รู้จัก อุมัร มุคตาร์ รู้จักขบวนการอัซซานุสซี่

a  wake a story 02  27022010
รู้จัก อุมัร มุคตาร์ รู้จักขบวนการอัซซานุสซี่
ดัดแปลงจาก หนังสือขบวนการฟื้นฟูอิสลาม มัรยัม ญะมีละฮฺ เขียน บรรจง บินกาซัน แปลในช่วงของการปฏิวัติแห่งอิหร่าน(มกราคม 1979)ที่นำโดย โคมัยนี่ นั้นหลากหลายกระแส ต่างโพนทะนาว่า นี่แหละคือ การปฏิวัติแห่งอิสลาม แต่เวลา ก็ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งเหล่านั้น หาใช่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะนั้นไม่ไช่อิสลามของท่านนบีเรา แต่กลับเป็นเรื่องราวของอำนาจทางการเมืองของบรรดาผู้ที่อ้างว่าเป็นผุ้นำศาสนา และเกี่ยงโยงพันเกลียวกันซับซ้อนกับเจตนาลับในการครอบครองบางสิ่งบางอย่าง รวมถึงความอาฆาตแค้นต่อมุสลิมซุนนี่ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในอิสลามณ วันนี้ ลัทธิชีอะฮฺ ไม่ไช่ความลับอีกต่อไป(แต่ก็ต้องระวังอยู่เสมอ)และการแอบอ้าง ในเรื่องราวของการปกครองแบบอิสลามนั้น ก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาเฉพาะบนพวกชีอะฮฺเท่านั้น
ซ้ำยังเป็นการปกครองและการวางระบอบจอมปลอมที่ไม่ได้ใช้อัลกุรอานและหะดิษนบีเป็นเครื่องมือเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ประวัติศาสตร์ได้บอกให้เราได้รู้ว่ามีกลุ่มคนแนวหน้าที่พยายามปกป้องและฟื้นฟูอิสลามอย่างบริสุทธิ์ใจอยู่ทุกกาลสมัย แม้พวกเขาเหล่านั้นรู้ดีถึงอุปสรรคและความลำบากที่จะตามมา ยังไม่นับว่าคงไม่ได้เห็นธงแห่งอิสลามปลิวไสวค้ำโลกในยุคสมัยตัวเอง แต่พวกเขาก็ไม่เคยละความพยายาม พวกเขาเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกเวลา รวมทั้งในประเทศอันร้อนผ่าวด้วยไอความร้อนจากทะเลทรายอย่าง “ลิเบีย”ก่อนที่ นายพล มุอัมมาร์ กัดดาฟี จะยึดอำนาจและล้มระบอบกษัตริย์ในปี ค.ศ.1969  นั้น ประเทศแห่งนี้ เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังแห่งระบอบอิสลาม อันเนื่องมาจากการมีอยู่ของขบวนการหนึ่ง ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงทำให้พวกเขากำเนิดขึ้นมาท่ามกลางสังคมมุสลิมแอฟริกาอันงมงาย เพื่อฟื้นฟูอิสลามขึ้นมาอีกครั้ง ขบวนการอัซซานุสซี่,ซัยยิด มุฮัมมัด อิดริส,อุสตาสอุมัร มุคตาร จึงได้ปรากฏชื่อขึ้นมาบนบรรณพิภพนี้ตามมาทันที หากว่าในวันนั้น อิตาลี ไม่เข้าครอบครองและทำลายลิเบียแล้วนั้น ขบวนการนี้จะเป็นแกนหลักในการฟื้นฟูอิสลามขึ้นบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน แต่ความจริงก็คือ ตะวันตกและเหล่าสมุนชัยฏอนในคราบมนุษย์เหล่านั้น จักไม่มีวันยอมแม้เพียงตารางนิ้วเดียวบนพื้นโลก ที่จะให้อิสลามได้ปกครอง เพราะนี้คือพลังเดียว ที่พวกเขากลัวและสั่นเทาทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากันในช่วงที่กองทัพอิตาลีรุกรานลิเบียนั้น ซัยยิด มุฮัมมัด อิดริส กษัตริย์แห่งลิเบีย(King Idris I) ได้ตอบคำถามว่าทำไมพระองค์และขบวนการซานุสซี่ถึงต้องต่อต้านอิตาลี“ซานุสซี่มีเป้าหมายเพียงเพื่อทำให้หัวใจของคุณมีคุณธรรมเท่านั้น เป้าหมายนี้จะสำเร็จได้อย่างไรเล่า? ก็โดยการปัดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจากความคิดของเรานอกจากพระเจ้า โดยวิธีการสายกลาง และโดยการละทิ้งความสนุกสนานทั้งหมดที่ทำให้เราหันห่างจากพระเจ้า”

