07 ชาวปาเลสไตน์ถูกไล่ออกจากบ้าน

นับตั้งแต่ที่สงครามโลกครั้งที่สองจบลง และสหประชาชาติรวมทั้งชาติตะวันตกหลายชาติได้มอบพื้นที่ปาเลสไตน์ให้อิสราเอล ชาวปาเลสไตน์ก็ไม่มีความสุขนับตั้งแต่นั้นมา ไซออนิสต์หรือองค์กรจัดตั้งชาวยิวบนปาเลสไตน์เท่านั้นที่จะกาหนดอย่างแน่นอนว่า วันกาเนิดของรัฐตนนั้นคือ วันที่ 15 พฤษภาคม 1948 หลังจากที่ตัวเองได้ขโมยพื้นแผ่นดินของผู้อื่นแล้ว จึงได้ริเริ่มขบวนการลูบหลังชาวปาเลสไตน์ให้ละทิ้งบ้านช่องตนเองและไปอยู่ที่อื่น ต่อมาเมื่อพวกเขาเห็นว่าวิธีการลูบหลังดังกล่าวนั้น รวมทั้งวิธีการที่อ่อนโยนต่างๆ ไม่ได้ผลเลย พวกเขาจึงได้เริ่มใช้วิธีที่รุนแรง อย่างเช่นการใช้กลุ่มกองโจร อีร์กุน ซวี ลูมี(Irgun Zvei Leumi) ที่มีหัวหน้าเป็นชาวยิวคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาก็ได้เป็นนายกผู้หนึ่งของอิสราเอล ชายผู้นั้นคือ เมนาเฮม เบกิน (Menachem beigin)

วันที่ เมษายน 1948 กลุ่มโจร อีร์กุน ซวี ลูมี ได้โจมตีหมู่บ้านชาวอาหรับที่ดีร์ ยัสสีน ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม เรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่ากันที่ปราศจากมนุษยธรรมนั้นได้เปิดเผยโดย แจ๊ก เดอะเรเนียร์(Jacques de Reynier)หัวหน้าขณะกาชาดสากล ซึ่งได้รับความสำเร็จไปถึงหมู่บ้านนั้นและได้เห็นร่องรอยของการฆ่ากันนั้นว่า

“สามร้อยคนที่ถูกฆ่า…โดยไม่มีเหตุผลทางการทหารหรือการยั่วยวนประการใด ทั้งคนแก่ ผู้หญิง เด็กๆและทารกที่เพิ่งคลอด ได้ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมด้วยระเบิดมือและมีด ซึ่งกระทาโดยทหารยิวจากกลุ่มอีร์กุน ซึ่งได้รับการบัญชาโดยตรงจากหัวหน้าพวกเขา”

อาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวิติศาสตร์ชื่อก้องโลก ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า เหมือนการฆาตกรรมที่กระทำโดยนาซีต่อพวกยิว ถึงอย่างไรก็ตาม นาย เบนาเฮม เบกิน ได้กล่าวว่า “การฆาตกรรมดังกล่าวนั้น เป็นการกระทาที่เหมาะสมและควรทา เพราะถ้าปราศจากชัยชนะที่ ดีร์ ยัสสีน แล้ว รัฐอิสราเอลก็จะไม่เกิดขึ้น” Beigin,Menachem,The Revolt,Story of the Irgun,New York,p. 162.

เคาวน์ท แบร์นาดอต(Count Bernadotte) ชาวสวีเดนซึ่งเป็นคนกลางของสหประชาชาติในปาเลสไตน์ ในรายงานของเขาถึงสำนักงาน เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1948 ได้กล่าวว่า

“ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีการยุติอย่างสมบูรณ์และเหมาะสม ถ้าไม่มีการยอมรับในสิทธิขอชาวอาหรับอพยพในการที่จะกลับไปตั้งถิ่นฐานเดิมของพวตน หลังจากถูกแยกออกจากพวกเขาอันเนื่องจากการต่อสู้ด้วยอาวุธและยุทธศาสตร์ ระหว่างชาวอาหรับกับยิว มันเป็นความผิดต่อพื้นฐานของความยุติธรรม ถ้าหากว่าพวกเขาซึ่งไม่มีความผิดอันเนื่องปาเลสไตน์ จากความขัดแย้งกันดังกล่าวนั้นไม่ยอมให้พวกเขากลับไปยังถิ่นฐานของพวกเขา ในขณะเดียวกันพวกยิวได้อพยพเข้าไปในปาเลสไตน์ตลอดเวลา และได้เข้าไปยึดถิ่นที่อยู่ของพวกอาหรับอพยพ ซึ่งพวกอาหรับได้ตั้งถิ่นฐานที่นั่นหลายศตวรรษมาแล้ว”

