หนังสือ= หญ้า

เขียน : กระหม่อม

ตีพิมพ์ครั้งแรก : วารสารสมิอฺนาวาอตออฺนา เล่ม07

” ชีวิตทำให้มีค่าและชีวิตมันก็คือการมีพลวัต การมีความเคลื่อนไหวในตัว

ของมัน และการที่จะทำให้ตัวอักษรมีชีวิตก็คือการอ่าน ”

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิแห่งอัลลอฮฺ (สุบฯ) และไม่มีการสรรเสริญของมนุษย์หน้าไหนที่จะทำให้ระดับของเราในวันอาคิเราะฮฺสูงขึ้น ถ้าแก่นสารของมันไร้ซึ่งความพึงพอใจของอัลลอฮ (สุบฯ) เพราะฉะนั้นทางที่ดีเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องแสวงความพึงพอใจจากอัลลอฮ(ซุบฯ) แทนที่จะจับจ้องแต่จะจองพื้นที่ความพอใจ ณ จิตใจของมนุษย์ ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจในความพึงพอใจของอัลลอฮ (สุบฯ)แต่อย่างใดเลย จะมีก็แต่ในอันที่จะลดถอนกันไป

ผมเคยจินตนาการเล่นๆว่าถ้าโลกนี้ไม่มีสัญลักษณ์แสดงความหมายของสิ่งต่างๆ การดาเนินชีวิตของเราจะเป็นยังไง? โลกนี้คงจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย ซึ่งมันก็น่าจะวุ่นวายพอสมควร และก็อาจจะทาให้รูปพรรณ ฐานของมนุษย์ไม่เป็นอย่างที่เห็นตอนนี้ บางทีมนุษย์อาจจะมีกล้ามเนื้อที่ปากเป็นมัดๆ เหมือนกล้ามเนื้อ บริเวณขาที่เกิดจากเราใช้งานมากก็เป็นได้ แต่ในเมื่อการถ่ายทอดในรูปแบบของสัญลักษณ์ไม่มีวิธีนี้ก็เลยน่าจะเป็นทางเลือกถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมาจริงๆ พลันคิดได้อย่างนั้นผมก็นึกอยากจะขอบคุณคนที่คิดตัวอักษรขึ้นบนโลกจริงๆ และก็คงต้องขอบคุณคนเป็นร้อยเป็นพันคน

เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับ ที่มนุษย์โลกสื่อสารกันด้วยสัญลักษณ์แทนคาพูดและมันก็เริ่มต้นแทบจะทุกพื้นที่ทั่วโลก (เสมือนเป็นสัญชาติญาณที่ถูกสร้างเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งของคน รอแค่การใช้)ไม่ได้เกิดจากคนคิดเพียงคนเดียวแล้วส่งขาย เลยทาให้บนโลกนี้มีความหลากหลายของภาษาอยู่พอสมควร มันอาจจะเริ่มต้นจากรูปภาพที่มีความละม้ายคล้ายความหมายของมัน แล้วก็อาจจะด้วยความขี้เกียจ(ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความขี้เกียจของมนุษย์มีจุดกำเนิดจากตรงนี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆมันเป็นสัญชาติญาณที่ส่งทอดมาแบบไม่เคยขาดสาย) ของคนยุคก่อนจากรูปภาพเลยแปรเปลี่ยนเป็นอักษรในที่สุด และมันก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดสร้างความก้าวหน้าให้กับโลก อยากให้ทุกคนลองคิดดูครับว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีตัวอักษรมันจะเป็นยังไง โลกคงเดินช้ากว่านี้เป็นร้อยปีพันปี สมมุติคนรุ่นหนึ่งคิดทฤษฎีหนึ่งขึ้นมา ซึ่ง ณ ตอนนั้นอาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆกับคนเลย สมมตินะว่าไม่มีตัวอักษร ความรู้ของเขาจะเก็บให้คนรุ่นต่อไปได้ยังไง บางคนก็บอกว่าก็ถ่ายทอดผ่านทางลมปากนี้แหละ แต่อย่างที่รู้นั้นแหละครับ น่าจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราแหละครับ “ปากว่าไม่เท่าตาเห็น” เห็นอีกอย่าง รับรู้อีกแบบ และก็พูดอีกทาง แน่นอนว่าความผิดเพี้ยนมันก็ย่อมเกิดขึ้นมา และสุดท้ายก็ อาจจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในที่สุด แต่ก็ด้วยตัวอักษรนี้แหละครับความรู้ความเข้าใจต่างๆถูกเก็บและสะสมกันมา และก่อให้เกิดวิทยาการมากมายเหลือเกิน บางเรื่องก็อาจจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ในตอนแรกแต่พอผ่านการกลั่น การกรอง มาหลายชั่วอายุคนมันก็แปลงเป็นวิทยาการได้อย่างน่าอัศจรรย์ ที่พูดมาข้างต้นก็เพื่อที่จะให้เราเห็นความสำคัญของตัวอักษรครับ แต่กระนั้นตัวอักษรมันก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรถ้าหากมันไม่มีชีวิต