“แล้วทำไมพวกอิตาลีถึงได้ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการซานุสซี่?”
“ก็เพราะว่าคนที่ปฏิบัติตามคำสอนของเราได้กลายเป็นคนที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจพวกฟาสซิสต์อิตาลีนั้นสนใจเพียงแต่จะทำให้ประชาชนของเราเลวทรามลงเหมือนที่อื่นๆอีกหลายแห่งในโลกอิสลาม ถ้าหากว่าพวกเขาทำเช่นนั้นได้ อารยธรรมของพวกอิตาลีก็จะเข้ามาแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากว่าประชาชนยังยึดคำสอนของเรา มันก็ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด”

ปู่ของซัยยิด มุฮัมมัด อัลอิดริส คือ ซัยยิด มุฮัมมัด อิบนิ อาลี อัสซานุสซี่ ถือกำเนิดในมุสตะฆอนิม ในอัลญิเรีย ค.ศ.1789 และท่านคือ ผู้ให้กำเนิด ขบวนการอัส-ซานุสซี่ ท่านศึกษาจบที่มหาวิทยาลัย อัลคอราวียีน ที่มอรอคโค อันมีชื่อเสียงในโลกอิสลาม และเดินทางทำงานศาสนา ณ ดินแดนต่างๆ รวมทั้งอียิปต์ ซึ่งที่นั้นนอกจากท่านจะถูกเหล่าคณาจารย์อัลอัซฮัรที่อิจฉาบทบาทของท่าน และยังกล่าวว่าท่านนั้นเป็นคนนอกศาสนาแล้ว แต่ท่านอัซ-ซานุสซี่ ก็ไม่ได้ว่ากระไร เพราะเขาถือว่า อาจารย์เหล่านี้เป็นเพียงแต่หุ่นกระบอกของชนชั้นปกครองเท่านั้น และยังมีศัตรูตัวฉกาจซึ่งท่านเกลียดนักหนาอีกคนหนึ่ง เค้าคือ มุฮัมมัด อาลี ปาชา มิตรรักปีศาจนักล่าอณานิคมอย่างอังกฤษ

แรงบันดาลใจท่านนั้น มาจากคำสอนการต่อสู้ ของ อิมาม อะหฺมัด อิบนุฮัมบัล,อิมาม อัลฆอซาลี,อิบนุ ตัยมียะฮฺ และแบบอย่างจากอิมาม มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ นักฟื้นฟูอิสลามแห่งคาบสมุทรอารเบีย ผู้ล่วงลับไปแล้ว อย่างไรก็ตามขบวนการอัซซานุสซี่ นั้นจะต่างจากขบวนการในอดีตตรงที่เน้นในเรื่องของจิต(ซูฟี)มากหน่อย แต่เป็นซูฟีด้านการปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับท่านอิมาม หะซัน อัลบันนา และขบวนการของท่านในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบวนการอัซ-ซานุสซี่ นั้นต่อต้านอย่างหนักในเรื่องราวของดนตรีและห้ามเรื่องเหล่านี้อย่างเด็ดขาด(ซึ่งต่างจากซูฟีส่วนใหญ่ในปัจจุบัน)

ขณะที่ซัยยิดอัซซานุสซี่ เดินทางไปทั่วดินแดนนั้นในที่สุดท่านก็ตกลงที่จะใช้ไซเรไนคาในลิเบียเป็นสนามปฏิบัติและในช่วงที่ฝรั่งเศสเข้าครอบครองอัลญีเรียและตูนีเซียนั้นซัยยิดอัซซานุสซี่ ก็ไหวตัวท่านจากพวกออตโตมัน(ซึ่งตอนนั้นความคิดอิสลามิคเริ่มจางหาย) ที่คิดจะกำจัดขบวนการของเขา

