงกันมากของไทย คือ ปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ทของคนไทย เมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้ ปัญหามันมีอยู่ว่า ทำไมคนไทยถึงใช้อินเตอร์เน็ทกันน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น  รัฐบาลสมัยนั้นก็ห่วงว่าถ้าเป็นยังนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่  เดี๋ยวประเทศเราจะไม่ทันเพื่อนเขาก็เลยลงทุนให้มีการวิจัยเรื่องนี้  ปรากฏว่าเหตุผลที่ทำให้คนไทยใช้อินเตอร์เน็ทน้อยนั้น มีมากมายก่ายกอง แต่เหตุผลที่มีส่วนมากที่สุดคือค่าบริการอินเตอร์เน็ทที่ยังแพงอยู่  พอได้รู้ยังงั้นทางรัฐก็เลยหามาตรการจนสุดท้ายราคาค่าบริการอินเตอร์เน็ทถูกลง และมันก็ได้ผลจริงๆ คนไทยใช้อินเตอร์เน็ทกันมากขึ้น ร้านที่ให้บริการอินเตอร์เน็ทผุดขึ้นมามากมาย  และสุดท้ายตอนนี้เราก็มีความรุ่งเรืองทางด้านการใช้อินเตอร์เน็ท จนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐ ขนาดถึงกับทำให้อับอาบขายขี้หน้ามาหลายต่อหลายครั้ง  ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ มาคิดอีกทีจะเสียดายขนาดไหน (ไม่น่าเลย ฮา)

พออ่านเรื่องราวพวกนี้ ก็อดที่จะคิดถึงปัญหาสามจังหวัดบ้านเราไม่ได้ ว่า เอ.. คอขวดมันอยู่ตรงไหน ทำไมเรายังมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น  เพื่อให้คิดง่ายขึ้นเรามามองเป็นสถาบันดีกว่า  สถาบันอะไรที่เป็นคอขวดของปัญหา  เลยได้คำตอบว่าน่าจะเป็นสถาบันการศึกษา บางคนอาจจะบอกว่าสถาบันครอบครัวน่าจะเกี่ยวมากกว่าก็ได้ แต่ส่วนตัวผมแล้วครอบครัวที่มีปัญหาก็เกิดมาจากการขาดการอบรมการให้การศึกษาที่ดีกับบุคคลในครอบครัวมากกว่า ที่นี้ถ้าเรามามองว่าสถาบันการศึกษาน่าจะเป็นคอขวด เราก็ต้องมาหาอีกว่าในบริเวณคอของขวดนั้นตำแหน่งไหนมันแคบที่สุด นั้นคือส่วนไหนของสถาบันการศึกษา ที่มีบทบาทมากที่สุดในการก่อปัญหานี้  มาถึงตรงนี้หลายคนก็คงจะคิดเหมือนผมว่า โรงเรียนปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนานั้นเอง  มีคำพูดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนนี้เหมือนกันว่า  “โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเปรียบเสมือนแดนประหารขนาดใหญ่  ส่งไปเท่าไรตายหมด” ซึ่งก็ไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย ณ สถานการณ์ตอนนี้   และที่น่าวิตกไปอีกคือ เมื่อนับจำนวนของเยาวชน คนหนุ่มสาวมุสลิม ที่อยู่ในระบบดังกล่าวแล้ว น่าจะมีสักเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย  นั้นคือว่า ชะตาของพื้นที่แห่งนี้ในอนาคต สามารถพยากรณ์ได้จากความเป็นไปของสิ่งเหล่านี้

ที่นี้มาดูความเป็นไปของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในตอนนี้  ชื่อที่น่าจะเหมาะกว่าน่าจะเป็น โรงเรียนพาณิชย์  ไม่ใช่เพราะว่าเน้นการเรียนการสอนในสายพาณิชย์ แต่การบริหารจัดการเริ่มจะเหมือนองค์กรพาณิชย์ ที่หวังเพียงผลกำไรมากขึ้นทุกที  โดยไม่ได้สนใจเลยว่าธุรกิจของตัวเองจะส่งผลกระทบต่อสังคมมากมายเพียงใด หลายโรงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้วิธีการเสพยาเสพติดชนิดต่างๆ  หลายโรงกลายเป็นแหล่งศึกษาวิธีการต่อยตีรูปแบบต่างๆ  เด็กบางคนพื้นฐานครอบครัวการเลี้ยงดูก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอได้เข้าเรียนเท่านั้น ราศีจับครับ แพรวพราวเหลือเกิน  และเกือบทุกโรงก็จะเป็นเพียงที่แวะพักทำงานสำหรับบรรดาคุณครูที่รออาชีพการงานที่มั่นคงในเดือน สองเดือน หรือปีสองปีข้างหน้า   เราคงต้องเขียนเครื่องหมายคำถามโตๆ  ว่าอะไรทำให้  โรงเรียนเอกชนสอนศาสนามันบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้   สอนศาสนาตั้ง ครึ่งวัน  แต่เด็กกลับติดยา เสเพล มากกว่าโรงเรียนที่สอนเพียง สัปดาห์ละคาบสองคาบ

