วาระสุดท้ายของอัลมุศฏอฟา

เขียน : อัฟ-รอฮ์

ตีพิมพ์ครั้งแรก : วารสารสมิอฺนา วาอตออฺนา เล่ม09

 

“ และมุหัมมัดนั้นหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากเป็นเราะสูลผู้หนึ่งเท่านั้น ซึ่งบรรดาเราะสูลก่อนจากเขาก็ได้ล่วงลับไปแล้ว  แล้วหากเขาตายไปหรือเขาถูกฆ่าก็ตาม พวกเจ้าก็หันส้นเท้าของพวกเจ้ากลับกระนั้นหรือ?  และผู้ใดที่หันส้นเท้าทั้งสองของเขากลับแล้วไซร้ มันก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่อัลลอฮฺแต่อย่างใดเลย และอัลลอฮฺนั้นจะทรงตอบแทนแก่ผู้กตัญญูทั้งหลาย ” (อาละอิมรอน 3:144)

สำหรับมุอ์มิน มุอ์มินะฮฺผู้ศรัทธา ถือว่า “ท่านนบีมุหัมมัด” เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต เป็นที่รักยิ่งกว่าพ่อแม่ เป็นที่รักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ความรักที่มีต่อท่าน เป็นสะพานที่เชื่อมต่อความรัก ความเมตตาระหว่างอัลลอฮฺกับบ่าวผู้ศรัทธา  เพราะอัรเราะหฺมานทรงตรัสว่า หากใครที่รักพระองค์ เขาจะต้องรักท่านนบีของพระองค์ด้วย  ถึงแม้ว่าการจากไปของท่านนบีได้ล่วงเลยมานานแล้ว แต่ความรักความภักดี ก็ยังคงตราตรึงในหัวใจผู้ศรัทธาตลอดมา

 

สุดท้าย…กับฮัจญะตุลวะดาอฺ

อัรรอฮฺมานทรงตรัสว่า “วันนี้เป็นวันที่ฉันได้ทำให้ศาสนาสมบูรณ์สำหรับพวกท่านแล้ว เป็นวันที่ฉันได้ให้นิอฺมัตแก่พวกท่านอย่างครบถ้วนแล้ว และวันที่ฉันยินดีที่ให้อิสลามเป็นครรลองในการดำเนินชีวิตของพวกท่าน” (อัลมาอิดะฮฺ 5:3)

มีรายงานว่าท่านอุมัร บินคอฏฏอบ ได้ยินโองการนี้ถึงกับร้องไห้ ซึ่งท่านนบีได้พูดกับท่านอุมัรว่า “โอ้อุมัร  เหตุใดท่านจึงร้องไห้ ท่านอุมัรกล่าวว่า ฉันร้องไห้เพราะพวกเราได้รับทราบข้อมูลในเรื่องศาสนาเพิ่มเติม เมื่อศาสนาสมบูรณ์แล้วก็จะไม่มีสิ่งใด ๆ อีกนอกจากจะค่อย ๆ เสื่อมลง ท่านนบีได้ตอบแก่อุมัรว่า “ความจริงเป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ”

โองการนี้ถูกประทานลงมาในวันอะเราะฟะฮฺหลังจากละหมาดอัศรฺ เป็นวันที่ท่านนบีกำลังประกอบพิธีฮัจญ์วะดาอฺ(ฮัจญ์ครั้งสุดท้าย)พอดี ท่านพยายามรับฟังและทำความเข้าใจกับโองการนี้จนไม่สามารถประคองตัวเองได้ จนกระทั่งต้องประคองตัวเองบนหลังอูฐอย่างแน่นิ่ง ในที่สุดอูฐต้องนอนลงกับพื้น  แล้วญิบรีลได้มาหาท่าน โดยบอกว่าให้เรียกเศาะหะบะฮฺมาชุมนุมแล้วบอกแก่พวกเขาว่า หลังจากนี้ญิบรีลจะไม่มาหาท่านอีกแล้ว เมื่อท่านนบีได้กลับมายังมะดีนะฮฺ  ท่านได้เรียกบรรดาเศาะหะบะฮฺมาชุมนุมแล้วบอกสิ่งที่ญิบรีลได้แจ้งให้แก่ท่าน บรรดาเศาะหะบะฮฺส่วนใหญ่ต่างมีความยินดีที่ศาสนาของตนได้สมบูรณ์แล้ว นอกจากท่านอบูบักรฺเท่านั้น หลังจากที่ได้รับการบอกกล่าวของท่านนบี ท่านก็รีบกลับบ้าน เก็บตัวอยู่ในห้องและร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน

 

สุดท้าย…กับการล้างแค้นของอุกาซะฮฺ บินมุอ์สิน

มีรายงานจากอิบนุอับบาสเล่าว่า เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ท่านนบีจะเสียชีวิต ท่านได้ละหมาด 2 เราะกะอะฮฺแล้วได้ขึ้นกล่าวคุตบะฮฺด้วยคำพูดที่สุดซึ้งและหนักแน่น หากแต่มีน้ำตานองหน้า ท่านกล่าวว่า “โอ้ บรรดามุสลิมทั้งหลาย ฉันเคยเป็นนบีของพวกท่าน ฉันเคยเป็นผู้เชิญชวนพวกท่านสู่อัลลอฮฺ ฉันเคยเป็นพ่อแม่ของพวกท่าน ที่มีแต่ความรักและความปรารถนาดีต่อท่านทั้งหลาย ดังนั้นใครมีสิ่งที่ให้อภัยฉันไม่ได้ ขอได้โปรดเรียกร้องสิทธิของท่านกลับคืน ก่อนที่ฉันจะถูกพิพากษาในวันกิยามะฮฺ” ซึ่งไม่มีใครทวงสิทธิใดๆ ท่านได้พูดถึงเรื่องสิทธิถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งว่ามีชายคนหนึ่งชื่อว่า อุกาซะฮฺ บินมุอ์สิน ได้ออกมายืนต่อหน้าท่านนบีแล้วกล่าวว่า “หากท่านพูดในเรื่องสิทธิอย่างเมื่อครู่นี้ เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง ฉันก็จะทวงคืนในวันสงครามบะดัร อูฐซึ่งเป็นพาหนะของท่าน ฉันได้ลงจากอูฐเพื่อที่จะให้ร่างกายของฉันได้มีโอกาสใกล้ชิดท่านมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อที่ฉันจะได้สัมผัสขาอ่อนของท่าน เผอิญวันนั้นท่านได้ยกแส้ขึ้นเพื่อตีอูฐให้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่ปรากฏว่าแส้ได้หวดหลังฉัน ขณะนั้นฉันไม่ทราบว่าท่านต้องการที่จะตีฉันหรือตีอูฐ” หลังจากที่ท่านนบีได้ยินดังนั้นแล้ว  ท่านได้ใช้ให้บิลาลไปเอาแส้ที่บ้านฟาติมะฮฺ แล้วบิลาลก็นำแส้จากฟาติมะฮฺให้แก่ท่านนบี เมื่อท่านอบูบักรฺและท่านอุมัรเห็นดังนั้น ทั้งสองจึงยืนขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ อุกาซะฮฺเราได้ยืนต่อหน้าท่านแล้ว ขอท่านจงตีเราแทนท่านรอซุลลอฮฺเถิด” ท่านนบีได้ใช้ให้ท่านอบูบักรฺและท่านอุมัรนั่งลง แล้วท่านอะลีก็ยืนขึ้นอีกและหันไปพูดกับอุกาซะฮฺว่า “ทั้งชีวิตของฉันได้อยู่กับท่านเราะสูลมาตลอด ขอให้ท่านตีเราแทนเถิด นี่คือหลังของฉัน นี่คือท้องของฉัน จงตีด้วยมือของท่านเถิด” ถัดมาก็เป็นท่านหะสัน-หุเส็นที่ขอร้องอุกาซะฮฺ ท่านก็ได้ห้ามปรามหลานทั้งสองเช่นกัน