ใน ค.ศ.1844 ซัยยิด มุฮัมมัด อัลมะฮฺดี ลูกของท่านซัยยิด อัซซานุสซี่ ก็ถือกำเนิดขึ้น ในวัยแค่ 12 ปี ท่านทำงานในขบวนการ โดยผู้คนที่เคยอยู่ในยุคแห่งงมงายแห่งแอฟริกา ต่างยกย่องและเรียกท่านว่า อิมามมะฮฺดี ผู้ที่ถูกรอคอย แต่ท่านกับบิดาของท่านก็หาได้สนใจไม่ ท่านตรากตรำทำงานศาสนาอย่างแข็งขัน ในวัย 16 ปี ท่านขึ้นมาเป็นผู้นำในขบวนการ ปกครองดินแดน ทั้งลิเบีย ตะวันตกอียิปต์ และลึกเข้าไปในแอฟริกา ซึ่งมีผู้คนเข้ารับอิสลามอย่างมากมาย ขบวนการซานุสซี่ได้รับความนิยมในหมู่อาหรับเร่ร่อนอย่างมากเสมือนขบวนการของท่านมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้ทำมาก่อน ในช่วงเวลานั้น ขบวนการซานุสซี่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมุสลิม และเมื่อพวกเขาไปทำฮัจญ์ พวกเขาก็จะเผยแพร่อุดมการการต่อสู้เสมอๆ

ในปี ค.ศ.1902 ฝรั่งเศสเริ่มคิดว่าขบวนการซานุสซี่นั้น เป็นภัยคุกคามที่อันตราย ฝรั่งเศสได้รุกรานขบวนการ จนท่าน ซัยยิด อัลมะฮฺดี ต้องเสียชีวิตไป และท่าน ซัยยิด มุฮัมมัด อัลอิดริส ลูกชายวัย 12 ปี จึงก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน แต่เนื่องจากอายุยังน้อยนัก ตำแหน่งจึงตกไปอยู่ที่ ท่าน ซัยยิด อะหฺมัด อัช-ชารีฟ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องและมีอายุ 29 ปี ซัยยิด อะหฺมัด อัช-ชารีฟ เกิดในปี ค.ศ.1873 งานสำคัญของท่านคือการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส แต่ด้วยการที่เป็นรองด้านทรัพยากรอาวุธหลายเท่านัก ขบวนการซานุสซี่ จึงพ่ายแพ้ไป

ในปี ค.ศ.1911 ภายใต้การนำของเผด็จการนามว่ามุสโสลินี สหายสนิทของอดอฟ ฮิตเลอร์ ก็ได้กรีฑาทัพบุกตะลุยรุกรานกรุงตรีโปลี และเบงกาซี รัฐมนตรีสงครามตุรกีขณะนั้น อันวารฺ ปาชา กับกองทหารของเขาจึงเข้าไปที่เกิดเหตุและด้วยความศรัทธาแห่งรัฐคอลีฟะฮฺ ซัยยิด อัช-ชารีฟ ได้ส่งกองทหารของท่านเข้าร่วมรบ และในที่สุดก็หยุดยั้งการรุกรานได้

แต่ในปี ค.ศ.1911 พวกรัฐบาลข่านคริสเตียนเล็กๆในสมัยนั้น ก็ได้ทำการรุกรานตุรกีอีก การที่ต้องปะทะศึกทั้งสองด้าน ทำให้ อันวาร ปาชา ต้องถอยไปปกป้อง ตุรกี อย่างเต็มกำลัง และปล่อยให้ขบวนการซานุสซี่ ต้องเผชิญศัตรูอย่างตุรกีโดยลำพังในลิเบีย

ปี ค.ศ. 1917 ซัยยิด อะหฺมัด อัช-ชารีฟ เดินทางด้วยเรือดำน้ำไปยังอิสตันบูล เพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลตุรกี แต่ท่านต้องพบเจอกับความผิดหวัง อันเนื่องมาจากว่าพวกตุรกีนั้น ระแวงขบวนการของท่าน กลัวว่าซัยยิด อัชชะรีฟ จะประกาศตัวเป็นคอลีฟะฮฺแห่งโลกอิสลาม ทั้งๆที่ท่านนั้นไม่เคยมีความพยายามเช่นนั้นเลย ตุรกีจึงพยายามหน่วงเหนี่ยวท่านไว้และในปี