คำกล่าวนี้นำภัยมาสู่ตัวเอง เคาวน์ท แบร์นาดอต กับผู้ช่วยชาวฝรั่งเศส ถูกฆ่าตายในเขตพวกยิวในเยรูซาเลม โดยกลุ่มโจรยิว

อิสราเอลนั้นโกหกเก่งเป็นอันดับหนึ่ง โกงกิน ตบตาผู้คนก็เยี่ยม ตลอดระยะเวลาการมีอยู่บนโลกของประเทศนี้นั้น หากเราไม่ศึกษาค้นคว้าแล้ว เราก็จะไม่รู้ความจริงในดินแดนที่พวกเขายึดครอง พวกเขามักจะพูดในแง่ที่ดี และทำตัวเป็นมิตรกับผู้คนไปเรื่อย ข่าวที่ออกมา แทนที่ฝ่ายบุกรุกผู้ถือปืนเป็นอาจิณซึ่งเป็นอิสราเอลจะเป็นผู้ก่อการร้าย แต่กลับเป็นเจ้าของบ้านเดิมที่ถูกขับไล่ไสสงอย่างอัปยศอดสูและมีเพียงก้อนหินไว้ต่อต้านศัตรูอย่างชาวปาเลสไตน์ กลับต้องกลายเป็นผู้ก่อการร้ายซะงั้น

นักเขียนยิวคนหนึ่งซึ่งอพยพไปอยู่ปาเลสไตน์ในปี 1908 ชื่อ นาธาน ช๊อบชี(Nathan Chofshi)กล่าวไว้ว่า

“ถ้าหากว่าคุณอยากรู้ความจริงที่ได้เกิดขึ้น เราซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในปาเลสไตน์มาเป็นเวลานาน ซึ่งได้ดูพวกผู้ลี้ภัยดังกล่าว สามารถให้ความรู้แก่เขาได้ว่า เราชาวยิวได้บังคับชาวอาหรับให้อพยพละทิ้งร้านค้าและหมู่บ้านของพวกเขาอย่างไร ด้วยวิธีการอย่างไร ณ ที่นี่แหละเป็นที่อยู่ของชนเผ่าหนึ่งมานาน 1,300 ปีมาแล้ว เรามาเปลี่ยนสภาพเจ้าถิ่นอาหรับให้เป็นผู้อพยพหนีภัยและเรายังกล้าประณามพวกเขา ทาลายชื่อเสียงของพวกเขาให้เสียๆหายๆเราน่าจะรู้สึกอับอายต่อการกระทาของพวกเราที่ผ่านมา และน่าจะพยายามให้ความโหดของเราลดน้อยลงบ้าง ด้วยการช่วยเหลือพวกอพยพที่โชคร้ายเหล่านั้น แต่ตรงกันข้าม เรารู้สึกภูมิใจต่อการกระทาของเรา และหยิ่งยะโส ” (Jewish Newletter,9 February 1959)

ฝากไว้…

วินาทีที่พี่น้องอ่านบรรทัดนี่อยู่นั้น เครื่องจักรสงครามก็ยังคงทำงานที่ปาเลสไตน์ครับ เเละพวกยิวไซออนิสต์นั้นให้ความสำคัญกับเยวชนเป็นอย่างมาก

อนึ่ง รู้ไหมว่าหารกลุ่มอีร์กุน ซวี ลูมีนั้น ล้วนแต่มีหนุ่มสาวเยวชนทำงานให้ทั้งนั้น เช่นกันกับกลุ่มปฏิวัติล้มระบอบอิสลามออตโตมัน พวกยังเติร์ก ก็ล้วนแต่เป็นเด็กหนุ่มเช่นกัน มันทำงานขับไล่ไสสงพี่น้องเราอย่างไม่รู้จักเหนื่อย พร้อมกันนั้นก็ต้อนพวกเขาออกจากบ้านออกไปอยู่ที่อื่น พฤติกรรมเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป ต่อไป ต่อไป…

โอ้ หนุ่มสาวมุสลิม เสียงอะซานจากอัลกุดส์ ร้องเรียกพวกเราอยู่ตลอดเวลา พวกเราอยู่ที่ไหนกัน เลือดของพี่น้องปาเลสไตน์ เราไม่เห็น ไม่รู้ หรือไม่ได้กลิ่นสาบของมันไช่ไหม? ________________________________________________________________________

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s