จากนั้นท่านนบีก็ได้ใช้ให้อุกาซะฮฺใช้แส้ตีท่าน แล้วกล่าวว่า  “จงตีข้า หากข้าได้ตีท่านในวันนั้น อุกาซะฮฺได้บอกว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ วันนั้นข้าไม่ได้สวมเสื้อ” ท่านนบีก็ถอดเสื้อออก บรรดามุสลิมต่างส่งเสียงร้องไห้และเมื่ออุกาซะฮฺได้เห็นความขาวของผิวกายของท่านนบี เขาได้จูบลงกลางหลังของท่านนบี พร้อมกับกล่าวว่า “นี่คือการไถ่ความผิด เพื่อวิญญาณของฉัน โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ จะมีใครหรือที่จะใจถึงในการล้างแค้นท่าน การที่ฉันได้ทำทุกอย่างไปก็เพื่อเรือนร่างของฉันจะได้สัมผัสกับเรือนร่างของท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อพระผู้อภิบาลจะได้ปกป้องฉันให้คลาดแคล้วจากขุมนรก”

 

สุดท้าย…กับการละหมาด

ท่านนบีมุหัมมัดได้ล้มป่วยในเดือนเศาะฟัร ซึ่งท่านป่วยอยู่พียง 18 วัน อาการขั้นแรก ท่านเริ่มปวดศีรษะ เมื่อถึงวันจันทร์ในต้นสัปดาห์อาการท่านเริ่มหนักขึ้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่ท่านบิลาลอะซานช่วงศุบหฺ เมื่ออะซานเสร็จแล้ว บิลลาลได้เชิญท่านนบีมาละหมาดร่วมกัน แต่ด้วยพิษไข้ที่รุมเร้า ท่านจึงได้ใช้ท่านอบูบักรฺนำละหมาดแทน บิลลาลทราบดังนั้น จึงไปแจ้งแก่ อบูบักรว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้มีคำสั่งให้ท่านทำหน้าที่เป็นผู้นำละหมาด ซึ่งในขณะนี้ท่านเราะสูลกำลังพะวงกับตัวเองอย่างมาก”  ท่านอบูบักรฺได้ยินดังนั้น จึงหันไปมองยังมิฮฺร๊อบที่ท่านนบียืนนำละหมาดเป็นประจำ ถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น  ไม่สามารถประคองตัวยืนได้และร้องไห้ออกมาด้วยเสียงอันดัง ทำให้มุสลิมทุกคนที่รอการละหมาดเกิดความโกลาหลและร้องไห้ตามอบูบักรฺไปด้วย

ท่านนบีได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้มารอการละหมาด จึงได้เรียกท่านอะลีและอัลฟัดลฺ บิน อับบาส ให้เข้ามาใกล้ๆ แล้วท่านก็ให้ทั้งสองช่วยพยุงร่างของท่านไปมัสยิดเพื่อร่วมละหมาดศุบหฺในวันนั้นซึ่งตรงกับวันจันทร์

หลังจากเสร็จสิ้นการละหมาดแล้ว ท่านหันมาพูดกับมะอ์มูมว่า “โอ้ พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ขออำลาท่านทั้งหลาย ตามประสงค์ของอัลลอฮฺ ขอให้ท่านทั้งหลายมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ วันนี้เป็นวันอาคิเราะฮฺวันแรกของฉัน และเป็นวันสุดท้ายแห่งดุนยาของฉัน” แล้วท่านก็พยายามพยุงร่างของท่านเดินกลับบ้าน หลังจากที่อัลลอฮฺทรงวะหีย์ให้แก่มะลิกุลเมาตฺมาพบท่านนบี หากท่านนบีอนุญาตก็จงเข้าไป หากท่านนบีไม่อนุญาตก็จงกลับมา แล้วมะลิกุลเมาตฺก็ลงไปโดยจำแลงเป็นชายชาวอาหรับชนบท