ค.ศ.1918 ตุรกีก็พ่ายแพ้สงคราม ซัยยิด อัชชารีฟ มิได้หยุดความพยายามในงานศาสนาเพียงเท่านั้นท่านพยายามเดินทางข้ามทุ่งราบอนาโตเลีย เพื่อไปร่วมรบกับมุสฏอฟา เคมาล อะตาเติร์ก ในการต่อสู้ปกป้องตรุกีจากการทำลายล้างของศัตรูรอบด้าน

ในช่วงแรกของการต่อสู้นั้น ตุรกีเข้มแข็งและรบชนะด้วยพลังแห่งศาสนา ซัยยิด อัช-ชารีฟ ได้เดินทางไปทั่วดินแดนเพื่อรณรงค์เรียกร้องชาวมุสลิมในการสนับสนุน “ฆอซี” หรือพวกนักรบเพื่อศาสนา ความพยายามของท่านทำให้ขบวนการเคมาลิสต์ ของมุสฏอฟา เคมาล นั้น ได้รับความนิยมอย่างมาก คนเหล่านี้เข้าร่วมขบวนการด้วยจิตวิญญาณแห่งอิสลาม มิไช่ด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมจอมปลอมที่มุสฏอฟา เคมาล นำมาใช้ในภายหลังไม่แต่ยังมิทันที่เคมาล จะประสบชัยชนะ เค้าก็เบือนหน้าหนีจากวิธีแห่งอิสลาม และแสดงธาตุแท้แห่งความเป็นมุนาฟิกออกมาทั้งที่พลังแห่งอิสลามนี้นั้น เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เค้ามาถึงจุดนี้ได้ เค้าคัดค้านค่านิยมอิสลาม และปฏิรูปตุรกีด้วยระบอบเซคคิวลาห์อย่างที่โลกมุสลิมได้แต่งงและทำตาปริบๆ

ในปี ค.ศ. 1923 ซัยยิด อะหฺมัด ชารีฟ จึงได้เดินทางไปดามัสกัส ซีเรีย เพื่อเรียกร้องให้มีการรวมตัวกับตุรกีเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของอิสลามอีกครั้ง ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสไม่พอใจ และ

ในปี ค.ศ.1924 ท่านก็ถูกจับตามองและมีข่าวความพยายามลอบสังหารท่านจึงหนีออกจากเมืองและเดินทางด้วยรถยนต์ข้ามทะเลทรายสู่พรมแดนอารเบีย
และที่นั้นท่านก็ได้รับความช่วยเหลือจากกษัตริย์ อับดุลอะซิซ อิบนิสะอู๊ด (King Abdulaziz ibn saud) ผู้ปกครองมักกะฮฺ

ขณะที่ซัยยิด อะหฺมัด ชารีฟ กำลังเดินทางหนีการลอบสังหาร และเพื่อรณรงค์เอาความเป็นหนึ่งของอิสลามกลับมาอีกครั้งนั้น ที่ไซเรไนคา ตะวันออกเฉียงเหนือแห่งลิเบียซัยยิด อะหฺมัด อิดริส กับ ราชสีห์แห่งทะเลทราย อุมัร มุคตารฺ ก็กำลังขับเคี่ยวสู้รบจากการรุกรานของพวกอิตาลี อยู่อย่างสิ้นหวัง

ชีวิตของ ซีดี อุมัร นั้น อุสตาสผู้สอนกุรอานแก่เด็กๆในหมู่บ้านคนนี้ ต่อสู้เพื่อศาสนาตลอดชีวิตท่านยืนหยัดนำกองกำลังต่อสู้กับผู้รุกรานอย่างไม่ย่อท้อ แม้อาวุธ และกองกำลัง จะเสียเปรียบอิตาลีหลายเท่านัก กองทหารของเขามีเพียงปืนยาวโบราณ ดาบ และม้าเพียงไม่กี่ตัว ในการทำสงครามนั้น พวกอิตาลีจะเปลี่ยนหมู่บ้านชาวอาหรับให้เป็นค่ายเชลยศึก และแจ้งหน่วยทหารที่ใกล้ที่สุดเข้ามาในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็จะใช้ปืนจากเครื่องบินยิงสกัดกั้น ไม่ให้พวกอาหรับแตกกระจายไป หลังจากนั้นหน่วยทหารที่เดินทางเข้ามาก็จะเข้าฆ่าหมู่ทันทีโดยไม่มีการแยกแยะว่า จะเป็นเด็ก สตรี หรือคนชรา ส่วนชีวิตที่เหลือรวมทั้งสัตว์ก็จะถูกต้อนไปยังเขตชายฝั่งและล้อมรั้วไว้ ในปี ค.ศ.1930 พวกเบดูอินประมาณ 80,000 คน พร้อมกับฝูงวัวควายนับแสนตัว ได้ถูกต้อนไปยังสถานที่ที่อาหารไม่เพียงพอต่อทุกคน ทำให้ความหิวกระหายและโรคภัยไข้เจ็บคร่าพวกเขาไปเป็นจำนวนมากอย่างน่าเวทนา