ใช่แล้วครับ”ชีวิตทาให้มีค่า” และชีวิตมันก็คือการมีพลวัต การมีความเคลื่อนไหวในตัวของมัน และการที่จะทาให้ตัวอักษรมีชีวิตก็คือ”การอ่าน”ครับ และมันก็ไม่เพียงสร้างพลวัตกับตัวอักษรเท่านั้นมันยังสร้างพลวัตให้เกิดกับคนที่อ่านมันด้วย

มาถึงตรงนี้คาถามคือว่าอะไรคือความหมายของการอ่าน มันคงจะมีการให้ความหมายที่แตกต่างกันไป แล้วแต่บริบท แต่ในที่นี้ผมขอให้ความหมายมันในเชิงสรีระวิทยาของสมองแล้วกันครับ ซึ่งเท่าที่เรียนมาก็ น่าจะหมายถึงการรับข้อมูลในรูปแบบของรูปภาพในตำแหน่งสมองบริเวณที่หนึ่ง แล้วส่งต่อไปยังอีกตำแหน่งของสมองบริเวณที่สองเพื่อเปลี่ยนสัญญาณรูปภาพเป็นสัญญาณเสียง แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วนเก็บข้อมูลครับ แล้วมันต่างกับการรับข้อมูลเสียงยังไง? มันต่างกันตรงที่ข้อมูลในรูปแบบของเสียงนั้นจะไม่ผ่านส่วนแรกครับ คือจะเข้าสู่สมองส่วนที่แปลงรูปภาพเป็นเสียงแล้วก็ผ่านไปยังส่วนเก็บข้อมูล ซึ่งเอามาคิดอีกทีการรับข้อมูลในรูปแบบเสียงมันเป็นทางลัดของการรับข้อมูล เร็ว สะดวก สบาย แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง มันทาให้เราได้ใช้สมองน้อยกว่าการอ่านครับ ส่วนเราจะเลือกให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน ก็แล้วแต่ศรัทธาครับ แล้วแต่ศรัทธาจริงๆ เมื่อหลายวันที่ผ่านมาทางชมรมมุสลิม(ม.อ.)ก็ได้จัดงานชื่อว่าอิกเราะอ์ เดย์ ซึ่งก็มีวัตถุประสงค์ที่จะกระตุ้นการอ่านให้กลายเป็นนิสัย และเราก็หวังลึกๆครับว่า มันจะกลายเป็นวัฒนธรรมใน ท้ายที่สุด และก็ได้เชิญอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งก็ไม่ใช่มุสลิม แต่อัลหัมดุลิลลาฮฺครับ ท่านก็อาสาที่มาร่วมเสวนาในครานั้น ถึงแม้ว่าท่านจะมีภารกิจที่จะต้องออกพื้นที่ในวันนั้น อาจารย์ท่านนั้นชื่อว่า อ.ทพ .ดร.ประกาศ เป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาชีววิทยา ม.อ. ซึ่งในการเสวนาครั้งนั้นอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงหนังสือที่มีอิทธิพลกับการดาเนินชีวิตของอาจารย์ โดยอาจารย์ได้ยกมาสามเล่มครับ ซึ่งก็มีเล่มหนึ่งที่เขียนโดยนักเขียนชาวไทย ซึ่งต้องขออภัยที่ผมจาชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ แต่ยังจาชื่อคนเขียนได้คือ อิศรา อมันตกุล ซึ่งท่านถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ไทยเลยทีเดียว(ฝากไปศึกษาหาข้อมูลกันต่อ) และที่สำคัญท่านเป็นมุสลิมครับ ท่านมีชื่ออิสลามว่า อิบรอฮีม หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ แต่ก็อีกหลายคนเหมือนกันที่อาจจะเพียงแค่คุ้นชื่อ ซึ่งผมก็อยู่ในประเภทหลังนี้แหละครับ อาจารย์ได้บอกไว้ว่า หนังสือเล่มนั้นทาให้อาจารย์ “ได้รับรู้ความลาบากของคนที่ทุกข์ยาก” และเป็นที่น่าสังเกตว่าในหลายๆคาบเรียนที่ได้เรียนกับอาจารย์ อาจารย์ก็พยายามถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกศิษย์เสมอๆ มีครั้งหนึ่ง เพื่อนเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งว่า(ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับสอบท่องหะดีษตอนมัธยมยังไงไม่รู้) “เป็นที่น่าแปลกใจที่คนเป็นล้านคนที่แอฟริกาจะต้องเสียชีวิตเพราะไม่มีอาหารกิน แต่ชาวออสเตรเลียต้องฆ่าแกะเป็นหมื่นตัวด้วยเพราะแกะล้นประเทศ” ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคาพูดจากอาจารย์ที่รับมาจากเพื่อนอีกทีนั้นอาจารย์ตั้งใจจะให้เกิดผลอะไรกับนักศึกษา แต่ก็คงเกี่ยวกันไม่น้อยกับหนังสือของท่านอิศรา อมันตกุล ที่อาจารย์เคยบอกว่าทาให้อาจารย์ได้เข้าใจความลาบากของคนที่ทุกข์ยาก และเรื่องเหล่านี้ก็คงจะตกทอดต่อไปเรื่อยๆ อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องเล่าจากงานเดียวกันครับ แต่เป็นของวิทยากรอีกท่านหนึ่งนั้นคือ อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง มีคนถามท่านว่าเราจะอ่านหนังสือยังไง ท่านก็ตอบอย่างน่าคิดครับว่า “เราต้องอ่านหนังสือให้เหมือนกับ วัวที่กินหญ้า นั่นคือ วัวกินหญ้าแต่ให้นม”ที่ผมยกตัวอย่างก็เพื่อจะให้รู้ว่าตัวอักษรมันมีชีวิตครับ แต่ก็ต้องด้วยการอ่านของเรานี้แหละ และมันก็เปลี่ยนวิถีของชีวิตของคนที่ให้ชีวิตมันด้วย ฟัง ยังงี้ผมก็คงต้องไปนิยามการอ่านใหม่อีกครั้ง มันไม่ใช่แค่การรับข้อมูลเป็นภาพ แปลงเป็นเสียง แล้วไปเก็บ(บางคนก็อาจจะต่อด้วยเอาไปอวดเพื่อน) เพราะมันจะเป็นเพียงแค่อ่าน แต่อ่านที่บรรดาเราๆทั้งหลาย ต้องแสวงหาคือ ต้องมีต่อ คือ หลังจากนาไปเก็บแล้ว มันก็เดินทางท่องเที่ยวต่อในสมองเพื่อหากาไรแห่งชีวิต ซึ่งเราเรียกกิจกรรมนี้ของข้อมูลว่า”การคิด”ครับ แล้วก็ส่งต่อไปยังระบบประสาทส่วนสั่งการ แปลงเป็นสิ่งที่เรียกว่า “การกระทา” นี้แหละครับการอ่านที่เมื่อแปลเป็นอาหรับแล้วน่าจะตรงกับคาว่า“อิกเราะอ์”มากที่สุด.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s