มีสายรายงานบอกว่า เมื่อมาลิกุลเมาต์ไปถึง ท่านได้กล่าวสลามว่า “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ครอบครัวของท่านนบีมุหัมมัด” แล้วกล่าวถามว่า อนุญาตให้เข้าไปได้หรือไม่ แต่ท่านหญิงฟาติมะฮฺบอกว่าท่านนบีกำลังป่วยหนัก ท่านนบีได้ถามลูกสาวท่านว่าใครมา นางตอบว่า “ชายชนบทคนหนึ่งได้มาหาท่าน ซึ่งฉันได้บอกไปว่าท่านกำลังป่วย  ปรากฎว่าชายผู้นั้นได้มองมายังฉันจนเนื้อตัวของฉันสั่นสะท้านเพราะความหวาดกลัว หัวใจเต้นระรัว จนผิวกายเปลี่ยนสี”  ท่านนบีได้บอกแก่ท่านหญิงฟาติมะฮฺว่า “เขาผู้นั้คือผู้พิชิตความอร่อย ผู้สยบความอยาก ผู้ที่ทำให้ต้องหลัดพราก ผู้ที่ทำให้ครอบครัวอยู่ในอาการโศกเศร้า”   ท่านหญิงฟาติมะฮฺร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางรำพึงรำพันออกมาว่า “ โอ้เราะสูลุลลอฮฺ โอ้บิดา ท่านกำลังจะจากไปแล้วหรือ วันนี้เป็นวันที่จะไม่มีวะหีย์ประทานลงมาอีกแล้ว เป็นวันที่ท่านจะไม่พูดกับลูกอีกแล้ว เป็นวันที่ลูกจะไม่ได้ยินเสียงสลามจากท่านอีกแล้ว”

 

สุดท้าย…กับแก้วตาดวงใจ

ท่านหญิงฟาติมะฮฺลูกสาวสุดที่รัก เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจที่ท่านเหลืออยู่ ตอนที่ไข้กำลังรุมเร้าท่านอย่างหนัก นางได้มาเยี่ยมท่านทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่นางเข้ามาในห้อง ท่านก็จะทักทายนางโดยกล่าวว่า “เชิญสิ ลูกเอ๋ย”แต่นางเองเป็นผู้จุมพิตท่าน ท่านได้ขอให้นางนั่งลงข้างๆท่านที่เตียงและกระซิบกับนางสองครั้ง ครั้งแรกทำให้นางร้องไห้ และครั้งที่สองทำให้นางหัวเราะ  ท่านหญิงอาอีชะฮฺพยายามจะรู้ว่าท่านนบีพูดอะไร แต่นางไม่ยอมบอกสิ่งที่นางว่าเป็นความลับ หลังจากท่านนบีเสียชีวิตไปแล้วนั้น นางจึงเปิดเผยว่า ตอนแรกท่านบอกว่าท่านจะต้องตายเพราะโรคนั้น  ซึ่งทำให้นางร้องไห้ ตอนหลังท่านบอกว่านางจะเป็นสมาชิกคนแรกของท่านที่ได้พบกับท่านหลังจากเสียชีวิต ซึ่งทำให้นางยิ้มออก หลายครั้งที่ท่านนบีชักกระตุกเพราะพิษไข้ ท่านหญิงฟาติมะฮฺพูดออกมาอย่างด้วยความเศร้าว่า “โอ้ คุณพ่อของฉันต้องได้รับความเจ็บปวดอย่างเหลือเกิน!!”  พอได้ยินดังนี้ ท่านนบีมุหัมมัดก็พูดว่า “หลังจากวันนี้แล้ว พ่อของเจ้าจะไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป”

สุดท้าย…แด่อุมมะตีย์

หลังจากที่มาลิกุลเมาตฺได้มาหาท่าน ท่านได้ตอบรับสลามว่า “ท่านก็เช่นเดียวกัน โอ้มะลิกุลเมาตฺ” ท่านถามมะลิกุลเมาตฺว่า “ท่านเพื่อมาเยี่ยม หรือมาเพื่อปลิดวิญญาณของเรา” มะลิกุลเมาตฺตอบว่า “ทั้งมาเยี่ยม และปลิดวิญญาณหากท่านอนุญาต หากท่านไม่อนุญาต ฉันก็จะกลับ”

ท่านได้ถามมะลิกุลเมาตฺว่า “ญิบรีลอยู่ที่ไหน ?”  มะลิกุลเมาตฺได้ตอบว่า “อยู่บนชั้นฟ้าชั้นที่หนึ่ง ซึ่งบรรดามลาอิกะฮฺทั้งหลายกำลังทำการปลอบขวัญและให้กำลังใจอยู่” สักครู่หนึ่ง ญิบรีลได้มาเคียงข้างท่านนบี ท่านนบีได้ถามญิบรีลว่า “โอ้ ญิบรีลท่านรู้ไหมว่าทุกอย่างกำลังจะจบสิ้น” ซึ่งญิบรีลก็ทราบถึงข้อนี้ดี และได้แจ้งให้ท่านนบีทราบว่า ตอนนี้ประตูฟากฟ้าได้เปิดออกหมดแล้ว มะลาอิกะฮฺได้ยืนรอรับวิญญาณของท่าน อีกทั้งประตูสวรรค์ทั้งหมดก็เปิดอยู่

ท่านนบีกล่าวว่า “อัลหัมดุลิลละฮ” แล้วจึงถามต่อว่า “ประชาชาติของฉันจะอยู่ในสภาพใด หลังจากพวกเขาไม่มีฉันแล้ว โดยเฉพาะในวันกิยามะฮฺ พวกเขาจะเป็นอย่างไร ?”  ญิบรีลกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงห้ามมิให้ท่านศาสนทูตท่านใดเข้าสวรรค์ก่อนท่านและห้ามไม่ให้ประชาชาติใดๆเข้าสวรรค์ก่อนประชาชาติของท่าน”  ท่านนบีกล่าวว่า “ขณะนี้ฉันสบายใจแล้ว”ท่านหันไปพูดกับมะลิกุลเมาตฺว่า “จงเข้ามาใกล้ๆฉัน”  มะลิกุลเมาตฺปฏิบัติตาม แล้วเริ่มถอดวิญญาณของท่านนบี เมื่อวิญญาณอยู่ตรงสะดือ ท่านนบีได้พูดกับญิบรีลว่า “ฉันเจ็บเหลือเกิน” เมื่อญิบรีลได้ยินดังนั้น ถึงกับหันหน้าไปทางอื่น เพราะไม่สามารถทนดูสภาพของท่านบีอันเป็นที่รักเป็นอยู่ได้ ท่านอนัส บิน มาลิกกล่าวว่า เมื่อวิญญาณของท่านนบีเลื่อนมาอยู่ที่อก ท่านได้กล่าวตักเตือนเรื่องละหมาดและสิ่งต่างๆที่ท่านครอบครอง ท่านได้พูดซ้ำไปซ้ำมาจนสิ้นเสียงของท่าน ท่านอะลีกล่าวว่าในช่วงสุดท้ายนั้น ท่านนบีกระดิกริมฝีปากสองครั้ง ฉันก้มศีรษะลงไปฟังใกล้ๆ ได้ยินท่านพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ประชาชาติของฉัน ประชาชาติของฉัน”