มุฮัมมัด อะซัด อดีตนักบูรพาคดีผู้ค้นพบสัจธรรม ได้เดินทางไปลิเบียในวันนั้นและเล่าให้เราฟังว่า

“… ก่อนรุ่งอรุณ ลึกเข้าไปในเขตยึดครองของพวกอิตาลี เราได้ไปถึงค่ายใหญ่ของกองทหารท่าน อุมัร มุคตารฺ ซึ่งตอนนั้นมีเหลือแค่สองร้อยกว่าคนช่องเขาแห่งนี้อยู่ในช่องเขาลึกและแคบ มีกองไฟที่กำลังลุกอยู่ไม่กี่กองใต้โขดหิน หลายคนนอนหลับอยู่บนพื้นโดยไม่มีอะไรปู อีกหลายคนซึ่งเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ อยู่กำลังทำหน้าที่ภายในค่ายของตน เช่น ทำความสะอาดอาวุธ ตักน้ำ หุงอาหารและดูแลม้า ส่วนมากของพวกนี้สวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง และหลายคนมีผ้าพันแผลตามตัว ซึ่งบอกให้เรารู้ว่าคนพวกนี้ต้องผ่านการปะทะกับศัตรูมาหยกๆ ที่ข้าพเจ้าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งคือ ข้าพเจ้าเห็นผู้หญิงสองคนในค่ายนั้น เป็นหญิงแก่คนหนึ่งและสาวคนหนึ่งทั้งสองคนนั่งอยู่ใกล้กองไฟกองหนึ่งและกำลังซ่อมรองเท้าที่ขาดด้วยปิ่นปักผม…

หลังจากนั้น ซีดี อุมัร ก็เรียกชายคนหนึ่งเข้ามา เขาเล่าให้ฟังว่า…มีไม่กี่คนที่หนีออกมาได้ ส่วนผมหลบซ่อนอยู่ในดงต้นปาล์มเพื่อหาโอกาสหลบหนีพวกอิตาลี พอตกกลางคืนผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้อง เพราะถูกพวกอิตาลีและทหารรับจ้างเอริเธรียข่มขืนตลอดทั้งคืน…พวกนายทหารอิตาลีได้นำพวกที่รอดชีวิตมารวมกันที่หน้าหลุมฝังศพของซัยยิด มุฮัมมัด อัลมะฮฺดี
หลังจากนั้นเจ้านายทหารคนนั้นก็ฉีกคัมภีร์กุรอานออกเป็นชิ้นๆ