ถ้าเราวิเคราะห์โดยมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์เราก็จะพบว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา นั้น ในอดีตก็คือปอเนาะ ที่ถูกบูรณาการผ่านนโยบายกลืนชาติ ซึ่งปอเนาะในอดีตเกือบทั้งหมดก็ถูกก่อตั้งขึ้นโดยโต๊ะครู มี

การเรียนการสอนเฉพาะวิชาศาสนา เมื่อมีการบูรณาการก็ได้มีการนำวิชาสายสามัญเข้ามา มีการสร้างหลักสูตร ซึ่งโดยรูปการณ์มันก็น่าจะเป็นการดีอยู่หรอก  แต่ปัญหามันมีอยู่ว่าวิชาการในอิสลามไม่สามารถเป็นอย่างนั้นได้ (สังเกตได้จากความเห็นทีไม่ค่อยจะลงรอยกัน ของครูกับอุสตาซในหลายโรงเรียน) โดนบิดไปหนึ่งครั้ง ที่นี้พอเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนารัฐบาลก็มีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาตามจำนวนนักเรียนที่สังกัดโรงเรียนนั้น ก็เลยเกิดการแย่งชิงนักเรียน  รับง่ายไล่ยาก โดนบิดไปเป็นครั้งที่สอง และพอโต๊ะครูรุ่นบุกเบิกเสียชีวิตไป คนรุ่นต่อไปที่จะมาบริหารก็คือลูกหลาน ที่บางทีอาจจะมีคนที่มีความสามารถมากกว่า แต่กลับไม่ได้เป็นลูกหลาน คนเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสเติบโต เขาก็เลยไม่อยากอยู่ร่วมสังฆกรรมยาวๆ เพราะอยู่ไปก็ไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้า โดนบิดอีกรอบ สุดท้ายมันก็เลยบิดเบี้ยวได้อย่างที่เห็น

แต่ถึงยังงั้นก็ตามหากอณูหรือองค์ประกอบของมัน ไม่ว่าจะเป็นตัวนักเรียน บรรดาครู อุสตาซทั้งหลาย หรือกระทั่งผู้บริหาร  มีความมั่นคงแข็งแรงพอ  แม้จะโดนบิดมากขนาดไหน มันก็คงเบี้ยวได้ไม่มากหรอก แต่สิ่งที่เป็นอยู่มันกลับตรงกันข้าม   ประวัติศาสตร์ทำให้มันโดนบิด และอณูของมันก็ช่างอ่อนปวกเปียก มันก็เลยบิดเบี้ยวง่ายมากอย่างที่เป็นอยู่  และผลสุดท้ายมันก็ตกอยู่กับนักเรียน ซึ่งมองไม่ออกเลยว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับการศึกษาที่ดีได้อย่างไรในสภาพการณ์แบบนั้น

จากในอดีตที่เราศึกษาเพียงหลักการศาสนาโดยไม่ได้สนใจวิชาการแขนงอื่นๆ แต่ตอนนี้เราสามารถที่จะศึกษาทั้งสองได้ในสถานที่เดียวกัน  ซึ่งก็

ต้องมีการบาดเจ็บกันบ้าง  เพื่อร่างกายที่แข็งแรงขึ้น  ซึ่งตัวผมเองก็หวังลึกๆว่า มันจะเป็นยังงั้น แต่มันคงจะไม่ดีแน่ ถ้าการบาดเจ็บมันนานเกินไป เดี๋ยวมันจะไม่มีเวลาทำงานทำการเอา และผมเชื่อเหลือเกินว่าเราๆหลายคน ต่างก็มีจิตสำนึกที่ดี ที่จะช่วยให้พี่น้องของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างที่มันควรจะเป็นและคิดว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาก็เป็นสนามที่เราน่าที่จะลงทุน ลงแรง ลงความคิด เพราะมันแทบจะกล่าวได้ว่านี้คือสนามที่จะกำหนดผลแพ้ชนะให้กับอนาคตของเราเลยทีเดียว มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ตักดีร(กำหนดการของอัลลอฮ) บางคนถูกตักดีรให้เป็นนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาท่านก็ต้องทำตัวให้สมกับที่เรียนศาสนาวันละครึ่งวันเป็นเวลาหลายปี บางคนถูกตักดีรให้เป็นครูสอนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาท่านก็ต้องมุ่งมั่นกับการสอนให้สมกับที่ท่านถูกเลือกให้ปลุกปั้นสังคมแห่งนี้ บางคนถูกตักดีรให้เป็นผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาท่านก็ต้องมุ่งมั่นกับการพัฒนาและควรเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมตามความเหมาะสม และอีกหลายคนที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวโดยตรงแต่ก็ต้องเกี่ยวโดยเอียงถ้าท่านถูกตักดีรให้เป็นมุสลิม

ถ้าเปรียบกลุ่มเด็กที่ไปทัศนศึกษาคือเราตอนนี้ เราก็คงไม่ได้เคลื่อนขบวนไปไหน เพราะกลุ่มเรามีแต่เด็กตัวอ้วน  แถมยังขาด้วนอีกต่างหาก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s