รายงานส่วนใหญ่กล่าวว่าวันนั้นเป็นวันที่ร้อนที่สุดในอารเบีย คือวันที่ 12 เดือนเราะบีอุลเอาวัล ในปีที่ 11(ซึ่งตรงกับวันที่ 8 เดือนมิถุนายน ค.ศ.632)  ท่านนบีได้ร้องขอน้ำเย็นๆอ่างหนึ่งซึ่งท่านเอามือจุ่มลงไปและเอามาเช็ดหน้า รายงานส่วนใหญ่กล่าวว่าได้มีชายผู้หนึ่งจากตระกูลอบูบักรฺเข้ามาในบ้านของท่านหญิงอาอีชะฮฺ โดยถือแปรงสีฟันอันหนึ่งมาในมือ ท่านนบีได้มองดูเขาในลักษณะที่แสดงว่าอยากได้แปรงสีฟันอันนั้น ท่านหญิงอาอีชะฮฺจึงรับแปรงมาจากญาติของนางแล้วจัดการจนมันอ่อนดีแล้วก็ส่งให้แก่ท่านนบีเพื่อท่านจะได้ใช้แปรง

เมื่อผู้คนในมัสญิดได้ยินว่าท่านนบีเสียชีวิต ทุกคนล้วนแต่มีความโศกเศร้า อุมัรนั้นไม่เชื่อเลยว่าท่านนบีจะเสียชีวิตและได้กล่าวว่ามันไม่เป็นความจริง ดังนั้น อบูบักรฺจึงได้ออกมาบอกกับผู้คนว่า “บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ พี่น้องทั้งหลายใครก็ตามที่เคารพภักดีต่อมุหัมมัด มุหัมมัดได้เสียชีวิตแล้ว แต่ใครก็ตามที่เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ แน่นอนพระองค์ไม่มีวันตาย”  หลังจากนั้นอบูบักรฺได้อ่านอัลกุรอานอายะฮฺที่ถูกประทานหลังจากสงครามอุฮุด

 

“และมุหัมมัดนั้นหาใช่อื่นใดไม่นอกจากเป็นเราะสูลผู้หนึ่งเท่านั้น ซึ่งบรรดารเราะสูลก่อนจากเขาก็ได้ล่วงลับไปแล้ว แล้วหากเขาตายไปหรือเขาถูกฆ่าก็ตาม พวกเจ้าก็หันสันเท้าของพวกเจ้ากลับกระนั้นหรือ?  และผู้ใดที่หันสันเท้าทั้งสองของเขากลับแล้วไซร้ มันก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่อัลลอฮฺแต่อย่างใดเลย และอัลลอฮฺนั้นจะทรงตอบแทนแก่ผู้กตัญญูทั้งหลาย

และมิเคยปรากฏแก่ชีวิตใดที่จะตายนอกจากด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น ทั้งนี้เป็นลิขิตที่ถูกกำหนดไว้ และผู้ใดต้องการผลตอบแทนในโลกนี้ เราก็จะให้แก่เขาจากโลกนี้ และผู้ใดต้องการผลตอบแทนในปรโลก เราก็จะให้แก่เขาจากปรโลกและจะตอบแทนแก่ผู้กตัญญูทั้งหลาย” ( อาละอิมรอน 3:144-145)

 

ความรักที่ท่านนบีมุหัมมัดได้มอบให้แก่ประชาชาติของท่าน ยิ่งใหญ่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แม้แต่ลมหายใจสุดท้ายที่ท่านมีอยู่ ก็ยังนึกถึงอุมมะฮฺของท่าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ถ้าใครดูหมิ่นเกียรติของท่านนบีอันเป็นที่รัก มักจะมีภาพที่ออกมาตอบโต้และเรียกร้องความรับผิดรับชอบของมุสลิมผู้ศรัทธาอย่างเนืองๆ  แต่แค่ความรักที่กล่าวเพียงลมปาก ไม่เท่ากับการนำสุนนะฮฺของท่านมาใช้ในทุกๆแง่มุมหรือทุกรายละเอียดของชีวิต.

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s