”เอาซี่ ให้ศาสดาของแกมาช่วยสิ ถ้าเขาแน่จริง” หลังจากนั้นเขาก็สั่งตัดต้นปาล์มในโอเอซิสและทำลายบ่อน้ำทั้งหมด ส่วนหนังสือในห้องสมุดของซัยยิด อัลมะฮฺดี ก็ถูกเผาหมดวันต่อมาเขาก็ได้สั่งให้บรรดาผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมีความรู้ขึ้นเครื่องบิน หลังจากนั้นก็เหวี่ยงคนเหล่านั้นออกมาจากเครื่องบินที่บินอยู่ให้ตกลงมาข้างล่าง…ท่ามกลางความมืดของวันที่สอง ผมพบอูฐหลงมาตัวหนึ่งจึงได้ขี่มันหนีออกมา”ในปี ค.ศ.1931 หลังจากที่ ซีดี อุมัร มุคตารฺ ถูกทหารอิตาลีล้อมจับกลางทะเลทรายขณะกำลังสู้รบอยู่นั้น หลังจากนั้น ขบวนการก็ถูกทำลายลงพร้อมกับฉากการแขวนคอ ซีดี อุมัร และอิตาลีก็เข้าครอบครองลิเบียเป็นการสำเร็จมุฮัมมัด อะซัด กล่าวต่อไปว่า
ขณะที่ข้าพเจ้าก้าวข้ามธรณีประตูกองบัญชาการของขบวนการซานุสซี่ในมะดีนะฮฺนั้น…ข้าพเจ้าได้ยืนอยู่ต่อหน้านักรบเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งซานุสซี่ และได้มองเห็นความเจ็บปวดที่ประทับอยู่บนหน้าผากอันสวยงามของเขา และอีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้จูบมือซึ่งถือดาบมาเป็นเวลานานจนไม่อาจที่จะยกมันได้อีกต่อไปแล้ว“ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดลูกของฉัน และขอให้พระองค์คุ้มครองเจ้า กว่าปีแล้วสินะที่เราได้พบกัน และปีนี้มันก็เป็นปีสุดท้ายของเราแต่บรรดาการสรรเสริญเป็นของพระผู้เป็นเจ้าไม่ว่าพระองค์จะกำหนดไว้อย่างไรก็แล้วแต่”มันเป็นปีที่แสนโศกเศร้าจริงๆสำหรับซัยยิด อะฮฺมัด อัชชารีฟ รอยย่นรอบปากของเขาลึกลงไปมาก และเสียงของเขาก็เบาลงไปกว่าเดิมพญาอินทรีเฒ่านั่งลงบนพรมนมาซโดยมีผ้าขาวห่มกายเพื่อความอบอุ่น สายตาเพ่งมองไปยังข้างหน้าอย่างหาจุดจบมิได้

“ถ้าหากเราช่วยอุมัร มุคตารฺเอาไว้ได้” เขาพูดเบาๆ “ถ้าหากเราเพียงแต่ชวนให้หลบหนีไปอียิปต์ได้”

“ไม่มีใครช่วย ซีดี อุมัร ได้หรอก” ข้าพเจ้าปลอบ “เขาไม่ต้องการให้ใครช่วย เขาต้องการที่จะตาย ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ชนะ ข้าพเจ้ารู้ขณะที่ข้าพเจ้าจากเขามา โอ ซีดี อะหฺมัด”

ซัยยิด อะหฺมัด ผงกศรีษะ
“ใช่ ฉันรู้ ฉันรู้ ฉันรู้ว่ามันสายเกินไป บางครั้ง ฉันรู้สึกว่ามีความผิดที่ไปเสียเวลาอยู่ที่อิสตันบูลอยู่เป็นเวลานาน แต่ฉันจะทำอย่างไรได้เล่าเมื่อคอลีฟะฮฺแห่งอิสลามขอร้องให้ฉันช่วย มีใครเล่านอกจากพระเจ้าที่จะพูดได้ว่าคนนั้นถูกหรือโง่ ถ้าหากเขาทำตามความสำนึกของเขา?”

ประมุขของขบวนการซานุสซี่ส่ายหน้าซ้ำๆด้วยความข่มขืน ตาของเขาแสดงออกให้รู้ว่า มันจะไม่มีวันลืมขึ้นด้วยประกายแห่งความหวังอีกแล้ว

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
– เชื่อหรือไม่ว่า ขบวนการซานุสซี่นั้น ยึดถือแนวความคิดของซูฟี แต่พวกเขาไม่ได้คลั่งไคล์จนกลืนกินอากีดะฮฺตัวเอง แต่เป็นซูฟีดั่งเช่น อะฮฺลิสซุฟฟะฮฺอย่าง ท่านอบูฮุรอยรอฮฺ(ร.ฎ.) ท่านอบูซัร อัลฆีฟารี(ร.ฎ.)อย่างไรก็ตามขบวนการซานุสซี่ก็มักจะถูกนำไปอ้างอิงในกลุ่มซุฟีแปลกประหลาดต่างๆทั่วโลกเพื่อเพิ่มดีกรีให้กลุ่มตนเอง
– อุมัร มุคตารฺนั้น เป็นครูสอนกุรอานแก่เด็กๆเท่านั้น ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตดั่งบทบาทของเขา แต่การเป็นผู้สอนอัลกุรอานกระมั้ง ทำให้เขาเป็นผู้ที่วิเศษสุดและกลายเป็นผู้นำในการต่อต้านอิตาลีอย่างแข็งขัน
– นายพล มุอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียปัจจุบัน เคยบอกว่า อุมัร มุคตารฺนั้น คือ ฮีโร่ของเขา และอุดมการณ์อิสลามคือแนวทางของเขาแต่วันนี้เขาคือผู้นำชาตินิยมอาหรับตัวยง และมีกลิ่นไอสังคมนิยมตามตัว ซ้ำยังรณรงค์ให้ลดกระแสการต่อต้านอิสราเอลอีกด้วย
– คุณรู้หรือไม่ว่า มุสฏอฟา เคมาล อะตาเติร์ก บิดาแห่งประเทศตุรกีสมัยใหม่ เป็นแม่ทัพคนหนึ่งที่คอลีฟะฮฺออตโตมานยอมรับและให้เค้าทำหน้าที่ในช่วงปลายก่อนที่ออตโตมานจะล่มสลาย เค้ามิไช่คนอื่นคนไกลที่ตะวันตกส่งเข้ามาอย่างโจงแจ้งแต่เป็นคนใกล้ๆจมูกคอลีฟะฮฺนี่เองและเค้านี่เองที่เป็นต้นเหตุ หักหลังมวลชนมุสลิมทั่วโลกในสมัยนั้น
– วีรกรรมอย่างหนึ่งของทหารอิสลาม ที่อุมัร มุคตาร เป็นผู้นำนั้น สิ่งหนึ่งที่ประทับความทรงจำของผู้พบเห็น ในวันนั้นก็คือขณะเผชิญกับศัตรู พวกเขาจะนั่งลงและเอาเชือกผูกไว้ให้สะโพกกับหน้าแข็ง ติดกัน เป็นการป้องการการหนีจากการต่อสู้และทำลายเจตนาที่ต้องการแรกเริ่มนั้นก็คือ ชะฮีด ในเมื่อไม่เหลือกระสุนและจำนวนทหารที่จะต่อกรได้ ก็จงยอมสู้ให้ถึงที่สุด และอย่าหนีเลย เพราะนั้นคือการทำลายความอิคลาสของตนเอง

บางรายงานกล่าวไว้ว่า พวกซานุสซี่ กระทำเช่นนี้เพราะความเชื่อที่ว่า ความอิคลาสของตนจะพิสูจน์ได้ด้วยความกล้าและความเชื่อมั่นต่อกุรอานอายัตหนึ่ง
ในซูเราะฮฺ  มุฮัมมัด อายัตที่ 7 ที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า…

5

7. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย หากพวกเจ้าสนับสนุน (ศาสนาของ) อัลลอฮ. พระองค์ก็จะทรงสนับสนุนพวกเจ้าและจะทรงตรึงเท้าของพวกเจ้าให้มั่นคง (*1*)
(1)  คือสนับสนุนศาสนาของพระองค์ ร่อซูลของพระองค์ และบรรดามุอมินแล้ว พระองค์ก็จะทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้มีชัยชนะเหนือศัตรูและจะให้พวกเจ้ามีความหนักแน่นอดทนในสนามรบ

พวกเขาสนับสนุนงานของอัลลอฮฺ และร่อซูล ซ้ำยังต้องต่อสู้กับอารมณ์ความกลัวภายในใจ ในถาวะสงครามเช่นนั้นพวกเขาจึงคิดหาวิธีในการยึดตัวเองไม่ให้หนีไปด้วยวิธีดังกล่าว และนี่คือการพิสูจน์ว่าพวกเขาอิคลาสมากจริงๆ

1
Sayyid Muhammad ibn Ali as-Senussi (1787-1859)
Sayyid  Ahmed as Sharif (1873-1933)

2
Ustaz Omar mukhtar (1862-1931)
Sayyid Muhammad Idris bin Sayyid Muhammad al-Mahdi al-Senussi (1890-1983)

3
muhammad asad (1900-1992)
Muhammad Ali Pasha (1769-1849)

4
Ustaz Omar Mukhtar ขณะถุกควบคุมตัวโดยพวกฟาสซิสต์อิตาลีในปี 1931

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://en.wikipedia.org/wiki/Muhammad_Ali_of_Egypt — muhammad ali Pasha
http://en.wikipedia.org/wiki/Senussi — ขบวนการซานุสซี่
http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=audio/2008-10-03/668 — ระบบการปกครองของอิสลาม
http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=node/455 — เมื่อผู้นำตกต่ำ : คิลาฟะฮฺอุษมานิยะฮฺ บทเรียนที่ต้องจดจำ(มีสไลด์)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s